ตอนที่ 0089 ปิตาปุตรคารวะ
“ตกลง”
สองคำหนักแน่นดุจเหล็กกล้า
นอกโรงยาไท่ผิง รถม้าขวักไขว่ ผู้คนพลุกพล่าน
ในโรงยาไท่ผิง เด็กฝึกโรงยาผอมแห้งยืนหลังโต๊ะบัญชี ทำข้อตกลงกับขุนนางผู้ทรงอำนาจแห่งราชวงศ์หนิง
ทว่ายังไม่ทันเฉินจี้จะกล่าวต่อ ไป๋หลี่กลับร้อนใจขึ้นมาก่อน “เฉินจี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานทรมานเพียงใด เจ้าต้องสวมขื่อคอ ตรวนเท้า เดินไปหลิ่งหนาน นักโทษที่รอดถึงหลิ่งหนานมีไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ”
ไป๋หลี่กล่าวต่อด้วยความร้อนรน “พวกข้าถูกกักบริเวณครึ่งปีไม่เป็นไร เจ้าอย่าทำโง่เพื่อพวกข้าเลย”
โอรสอ๋องก็รีบเอ่ยห้าม “ถูกต้อง ครึ่งปีผ่านไป ข้าก็กลับมาเป็นชายชาตรีได้อีกครั้ง!”
เฉินจี้นิ่งเงียบ ไม่เอ่ยวาจาใด
จิ้งอ๋องลูบหมากดำในมือ มองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เห็นแก่ที่เจ้ายังเยาว์วัยไร้เดียงสา ข้าให้โอกาสเจ้าคืนคำ”
เฉินจี้กล่าวด้วยความจริงใจ “ข้าไม่ได้ทำเพื่อโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องเท่านั้น การทำเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อหาทางทำมาหากินให้ตัวเองด้วย”
จิ้งอ๋องอมยิ้ม “เกิดในตระกูลเฉินยังต้องหาทางทำมาหากินเองหรือ ตระกูลเฉินของเจ้าสืบเชื้อสายขุนนางมาหลายชั่วอายุ ไฉนลูกหลานต้องออกมาหาเงินเอง เพียงเจ้าไม่ขัดขืนบิดา ก็ไม่ขาดกินขาดใช้ไปตลอดชีวิต”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ใต้เท้า ตระกูลเฉินสูงส่งเกินกว่าข้าจะเอื้อมถึง”
จิ้งอ๋องถามขึ้นฉับพลัน “เจ้าขัดสนเงินทองนักหรือ”
เฉินจี้ขัดสนหรือไม่ แน่นอนว่าขัดสน
เคล็ดวิชาเจ้าเขาผลาญเงินดุจน้ำไหล หากต้องจุดประทีปทั่วกายนับร้อยดวง คงต้องใช้เงินหมื่นตำลึง
จำนวนนี้ทำให้เฉินจี้หมดหวัง จนกระทั่งในหัวผุดคำว่า ‘ปูนซีเมนต์’ ขึ้นมา
ครั้นจิ้งอ๋องเห็นเขาไม่ตอบ จึงยิ้มกล่าว “ก็ได้ หากเจ้ายืนกรานดังเดิม ข้าต้องตั้งกติกาสามข้อ”
“ใต้เท้าว่ามาได้เลย”
“ก่อนข้อตกลงสำเร็จ พวกเจ้าห้ามเหยียบย่างตรอกชุดแดง ตรอกชุดขาว”
“ได้”
“ห้ามดื่มสุรา”
“ได้”
“ห้ามก่อความวุ่นวาย”
“ได้”
หลังโต๊ะบัญชีโรงยาคือเฉินจี้ นอกโต๊ะบัญชีคือจิ้งอ๋อง ทั้งสองประสานสายตาข้ามกระดานหมาก เด็กฝึกโรงยาวัยเยาว์จ้องตรงไม่หลบหลีก
จิ้งอ๋องจับจ้องเฉินจี้ “กองทัพไม่มีการล้อเล่น กลยุทธ์ทหารไม่มีเรื่องเล็ก จำคำมั่นของเจ้าไว้ หากทำไม่สำเร็จ ข้าจะเนรเทศเจ้าไปหลิ่งหนานจริงๆ เด็กหนุ่มอย่าคิดเล่นลูกไม้”
เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง “ท่านวางใจได้ ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร”
ขณะนั้น ชายวัยกลางคนหน้าขาวไร้หนวด สวมเสื้อผ้าสีน้ำตาล เดินเข้ามาในโรงยา กล่าวเสียงแหลมเล็ก “ใต้เท้า ตระกูลหลิวทั้งสาม ท่านหลิวกุ่น ท่านหลิวหมิงเสี่ยน ท่านหลิวหมิงหลี่ มาถึงจวนอ๋องแล้ว”
เฉินจี้ได้ยินเสียงจึงเงยหน้า หันไปมองต้นเสียงโดยไม่รู้ตัว ชายวัยกลางคนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทว่าน้ำเสียงกลับนุ่มนวลละเอียดอ่อน
จิ้งอ๋องหันหลังกลับ ชี้ไปยังโอรสอ๋องกับไป๋หลี่ “เฝิงต้าป้าน* ให้สองคนนี้ส่งเงินทองบนตัวทั้งหมด สั่งคนในจวนอ๋องด้วย ครึ่งปีนี้ห้ามใครให้เงินพวกเขา”
(ต้านป้าน — ยศหนึ่งของขุนนางฝ่ายใน)
โอรสอ๋องกับไป๋หลี่หน้าดำคล้ำ บิดาตนทำงานรัดกุมไร้ช่องโหว่ ยังไม่ลืมริบเงินพวกเขาไปด้วย
เป็นอันว่า สองพี่น้องกลายเป็นยาจกไร้สตางค์ไปแล้ว!
จิ้งอ๋องหันหลังจากไป ทิ้งยาจกสองคนไว้ในโรงยา
โอรสอ๋องมองเฉินจี้ กล่าวอย่างจริงจัง “เฉินจี้ ข้าว่าถูกกักบริเวณครึ่งปีก็ดีอยู่ ครึ่งปีผ่านไป ข้าก็ออกไปเที่ยวได้ เจ้าก็ไม่ต้องไปหลิ่งหนาน...”
ไป๋หลี่เสยผมจัดเสื้อผ้า “พูดมากไร้ประโยชน์ เฉินจี้ เจ้าจะทำอะไรต่อ?”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม “ใกล้เมืองหลัวมีเตาเผาเครื่องเคลือบหรือไม่”
ไป๋หลี่กับโอรสอ๋องสบตากัน พวกเขาจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
เฒ่าเหยาข้างๆ กล่าวเนิบนาบ “ออกจากเมืองไปตามทางหลวงทิศใต้สิบลี้ ถึงหมู่บ้านแซ่หลิวใต้เขาหลงเหมิน ที่นั่นมีโรงเตาเผาเครื่องเคลือบหลายแห่ง แต่ว่า เตาเมืองหลัวเผาแต่เครื่องปั้นหยาบๆ ขายชาวบ้าน สู้เมืองจิ่งเต๋อไม่ได้”
เฉินจี้คิดอยู่ครู่กล่าว “ไม่เป็นไร แค่มีเตาเผาก็น่าจะพอ”
พูดจบ เขาก็เดินไปหาเหลียงมาวเอ๋อร์ที่ลานหลัง “พี่มาวเอ๋อร์ ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ออกไปกับข้าครึ่งเดือน อาจลำบากหน่อย”
เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มซื่อๆ “ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่ได้ออกแรงก็พอ ข้าไม่กลัวลำบาก”
เฉินจี้หันมองไป๋หลี่ “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง พวกท่านกลับจวนรอข่าวเถิด ข้ากลับมาช้าสุดครึ่งเดือน”
โอรสอ๋องเลิกคิ้ว “หมายความว่าอะไร? มิตรสหายย่อมร่วมสุขร่วมทุกข์ พี่เหลียงมาวเอ๋อร์ทนลำบากได้ พวกเราจะทนไม่ได้หรือ พวกเราไปกับเจ้าด้วย!”
ไป๋หลี่กล่าวเสริม “ใช่ พวกข้าก็ทนลำบากได้!”
เฉินจี้ขำ “ทำไมถึงมีแต่คนอาสาไปลำบากกันนะ”
โอรสอ๋องตบอก “นี่แหละมิตรภาพของยุทธภพ!”
เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงก็มาที่ห้องโถงโรงยา มองอาจารย์อย่างระมัดระวัง “อาจารย์ พวกเราไปได้หรือไม่”
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “ไปเถอะ พวกยาจกไร้สตางค์อยู่ด้วยกันคงสนุกดี พวกเจ้าไปกันหมด คนแก่ๆ อย่างข้าจะได้สงบสักหลายวัน ประหยัดค่าอาหารไปได้เยอะ เหลียงมาวเอ๋อร์ แบกพี่เจ้าไปด้วย ไม่งั้นไอ้ขี้เกียจนั่นอยู่โรงยา ต้องรบกวนคนแก่ๆ อย่างข้าทำข้าวให้กินแน่”
เหลียงมาวเอ๋อร์กล่าวอย่างเขินอาย “ขอรับหมอหลวงเหยา ข้าจะแบกเขาไปแน่นอน”
เฉินจี้เห็นเช่นนี้จึงยิ้มกำชับ “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องกลับจวนเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด ชุดนี้ไม่เหมาะกับการทำงาน อีกอย่าง ทุกคนอย่าลืมเอาเสื้อผ้าเปลี่ยนมาสองชุด พวกเราต้องออกไปสักสิบวันครึ่งเดือน ครึ่งชั่วยามข้างหน้า พบกันหน้าโรงยา”
“ได้!”
......
......
ครั้นทุกคนจากไปหมด เฉินจี้มองเฒ่าเหยาที่กำลังดีดลูกคิดหลังโต๊ะบัญชี “อาจารย์ ท่านให้เหลียงมาวเอ๋อร์พาเหลียงโก่วเอ๋อร์ไปด้วย เป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเราหรือ”
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “อย่าคิดเองเออเอง ข้าแค่ไม่อยากเห็นหน้าเขาในโรงยา”
เฉินจี้รับคำในลำคอ ไม่พูดอะไรอีก
ท่ามกลางความเงียบ เฒ่าเหยาค่อยๆ หยุดมือจากลูกคิด แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ “เจ้าคงรู้อยู่แก่ใจดีแล้ว การฝึกตนด้วยเคล็ดวิชาเจ้าเขา สองสิ่งสำคัญที่สุด หนึ่งคืออำนาจ หนึ่งคือเงินทอง เจ้าถึงรีบร้อนหาเงิน แต่เจ้าต้องไม่ลืมว่า บนโลกของเรา สองสิ่งนี้แหละทำให้คนหลงทางง่ายที่สุด หวังว่าเจ้าจะไม่ซ้ำรอยคนก่อน”
เฉินจี้ยิ้ม “อาจารย์วางใจได้”
เฒ่าเหยาพูดสวนทันที “ของที่เจ้าทำคราวก่อน สร้างความโกลาหลใหญ่หลวง บัดนี้ทางสัญจรสำคัญทั่วแคว้นยู่ ล้วนถูกกองทหารหมื่นปีปิดล้อม เข้าได้ออกไม่ได้ เรื่องคราวก่อนยังไม่จบ คราวนี้เจ้าคิดจะทำอะไรอีก? อย่าก่อเรื่องใหญ่จนเดือดร้อนคนแก่ๆ อย่างข้าล่ะ!”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบว่า “เมื่อทำออกมาได้แล้ว ท่านย่อมรู้เอง วางใจเถิด คราวนี้ไม่อันตราย”
เฒ่าเหยามองพินิจเขาครู่หนึ่ง ยังคงไม่วางใจ ล้วงเหรียญทองแดงหกเหรียญจากแขนเสื้อ โยนลงบนโต๊ะบัญชี แล้วอ่านผลทำนายพลางขยับปากพึมพำ “มั่นคง ซื่อตรง มงคล กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต หนุนนำสรรพสิ่ง……”
พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองเฉินจี้ทันควัน “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ข้าเคยบอกท่านไปแล้ว เป็นของที่ใช้แทนปูนข้าวเหนียวได้”
ขณะกำลังพูดอยู่ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
เขาหันกลับไป ก็เห็นไป๋หลี่สวมชุดผ้าหยาบที่สาวใช้ใส่ทำงาน สะพายห่อผ้าผืนหนึ่ง แต่ถึงจะเป็นเสื้อผ้าผ้าหยาบเก่าๆ ก็ปิดบังกลิ่นอายคุณหนูตระกูลผู้ดีไม่มิด...
เพราะบนมวยผมของไป๋หลี่ยังปักปิ่นทองคำอยู่เล่มหนึ่ง
เฉินจี้แปลกใจ “ธิดาอ๋อง ชุดท่านกับปิ่นทองนั่น ดูไม่เข้ากันเลย”
ไป๋หลี่รีบชักปิ่นทองออกอย่างลนลาน แล้วล้วงปิ่นไม้อันหนึ่งจากแขนเสื้อมาเกล้าผมแทน “ชู่ว! เงินข้าถูกท่านพ่อยึดไปหมดแล้ว นี่แอบหยิบมาตอนท่านแม่ไม่ทันสังเกต เอาไว้แลกเงินน่ะ พวกเขาไม่มีใครสังเกตเห็นเลย!”
“นายหญิงหยุนเฟยฉลาดหลักแหลมและช่างสังเกต มีหรือจะไม่รู้ทันท่าน แค่แกล้งปล่อยให้ท่านผ่านต่างหาก...”
“อ้าว จริงหรือ” ไป๋หลี่อึ้งไปชั่วครู่ “ช่างเถอะ ยังไงก็หยิบออกมาแล้ว ข้าเพียงแต่คิดว่า เจ้าจะทำการใหญ่ย่อมต้องใช้เงิน ยุคนี้ไร้เงินย่อมไปไหนไม่รอด”
เฉินจี้นิ่งเงียบ
ไป๋หลี่ยิ้มน้อยๆ “ไปกันเถอะ ข้าเรียกเกวียนวัวมาแล้ว พวกเราจะนั่งเกวียนวัวออกนอกเมือง!”
“รอข้าครู่หนึ่ง” เฉินจี้กลับเข้าไปในห้องนอนเด็กฝึก งัดอิฐก้อนที่หลวมใต้เตียง ล้วงเอาข้าวของทั้งหมดจากโพรงยัดใส่อกเสื้อ แล้วจึงออกมา
แต่พอเขาเดินมาถึงประตู ก็เห็นม้าเร็วตัวหนึ่ง ควบตะบึงมาจากสุดถนนอันซี บนหลังม้าสูงใหญ่ ชายหนุ่มในชุดเขียวอ่อน เส้นผมปลิวสยายไปข้างหลัง รูปงามเหนือผู้คน องอาจผึ่งผาย
เฉินจี้ค่อยๆ หยุดฝีเท้า เฝ้ามองอีกฝ่ายดึงบังเหียนหยุดม้าหน้าโรงยา
เฉินเวิ่นจงนั่งบนหลังม้า หอบหายใจพลางกล่าว “เฉินจี้ รีบตามข้ากลับจวนเถิด เลิกงอนท่านพ่อได้แล้ว!”
เฉินจี้ยืนอยู่หลังธรณีประตูโรงยา เงยหน้ามองพี่ชายแท้ๆ บนหลังม้าข้ามธรณีประตู “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้งอนใครเลย”
เฉินเวิ่นจงเอ่ยปลอบ “ท่านพ่อสืบพบความจริงแล้ว เป็นบ่าวคนหนึ่งของพ่อบ้านที่ยักยอกเงินเดือนของเจ้า บัดนี้ ท่านแม่ตีบ่าวนั่นตายเพื่อระบายแค้นให้เจ้าแล้ว แม้แต่พ่อบ้านก็โดนตีสิบไม้”
เฉินจี้อือคำหนึ่ง “น่าสงสาร”
เฉินเวิ่นจงงุนงง “น่าสงสาร?”
เฉินจี้อมยิ้ม “ข้าคิดว่าบ่าวคนนั้นน่าสงสาร”
เฉินเวิ่นจงกล่าวอย่างร้อนใจ “เฉินจี้ คำว่าครอบครัว ปรองดองย่อมเจริญ คนในครอบครัวเดียวกัน จะมีแค้นกันลึกสักเพียงใด? บัดนี้เจ้ากลับตัวกลับใจแล้ว พี่ย่อมหวังให้เจ้ากลับมาอยู่พร้อมหน้ากันโดยเร็ว ข้าจะเกลี้ยกล่อมท่านพ่อ ส่งเจ้าไปศึกษาที่สำนักตงหลิน อีกสามปีก็สอบราชการได้ อายุแค่นี้ เริ่มเรียนตอนนี้ก็ยังไม่สาย!”
เรียนหนังสือ?
ตัวเขาเป็นนักเรียนสายวิทย์ ให้ไปเรียนคัมภีร์โบราณ ฟังดูช่างทรมานเสียนี่กระไร
ทว่า เฉินจี้เงยหน้ามองพี่ชายร่วมสายเลือด ตอนนี้อีกฝ่ายจริงใจจริงจัง ดุจบุรุษผู้สุภาพอ่อนน้อมในนิทานปรัมปรา
แต่ต่างคนก็ต่างมุ่งหมาย
เฉินจี้ยิ้มกล่าว “ท่านพี่ พวกข้ากำลังจะออกนอกเมือง สหายกำลังรออยู่”
เฉินเวิ่นจงกระโดดลงจากหลังม้า กล่าวอย่างจริงใจจริงจัง “เฉินจี้ แม้เจ้าอ่านหนังสือน้อย แต่ก็ควรรู้ธรรมเนียมบิดาบุตร ไม่มีพ่อแม่ที่ผิดในโลกนี้ เจ้าจะงอนท่านพ่อตลอดไปไม่ได้!”
เฉินจี้กล่าวเรียบ “ท่านพี่ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ ข้าไม่ได้งอนใครจริงๆ กรุณากลับไปเถิด”
พูดจบเขาก็สะพายห่อผ้า เดินอ้อมตัวเฉินเวิ่นจง ขึ้นไปนั่งท้ายเกวียนวัว
เฉินเวิ่นจงไล่ตามมาสองก้าว น้ำเสียงหนักขึ้น “เฉินจี้! เจ้าทำเช่นนี้ จะเอาธรรมเนียมบิดาบุตรไปไว้ที่ใด!”
ขณะนั้นเอง ไป๋หลี่เงยหน้าขึ้นกล่าวทันที “พูดถึงแต่ธรรมเนียมปิตาปุตรคารวะ แล้วคนในจวนเฉินของท่าน มีใครรู้บ้างไหมว่าเฉินจี้เคยถูกคนร้ายทำร้าย เขาถูกคนร้ายผ่าอก แทงทะลุต้นขา ก็ไม่เห็นพวกท่านส่งคนมาถามไถ่เลย”
เฉินเวิ่นจงตะลึงงัน “ธิดาอ๋อง?”
เขามองอย่างพินิจพิจารณา บนเกวียนโทรมๆ นี้ไม่เพียงมีธิดาอ๋อง แต่ยังมีโอรสอ๋องด้วย!
สองคนที่มีฐานะสูงส่งเช่นนี้ กลับสวมเสื้อผ้าหยาบ เบียดกันอยู่บนแผ่นเกวียนวัวโทรมๆ กับน้องต่างมารดาของเขา!
ไป๋หลี่นั่งขัดสมาธิบนแผ่นเกวียน ตั้งหลังตรงแล้วกล่าวต่อ “ตอนเฉินจี้บาดเจ็บ พวกเราเคยพบกันที่หอปักไหมตรอกชุดขาว วันนั้นท่านถามไถ่เขาบ้างหรือไม่”
เฉินเวิ่นจงได้แต่สงบคำ
ไป๋หลี่ไม่ยอมปล่อย “ท่านสนใจเพียงธรรมเนียมปิตาปุตรคารวะ ที่ท่านมาโรงยาเกลี้ยกล่อมเขา ก็เพราะอาจารย์สำนักสอนว่า ครอบครัวปรองดองย่อมเจริญ คัมภีร์สอนให้กษัตริย์เป็นกษัตริย์ ขุนนางเป็นขุนนาง บิดาเป็นบิดา บุตรเป็นบุตร เพียงเท่านี้เอง”
เฉินจี้ยั้งไป๋หลี่ แล้วหันไปบอกคนขับเกวียน “ออกเดินทางเถอะ ถ้าชักช้า กว่าจะถึงหมู่บ้านแซ่หลิวคงมืดค่ำกันพอดี”
เกวียนวัวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
เฉินเวิ่นจงยืนนิ่งไม่ขยับ เหม่อมองเฉินจี้กับสหายนั่งบนเกวียนวัวโทรมๆ กลางแจ้ง หัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ท่ามกลางฤดูหนาวเหน็บเย็นเยือก ท่าทางตื่นเต้นของพวกเขา ดูไม่เหมือนจะไปทำงาน กลับเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้เพิ่งเบ่งบาน กำลังจะไปเที่ยวชมทุ่งหญ้า
เสียงล้อเล่นของโอรสอ๋องลอยมาแต่ไกล “ฮ่าๆ พวกเจ้าเห็นไหม ไป๋หลี่เมื่อครู่เหมือนเสือน้อยโกรธเลย อ๊ะ! หยิกเบาๆ หน่อยสิ!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น