ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง
โอรสอ๋องพาไป๋หลี่และพวกพ้องไปเรียกเหล่ากรรมกร
เหลือเพียงเฉินจี้กับเฉินเวิ่นจง ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันหน้าประตูโรงเตา คนหนึ่งมอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นดิน แค่สั่นศีรษะเบาๆ ฝุ่นก็ร่วงกราวลงมา ดุจสุนัขเล่นดินตัวหนึ่ง
อีกคนอาภรณ์ขาวดุจหิมะ ราวกับพระเอกในนิยายทุกเรื่อง
เฉินเวิ่นจงขมวดคิ้วมองเฉินจี้ที่ยิ้มร่าเริง ไม่รู้ว่าน้องต่างมารดาผู้นี้ดีใจอะไรกันแน่ “เฉินจี้ ข้าเห็นเจ้าจัดการงานเป็นระเบียบ หยั่งรู้การณ์แจ่มแจ้ง ที่จริงเจ้าเป็นคนฉลาดหลักแหลม เหตุใดจึงยอมคลุกคลีกับโคลนตมเยี่ยงนี้”
เฉินจี้ปัดฝุ่นบนเนื้อตัวไปพลาง ยิ้มตอบอย่างไม่ใส่ใจนักไปพลาง “วันนี้ข้าสุขใจยิ่ง พวกท่านอาจดูหมิ่นโรงเตาโทรมๆ ดูแคลนการงานมอมแมมเช่นนี้ แต่ข้ายิ่งมองยิ่งถูกใจ”
เพราะนี่คือครั้งแรกที่เฉินจี้มีสิ่งที่เป็น ‘ของตัวเอง’ บนโลกนี้
“เจ้าร้อนเงินหรือ?” เฉินเวิ่นจงเข้าใจผิด “แม้บุตรนอกสมรสจะสืบทอดกิจการไม่ได้ แต่ยามแบ่งทรัพย์ พี่ย่อมแบ่งปันวิถีทำมาหากินให้เจ้าบ้าง หากเจ้าหันหลังให้ความผิดพลาด ยอมกลับไปอ่านหนังสือให้ดี สอบจอหงวน พี่จะนิ่งดูดายให้เจ้าอดอยากหิวโหยได้อย่างไร”
เฉินจี้ยิ้มร่า พลางตบบ่าเฉินเวิ่นจง ทิ้งรอยฝ่ามือดำไว้บนอาภรณ์ขาวหิมะ “พี่ใหญ่ ท่านเป็นคนดีจริงๆ แต่ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่ออ่านคัมภีร์ เหมาะจะทำงานหนัก ปลูกข้าวเผาเตาอย่างมั่นคงมากกว่า”
เฉินเวิ่นจงถอยไปทางซ้ายหนึ่งก้าว แต่ก็หนีรอยฝ่ามือดำไม่พ้น ขมวดคิ้วพลางกล่าว “ขงจื๊อกล่าวว่า ราษฎรสี่ทิศจะอุ้มบุตรมาพึ่งพิง เหตุใดจึงต้องทำนา?”
เฉินจี้ชะงักไป “หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินเวิ่นจงอธิบาย “อาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์กล่าวไว้ว่า หากชนชั้นบนยึดถือมรรยาทจารีต ราษฎรย่อมอุ้มลูกมาพึ่งพาเอง ไฉนต้องทำนาด้วยตนเอง การลงมือทำนาทำไร่นับเป็นงานชั้นต่ำ พวกเราเหล่าผู้มีการศึกษา พึงเป็นแบบอย่างแก่ใต้หล้า ย่อมมีผู้ติดตามดุจเมฆ”
เฉินจี้มองเฉินเวิ่นจงอย่างเงียบงัน เขารู้วัฒนธรรมขงจื๊อไม่ลึกซึ้ง จึงไม่รู้จะใช้คัมภีร์โต้แย้งแนวคิดของพี่ชายอย่างไร
ระหว่างนี้ เสียงไป๋หลี่ดังมาแต่ไกล “เฉินจี้ ข้าหาคนดัดแปลงเตาได้แล้ว พวกเขาบอกว่า ทุกเตาเผาในหมู่บ้านแซ่หลิว ล้วนสร้างโดยพวกเขา จะช่วยเราได้แน่นอน”
ด้านหลังไป๋หลี่มีชายชราหลังค่อมเดินตามมา กล้องยาสูบยาวห้อยเอว ถุงยาสูบแกว่งไปมาตรงเอวดุจถุงทอง
ด้านหลังชรามีชายฉกรรจ์อีกเจ็ดคน
พอเข้ามาใกล้ ชราหลังค่อมหยุดยืนหน้าประตูโรงเตา อัดยาสูบลงกล้องไปพลาง มองเฉินจี้ไปพลาง “เจ้าเป็นคนจัดการที่นี่หรือ”
เฉินจี้ตอบเรียบนิ่ง “ใช่ ข้าเอง”
ชราหลังค่อมพูดเอื่อยๆ “เตาเผาทั้งหมู่บ้านแซ่หลิว ล้วนสร้างโดยพวกข้าตระกูลหลิว ถ้าอยากจะสร้างเตาก็ไม่มีปัญหา ให้เงินมาก่อนสองร้อยตำลึง ระหว่างสร้างเตาต้องจ่ายแป้งขาววันละสี่ชั่ง เนื้อหนึ่งชั่ง เหล้าดีสองชั่ง”
“อะไรนะ?” โอรสอ๋องเบิกตากว้าง
ชราหลังค่อมเงยหน้ามองเขา เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นี่คือธรรมเนียมการค้าของหมู่บ้านแซ่หลิว นอกจากพวกข้าคนตระกูลหลิว คนอื่นไม่มีฝีมือก่อเตากึ่งเปลวกลับ ไม่กล้าก่อเตาให้พวกท่านด้วย”
เฉินจี้ถามอย่างสงสัย “ตระกูลหลิวของเสนาบดีอาวุโสหลิวหรือ?”
ชายฉกรรจ์ด้านหลังชราหลังค่อมหัวเราะ “พอจะมีสมองอยู่บ้าง”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “งั้นขอเชิญทุกท่านกลับไปเถิด พวกข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้น ลำพังซื้อโรงเตานี้ได้ ก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว”
ชราหลังค่อมไม่พูดพล่าม หันหลังเดินจากไปทันที “คิดได้แล้วค่อยมาหาข้า”
เฉินจี้มองแผ่นหลังที่จากไป “มิน่าเล่า เถ้าแก่โจวถึงรีบขายโรงเตา มิน่าเล่า โรงเตาโทรมนี้ถึงมีแค่เตาเปลวพุ่งง่ายๆ……ทุกวันนี้จะทำมาหากิน งูเจ้าถิ่นปอกลอกชั้นหนึ่ง ทางการปอกลอกอีกชั้น”
ไป๋หลี่พูดอย่างลำบากใจ “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี? ขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นงูเจ้าถิ่นขูดรีด ไม่ควรพามาเลย”
เฉินจี้พูดอย่างสงบนิ่ง “ลงมือเองเถอะ ไม่มีพวกเขา เราก็ก่อเตาเองได้……เขาก่อเป็นแต่เตากึ่งเปลวกลับ ส่วนข้าจะก่อเตาเปลวกลับเต็มรูปแบบให้ดู”
ให้พวกนั้นตะลึงกันไปเลย
ทุกคนเดินไปยังปากเตา เฉินจี้พลันหันกลับมามองเฉินเวิ่นจง “พี่ใหญ่ พวกเราขาดกำลังคน ช่วยหน่อยได้หรือไม่”
เฉินเวิ่นจงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมนานหลายอึดใจ มองคนกลุ่มนี้ที่มอมแมมเต็มตัว มองเตาดินด้านหลังพวกเขา แล้วหยิบแท่งเงินออกจากแขนเสื้อยื่นให้เฉินจี้ “ขออภัย มะรืนนี้เป็นการสอบฤดูใบไม้ร่วง ข้าอยู่นานไม่ได้ ตอนออกมาก็รีบร้อน ไม่ได้พกเงินมากนัก มีแค่นี้สำหรับใช้ฉุกเฉิน หากไม่พอ พรุ่งนี้ข้าจะให้บ่าวนำมาเพิ่ม”
เฉินจี้ยัดแท่งเงินกลับคืนมือเฉินเวิ่นจง ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วคารวะ “ขอให้พี่ใหญ่สอบได้ที่หนึ่ง คว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนมาครอง!”
พูดจบ เฉินจี้ก็พาโอรสอ๋องและธิดาอ๋องไปรื้อเตาเผาโดยไม่หันกลับมามอง
เฉินเวิ่นจงก้มมองแท่งเงินในมือ ชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
นิ่งเงียบอยู่นาน เขาเก็บแท่งเงินกลับแขนเสื้อ หันหลังออกจากลาน ขึ้นหลังม้า คำขอโทษที่ตั้งใจมาพูด สุดท้ายก็พูดไม่ออก
ท่ามกลางเสียงพังครืนของการรื้อเตาเผา ม้าขาวพาเขาจากไป
......
......
เหลียงมาวเอ๋อร์ออกแรงเต็มที่ เห็นเขาเหวี่ยงค้อนโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ก็ทำลายเตาเก่าได้ราวกับทำลายไม้ผุ เฉินจี้ขนเศษซากออกไปไปพลาง ชื่นชมไปพลาง “พี่มาวเอ๋อร์กินข้าวมากไม่เสียเปล่า!”
เหลียงมาวเอ๋อร์เขินอายอยู่บ้าง “เลี้ยงทหารพันวันใช้แค่ชั่วยามเดียว ในที่สุดข้าก็ได้ออกแรงบ้าง”
เฉินจี้มองโอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง “ข้าสงสัยอยู่หน่อย เหตุใดโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องถึงยอมทำงานสกปรกเหนื่อยยากนี้ เมื่อครู่พวกท่านเห็นไหม? พี่ชายข้าไม่ยอมแตะต้องเลย”
โอรสอ๋องหัวเราะร่า “ทำเป็นครั้งคราวก็พอไหว แต่ถ้าเจ้าให้ข้าทำทุกวัน เกรงว่าคงต้องหนีเหมือนกัน!”
เฉินจี้ถอนใจ “รู้สึกว่าจิ้งอ๋องต่างจากขุนนางใหญ่คนอื่นมาก ท่านดูเหมือน...”
ธิดาอ๋องไป๋หลี่คิดอยู่ครู่ “ท่านแม่บอกว่า ท่านพ่อลำบากมาแต่เยาว์ จึงต่างจากอ๋องอื่นๆ”
“อ้อ”
“ข้าได้ยินท่านแม่เล่าว่า ท่านพ่อเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ก็ถูกขับไล่พร้อมพระมารดา ไปอยู่วัดเยว่ฉือนอกเมืองหลวง”
เฉินจี้ตะลึงงัน “ปกติในวังหลวง แม้มารดาทำผิดถูกขับออกจากประตูวัง ก็แยกมารดาเก็บบุตรไว้ ไม่ขับไล่แม่ลูกไปพร้อมกัน”
ไป๋หลี่อธิบาย “ฮ่องเต้องค์ก่อนมีพระโอรสเจ็ดสิบเก้าองค์ การแย่งชิงรัชทายาทดุเดือดยิ่ง ข้าไม่รู้รายละเอียดชัดเจนนัก ทราบแต่เพียงว่า พระโอรสหลายองค์พร้อมพระมารดา ถูกขับออกจากวังหลวง ล้มหายตายจากนอกวังทีละองค์ ในปีที่สองหลังถูกขับไล่ มารดาของท่านพ่อก็สิ้นใจอย่างประหลาดที่วัดเยว่ฉือ ตอนนั้นท่านพ่อเพิ่งอายุขวบกว่า ได้ยินว่าวาสนายังดี มีขันทีใหญ่ท่านหนึ่งจากหอขุนนางคอยอุปถัมภ์อยู่ลับๆ จึงรอดชีวิตมาได้อย่างยากลำบาก”
“ต่อมา ท่านพ่อเติบโตในหอขุนนางแห่งหนึ่งของสำนักพิธีการนอกเมืองหลวง ทุกวันทำงานร่วมกับขันทีน้อย ฟืนฟาง เผาถ่าน ซักเสื้อผ้า จนอายุแปดขวบจึงได้ไทเฮาองค์ปัจจุบันรับกลับเข้าวัง อยู่ร่วมกับฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน ท่านพ่ออายุมากกว่าฝ่าบาทสามปี ทั้งสองอยู่ด้วยกันในวังหกปี สนิทดุจพี่น้องร่วมสายเลือด”
“ต่อมา ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบเอ็ด ท่านพ่ออายุสิบสี่ออกไปครองแคว้น อ๋องหนุ่มผนึกกำลังตระกูลใหญ่ทางเหนือ ตระกูลเฉิน ตระกูลหู ตระกูลฉี ท่านใช้เวลาหกปี แอบร่วมมือกับขุนนางฝ่ายบุ๋นสายตงฉินอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน กวาดล้างอำนาจของญาติฝ่ายไทเฮา ช่วยให้ฝ่าบาทได้ปกครองด้วยพระองค์เอง……แน่นอนว่า ข้าฟังมาจากท่านแม่ทั้งหมด อาจไม่แม่นยำนัก”
“ท่านพ่อสั่งสอนพวกเราแต่เล็กว่า หลายเรื่องต้องลงมือทำเอง ข้าได้ยินว่าฝูจวิ้นอ๋องแต่เล็กกินข้าวมีคนป้อน ใส่เสื้อผ้ามีคนช่วย พวกเราไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย บางครั้งท่านพ่อว่าง พวกเรายังต้องตามท่านไปฟืนฟางเผาถ่านที่ไร่นาชนบทด้วย”
เฉินจี้เงียบฟังครู่หนึ่ง รู้สึกว่าในเรื่องเล่าสั้นกระชับนี้ ดูจะซ่อนข้อมูลสำคัญไว้มากมาย ตระกูลหลิวคือญาติฝ่ายไทเฮาที่ธิดาอ๋องพูดถึง แต่จิ้งอ๋องกวาดล้างญาติฝ่ายไทเฮาตอนหนุ่ม เหตุใดภายหลังจึงแต่งงานกับสตรีตระกูลหลิว ผู้เป็นญาติฝ่ายไทเฮา แล้วรับเป็นจิ้งเฟย?
เป็นการประนีประนอมทางการเมือง หรือมีเจตนาอื่น?
......
......
ยามราตรี จันทร์สว่างดาวน้อย
แต่เดิมเฉินจี้ตั้งใจจะพักค้างคืนที่โรงเตา แต่โรงเตาแห่งนี้ไม่มีกระทั่งที่นอน จึงต้องเดินทางกลับจวน
รถวัวแกว่งโยกเยกไปตามถนนกลับเมือง ผู้คนบนรถต่างอ่อนล้า ง่วงงุนจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ทำงานมาทั้งวัน ทุกคนปวดเอว ปวดหลัง มือก็พองเป็นตุ่ม
ไม่รู้ว่าท้องใครดังขึ้นก่อน ตามมาด้วยเสียงท้องร้องโครกครากของทุกคน
ทุกคนมองหน้ากัน แล้วหัวเราะลั่น “ในเมืองจะยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวเปิดอยู่ไหมนะ”
“ต้องไม่มีแล้วแน่!”
เหลียงมาวเอ๋อร์กล่าว “ไว้กลับถึงโรงยา ข้าจะทำบะหมี่ให้ทุกท่านกิน บะหมี่ราดน้ำกระเทียมได้หรือไม่”
“อะไรก็ได้ ตอนนี้ข้าหิวจนกินวัวทั้งตัวได้!”
“ข้ากินได้สองตัว!”
เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มเขินๆ “ข้ากินได้สามตัว”
“ข้าว่าพี่มาวเอ๋อร์ไม่ได้พูดเล่นนะ”
“ฮ่าๆๆๆ”
กลับมาถึงหน้าโรงยาไท่ผิง
อี๊ดอ๊าด โอรสอ๋องบรรจงผลักประตูใหญ่ นำทุกคนย่องเข้าไปทางลานหลัง “เงียบหน่อย อย่าให้หมอหลวงเหยารู้ตัวเชียว เวลานี้ถ้าเผลอทำให้เขาตื่น ข้าเกรงว่าปากอาบยาพิษของเขา จะด่ากราดพวกเราจนน้ำตานองหน้ากันหมด”
“อ้อ? งั้นหรือ?”
ทุกคนถึงกับสะดุ้งโหยง รีบเงยหน้ามองไปในความมืดของโถงใหญ่ กลับเห็นเฒ่าเหยากอดแมวดำตัวน้อย นอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่
เขาบรรจงลุกขึ้น ถามเสียงเนิบช้า “โอรสอ๋อง ท่านช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย ปากข้านี้ไปอาบยาพิษมาได้อย่างไร”
โอรสอ๋องยิ้มน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้ “ท่านต้องฟังผิดแน่ๆ เมื่อครู่หลิวฉวีซิงต่างหากที่พูด!”
เฒ่าเหยาไม่ถือสาหาความ เพียงหันเดินไปทางลานหลัง “บนเขียงข้างเตาในครัว มีเส้นบะหมี่ที่นวดไว้แล้ว อยากกินก็ต้มเอาเอง”
โอรสอ๋องกลืนน้ำลาย “หมอหลวงเหยา ท่านช่างเป็นพระโพธิสัตว์โดยแท้!”
ครู่ต่อมา เหล่าสุนัขข้างถนนนั่งเรียงแถวกันในลานหลัง ต่างคนต่างถือชามใหญ่ ซดบะหมี่ซู่ซ่า ตะเกียบไม่หยุดตักเข้าปาก
โอรสอ๋องเงยหน้าขึ้น กลับเห็นหมอหลวงเหยายืนอยู่ข้างต้นแอปริคอตที่โล่งเตียน มองพวกเขาด้วยสายตารังเกียจ
แมวในอ้อมแขนหมอหลวงเหยาก็มองพวกเขาด้วยสายตารังเกียจเช่นกัน
โอรสอ๋องลังเลสักพักก่อนจะเอ่ยปาก “หมอหลวงเหยา ข้าว่ามันกำลังดูแคลนพวกเราอยู่นะ”
หมอหลวงเหยายิ้มเย็น “ด้วยกิริยาการกินแบบพวกเจ้า ข้าอนุญาตให้มันดูแคลนพวกเจ้าได้”
โอรสอ๋อง “...”
เฉินจี้ “...”
หมอหลวงเหยามองพวกเขาด้วยความสงสาร “ตอนเช้าออกไปแปดคน ตอนค่ำกลับมาเป็นสุนัขข้างถนนแปดตัว คนรู้เรื่องก็รู้ว่าพวกเจ้าไปสร้างของแปลกใหม่ คนไม่รู้คงคิดว่าพวกเจ้าถูกส่องด้วยกระจกส่องปีศาจ จนเผยร่างแท้ออกมา”
เขาอุ้มอูหยุนหันกลับเข้าห้อง “ข้าไปนอนแล้ว กินเสร็จอย่าลืมเก็บครัวให้สะอาด”
โอรสอ๋องกินบะหมี่เสร็จ นั่งอิดโรยบนพื้นแล้วถอนหายใจ “เฉินจี้ พวกเราพักสักวันได้ไหม”
ไป๋หลี่รีบกล่าว “ไม่ได้ เขาตั้งปฏิญาณทางทหารกับท่านพ่อแล้ว หากทำไม่สำเร็จ ท่านพ่อจะเนรเทศเขาไปหลิ่งหนานจริงๆ”
โอรสอ๋องพูดไม่ออก สุดท้ายก็แค่บ่น “เจ้ากลับกระตือรือร้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก”
ระหว่างนี้ ไป๋หลี่ยืนอยู่หน้าต้นแอปริคอตกลางลาน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เฉินจี้ถือชามนั่งขัดสมาธิบนพื้น เงยหน้าถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไปหรือ”
ไป๋หลี่พลันกล่าว “ใบต้นแอปริคอตร่วงหมดแล้ว ไม่สวยเลย……พวกเจ้ารอข้าเดี๋ยว”
พูดจบ นางก็รีบร้อนปีนบันไดข้ามกำแพงเข้าไปในจวนอ๋อง ไม่นานก็ลากผ้าแดงผืนหนึ่งปีนกลับมา
ธิดาอ๋องไป๋หลี่ตัดผ้าแดงเป็นแถบเรียวยาว เขียนคำว่าสันติสุข ปีติยินดี ราบรื่น ไร้ทุกข์ แล้วผูกไว้บนกิ่งไม้
นางเขียนแถบผ้าแดงอีกผืนต่างหาก ยกบันไดมาเพื่อจะแขวนไว้บนยอดสูงสุดของต้นแอปริคอต
เฉินจี้เห็นนางแบกบันไดอย่างเงอะงะ จึงกล่าวด้วยความหวังดี “ธิดาอ๋อง ให้ข้าช่วยแขวนไหม”
ไป๋หลี่ร้องอย่างร้อนรน “ไม่ได้ ข้าจะแขวนเอง!”
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังพันแถบผ้ารอบปลายกิ่งหลายรอบ มองจากข้างล่างแทบอ่านไม่ออกว่าเขียนอะไร
ไป๋หลี่ค่อยๆ ลงจากบันได ยิ้มแล้วเรียกทุกคน “พวกเจ้าก็มาเขียนบ้างสิ”
ทุกคนมองหน้ากัน “เขียนอะไร”
ไป๋หลี่ยิ้มจนตาโค้ง “ก็เขียนความปรารถนาของแต่ละคนไง!”
หลิวฉวีซิงกล่าว “ข้ารู้แล้วว่าจะเขียนอะไร!”
เห็นเขาหยิบพู่กันจุ่มหมึก เขียนบนผ้าแดงว่า ‘ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว’ เซ่อเติงเค่อด่าว่าไอ้ประจบ แล้วเขียนว่า ‘ขอให้อาจารย์อายุยืนหมื่นหมื่นปี’
เหลียงโก่วเอ๋อร์เขียนว่า มีเหล้ากินทุกวัน เหลียงมาวเอ๋อร์เขียนว่า ขอไร่นาดีๆ สักสองสามหมู่
โอรสอ๋องลังเลครู่หนึ่ง กลับเขียนแถบผ้าแอบๆ เหมือนไป๋หลี่ แล้วพันไว้บนยอดสูงสุดของต้นแอปริคอตไม่ให้ใครเห็น
เขาปีนลงจากบันได มองไปยังเจ้าหัวโล้นข้างกาย “สามเณรน้อย ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร”
สามเณรน้อยดูอึดอัดนิดหน่อย “อาตมาไม่อาจตั้งจิตอธิษฐานตามอำเภอใจ การตั้งมหาปณิธานต้องทำให้สำเร็จ สิ่งนี้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการฝึกตน”
“งั้นก็ได้ เจ้าไม่ต้องเขียน!”
แถบผ้าแดงห้อยเต็มกิ่งต้นแอปริคอต ราวกับดอกไม้สีแดงบานสะพรั่ง
ลานที่พวกคนหนุ่มอาศัยอยู่ พลันมีความอ่อนโยนละเมียดละไมขึ้นมาบ้าง
ไป๋หลี่ยืนหน้าต้นแอปริคอต กอดอกเงยหน้ามอง ชื่นชมผลงานของตนอย่างยิ้มแย้ม
นางหันมาหาเฉินจี้ “เฉินจี้ เจ้าจะเขียนอะไร? เจ้ายังไม่ได้เขียนเลย”
เฉินจี้ใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วหยิบพู่กัน ไป๋หลี่โน้มศีรษะเข้าไปแอบดู กลับเห็นหนุ่มน้อยเขียนเพียงสี่ตัวอักษรเรียบง่าย ‘ครบครันพร้อมหน้า’
ไป๋หลี่บ่นพึมพำ “ข้านึกว่าเจ้าจะเขียน ‘ทองคำหมื่นตำลึง’ หรืออะไรทำนองนั้นเสียอีก เจ้าอยากพบหน้าครอบครัวมากหรือ แต่ครอบครัวของเจ้า...”
เฉินจี้เพียงแต่ยิ้ม ไม่ยอมอธิบาย ครบครันพร้อมหน้าที่เขาเขียน มิได้หมายถึงครอบครัว
ไป๋หลี่มองแถบผ้าแดงอธิษฐานบนกิ่งไม้ กล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “บางครั้งข้าก็อิจฉาชีวิตสามัญชน ข้ารู้ว่านี่อาจฟังดูเหมือนอยู่ดีกินดีแล้วไม่รู้จักพอ แต่ข้ายังคงหวังให้บ้านอบอุ่นกว่านี้ มีวันครบครันพร้อมหน้ามากขึ้น”
ได้ยินประโยคดังกล่าว เฉินจี้ตัดสินใจลองไถ่ถาม “ข้าเห็นนายหญิงหยุนเฟยให้เงินรายเดือนธิดาอ๋องไม่น้อยเลย โอรสอ๋องยังอยู่ไม่ดีเท่าท่านเลย เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้”
ไป๋หลี่ยิ้มบาง “ลูกสาวน่ะ ในสายตาพ่อแม่ แค่โตขึ้นมาดีๆ ก็พอแล้ว หนังสือไม่ต้องอ่านเก่ง ขอแค่แต่งงานตามความคิดพวกท่านได้ก็พอ พ่อแม่ไม่มีความคาดหวังเข้มงวดกับข้า ย่อมผ่อนปรนตามใจมากกว่า ท่านแม่อยากมีน้องชายมาตลอด เจ้าดูสิ ท่านพ่อกลับจวนทีไร นางรีบสั่งให้คนทำความสะอาดถนนอันซีทั้งสาย ยังแจกอินทผลัมให้เพื่อนบ้านทุกหลัง”
เฉินจี้ชะงักไป เดิมทีการแจกอินทผลัมมีนัยยะ เพียงแต่ไม่อยากกระโตกกระตาก จึงไม่แจกถั่วลิสง ลูกพุทรา เมล็ดบัว...
เขาพลันถาม “ธิดาอ๋อง ต้นพลับในตำหนักเฟยหยุน...”
ไป๋หลี่ยิ้มตอบ “ท่านแม่จะโค่นทิ้งแล้วปลูกต้นทับทิมแทน แต่ข้าขัดขวางไว้ ข้าว่าลูกพลับสวยกว่าลูกทับทิม”
“แล้วเหตุใดจึงไม่เก็บลูกพลับที่ห้อยอยู่บนกิ่ง”
“ต้องเหลือไว้ให้นกกางเขนกินช่วงหน้าหนาวไง”
“ที่แท้ก็เป็นความเมตตาของธิดาอ๋อง...”
เฉินจี้พลันรู้สึกเหมือนมีไอเย็นแล่นจากกระดูกสันหลัง ไต่ขึ้นถึงต้นคอ
อินทผลัมมีนัยว่าคลอดบุตรเร็ว ต้นทับทิมหมายถึงการมีลูกดกเต็มบ้าน
ความปรารถนาอยากมีบุตรชายของหยุนเฟย แทบจะประกาศให้ทุกคนรับรู้โดยทั่วกัน
แต่คลอดบุตรชายแล้วจะสืบตำแหน่งจิ้งอ๋องได้หรือ แน่นอนว่าไม่ได้ ข้างหน้ายังมีโอรสอ๋องผู้เป็นพี่ชายตัวจริง เว้นแต่โอรสอ๋องจะตายในคุกใน!
บัดนี้ การคาดเดาของเฉินจี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
หยุนเฟยหวังให้โอรสอ๋องตายในคุกใน ส่วนไป๋หลี่จะพลอยพัวพันหรือไม่ นางไม่แยแสเลย...
หรือไม่ก็ เจตนาแท้จริงของหยุนเฟยคือ ส่งไป๋หลี่เข้าคุกในด้วยกัน เช่นนี้จะไม่มีใครสงสัยนางอีก
เฉินจี้มองไป๋หลี่ด้วยสีหน้าซับซ้อน อยากเตือนแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ข้างหน้ามีหลิวหมิงเสี่ยนที่ฆ่าปู่ตัวเองกับมือ ข้างหลังมีหยุนเฟยผู้ใจพิษกินลูก
เทียบกับสองคนนี้ เฉินจี้พลันรู้สึกว่า บิดาแห่งจวนเฉินที่ส่งตนมาเป็นเด็กฝึกโรงยาไท่ผิงนั้น ช่างมีเมตตาเสียนี่กระไร
โลกใบนี้มันช่าง…
เฉินจี้กล่าวแผ่วเบา “ธิดาอ๋อง”
“หืม?”
“ความเมตตาของท่าน จะได้รับผลตอบแทนที่ดี”
“ใช่ไหมล่ะ ข้าก็คิดเช่นนั้น! ไปแล้วนะ กลับไปต้องล้างฝุ่นให้สะอาด พรุ่งนี้เช้าเจอกัน!”
“พรุ่งนี้เช้าเจอกัน พรุ่งนี้เราจะไปตามคนจากในเมืองมาช่วยกันแปลงเตา”
เฉินจี้เงยหน้ามองไป๋หลี่ปีนข้ามกำแพงลาน หายลับไปในความมืด
เขาหันกลับมองต้นแอปริคอตที่แต้มแต่งด้วยแถบผ้าแดงอย่างอ่อนโยนงดงาม แน่นิ่งไม่พูดจาเป็นเวลานาน
ชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากจะแกะแถบผ้าแดงบนยอดสูงสุด ดูว่าโอรสอ๋องกับไป๋หลี่เขียนคำอธิษฐานใดไว้ แต่กลับรู้สึกว่าการแอบดูความลับของผู้อื่นมันไม่ดี จึงได้แต่ยิ้มแล้วล้มเลิกความคิด
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น