ตอนที่ 0088 ปราชญ์โบราณ



แย่แล้ว!


รูม่านตาเฉินจี้หดเข้าทันใด  บิดาแท้ๆ ของร่างนี้อยู่ตรงหน้า  แต่ตนกลับจำไม่ได้!


มิน่าเล่า  เมื่อครู่อีกฝ่ายจึงมองตนซ้ำไปซ้ำมา  มิน่าจึงถามอย่างแปลกใจว่า  “เจ้าเรียกข้าว่าใต้เท้า?”


จะแก้ตัวอย่างไรดี?


ในยุคที่เชื่อถือโชคลางนี้  หากจำแม้แต่บิดาตนเองไม่ได้  คงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภูตผีปีศาจแล้วเผาทิ้ง...


เฉินหลี่ฉินตรงหน้าสวมชุดขุนนางสีน้ำเงิน  คาดเข็มขัดหนัง  ใบหน้าแดงดำจากการคุมงานที่คันเขื่อนหลายเดือน


ต่างจากจางจัวที่หน้าแดงเรื่อ  เฉินหลี่ฉินยามนี้ไม่เหมือนขุนนางฝ่ายบุ๋น  กลับดูราวกับแม่ทัพนักรบ


จิ้งอ๋องมองเฉินหลี่ฉินด้วยความอยากรู้  “ท่านเฉิน  ฝีมือหมากของเฉินจี้นั้น  ท่านเป็นผู้สอนหรือ?  เช่นนั้นแล้ววิชาหมากของท่านคงสูงส่งยิ่ง”


เฉินหลี่ฉินคารวะ  ตอบอย่างนอบน้อม  “ข้าไม่ถนัดวิชาหมาก  ไม่เคยสั่งสอนเขาเลย  ลูกข้าเปรียบดั่งโคลนปั้นไม่ขึ้น  ที่ชนะท่านได้  คงเพราะท่านมีเมตตาอ่อนข้อให้”


ได้ยินคำว่า  ‘ลูกข้า’  เฉินจี้พลันนึกถึงบิดาที่ล่วงลับในโลกเดิม


บิดาผู้นั้นเป็นคนถ่อมตน  แต่เมื่อครั้งที่เฉินจี้วัยสิบสาม  ถูกพาไปแข่งหมากล้อมจนได้รางวัลชั้นโท  บิดาจะยิ้มอวดกับทุกคนว่า  ‘เจ้าหนูน้อยนี่แค่เล่นยามว่าง  ไม่งั้นพวกเจ้าคงแพ้ขาดลอยแล้ว’  ทำเอาคู่แข่งคนอื่นโมโหจนแทบจะสำรอกเลือด


จางจัวที่อยู่ข้างๆ หัวเราะ  “ฝีมือเดินหมากของท่านอ๋องนั้น  ล้ำเลิศถึงขั้นเทพแล้ว  ตัวข้ายังไม่ลืม  เมื่อเจ็ดปีก่อนที่ชุมนุมบัณฑิตเจียงหนาน  ท่านอ๋องประลองกับเจ้าอาวาสวัดฝ่าเหมิน  พระฮุ่ยทงวางหมากตาที่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดแล้วคิดว่า  ท่านอ๋องจะยอมแพ้  แม้แต่สมาธิแห่งการบำเพ็ญก็ละทิ้ง  ความภูมิใจเอ่อล้นชัดเจนบนใบหน้า  ไหนเลยจะคาดคิดว่า  สิ่งที่รออยู่คือ  ตาที่หนึ่งร้อยสามสิบแปดอันแยบยลด้วยกลวิธี ‘ขุด’ ของท่านอ๋อง  ทำให้แผนการทั้งหมดต้องพังทลาย……เชื่อว่าที่ลูกหลานตระกูลเฉินชนะท่านอ๋องได้  คงเพราะท่านต่อหมากให้กระมัง?”


จิ้งอ๋องได้ฟังแล้วหัวเราะ  “ข้าต่อให้เฉินจี้สองตัวจริง  แต่นั่นคือกระดานแรก  หลังจากนั้นแม้ไม่ต่อให้  ก็ยังแพ้ติดต่อหลายกระดาน”


“อืม?”  จางจัวกับเฉินหลี่ฉินพร้อมใจกันหันมองเฉินจี้


จิ้งอ๋องหยิบตัวหมากขึ้นมาอธิบาย  “เฉินจี้เป็นอัจฉริยะนอกตำรา  ท่านทั้งหลายลองประชันกับเขาดูเมื่อมีโอกาส  แล้วจะเข้าใจเอง...แต่ท่านเฉิน  ข้าดูแล้วพ่อลูกท่าน  ทำไมถึงห่างเหินกันนัก  พบหน้ากันก็ไม่ทักทาย  เมื่อครู่เฉินจี้ยังเรียกท่านว่าใต้เท้า  ไม่เรียกบิดา”


หัวใจที่กำลังตุ้มๆ ต่อมๆ ของเฉินจี้  ดับมอดไปพร้อมกับโอรสอ๋องและไป๋หลี่ทันที


เขานึกว่าความสนใจของทุกคนเบนไปที่หมากล้อมหมดแล้ว  ไฉนยังมีการซ้ำเติมอีก?


เฉินหลี่ฉินเหลือบมองเฉินจี้แวบหนึ่ง  แล้วหันไปคารวะจิ้งอ๋อง  “ทูลท่านอ๋อง  ข้าเองก็ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ  เมื่อครู่ลูกข้ามองข้าราวกับคนแปลกหน้า  ทางนี้เองก็แปลกใจไม่เบา”


จิ้งอ๋องมองเฉินจี้  ยิ้มถามด้วยความสนใจ  “เป็นอะไรไป  แม้แต่บิดาตนเองก็จำไม่ได้หรือ?”


เฉินจี้เกิดความลังเลในใจ


ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่า  ควรตอบไปอย่างไร  กลับได้ยินเฒ่าเหยาหัวเราะเย็นใส่เฉินหลี่ฉิน  “จวนเฉินของท่าน  ส่งเฉินจี้มาเป็นเด็กฝึกที่นี่  ตรุษจีนสารทเทศกลับไม่เคยเห็นของฝากสักชิ้น  บัดนี้แม้แต่ค่าเล่าเรียนก็ผัดวันประกันพรุ่ง  ขัดสนยิ่งนัก  เขาไม่อยากจำเจ้า  ก็เป็นเรื่องปกติ  พวกเจ้าบัณฑิตพูดกันทุกวันว่า  กษัตริย์ต้องเป็นกษัตริย์  ข้าราชการต้องเป็นข้าราชการ  บิดาต้องเป็นบิดา  บุตรต้องเป็นบุตร  แต่หากบิดาไม่เมตตา  บุตรย่อมไม่ต้องกตัญญู”


เฉินจี้ได้ยินอาจารย์ตนเอ่ยปาก  ก็พลันหันไปมองอย่างประหลาดใจ


ภายในโรงยา  เฉินหลี่ฉินชะงักไป  “หมอหลวงเหยาอย่าพูดพล่อยๆ  ตอนข้าส่งเฉินจี้มาโรงยานี้  ได้กำชับบ่าวไพร่แล้วว่า  ค่าเล่าเรียนรายเดือนต้องส่งตรงเวลา  ตรุษจีนสารทเทศต้องเตรียมของขวัญมาถวาย  จวนเฉินยึดถือคัมภีร์มารยาทสืบต่อกันมา  ไม่มีทางไม่รู้ธรรมเนียมเหล่านี้”


เฒ่าเหยาพูดเนิบนาบ  “อ้อ  งั้นข้ามุสาสินะ?  ขอยืนยันคำเดิม  ข้าไม่เคยเห็นของขวัญจากจวนเฉิน  แล้วอีกอย่าง  จวนเจ้ามั่งคั่งถึงเพียงนั้น  เหตุใดจึงให้เงินเฉินจี้เดือนละแค่สามร้อยเหรียญ  ไม่สมกับฐานะจวนเฉินเลย  เอาแบบนี้เป็นไง  ต่อไปไม่ต้องส่งค่าเล่าเรียนมาแล้ว  ข้าจะรับเฉินจี้เป็น  ‘ศิษย์’  เลี้ยงดูเต็มอัตรา  ส่วนเขาก็คอยดูแลข้ายามชรา  ส่งข้าจนถึงสุสาน”


จางจัวสอดมือเข้าในแขนเสื้อขุนนาง  ครั้นได้ยิน ‘สามร้อยเหรียญ’ ก็เหลือบมองเฉินหลี่ฉินด้วยความฉงน


เพียงแผ่นปักหลังบนชุดขุนนางของเฉินหลี่ฉิน  ราคาคงสูงกว่า ‘สามร้อยเหรียญ’ ถึงร้อยเท่า


แผ่นปักขุนนางราชวงศ์หนิงนั้น  ราชสำนักพระราชทาน  แต่ขุนนางหลายคนรังเกียจว่า  แผ่นปักจากราชสำนักไม่งดงามพอ  จึงว่าจ้างช่างปักใหม่ด้วยด้ายทองเงิน  จนค่อยๆ กลายเป็นกระแส  ‘บริโภคแผ่นปัก’


แผ่นปักใบหนึ่ง  สามสิบตำลึงเงิน  แต่กลับให้บุตรชายเดือนละแค่สามร้อยเหรียญ  พ่อลูกคู่นี้คงมีความแค้นฝังลึกกระมัง?


เฉินหลี่ฉินไม่โต้เถียงกับเฒ่าเหยาอีก  เขาเองก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ


เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วจึงถาม  “หมอหลวงเหยา  เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้  ข้ากำชับให้พ่อบ้านส่งเงินกับของขวัญมา  เขาบอกว่าใช้บ่าวไพร่มาถวายแล้ว  ท่านได้รับหรือไม่?”


เฒ่าเหยาลูบเคราของตน  “เจ้าหมายถึงหนึ่งร้อยเหรียญที่บ่าวไพร่เจ้าส่งมาน่ะหรือ?  อืม  ได้รับแล้ว  ขอบใจสำหรับของขวัญกระจ้อยร่อยนี้นะ”


เฉินหลี่ฉิน  “...”


เฉินจี้  “...”


ปากอาจารย์ตนนี่ช่างคมกริบ  ราวกับชุบยาพิษทั้งในทั้งนอก


เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้ว  คารวะหมอหลวงเหยา  “หมอหลวงเหยา  ข้าจะสืบให้กระจ่าง  ให้ท่านได้คำตอบแน่นอน”


จิ้งอ๋องหัวเราะไกล่เกลี่ย  “เรื่องในจวนเฉินคงมีการเข้าใจผิดกัน  อาจเป็นบ่าวไพร่ทำผิดพลาด  ตระกูลเฉินสืบสายมาหลายชั่วอายุคน  เป็นขุนนางใหญ่ผู้มีวิชาความรู้  ไม่มีทางผิดมารยาทในเรื่องนี้แน่  ลองนึกย้อนไปตอนยังอยู่ในเมืองหลวง  ข้ามักตามอาสองไปเยือนจวนเฉิน  คนบ้านเฉินอัธยาศัยดี  สุภาพนุ่มนวล  ทำให้จดจำไม่ลืม……ถ้าจำไม่ผิด  ตอนนั้นท่านเฉินเพิ่งสอบฤดูใบไม้ร่วงเสร็จกระมัง?”


เฉินหลี่ฉินคารวะ  “ท่านอ๋องความจำดีเลิศ”


จิ้งอ๋องโบกมือ  “วันนี้พอเท่านี้ก่อน  ข้าก็ยังมีธุระต้องจัดการ  เชิญทุกท่านกลับไปก่อน  พรุ่งนี้ค่อยมาท้องพระโรงจิ้งอันหารือเรื่องสำคัญ”


เฉินหลี่ฉินมองเฉินจี้  “เฉินจี้  เจ้าตามข้ากลับจวน  วันนี้ข้าจะสืบความจริงให้เจ้า”


แต่เฉินจี้กลับนิ่งเงียบ


เขาไม่อยากกลับจวนเฉิน


แม้เฉินหลี่ฉินจะมีสายเลือดเดียวกัน  แต่ในดวงใจเขามีบิดาเพียงหนึ่งเดียว  ไม่คิดจะเพิ่มอีกคน


ความวุ่นวายในจวนเฉิน  นับตั้งแต่เขาวางเงินสามร้อยเหรียญหน้าประตูจวน  ก็ไม่ขอข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป


ท่ามกลางความเงียบงัน  เฉินจี้ยืนหลังโต๊ะบัญชีไม้แดง  คารวะเฉินหลี่ฉิน  “ใต้เท้าเฉินเชิญกลับเถิด  ข้ายังมีบทเรียนต้องทบทวน  กว่าจะสำเร็จการศึกษา  จะไม่กลับไปจวนเฉินอีก”


“ใต้เท้าเฉิน?”


เอ่ยจบ  ไป๋หลี่กับโอรสอ๋องก็เบิกตากว้างพร้อมกัน


ในยุคนี้  ทุกคนได้รับการอบรมสั่งสอนว่า  กษัตริย์ต้องเป็นกษัตริย์  ข้าราชการต้องเป็นข้าราชการ  บิดาต้องเป็นบิดา  บุตรต้องเป็นบุตร  ยังไม่มีผู้ใดกล้าหาญที่จะขัดขืนบิดาตน  หากชื่อเสียงอกตัญญูแพร่ออกไป  สังคมชั้นสูงจะไม่ยอมรับ  วงการขุนนางก็จะขับไล่


แต่เฉินจี้  ท้ายที่สุดแล้วไม่ใช่คนของยุคนี้


สีหน้าเฉินหลี่ฉินหม่นหมอง  “หากเจ้าคิดว่า  ตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องค่าเล่าเรียน  วันนี้ข้าจะสืบให้กระจ่าง  หากเจ้าโกรธที่ข้าส่งเจ้ามาโรงยา  จงนึกถึงเรื่องที่เจ้าเคยก่อไว้  หรือจะให้ข้าผู้เป็นบิดาเป็นฝ่ายขอโทษเจ้า?”


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  สุดท้ายไม่ได้หยิบคำสารภาพของเฉินเวิ่นเสี้ยวออกมาฟ้อง


เขาเพียงยิ้มพลางกล่าว  “ใต้เท้าเฉินเข้าใจผิดแล้ว  ข้าหาได้รับความไม่เป็นธรรมใดๆ  ปัจจุบันข้าอยู่โรงยาอย่างสุขสบาย  อาจารย์ดูแลข้าอย่างดี  พี่น้องร่วมสำนักล้วนปรองดอง  ชีวิตอิ่มเอม  ใต้เท้าเชิญกลับไปเถิด  นอกประตูมีผู้ป่วยรอคิวอยู่  อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลารักษาโรคเลย”


เฉินหลี่ฉินอ้าปากหลายครั้ง  คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก


เขาเกรงใจจิ้งอ๋อง  จึงไม่อาจระเบิดอารมณ์  ได้แต่สะบัดแขนเสื้อจากไป  “รักษาตัวให้ดี!”


......


......


เกี้ยวขุนนางนับสิบหลังค่อยๆ ถูกหามจากไป  โรงยาไท่ผิงกลับสู่ความเงียบเหงาดังเดิม


จิ้งอ๋องเล่นหมากในมือ  เหลือบมองเฉินจี้  “วงศ์ตระกูลเฉินเป็นตำแหน่งที่น้อยคนจะเอื้อมถึง  เจ้ายังเยาว์วัย  จึงไม่รู้หรอกว่าสิ่งตัวเองสละไปนั้น  มีค่ามากเพียงใด”


“ข้าวปลาอาหารธรรมดาก็ดีอยู่แล้ว”  เฉินจี้หันมองเฒ่าเหยา  “อาจารย์  ขอบคุณท่านมาก”


เฒ่าเหยาหัวเราะเย้ยหยัน  “ไม่ต้องขอบคุณข้า  ค่าเล่าเรียนที่ต้องจ่าย  ก็ยังต้องจ่ายอยู่ดี”


เฉินจี้  “......ขอรับ”


ขณะสนทนา  จิ้งอ๋องหันกลับมามองโอรสอ๋อง  “เมื่อครู่ถูกขัดจังหวะ  ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของเจ้า  เจ้าคิดเองว่าควรรับโทษอย่างไร?”


โอรสอ๋องลองหยั่งเชิงถาม  “อดข้าวหนึ่งวัน?”


จิ้งอ๋องพลันทำหน้าเคร่งขรึม  “ตั้งแต่วันนี้  เจ้ากับไป๋หลี่ไม่มีเงินรายเดือน  ไปคุกเข่าที่หอหมิงเจิ้งสามวันไม่ให้กินข้าว  กักบริเวณครึ่งปีห้ามออกจากจวนอ๋อง!”


โอรสอ๋องเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน  “ท่านพ่อ  ครึ่งปีไม่นานไปหน่อยหรือ?!”


ไป๋หลี่ก็ร้อนใจเช่นกัน  “ท่านพ่อ  ขังแต่ท่านพี่ก็พอ  ไม่ขังข้าได้หรือไม่?”


จิ้งอ๋องโกรธจนขำ  “พวกเจ้านี่ช่างเอื้ออาทรกันจริงๆ”


เฉินจี้สังเกตเห็นว่า  จิ้งอ๋องพระองค์นี้มีความอดทนในทุกเรื่อง  เว้นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกหลาน  ดูประหนึ่งบิดาสามัญผู้หนึ่ง  พร้อมจะชักสายรัดเอวออกมาเฆี่ยนได้ทุกเมื่อ


ขณะนั้น  ไป๋หลี่กับโอรสอ๋องพากันส่งสายตาให้เฉินจี้  ส่งสัญญาณให้ช่วยหาทางออก


หากถูกกักบริเวณครึ่งปีจริง  พวกเขาจะพลาดงานเทศกาลโคมไฟ  ไม่ได้ไปเที่ยวชมดอกไม้ต้นฤดูใบไม้ผลิ  คงได้เน่าตายอยู่ในจวนอ๋องแน่


เฉินจี้เอ่ย  “ท่านอ๋อง......”


จิ้งอ๋องยกมือห้ามเสียงเข้ม  “เจ้าไม่ต้องพูด  เรื่องนี้เจ้าก็มีส่วน  หากไม่เห็นแก่หน้าหมอหลวงเหยา  เจ้าก็ต้องรับโทษด้วยเช่นกัน”


หมอหลวงเหยาเพิ่งจัดยาให้จิ้งอ๋องเสร็จ  เห็นเขามัดห่อกระดาษเหลืองด้วยเชือกป่าน  พลางกล่าวเนิบนาบ  “ไม่ต้องเห็นแก่หน้าข้าหรอก”


เฉินจี้กลับเอ่ยขึ้นทันใด  “ท่านอ๋อง  พวกเราลองเล่นหมากอีกกระดานเถิด  หากข้าชนะ  ขอท่านช่วยฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าว  มอบโอกาสให้โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องได้ไถ่โทษชดเชย”


“โอ้?”  จิ้งอ๋องหันมามองเฉินจี้  “กลวิธีรักษาผู้โดดเดี่ยวของเจ้า  ใช้กับข้าไม่ได้ผลแล้ว  ยังมั่นใจว่าจะชนะอยู่หรือ?”


เฉินจี้พับแขนเสื้อขึ้น  กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง  “ไม่ลองไม่รู้”


จิ้งอ๋องเกิดความสนใจ  “ดูท่าจะยังซ่อนไพ่ตายไว้อีกสินะ…เสี่ยงทายก่อนหลัง!”


พูดจบ  เขากำหมากไว้ในมือ  เฉินจี้ทาย  “คี่”


จิ้งอ๋องคลี่ฝ่ามือ  หมากสองเม็ดร่วงลง  “ทายผิด  ข้าถือดำลงก่อน”


ไป๋หลี่มองดูฉากนี้ด้วยความประหลาดใจ  ปกติบิดาเมื่อพบมิตรสหายที่ฝีมือด้อยกว่า  มักจะยอมให้อีกฝ่ายถือดำลงก่อน  แต่บัดนี้  ท่านกลับดุจแม่ทัพผู้ชอบชิงชัย  ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย


จิ้งอ๋องเปิดด้วยมุมอู่โยว  ต้องการใช้ขุมกำลังหนาแน่น  ทับหมากขาวที่โดดเดี่ยว  ตัดความคิดรักษาผู้โดดเดี่ยวกลืนมังกรของเฉินจี้ให้สิ้น


ทว่าครั้งนี้  หมากขาวของเฉินจี้กลับแปะติดขึ้นมาอย่างไม่ลังเล


จุดอ่อนของหมากโดดเดี่ยวคือ  ตัวมันเองดุจเทียนในสายลม  พร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ  ทว่าน้อยคนนักจะตระหนักว่า  ขุมกำลังหนาแน่นก็มีจุดอ่อนเช่นกัน  มันกลัวการซ้อนหนา  ยิ่งหนายิ่งเทอะทะงุ่มง่าม


หมากขาวของเฉินจี้ตกลงดุจกวางถอดเขา  หาร่องรอยมิได้  ลีลาหมากประหลาดพิสดาร  เย็นชาและมีเหตุผล


จิ้งอ๋องอ่านเกมไม่ออกแล้ว  สูตรมุมอู๋โยวที่ไร้พ่ายมาแต่ไหนแต่ไร  กลับถูกหมากขาวเพียงสี่ตากำราบสิ้น


หมากไม่กี่ตานี้ของเฉินจี้  ได้พลิกความรู้ของเขาทั้งตำรา  


ตามความเข้าใจของนักหมากทั่วราชวงศ์หนิง  การถูก ‘บินทับ’ ขณะหนีบโจมตี  ถือเป็นข้อเสียเปรียบ  แต่สำหรับเฉินจี้  การถูกบินทับกลับกลายเป็นความได้เปรียบ


เหลือเชื่อยิ่งนัก!


จิ้งอ๋องถามด้วยความฉงน  “เหตุใดเจ้าจึงพลิกการบินทับให้เป็นความได้เปรียบได้  นี่คือวิถีของปรมาจารย์ท่านใด?”


เฉินจี้ไม่ตอบ  ยังคงวางหมากต่อไป


จิ้งอ๋องยิ่งเล่นยิ่งงุนงง  เพียงเจ็ดสิบสองตาธรรมดาๆ  เขาเหมือนเห็นเงาของปรมาจารย์ทุกท่านในวิถีหมากเจ็ดสิบสองตานี้  ทว่ากลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง!


หมากล้อมยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ?


จิ้งอ๋องโยนหมากยอมแพ้  “มาอีก  ข้าถือดำลงก่อน”


ไป๋หลี่เงียบมอง  บัดนี้บิดาของตนละเว้นแม้แต่ขั้นตอนเสี่ยงทายก่อนหลัง  ยอมรับเองว่าตนเป็นฝ่ายที่ต้องถือดำลงก่อน


กระดานที่สอง  จิ้งอ๋องเปิดด้วยรูปแบบเสี่ยวหลินหลิว  หวังสร้างอิทธิพลทั้งซ้ายกลางขวาสามจุด  ทว่าภายใต้การพัวพันของเฉินจี้  หมากเด็ดที่ควรเชื่อมทั้งกระดานให้เป็นหนึ่งเดียว  กลับโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลางเหมือนคนโง่  ใช้การไม่ได้เลย


กระดานที่สาม  จิ้งอ๋องเปิดด้วยสามกระบี่ตำแหน่งดาว  แต่ก็ยังพ่ายแพ้ยับเยิน


เขามองกระดานหมาก  แล้วมองเฉินจี้  สุดท้ายโยนหมากดำลงบนโต๊ะ  พลางนึกถึงคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้  ‘เจ้าไม่เหมาะเป็นนักหมาก  เหมาะแต่เป็นตัวหมาก’


แต่เฉินจี้กลับถามย้อน  ‘จำเป็นต้องอยู่ในกระดานด้วยหรือ’


ชั่วขณะหนึ่ง  จิ้งอ๋องรู้สึกราวกับผู้ที่นั่งตรงข้ามตน  มิใช่เพียงเด็กฝึกโรงยาตัวน้อย  หากแต่เป็นปรมาจารย์วิถีหมากท่านหนึ่ง  นั่งอยู่ในกาลธารายาวนาน  ดวลหมากล้อมกับตน


กงล้อแห่งยุคสมัย  บดขยี้ผ่านกระดานหมากอย่างเบามือ  ให้ยุคเก่ากลายเป็นประวัติศาสตร์นับแต่นี้


จิ้งอ๋องถามอย่างเคร่งขรึม  “เจ้าหนุ่ม  ใครคืออาจารย์สอนเจ้าเดินหมาก?”


เฉินจี้ตอบไม่ได้  เพราะเขาไม่อาจบอกจิ้งอ๋องได้ว่า  นี่คือวิธีเล่นของเอไอ (AI)


เฉินจี้เองก็เคยประสบความฉงนเช่นจิ้งอ๋อง  ตอนอายุสิบสาม  เขาได้รางวัลชั้นโทหมากล้อม  ตั้งใจจะศึกษาต่อ  แต่กลับต้องเผชิญยุคสมัยของเอไอ


มนุษย์ในอดีตชอบหาความหมายเชิงปรัชญา  ชอบหาวิถีสวรรค์ให้กับหมากล้อม  ทว่านับแต่เอไอถือกำเนิด  หมากล้อมกลับคืนสู่สภาพเกมประลองความจำและพลังคำนวณดิบๆ  


นับแต่นั้นมา  เฉินจี้ก็แทบไม่แตะต้องหมากล้อมอีก


ใจจริง  เขาไม่อยากใช้สูตรตั้งต้นใหม่ของเอไอมาเอาชนะจิ้งอ๋อง  แต่บัดนี้เขามีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าต้องทำ


จิ้งอ๋องถอนหายใจยาว  “เอาเถอะ  ในเมื่อชนะข้าแล้ว  จงบอกมาว่า  เจ้าต้องการให้หยุนซีกับไป๋หลี่ชดใช้แบบใด?”


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  “ความกังวลใหญ่ที่สุดของท่านตอนนี้  คือจะจัดสรรข้าวเหนียวไปสร้างกำแพงเมืองชายแดนอย่างไร  ทว่าข้าวเหนียวขัดแย้งกับชีวิตราษฎร  หากใจแข็งจัดสรรข้าวเหนียว  ราษฎรไม่น้อยก็จะอดตาย”


จิ้งอ๋องเก็บหมากจากกระดานมารวมในอุ้งมือ  พลางกล่าวเนิบนาบ  “เรื่องนี้แก้ไขยาก  โลกนี้ไม่มีวิธีบรรลุทั้งสองทาง  ข้าทำได้เพียงตัดใจเลือก”


เฉินจี้กล่าวอย่างมั่นใจ  “ข้ามีวิธีบรรลุทั้งสองทาง”


จิ้งอ๋องชะงักไป  “การระดมข้าวเหนียวเป็นกลยุทธ์ทางทหาร  เจ้ารู้หรือไม่ว่า  กิจการทหารไม่มีการล้อเล่น?”


เฉินจี้กล่าวหนักแน่น  “ให้โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องมาช่วยข้า  ขอเวลาข้าครึ่งเดือน  หากทำสำเร็จ  ข้าจะขายวิธีบรรลุทั้งสองทางให้ท่าน  หากล้มเหลว  โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องถูกกักบริเวณหนึ่งปี  ข้าถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน”


จิ้งอ๋องมองเฉินจี้ด้วยความสนใจครู่หนึ่ง  “ตกลง”


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0164
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง