ตอนที่ 0090 ปรับปรุงเตาเผา



ยามบ่ายแก่  ณ  ตรอกชุ่ยหยุน


อาชาขาวตัวหนึ่งค่อยๆ หยุดนิ่งหน้าจวนตระกูลเฉิน  เฉินเวิ่นจงพลิกกายลงจากหลังม้าอย่างแคล่วคล่อง  ขณะเท้าแตะพื้น  บ่าวรับใช้ในจวนรีบกรูเข้ามารับบังเหียนกับแส้ม้าจากมือนาย


เฉินเวิ่นจงบรรจงยกชายเสื้อขึ้นโดยไม่ส่งเสียง  แล้วก้าวข้ามธรณีประตูสูง  เข้าสู่คฤหาสน์อันลึกลับ


บ่าวกำยำคนหนึ่ง  ยกอ่างทองแดงขัดมันวาวเข้ามาถวาย  “คุณชาย  ล้างหน้าล้างตาเถิด”


ในอ่างทองแดงมีน้ำอุ่นเตรียมไว้พร้อม  ขอบอ่างพาดผ้าขาวผืนหนึ่ง  เฉินเวิ่นจงหยิบผ้าจุ่มน้ำอุ่น  เช็ดจากหน้าผากลงมาถึงคาง  ทำสองรอบ  จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้าง


เฉินเวิ่นจงพับผ้าขาวเรียบร้อย  วางคืนขอบอ่างทองแดง  แล้วเอ่ยถามเสียงเบา  “ท่านพ่ออยู่ไหน”


บ่าวกำยำตอบเสียงแผ่ว  “หลังจากนายท่านสั่งเฆี่ยนบ่าวที่ยักยอกเงินจนตาย  ก็ให้เตรียมรถม้าไปหอขุนนาง  ดูท่าจะมีราชการต้องจัดการอีก”


“ท่านแม่ล่ะ”


บ่าวตอบ  “นายหญิงนัดกับท่านหญิงตระกูลจางไปเลือกผ้าแพรที่กองตัดเย็บ”


“เวิ่นเสี้ยวล่ะ”


บ่าวตอบต่อ  “คุณชายรองออกไปกับสหายแล้ว  บอกว่าจะไปเที่ยวเล่นที่ตลาดบูรพา”


เฉินเวิ่นจงรู้สึกตัวเบาชั่วขณะ  วันนี้ในจวนมีบ่าวตายไปคนหนึ่ง  แต่ดูเหมือนไม่มีใครในจวนได้รับผลกระทบ  ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ


“พ่อบ้านล่ะ”


“หลังจากพ่อบ้านโดนเฆี่ยน  พวกเราก็หามกลับไปพักในห้องแล้วขอรับ”


“ข้าจะไปเยี่ยมเขา”  เฉินเวิ่นจงเดินผ่านระเบียงยาวทาสีชาด  มุ่งไปยังเรือนหลังที่บ่าวไพร่พักอาศัย


พอเข้าลานเรือน  ก็ได้ยินเสียงพ่อบ้านสบถ  “ไอ้กระต่ายน้อยนั่น  ตอนนี้มันไปพึ่งพิงจวนอ๋อง  ปีกกล้าขาแข็งแล้ว  บังอาจมาฟ้องนายท่าน...โอ๊ย!  ทายาเบาๆ หน่อย!”


เพี้ยะ!  เสียงตบดังกังวานจากห้องพ่อบ้าน  ราวกับมีคนโดนตบหน้าเต็มแรง  ไม่นานก็ได้ยินบ่าวน้อยตอบด้วยเสียงตื่นตระหนก  “ข…ข้าจะทาให้เบาลงขอรับ”


เฉินเวิ่นจงขมวดคิ้ว  น้ำเสียงของพ่อบ้านยามนี้  ผิดแปลกจากที่เคยได้ยินมาก่อนโดยสิ้นเชิง  ราวกับคนละคน


เขาก้าวเข้าไปเปิดม่านผ้าฝ้าย  เห็นพ่อบ้านนอนคว่ำเปลือยก้นอยู่บนเตียง  บ่าวน้อยคนหนึ่งกำลังทายาให้  ข้างเตียงวางจานผลไม้เชื่อมกับขนมหวาน


พ่อบ้านเหลือบเห็นเฉินเวิ่นจงเข้ามา  ก็รีบลุกพรวดดึงกางเกงขึ้น  กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง  “คุณชายมาเยี่ยมข้าถึงเรือน  มีเหตุเร่งด่วนอันใดหรือขอรับ?  เรือนบ่าวไพร่สกปรกเช่นนี้  มิใช่ที่ท่านควรมาเลย”


เฉินเวิ่นจงเอ่ยเสียงนุ่มนวล  “เจ้าโดนเฆี่ยนถึงสิบไม้  นับว่าหนักหนา  ต้องพักฟื้นให้ดี……เมื่อครู่ข้าไปตามหาเฉินจี้  แต่พาเขากลับมาไม่ได้”


พ่อบ้านเอ่ยเสียงเข้ม  “คุณชายไปตามเขาทำไม?  อย่าไปหลงกลเชียว  ตอนนี้เขาวางมาดวางท่า  ก็แค่กลอุบายทำให้นายท่านสงสาร  ขอแค่ท่านกับนายท่านเพิกเฉย  สักพักก็คงหาทางกลับจวนเอง”


“เพราะเหตุใด”


พ่อบ้านยืนยันหนักแน่น  “เขาก็แค่วางท่าไม่อยากกลับจวนไปอย่างนั้น  ใครเล่าจะทิ้งความรุ่งเรืองมั่งคั่งของจวนตระกูลเฉินได้?”


จริงอยู่  ตระกูลเฉินเป็นขุนนางใหญ่สืบเนื่องหลายชั่วอายุคน  เฉินลู่ฉือประมุขตระกูลปัจจุบัน  ยังเป็นถึงเสนาบดีกระทรวงการคลัง  มีสักกี่คนเล่าจะสลัดเกียรติยศเช่นนี้ทิ้งได้


แต่เฉินเวิ่นจงหวนนึกถึงเฉินจี้ที่พบเมื่อครู่  เขารู้สึกชัดเจนว่า  อีกฝ่ายมีสีหน้าแน่วแน่สงบนิ่ง  ตั้งใจแท้จริงที่จะตัดขาดทุกสิ่งกับจวนตระกูลเฉิน


เขานิ่งเงียบอยู่นาน  “พ่อบ้านพักฟื้นให้ดีเถิด  ข้าจะไปอ่านหนังสือ  สั่งครัวว่าคืนนี้ไม่ต้องจัดอาหารค่ำให้ข้า”


“ขอรับ”


เฉินเวิ่นจงออกจากห้อง  เดินผ่านลานเรือนอันลึกล้ำ  กลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือในห้องตน  ตั้งใจจะทบทวนคัมภีร์อีกรอบ  พลิกไปสองสามหน้า  แต่อ่านไม่เข้าใจสักนิด


มะรืนนี้จะถึงการสอบขุนนางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว  เขาใช้แท่งทับกระดาษหินดำรีดกระดาษสาให้เรียบ  คิดจะเขียนเรียงความวิพากษ์เชิงนโยบาย  พู่กันจุ่มหมึกเต็มแล้ว  กลับลังเลไม่ยอมลงมือ


ในห้วงคิดของเฉินเวิ่นจง  คำตำหนิของธิดาอ๋องกับเสียงหัวเราะสนุกสนานบนเกวียนวัว  ยังก้องกังวาน  ไม่อาจสงบนิ่ง


ครู่ต่อมา  เขาลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก  สั่งบ่าวที่รออยู่หน้าประตู  “เตรียมม้า”


เฉินเวิ่นจงรีบมาถึงหน้าประตู  พลิกกายขึ้นหลังม้า  แล้วใช้เท้ากระทบท้องม้าแผ่วเบา  ควบตรงไปทางทิศใต้ของเมือง


เขาอยากขอโทษเฉินจี้อย่างจริงใจ  น้องชายบาดเจ็บแต่ตนไม่เคยใส่ใจเลย  พี่ชายเช่นนี้ช่างไม่สมกับคำสอนของปราชญ์โบราณ


......


......


ถนนหลวงหลังหิมะละลายเต็มไปด้วยโคลนตมขรุขระ  ยิ่งใกล้หมู่บ้านแซ่หลิว  พื้นถนนยิ่งดำคล้ำ  เต็มไปด้วยเศษถ่านหินที่ร่วงจากเกวียนวัว


หมู่บ้านแซ่หลิวไม่เงียบเหงาอย่างที่คิด  ปากทางเข้าหมู่บ้านมีพ่อค้าและเกวียนวัวสัญจรเข้าออกไม่ขาดสาย  บ้างลากดินเหนียวเข้าไป  บ้างลากเครื่องเคลือบออกมา


ในหมู่บ้านมีปล่องควันตั้งตระหง่านเรียงราย  พ่นควันสีขาวขึ้นสู่ฟ้าไม่ขาดสาย  พวกกรรมกรแบกหามสวมเพียงเสื้อบางในหิมะแรก  เท้าเหยียบรองเท้าฟางขาดรั่ว  ขนถ่ายสินค้ากันวุ่นวาย


ทั้งหมู่บ้านแซ่หลิวคือโรงงานเครื่องเคลือบขนาดมหึมา


เฉินเวิ่นจงนั่งบนหลังม้า  โบกมือเรียกกรรมกรคนหนึ่ง  ถามเสียงนุ่มนวล  “ขอถามหน่อย...พวกเจ้าเห็นโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องบ้างหรือไม่”


กรรมกรทำหน้างุนงง  “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องจะมาสถานที่แบบนี้ทำไม?  คุณชายคงมาผิดแล้วกระมัง”


เฉินเวิ่นจงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง  เขาก็คิดว่าตนมาผิดที่เหมือนกัน  แต่เฉินจี้พูดชัดเจนหน้าโรงยาว่า  จะเดินทางมายังหมู่บ้านแซ่หลิว


เขาถามต่อ  “แล้วเจ้าเห็นกลุ่มแปดคนบ้างไหม  มีพระรูปหนึ่งด้วย”


กรรมกรนึกขึ้นได้ทันที  “ท่านหมายถึงพวกนั้นหรือ  เพิ่งใช้ปิ่นทองแท่งหนึ่งซื้อโรงเตาเผาร้างของเฒ่าโจว  เลี้ยวซ้ายไปบ้านที่สามขอรับ”


“ขอบใจ”  เฉินเวิ่นจงโยนเหรียญทองแดงสองเหรียญ  บังคับม้าฝ่าโคลนตมไปต่อ  พวกกรรมกรเห็นเขาขี่ม้าสูงใหญ่  รูปงามสง่า  ต่างหลีกทางแหวกกลางให้


ผ่านไปไม่กี่ก้าว  ก็ได้ยินเสียงเฉินจี้ดังมาแต่ไกล  “ทุกคนเอาผ้าปิดจมูกปากไว้  หากสูดฝุ่นเข้าไป  จะลำบากอยู่นานทีเดียว”


เฉินเวิ่นจงรั้งบังเหียน  หยุดม้าหน้าโรงเตาเผา  เขาก้มมองโคลนตมบนถนนหลังหิมะละลาย  สลับกลับมามองรองเท้าหนังสีดำสะอาดสะอ้านของตน  ลังเลชั่วครู่ว่าควรลงจากม้าหรือไม่


เขาเงยหน้าอีกครั้ง  เห็นประตูโรงเตาเผาเปิดกว้าง  ลานเรือนมีฝุ่นสีเทาฟุ้งตลบ  เฉินจี้และพวกหน้าตามอมแมม  เต็มไปด้วยฝุ่นผง  ต่างใช้ผ้าผูกปิดจมูกปาก  กำลังเข็นหินโม่ขนาดมหึมากลางลาน  บดเศษเครื่องเคลือบให้แหลกเป็นผงละเอียด


ภาพตรงหน้าผิดแผกจากที่เฉินเวิ่นจงคาดคิดโดยสิ้นเชิง  เขานึกว่าโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องมาเที่ยวชมดอกบ๊วยท่ามกลางหิมะอย่างสนุกสนาน  ไม่คิดว่าจะมารวมตัวกันทำงานหนักสกปรกในโรงเตาเผาโทรมๆ แห่งนี้


โรงเตาเผาตระกูลโจวมีพื้นที่ราวสองหมู่*  ทางซ้ายเป็นแถวเรือนดินเหลืองเตี้ยๆ  กระเบื้องหลังคาแตกชำรุดไม่สมบูรณ์  ตรงกลางเป็นเตาเผาแบบราบขนาดใหญ่  ยามนี้ยังไม่ได้จุดไฟ  ด้านซ้ายมีเศษเครื่องเคลือบด้อยคุณภาพ  กองพะเนินสูงเท่าภูเขา  พร้อมหินโม่ขนาดมโหฬาร


(หมู่ = ไร่จีน เทียบได้ประมาณ 0.42 ไร่ไทย)


เหลียงโก่วเอ๋อร์นอนเหยียดยาวใต้ชายคาเรือนดิน  ใช้ใบยาสูบแห้งคลุมหน้านอนกรนฟี้ฟ่อ  สามเณรน้อยนั่งขัดสมาธิกับพื้น  หลับตาสวดมนต์  เฉินจี้และพวกช่วยกันเข็นหินโม่หนักอึ้ง  บดเศษเครื่องเคลือบทีละชิ้นให้แหลกเป็นผง


ไป๋หลี่ถือไม้กวาดสั้นๆ  กวาดผงที่บดเสร็จใส่ตะกร้าไม้ไผ่ไม่หยุดหย่อน  เตรียมไว้ใช้งานภายหลัง


ขณะนั้น  ฝุ่นผงฟุ้งขึ้นมาตลบหนึ่ง  ใบหน้าธิดาอ๋องไป๋หลี่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นสีเทาทันที


โอรสอ๋องที่กำลังเข็นหินโม่เอ่ยเสียงเป็นห่วง  “มานี่เร็ว  พี่ช่วยเช็ดหน้าให้”


ไป๋หลี่ได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าน้อยๆ ขึ้น  แต่โอรสอ๋องไม่ได้เช็ดให้  กลับใช้นิ้วเขียนอักษร ‘王’ (อ๋อง) บนหน้าผากนาง


โอรสอ๋องหัวเราะลั่น  “นี่ยิ่งเหมือนเสือน้อยเข้าไปใหญ่!”


ไป๋หลี่โกรธจัด  คว้าไม้กวาดในมือไล่ตีทันที  ทั้งสองวิ่งไล่จับกันรอบหินโม่  คนที่เหลือช่วยกันเข็นหินโม่ขนาดมหึมาพลางหัวเราะเฮฮา


หลิวฉวีซิงมองเซ่อเติงเค่อ  “ข้าช่วยเช็ดหน้าให้เจ้าด้วยดีไหม”


เซ่อเติงเค่อหัวเราะเย็น  “ไสหัวไป!  อย่ามาทำให้ข้าขยะแขยง  อย่านึกว่าข้าไม่รู้ความคิดเจ้า  ไอ้คนเสียนิสัย!”


เฉินเวิ่นจงนั่งบนหลังม้า  มองดูเงียบงัน  ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนพวกนี้  หน้าตามอมแมมเข็นหินโม่  กลับยังร่าเริงเบิกบานถึงเพียงนี้


หาความสุขท่ามกลางความทุกข์กระนั้นหรือ


แต่โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไป๋หลี่มีฐานะสูงส่ง  เหตุใดจึงต้องทำงานหนักราวกับกรรมกรด้วยเล่า


ลังเลอยู่นาน  เฉินเวิ่นจงก็กระโดดลงจากม้า  พอเท้าแตะพื้น  รองเท้าหนังสีดำก็เปื้อนคราบโคลนทันที  แต่เขาไม่ส่งเสียงใด  เพียงแอบย่องเข้าไปในลานโรงเตาเผา  สังเกตการณ์เงียบงัน


จนกระทั่งได้ยินเฉินจี้กล่าวว่า  “พอแล้ว  บดแค่นี้ก่อน  ข้าต้องดูผลงานก่อน  จึงจะรู้ว่าต้องปรับอย่างไรต่อ  คราวนี้พวกเราต้องเตรียมใจสู้ศึกยืดเยื้อ”


ความรู้เกี่ยวกับซีเมนต์ของเขานั้น  มาจากคำลับที่แพร่หลายว่า  ‘สองบดหนึ่งเผา’


สรุปโดยสั้นก็คือ  นำหินปูนผสมกับดินเหนียวมาเผาไฟ  แล้วผสมในอัตราส่วนสามต่อหนึ่ง  แม้จะสู้ซีเมนต์พิเศษไม่ได้  แต่ในยุคนี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว


ในโรงเตาเผามีเศษเครื่องเคลือบกองสูงดั่งภูเขา  ล้วนเป็นของเสียที่คัดทิ้ง  ใช้แทนดินเหนียวที่เผาแล้วได้เลย  ส่วนปูนสุกนั้น  ในราชวงศ์หนิงเรียกว่าปูนขาว  ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการมานาน  สามารถซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย


มองดูวัตถุดิบที่มีพร้อมแล้ว  ดูเหมือนจะเหลือแค่บดให้ละเอียดแล้วคนผสมให้เข้ากัน


แต่เฉินจี้ทราบดี  เฉกเช่นการกรองน้ำตาลให้มีสีใสด้วยโคลนเหลือง  หลายเรื่องฟังดูง่ายแต่ทำยาก  การปั้นซีเมนต์ธรรมดานั้นง่าย  แต่จะปั้นซีเมนต์ชั้นดีนั้นยากยิ่ง


ระหว่างนี้ไม่มีใครสังเกตเห็นเฉินเวิ่นจง  เขาจึงยืนมองเงียบงัน  อยากรู้ว่าโอรสอ๋องกับพวกพ้องจะทำอะไรกันแน่


เฉินจี้เทผงปูนขาวกับผงเครื่องเคลือบที่บดแล้ว  ลงบนลานโรงเตา  เติมน้ำในสัดส่วนเดียวกัน  คนผสมกองผงให้กลายเป็นเนื้อข้นเหนียว


ครั้นคนจนเข้ากันดีแล้ว  เขาป้ายซีเมนต์ลงบนอิฐเขียวแผ่นหนึ่ง  แล้ววางตากให้แห้ง  เหล่าพวกพ้องที่หน้าตามอมแมมต่างนั่งยองๆ  รอคอยอยู่รอบข้าง


โอรสอ๋องกอดเข่านั่งยอง  เอ่ยเสียงแผ่วถามว่า  “เฉินจี้  ต้องรอนานแค่ไหนหรือ”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “การแข็งตัวครั้งแรกต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามเค่อ  การแข็งตัวสมบูรณ์ต้องไม่เกินสามชั่วยาม  จึงจะนับว่าผ่าน”


“สามชั่วยามเชียวหรือ  นานขนาดนั้น”


เฉินจี้กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  “ความอดทน  ทำการใหญ่ต้องมีความอดทน!”


“อ้อ...งั้นพวกเราเล่นปายเก้ากันสักตั้งดีกว่า”


“ท่านเอามาด้วยหรือ”


“ไม่ได้เอามา  พรุ่งนี้ค่อยเอามาด้วย”


“ได้”


ไป๋หลี่หัวเราะพลางว่า  “แม้ข้าจะไม่รู้ว่า  สิ่งที่เรียกว่าซีเมนต์นี้  เมื่อปั้นสำเร็จแล้วจะแข็งแกร่งดังที่เจ้าว่าหรือไม่  แต่การทำงานที่นี่  รู้สึกสนุกกว่านั่งท่องตำราในสำนักมากนัก  ชีวิตช่างเต็มอิ่มยิ่ง”


เฉินจี้หัวเราะ  “ธิดาอ๋อง  พวกท่านแค่รู้สึกแปลกใหม่ประเดี๋ยวประด๋าว  แต่ถ้าต้องทำจริงจังเหมือนพวกกรรมกร  ย่อมไม่ถูกใจแน่”


พูดถึงตรงนี้  ไป๋หลี่พลันทำหน้าหม่นหมอง  “แต่ก่อนข้ามักชอบถามซีปิ่งกับซีถังถึงโลกภายนอกจวน  อยากรู้ว่าราษฎรใช้ชีวิตกันอย่างไร  ตอนนั้นเพียงฟังพวกนางเล่า  ก็รู้สึกว่าชาวบ้านลำบากยิ่ง  แต่วันนี้เห็นพวกลุงกรรมกรยังสวมรองเท้าฟางในหน้าหนาว  จึงเข้าใจว่า  ความทุกข์ของพวกเขานั้น  ให้ตายก็จินตนาการเองไม่ออกหรอก”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “ธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องเกิดมาร่ำรวย  จึงไม่อาจเข้าใจความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ  แต่ที่พวกท่านยอมทำความเข้าใจความลำบาก  ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว”


โอรสอ๋องเหยียดปากกล่าว  “น่าจะให้พวกขุนนางผู้ทรงเกียรติในราชสำนักมาดูบ้าง  ว่าราษฎรในแผ่นดินของพวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร”


เฉินเวิ่นจงมองดูฉากนี้  แล้วส่งเสียงขัดจังหวะจากด้านหลังพวกเขา  “ขุนนางในราชสำนักต่างก็ห่วงใยแผ่นดิน  พวกเขาตรากตรำทำงานทั้งวันทั้งคืน  ร่างกฎหมาย  ช่วยราษฎรให้พ้นทุกข์  หากจะโทษ  ก็โทษได้เพียงว่า  ราชวงศ์จิ่งกับราชวงศ์หนิงของเราทำศึกกันปีแล้วปีเล่า  จนราษฎรอดอยากหิวโหย  โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์  ไม่ควรมาเสียเวลาปะปนกับชาวบ้าน  ยิ่งไม่ควรนินทาขุนนางลับหลัง”


พวกที่นั่งยองๆ อยู่บนพื้น  ต่างหันมามองเขาพร้อมกัน  “อ๊ะ?  ท่านมาได้อย่างไร!”


เฉินเวิ่นจงไม่ตอบคำถามนั้น  เพียงกล่าวด้วยใจจริง  “โอรสอ๋อง  ธิดาอ๋อง  พวกท่านควรกลับไปอ่านตำราปราชญ์ให้ดี  เพื่ออนาคตจะได้ทำคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน”


ในท่านั่งยอง  โอรสอ๋องกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ  “พวกเรากำลังทำการใหญ่ด้านยุทธศาสตร์อยู่  หนอนหนังสืออย่างท่านไม่เข้าใจหรอก!”


เฉินเวิ่นจงหายใจติดขัด  “พวกท่านอยู่ในหมู่บ้านแซ่หลิวที่สกปรกรกรุงรังแห่งนี้  จะทำการใหญ่ที่กระทบยุทธศาสตร์ได้อย่างไร!”


โอรสอ๋องหัวเราะร่า  “บอกไปท่านก็ไม่เข้าใจหรอก”


เฉินเวิ่นจงเน้นเสียงถาม  “ท่านไม่บอก  ข้าจะเข้าใจได้อย่างไร”


โอรสอ๋องลังเลชั่วครู่  “...ที่จริงข้าเองก็ไม่เข้าใจ”


เฉินเวิ่นจงพึมพำ  “โอรสอ๋อง  ท่านช่างตรงไปตรงมาจริงๆ”


เฉินจี้เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง  “ท่านพี่  ถ้าอยากดูก็ยืนดูไป  อย่าได้พูดจาส่งเดช  อย่าได้ดูแคลนสิ่งที่พวกเรากำลังทำเลย  จุดหมายของวิชาความรู้คือ  นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎร  คำพูดส่งเดชจะทำแผ่นดินพินาศ”


เฉินเวิ่นจงได้ยินดังนั้นก็เกือบโกรธจัด  หลักขงจื๊อว่าด้วยความกตัญญูระหว่างพี่น้อง  พี่รักน้องเอื้อ  แต่เฉินจี้กลับไม่แยแสมารยาทเหล่านี้เลย  ไม่เห็นเขาผู้เป็นพี่ชายอยู่ในสายตาเลยสักนิด


แต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่ตามมาดู  ท้ายที่สุดก็กลั้นใจไว้ได้  


เขาไม่อยากนั่งยองบนพื้นเหมือนคนอื่นให้เสียศักดิ์ศรีนักปราชญ์  จึงยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง  รอดูว่าคนพวกนี้จะเล่นลูกไม้อะไร


เพียงแต่...


เฉินเวิ่นจงถามด้วยความสงสัย  “ข้าเพิ่งได้ยินพวกเจ้าคุยกัน  ดูเหมือนเฉินจี้จะเป็นคนคุมงานหรือ?”


ทุกคนมองหน้ากัน  ไม่เข้าใจว่านี่เป็นคำถามอะไร  โอรสอ๋องครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามกลับ  “ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นใคร?”


เฉินเวิ่นจงตะลึงงัน  พ่อบ้านบอกมาตลอดว่า  เฉินจี้ยอมเป็นขี้ข้าเอาใจโอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง  แต่ตอนนี้ดูแล้ว  สิ่งที่พ่อบ้านเล่าไม่ถูกต้องเลยสักนิด!


ไป๋หลี่ดึงแขนโอรสอ๋อง  “พี่  อย่าไปสนใจเขาเลย  เราไม่เล่นด้วยหรอก”


เฉินเวิ่นจง  “...”


ไม่รู้ว่ารอกันอยู่นานแค่ไหน  อาจสองชั่วยาม  หรืออาจสามชั่วยาม  กลุ่มที่นั่งยองจนขาชา  ได้ยกเก้าอี้ไม้จากในบ้านมานั่งรอต่อ


จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าตะวันตก  เฉินจี้จึงเอ่ยขึ้นทันใด  “น่าจะได้แล้ว  เวลาแข็งตัวครั้งแรกกับเวลาแข็งตัวสมบูรณ์ถือว่าผ่าน  เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะแกร่งพอหรือไม่”


โอรสอ๋องรีบเข้าไปดูใกล้ๆ  เห็นเนื้อข้นที่ป้ายบนอิฐเมื่อครู่แข็งตัวแล้ว  ยึดเป็นเนื้อเดียวกับอิฐเขียว


ดวงตาเขาเป็นประกาย  หันมองเฉินจี้  “ปูนข้าวเหนียวธรรมดาต้องใช้เวลาแข็งตัวนานเท่าไร”


เฉินจี้ตอบ  “สิบวัน”


โอรสอ๋องถามต่อ  “หากสิ่งนี้ใช้แทนปูนข้าวเหนียวได้จริง  พ่อข้าก็ไม่ต้องกังวลใจอีก  ปูนขาวกับดินเหนียวหาได้ทั่วไป  ราษฎรก็ไม่ต้องอดอยากเพราะถูกแย่งข้าวเหนียวไปแล้ว!”


เฉินจี้หยิบอิฐเขียวขึ้นมา  พินิจพิจารณาโครงสร้างซีเมนต์ที่แข็งตัวอย่างละเอียด  แล้วพลันเอ่ยว่า  “อย่าเพิ่งด่วนดีใจ”


พูดจบก็ใช้นิ้วหัวแม่มือถูแผ่วเบา  ซีเมนต์ที่ควรจะแข็งแกร่ง  กลับร่วนหลุดราวกับกากถั่วเต้าหู้


หากนำซีเมนต์นี้ไปก่อกำแพงเมืองชายแดน  เกรงว่ายังไม่ทันให้ราชวงศ์จิ่งมาตี  กำแพงคงพังทลายเสียก่อน  เมื่อถึงตอนนั้น  โอรสอ๋องกับไป๋หลี่อาจไม่เป็นไร  แต่เฉินจี้คงหัวขาดแน่...


ปัญหาอยู่ตรงไหน?


เฉินจี้ชอบอ่านวิชาความรู้ทั่วไป  จึงมีความรู้กว้างขวาง  แต่รู้กว้างมักหมายถึงรู้แต่เพียงผิวเผิน  ไม่อาจลงลึกถึงแก่น


พูดหลักการได้คล่องปาก  แต่พอลงมือทำจริงกลับต้องเดินอ้อมค้อมเป็นสิบทาง


เฉินจี้ถอนใจ  “แบบนี้ใช้การไม่ได้”


โอรสอ๋องถาม  “แล้วจะทำอย่างไรดี”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ผงเครื่องเคลือบที่บดแล้ว  ต้องร่อนให้ละเอียดกว่านี้  ธิดาอ๋อง  ท่านพาเซ่อเติงเค่อกับพี่มาวเอ๋อร์กลับไปหาในหมู่บ้านอีกที  ดูว่ามีตะแกรงร่อนที่ตาถี่กว่านี้หรือไม่  โอรสอ๋อง  ท่านไปกับพี่หลิวและสามเณรน้อย  ซื้อปูนขาวมาเพิ่ม...”


เฉินจี้ยังคงรู้สึกว่า  มีบางจุดผิดปกติ  เหมือนเขาลืมขั้นตอนสำคัญบางอย่างไป


เฉินเวิ่นจงมองเฉินจี้ที่กำลังตั้งอกตั้งใจครุ่นคิด  รู้สึกเพียงว่า  บุคคลตรงหน้าช่างแปลกตายิ่งนัก


แต่หนหลังในจวนเฉิน  เฉินจี้พักอาศัยอยู่ในเรือนหลังหนึ่งตามลำพัง  กินข้าวคนเดียว  นอนคนเดียว  แม้แต่สำนักที่เรียนก็ต่างจากเขากับเวิ่นเสี้ยว  มารดามักอ้างว่าเฉินจี้ดื้อรั้นเสเพล  ขัดขวางไม่ให้พวกเขาคบหากัน


พี่น้องร่วมสายเลือดอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังเดียวกัน  กลับราวกับอยู่คนละภพภูมิ


จนถึงขณะนี้  เฉินเวิ่นจงจึงตระหนักว่า  ตนไม่เคยรู้จักน้องชายคนนี้อย่างแท้จริงเลย


ทันใดนั้น  เฉินจี้พลันเงยหน้ามองเตาดินขนาดมหึมากลางลาน  “ไม่ใช่……เตานี่แหละที่ผิด  ถึงว่าตอนรับที่ช่วงต่อโรงเตา  เถ้าแก่ถึงได้พูดอ้ำอึ้ง  ไม่ยอมตรงไปตรงมา!”


พูดจบก็หยิบกิ่งไม้มาถือ  นั่งยองลง  วาดรูปน้ำเต้าบนพื้น  “นี่เป็นเตาเปลวพุ่ง  อุณหภูมิไม่พอสำหรับเผาซีเมนต์  ต้องเปลี่ยนเป็นเตาน้ำเต้าหรือเตาซาลาเปา  ให้เปลวพุ่งขึ้นกลายเป็นเปลวกลับลงจึงจะได้ผล  โอรสอ๋อง  ท่านไปเรียกพวกกรรมกรในหมู่บ้านแซ่หลิวมาหน่อย”


โอรสอ๋องถามด้วยความอยากรู้  “เจ้าจะทำอะไร”


เฉินจี้ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  “ข้าจะดัดแปลงเตา!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0168
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง