ตอนที่ 0087 แม้พบหน้ากันก็คงจำไม่ได้



ภายในโถงหน้าโรงยาไท่ผิง  เฒ่าเหยาค่อยๆ เขียนใบสั่งยาอย่างไม่รีบร้อน  ก่อนส่งให้เฉินจี้ไปจัดยา


เฉินจี้ชั่งยาด้วยท่าทีเชื่องช้าเงียบงัน  จ้องมองขีดตราตุ้มทองเหลืองจนแทบจะเหล่ตาขวาง  ไม่กล้าเหลือบมองไปจุดอื่น  เกรงว่าโทสะของจิ้งอ๋องจะลามมาถึงตนด้วย


ไป๋หลี่ก้มหน้าต่ำ  ค้อมตัวยืนข้างโอรสอ๋อง  แอบใช้ปลายเท้าเขี่ยโอรสอ๋องไม่หยุด  ให้รีบขอขมาลาโทษ


ทว่าจิ้งอ๋องไม่สนใจโอรสอีกต่อไป  หันมาทางเฉินจี้แทน  “อย่าเพิ่งชั่งยา  ยากนักจะพบอัจฉริยะหมากล้อมเช่นเจ้า  มาเล่นหมากกับข้าอีกสักสองสามกระดานเถอะ”


“ขอรับ...”  เฉินจี้รับคำอย่างนอบน้อม  ก้าวมายังโต๊ะบัญชี  เก็บหมากล้อมทีละตัวใส่กระบุง


จิ้งอ๋องยิ้มน้อยๆ  “คราวนี้ข้าจะไม่ต่อให้เจ้าสองตัวแล้ว  ไม่งั้นชนะไม่ได้แน่”


ไป๋หลี่เบิกตากว้างอยู่ข้างๆ  บิดาตนเล่นหมากกับชนรุ่นหลัง  แล้วออกปากเองว่าไม่ต่อให้?  นี่ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน


นางค่อยๆ ขยับเข้าไป  แอบดูทั้งสองเล่นหมาก  ทว่าเพิ่งขยับได้สองก้าว  จิ้งอ๋องก็เหลือบตามองมา  นางจึงรีบถอยกลับอย่างว่าง่าย  ทำได้เพียงแอบเขย่งปลายเท้ามองอยู่ห่างๆ


ฝีมือหมากของเฉินจี้  ด้อยกว่าจิ้งอ๋องหลายขุม  แต่อาศัยที่จิ้งอ๋องไม่เคยพบกลวิธีรักษาหมากโดดเดี่ยวสุดพิสดาร  จึงสวนกลับจากวิกฤตได้ครั้งแล้วครั้งเล่า


จิ้งอ๋องถอนหายใจพลางชื่นชม  “เจ้าหลักแหลมจริงๆ……เหตุใดจึงไม่เดินหมากตามขนบ  กลับหลงใหลแต่กลอุบายกระบี่เฉียงคมเช่นนี้?  มิใช่ว่านี่จะไปตีกรอบการเดินหมากของตัวเองหรอกหรือ?”


เฉินจี้วางหมากลงอย่างสงบนิ่ง  “โลภชัยมิได้”


จิ้งอ๋องชะงักไป  คำว่าโลภชัยมิได้นั้น  ก็เป็นหนึ่งในคัมภีร์หมากเช่นกัน


เฉินจี้หมายความว่า  อุปนิสัยตนเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว  ถนัดเพียงกลอุบาย ‘กลืนมังกร’ รักษาหมากโดดเดี่ยว   หากฝืนเลียนแบบผู้อื่น  เน้นคุมกระดานใหญ่  รุกคืบทีละก้าว  กลับจะไม่อาจคว้าชัย


จิ้งอ๋องหยิบหมากขึ้นมาถือ  รำพึงด้วยอารมณ์ลุ่มลึก  “นิสัยเช่นเจ้า  คงเป็นนักหมากไม่ได้  เป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่ง  เจ้ายินดีหรือ?”


เฉินจี้ถึงกับข้องใจ  นี่ควรเป็นคำถามที่อ๋องถามเด็กฝึกโรงยาหรือ?  เด็กฝึกโรงยาเป็นเพียงสามัญชน  ชีวิตดุจหญ้าป่า  แตะต้องฟ้าสูงมิได้


สถานะเยี่ยงนี้  จะเอื้อมถึงการเป็นนักหมากหรือตัวหมากได้อย่างไร?


เขาใคร่ครวญครู่หนึ่ง  แล้วถามกลับด้วยความฉงน  “จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ในกระดานหมากนี้หรือ?”


จิ้งอ๋องหัวเราะเสียงกังวาน  “ก็อาจมีชีวิตนอกกระดานหมาก  นั่นคือวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง”


โอรสอ๋องที่คุกเข่าอยู่  แอบเงยหน้าขึ้น  สบตากับไป๋หลี่  ทั้งคู่ต่างพบว่า  หลังบิดาเล่นหมากกับเฉินจี้  อารมณ์เริ่มกลับมาดีขึ้นบ้าง...


โอรสอ๋องขยิบตา  ส่งสัญญาณถึงไป๋หลี่  ไป๋หลี่เข้าใจทันควัน  รีบยกถ้วยชาเปล่าของจิ้งอ๋องไป  แล้วรินชาใหม่มาถวาย


ขณะนั้น  จิ้งอ๋องเล่นหมากกับเฉินจี้ไปพลาง  ยังแบ่งสมาธิคุยกับเฒ่าเหยาไปพลาง  “หมอหลวงเหยา  ช่วงนี้ไป๋หลี่กับจูหยุนซีออกไปก่อเรื่องอะไรบ้างหรือไม่?”


โอรสอ๋องกับไป๋หลี่ใจเต้นระทึกขึ้นมาถึงลำคอ  จ้องมองเฒ่าเหยาด้วยสายตาวิงวอน


เฒ่าเหยายืนหน้าตู้ยา  หันหลังให้โต๊ะไม้แดง  จัดยาไปพลางตอบเนิบนาบ  “เรื่องใหญ่ไม่ได้ก่อ  แต่แทบทุกค่ำคืนต้องออกไปเที่ยวเล่น  ออกจากบ้านทุกวันยามไฮ่  ข้าก็ไม่รู้ว่าดึกดื่นเพียงนั้น  เมืองหลัวยังมีที่ใดให้เที่ยวเล่นได้อีก”


จิ้งอ๋องตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  “ย่อมเป็นตรอกชุดขาว  ตรอกชุดแดงนั่นเอง”


หัวใจที่ตุ้มๆ ต่อมๆ ของโอรสอ๋องกับไป๋หลี่  ในที่สุดก็ดับมอดสิ้น


จิ้งอ๋องพูดช้าๆ  อย่างไม่รีบร้อน  “ก่อนหน้านี้  เงินรายเดือนของจูหยุนซีถูกตัดไปแล้ว  ไม่มีเงินไปสถานที่พรรค์นั้น  คงเป็นไป๋หลี่ที่ควักกระเป๋าให้  นับแต่เดือนนี้เป็นต้นไป  เงินรายเดือนของไป๋หลี่ก็ตัดด้วย”


โอรสอ๋องเข่าอ่อนจนแทบทรุด  จบสิ้นแล้ว!


ไป๋หลี่อ้อนเสียงแผ่ว  “ท่านพ่อ  ข้าจะไม่ให้เงินพี่อีกแล้ว  ท่านอย่าตัดเงินรายเดือนของข้าได้ไหม”


จิ้งอ๋องไม่ตอบ  เพียงหยิบหมากขึ้นมา  จะเล่นกับเฉินจี้อีกกระดาน


เขาเงยหน้ามองเฉินจี้  “หยุนซีกับไป๋หลี่ไปตรอกชุดขาวตรอกชุดแดง  มีเจ้าร่วมด้วยหรือไม่?”


เฉินจี้ตอบอย่างจริงจัง  “ทูลท่านอ๋อง  ข้าน้อยตั้งใจศึกษาวิชาแพทย์กับการบ้าน  จะมีเวลาไปสถานที่เช่นนั้นได้อย่างไร”


โอรสอ๋อง:  อ้าว?


ไป๋หลี่:  อ้าว?


จิ้งอ๋องมองโอรสอ๋องกับไป๋หลี่แวบหนึ่ง  “พวกเจ้าสองคนน่าจะเรียนรู้จากเฉินจี้ให้มากกว่านี้”


โอรสอ๋องพลันร้องขึ้น  “เจ้าหนุ่มนี่ก็ไปกับพวกเราด้วย!”


เฉินจี้:  “...”


ตายกันหมดเถอะ!


จิ้งอ๋องหันมายิ้มถามเฉินจี้  “เจ้าก็ไปด้วยหรือ?”


เฉินจี้  “...”


จิ้งอ๋องเก็บหมากใส่กระบุง  ยิ้มถาม  “เช่นนั้นแล้ว  ‘ชีวิตหากเป็นดังแรกพบ  เหตุใดลมสารทต้องเศร้าพัดวาด’  และ  ‘เถาวัลย์แห้งไม้แก่กาดำ  สะพานน้อยลำธารบ้านผู้คน’  เจ้าเป็นคนแต่งใช่หรือไม่?  ปัญญาของหยุนซีเป็นอย่างไร  ข้ารู้ดี  เขาแต่งอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก”


เฉินจี้ตกตะลึง  ที่แท้จิ้งอ๋องล่วงรู้ทุกอย่างแล้ว  ไม่เพียงรู้ว่าโอรสอ๋องไปตรอกชุดขาวตรอกชุดแดง  ยังรู้แม้กระทั่งกวีทุกบทที่โอรสอ๋องใช้ในหอปักไหม


ใช่แล้ว  ขุนนางผู้ทรงอำนาจเต็มขั้นเช่นนี้  จะไม่รู้เรื่องในเมืองหลัวได้อย่างไร


โอรสอ๋องตกตะลึงยิ่งกว่า  เหตุใดตนไปตรอกชุดขาวต้องมาคุกเข่าที่นี่  แต่เฉินจี้ไปตรอกชุดขาวกลับได้รับการปฏิบัติด้วยวาจาอ่อนโยน?!


ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!


กระดานหมากดำเนินต่อไป


จิ้งอ๋องแพ้วิชารักษาหมากโดดเดี่ยวอันเฉียบคมของเฉินจี้ติดต่อกันสามกระดาน  แต่บนใบหน้ากลับไร้ความขุ่นเคืองหรือโทสะ  ตรงกันข้าม  ในดวงตากลับมีแววสืบค้น  ดูจะสนใจเป็นอย่างมาก


เล่นหมากกระดานแล้วกระดานเล่า  เฉินจี้ยิ่งเล่นยิ่งยากลำบาก  จนกระทั่งจิ้งอ๋องปิดทางกระบี่เฉียงคมทั้งหมดของเขา  ทำให้ไม่อาจใช้วิชากลืนมังกรรักษาหมากโดดเดี่ยวได้อีก


แพ้แล้ว


เฉินจี้คือมือรางวัลชั้นโทของหมากล้อมเมืองหลัว  มองทั่ววงการหมากล้อมก็ไม่นับเป็นอะไร  ความพ่ายแพ้คือเรื่องที่ต้องเกิดในสักวัน  แต่เขาไม่คิดว่าตนจะแพ้เร็วถึงเพียงนี้


จิ้งอ๋องยิ้มมองเฉินจี้แล้วถาม  “เจ้าหนุ่ม  วิชาหมากของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


เฉินจี้หายใจเข้าลึก  “เก่งกาจยิ่ง”


“หากให้เจ้านิยามด้วยคำเดียว  มันคืออะไร?”


เฉินจี้คิดอยู่ครู่  แล้วเอ่ยจากใจจริง  “อดทน”


จิ้งอ๋องมีความอดทนยิ่ง  รุกคืบทีละก้าว  วางแผนล่วงหน้าได้หลายสิบตา  ยามวางหมาก  ราวกับความปรารถนาชัยชนะเป็นเรื่องรอง  เป็นความคิดส่วนเกิน  แต่พินิจให้ละเอียดแล้ว  กลับพบว่าทุกสิ่งที่ท่านทำ  ล้วนเพื่อชัยชนะทั้งสิ้น


ขณะเดียวกัน  จิ้งอ๋องหันมองเฒ่าเหยา  “หมอหลวงเหยา  ท่านมีบุญคุณช่วยชีวิตมารดาของขุนนางตรวจการแคว้นเจี้ยน  หม่าอีหมิง  เก้าปีก่อนหากไม่ใช่ท่านวินิจฉัยโรค  เกรงว่ามารดาเขาคงสิ้นชีพไปนานแล้ว  บัดนี้ในยุ้งข้าวแคว้นเจี้ยนยังมีข้าวเหนียวเหลืออยู่บ้าง  ท่านช่วยเขียนจดหมายถึงเขาได้หรือไม่  ข้าอยากขอใช้ข้าวเหนียวนั้นแก้วิกฤตเฉพาะหน้า  ขุนนางฝ่ายบุ๋นราชวงศ์หนิงของเรา  ถือความกตัญญูเป็นสำคัญ  ท่านเขียนจดหมายไปย่อมได้ผลแน่นอน”


เฒ่าเหยาพยักหน้า  “ได้  ข้าจะเขียนคืนนี้  ท่านอ๋องส่งคนมารับพรุ่งนี้ก็ได้”


“เขียนเดี๋ยวนี้เถิด  ช้าแม้แต่ครู่เดียวก็ไม่ได้”  จิ้งอ๋องสีหน้าผ่อนคลายลงบ้าง  แต่ยังไม่วางใจเสียทีเดียว  “ขุนนางตรวจการแคว้นเจี้ยนไม่ยอมส่งมอบข้าวเหนียวชุดนี้มาตลอด  ก็เพราะคิดถึงความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งแคว้น  บัดนี้ข้าเรียกข้าวเหนียวชุดนี้ไป  ยังต้องหาทางใช้พืชผลอื่นเติมเต็มยุ้งข้าวให้เขา  เพื่อมิให้ราษฎรต้องอดอยาก”


เฉินจี้พลันจมดิ่งในห้วงคิด  ปูนข้าวเหนียวในโลกของเขานั้น  ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปลายศตวรรษที่สิบแปด  กระทั่งเทคโนโลยีซีเมนต์จากต่างประเทศถูกเผยแพร่เข้ามาในจีน  ปูนข้าวเหนียวจึงค่อยๆ ถูกแทนที่


ครั้งนั้น  ซีเมนต์ถูกชาวบ้านเรียกว่า  ‘ปูนฝรั่ง’


ปูนข้าวเหนียวใช้ได้ผลหรือไม่?  ได้ผลดียิ่ง  กำแพงเมืองจีนใช้ปูนข้าวเหนียวเป็นตัวประสาน  ผ่านพันปีไม่พังทลาย  ในแง่หนึ่ง  มันแข็งแกร่งทนทานยิ่งกว่าปูนซีเมนต์ทั่วไป


แต่ประเด็นสำคัญคือ  ปูนข้าวเหนียวปรากฏในยุคที่กำลังผลิตต่ำ  ย่อมขัดแย้งกับปากท้องราษฎร  อีกทั้ง  ปูนข้าวเหนียวต้องรอแข็งตัวนานสามปีถึงจะคงทนได้มาตรฐาน  ขณะที่ซีเมนต์ใช้เวลาแค่ยี่สิบวัน  แถมต้นทุนก็ต่ำยิ่ง


หากซีเมนต์ปรากฏขึ้น  ย่อมต้องพลิกโฉมวงการก่อสร้างอย่างถอนรากถอนโคนแน่นอน


เฉินจี้หวนระลึกว่า  ซีเมนต์ทำอย่างไรกันนะ?


ขณะครุ่นคิด  ภายนอกโรงยาไท่ผิงพลันคึกคักขึ้นอีกครา


ทุกคนหันไปมอง  เห็นเหล่าเสลี่ยงหามเกี้ยวขุนนาง  สามสี่สิบหาม  มุ่งตรงไปยังจวนจิ้งอ๋อง  พากันมาเยี่ยมคารวะจิ้งอ๋องเป็นขบวนยาว


เฉินจี้เงยหน้ามอง  เห็นจิ้งอ๋องทำทีเมินเฉย  ราวกับมองไม่เห็นคนพวกนั้น  วางหมากอย่างสงบนิ่ง  ยังเอ่ยเตือนเฉินจี้ว่า  “ตาเจ้าแล้ว  หยุนซี  อย่ามัวคุกเข่าขายหน้าอยู่เลย  ลุกขึ้นเถอะ”


“ขอรับ!”  โอรสอ๋องลุกขึ้นด้วยความยินดี  โน้มตัวคลึงเข่าที่ปวดระบม


ไม่นานนัก  บรรดาขุนนางก็กลับจากจวนจิ้งอ๋องมือเปล่า  ดูเหมือนได้รับแจ้งว่า  จิ้งอ๋องไม่อยู่ในจวน  จำต้องเดินทางกลับ


ครั้นผ่านหน้าโรงยาไท่ผิง  ขุนนางในเกี้ยวหามคนหนึ่งเผลอเปิดม่านมอง  สายตาพลันสะดุดร่างคุ้นตาข้างโต๊ะบัญชี


“หยุด  หยุด  หยุด”  ขุนนางตะโกนให้เสลี่ยงหยุด  เพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์  มั่นใจว่าไม่ได้จำผิด


มิใช่เขาคุ้นเคยจิ้งอ๋องนัก  แต่ชุดของจิ้งอ๋องที่สวมมานานปี  ฝังลึกในความทรงจำของเหล่าขุนนางแล้ว


พอลงจากเกี้ยว  ขุนนางนับสิบ  สวมขุนนางพลเรือนสีเขียว  สีน้ำเงิน  อกปักลายนกเงือก  ไก่ฟ้า  นกกระสา  คาดเข็มขัดหนัง  เท้าสวมรองเท้าหนังดำ


พวกเขาชุมนุมหน้าโรงยาไท่ผิง  ลังเลชั่วครู่  ไม่รู้ควรเข้าไปหรือไม่  ทำได้เพียงกระซิบกระซาบคุยกัน


ทุกคนหันไปมองขุนนางนำหน้าสองนาย  คนหนึ่งไว้เครายาวเฟิ้ม  ใบหน้าแดงระเรื่อ  ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “รอท่านอ๋องชนะกระดานนี้ก่อน  พวกเราค่อยเข้าไป”


ทุกคนเงียบงัน  ต่างกระทืบเท้าท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ  ถูฝ่ามือ  จมูกแดงก่ำด้วยความหนาว


ครู่ต่อมา  ขุนนางนำหน้าอุทานเบาๆ  “ท่านอ๋องฝีมือหมากล้ำเลิศ  วันนี้นึกครึ้มอะไรมาเล่นหมากกับเด็กฝึกหนุ่มน้อย?  จะไปสนุกตรงไหน...อ๊ะ?  เฉินหลี่ฉิน  ข้าว่าเจ้าหนุ่มนั่นดูคุ้นหน้า  เคยพบที่ไหนมาก่อนหรือไม่?”


เฉินหลี่ฉิน  รองเจ้าเมืองหลัว  ได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้า  จ้องมองอย่างพินิจ  พลันตกตะลึงเมื่อพบว่า  เด็กหนุ่มที่กำลังเล่นหมากกับจิ้งอ๋อง  กลับเป็นลูกชายคนเล็กที่ตนไม่ได้พบหน้ามากว่าครึ่งปี!


เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า  ตนส่งเฉินจี้มาเป็นเด็กฝึกที่โรงยาไท่ผิง!


จางจัวหันมามองเฉินหลี่ฉิน  “นึกออกแล้ว  ข้าเคยพบเขาที่จวนท่าน  จำได้ว่าเทศกาลโคมไฟเมื่อปีกลาย  ข้าไปดื่มสุราที่จวนท่าน  เขานั่งตำแหน่งขวาล่าง  ลำดับสุดท้าย...”


จางจัวสอบได้ซิ่วไฉตอนอายุสิบสอง  สิบห้าปีก็ประกาศนามหน้าประตูตงหัว  กลายเป็นจอหงวนอายุน้อยที่สุดแห่งราชวงศ์หนิง  ลายมือวิจิตร  แถมมีพรสวรรค์จดจำไม่ลืม


ชายผู้นี้เมื่ออายุสิบเก้า  ภรรยาแรกสิ้นชีพ  ยี่สิบสองปีแต่งกับหลานสาวไท่ฟู่*สวีก่ง  หลังจากนั้นราบรื่นรุ่งเรือง  สิบห้าปีก็ผ่านเส้นทางราชการที่คนอื่นใช้ทั้งชีวิตเอื้อมไม่ถึง  รออีกระยะหนึ่ง  การเข้าสู่คณะขุนนางชั้นสูงก็เป็นเรื่องของเวลา


(ไท่ฟู่ — ตำแหน่งขุนนางสูงสุด)


ทว่าจางจัวไม่มีความสุขุมนิ่งสงบเยี่ยงเจ้าเมือง  เขาสะกิดข้อศอกใส่เฉินหลี่ฉินอย่างเย้าหยัน  “ลูกท่านเล่นหมากกับจิ้งอ๋องได้อย่างไร?  เฉินหลี่ฉิน  ท่านแอบเดินสายจวนอ๋องไม่บอกข้า  มิน่าเล่าถึงส่งลูกชายมาเป็นเด็กฝึก”


เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้วไม่ตอบ  มิใช่ไม่อยากตอบ  แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร


ข้อสงสัยของจางจัว  ก็คือข้อสงสัยของเขาเช่นกัน  เฉินจี้เล่นหมากกับจิ้งอ๋องได้อย่างไร?


ยิ่งกว่านั้น  ภายในโรงยาไท่ผิง  ยังได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของจิ้งอ๋องเป็นระยะ  ดูเหมือนลูกชายตนสนทนากับจิ้งอ๋องอย่างสนิทสนม...


เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น  ภายในโรงยา  เฉินจี้เก็บหมากดำใส่กระบุง  ถือว่าจบไปอีกกระดานหนึ่ง


จางจัวดึงแขนเสื้อเฉินหลี่ฉิน  “ตามมาเร็ว”


ทั้งสองข้ามธรณีประตู  ย้ายมายืนด้านหลังจิ้งอ๋อง  เฉินหลี่ฉินเพียงคารวะ  แต่จางจัวยิ้มประจบคำนับถึงพื้น  “ข้าน้อยขอคารวะจิ้งอ๋อง  เสด็จออกไปจัดหาเสบียงทัพครานี้คงเหน็ดเหนื่อยยิ่ง”


จิ้งอ๋องหันกายเนิบนาบ  “ทั้งสองท่านก็เหนื่อยเช่นกัน  ข้าได้ยินว่าตอนหิมะตก  พวกท่านยังไปเยี่ยมขวัญคนงานที่คันกั้นน้ำ  การเอื้ออาทรราษฎรเช่นนี้  สมกับเป็นบิดามารดาของประชาชนทั้งเมือง”


จางจัวรีบยิ้มตอบ  “หามิได้ขอรับ  นี่ล้วนเป็นหน้าที่  เพียงแต่ยู่ทักษิณของเรา  เมื่อสองสามเดือนก่อนน้ำท่วมไร่นาหลายแปลง  บัดนี้มีผู้อพยพจำนวนมาก  ต่างไร้บ้านไร้นา  กำลังหนีภัยมายังเมืองหลัว  ต้องรีบหาทางสร้างบ้านเรือนรองรับเสียแต่เนิ่นๆ”


“ท่านห่วงใยราษฎรทั้งแคว้นจริงๆ”  จิ้งอ๋องเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน  “ว่ามาเถอะ  มีความยากลำบากอันใด?”


“ตอนนี้จะสร้างบ้านเรือน  เกรงว่าคงไม่ทันการณ์แล้ว...”


ขณะจางจัวสนทนากับจิ้งอ๋อง  สายตาเฉินหลี่ฉินเหลือบมองเฉินจี้ตลอด  แต่แปลกนักที่ลูกชายคนเล็กของตน  ตั้งใจเก็บกระดานหมากอย่างยิ่ง  ไม่แม้แต่เหลียวมองเขาสักแวบ


พอลูกชายคนเล็กเก็บกระดานหมากเสร็จแล้วเงยหน้า  สี่ดวงตาประสานกัน  อีกฝ่ายเพียงยิ้มทักทายอย่างมีมารยาท  ราวกับจ้องมองคนแปลกหน้า


เฉินหลี่ฉินยิ่งขมวดคิ้วแน่น  ครั้งก่อนเขาส่งเฉินจี้มาเป็นเด็กฝึกโรงยาไท่ผิงก็เพราะเจ้าตัวติดการพนัน


เขามั่นใจว่าไม่ได้เอาเปรียบเฉินจี้  การเป็นเด็กฝึกโรงยาไท่ผิงเป็นทางดี  ทุกเดือนยังสั่งพ่อบ้านส่งเงินค่าเล่าเรียนมาให้


แต่บัดนี้  อีกฝ่ายอยู่ในโรงยาแทบไม่กลับบ้าน  พบหน้าบิดาแล้วทำเป็นคนอื่นคนไกล  นี่งอนจนจะตัดขาดตระกูลเฉินเชียวหรือ?  ไม่รู้จักโลกเสียเลย


ไม่ต้องพูดถึงความฉงนในใจเฉินหลี่ฉิน  แม้แต่เฉินจี้เองก็อึดอัดไม่น้อย


เหล่าขุนนางกำลังมองมา  เขายืนข้างกระดานหมาก  จะออกไปก็ไม่ถูก  จะไม่ออกก็ไม่ควร  แถมยังมีขุนนางผู้หนึ่งจ้องมองเขาไม่วางตา  ไม่รู้มองอะไรนักหนา


เฉินจี้ก้มมองเสื้อผ้าตนเอง  ก็ไม่มีรูขาดอะไรนี่


เฒ่าเหยาเห็นความอึดอัดของเขา  จึงเอ่ยแผ่วเบา  “เฉินจี้  ไปรินชาให้ใต้เท้าทั้งสองอุ่นมือหน่อย”


“ขอรับ”  เฉินจี้เดินไปหลังเรือน  ยกถาดชามาถือ  ยื่นถึงหน้าเฉินหลี่ฉินอย่างนอบน้อม  “ใต้เท้า  เชิญดื่มชา”


ใบหน้าสี่เหลี่ยมของเฉินหลี่ฉิน  คิ้วขมวดแทบจะชนกัน  “เจ้าเรียกข้าว่าใต้เท้า?”


เฉินจี้งุนงง  ไม่เรียกท่านว่าใต้เท้า  แล้วจะให้เรียกว่ากระไร?


ยังไม่ทันได้คิด  จางจัวก็ประคองถ้วยดินเผาอุ่นๆ  อุ่นมือพลางหัวเราะ  “ท่านอ๋อง  การสอบฤดูใบไม้ร่วงแคว้นยู่ปีนี้  เป็นที่จับตายิ่งนัก  บุตรชายท่านเฉิน  คุณชายเฉินเวิ่นจง  ตอนอยู่สำนักตงหลินก็ได้รับคำชมจากคณาอาจารย์  ว่าเกิดมาเพื่อเป็นจอหงวน  บรรดาบัณฑิตเจียงหนานไม่ยอม  ประกาศจะมาประลองกันตอนสอบหน้าพระพักตร์ปีหน้าเลยทีเดียว”


จิ้งอ๋องเหลือบมองเฉินจี้แวบหนึ่ง  แล้วหันมาชมเฉินหลี่ฉิน  “ท่านเฉินสอนลูกเก่งนัก  ไม่เพียงบุตรคนโตที่สอนดี  ลูกคนเล็กเฉินจี้ก็สอนได้ดีเช่นกัน  เมื่อครู่เล่นหมาก  เขาชนะข้าหลายกระดานทีเดียว”


เฉินจี้ใจหายวาบ!


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0162
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง