ตอนที่ 0113 ดาวตกอาชาสวรรค์



ราตรีกาล


กำแพงสูง  กระเบื้องสีเทา  ตรอกหินเขียวคราม


ทหารเกราะสิบกว่านายถือดาบยาวขนาบหัวท้ายตรอก  ขังเฉินจี้กับหน่วยสืบลับไว้ตรงกลาง  


เฉินจี้ขยับข้อมือ  ดึงผ้าปิดปากทิ้ง


ทหารเกราะนายหนึ่งก้มมองพื้นหินขรุขระ  เชือกป่านที่ขาดผึงนอนนิ่งตรงนั้น  รอยตัดเรียบขาว


สีหน้าทหารเกราะแปรเปลี่ยนฉับพลัน  แล้วค่อยๆ ยกดาบขวางหน้าตน  จับจ้องเฉินจี้ด้วยสายตาระแวดระวังเคร่งขรึม


ดาบฟันเมื่อครู่  ซึ่งตั้งใจสังหาร  กลับกลายเป็นช่วยชีวิตคน  คมดาบไม่เกินไม่ขาด  ไม่ทำร้ายเฉินจี้แม้แต่เส้นผม


ชั่วพริบตาเมื่อครู่เร็วยิ่งนัก  คนอื่นอาจมองไม่ทัน  แต่เขารู้แจ้งว่าตนฟันลงตรงไหน


บังเอิญหรือ?


เป็นไปไม่ได้


เขาค่อยๆ หันคมดาบชี้เฉินจี้  กระซิบบอกพวกพ้อง  “มียอดฝีมือ”


พูดจบก็รีบเสริม  “คนที่มัดเขา  คงเก่งกาจยิ่งกว่า!”


ทหารเกราะค่อยๆ ปิดล้อม


ในตรอกแคบ  หน่วยสืบลับพยายามฝ่าวงล้อมหลายครา  แต่ก็ไร้ผล  ยิ่งไปกว่านั้น  เขารู้สึกว่าทหารเกราะช้างเหล่านี้  จงใจเล็งเป้ามาที่ตน  ทุกกระบวนท่าใช้กำลังเต็มพิกัด  ดุดันเป็นพิเศษ


ทหารเกราะช้างบีบเข้ามาทีละก้าว  ราวกับภูเขาถล่ม  บีบพื้นที่เคลื่อนไหวของหน่วยสืบลับและเฉินจี้ให้แคบลง  เพียงแลกกันไม่กี่กระบวน  หน่วยสืบลับก็ถูกฟันแขนซ้ายและอกอย่างละแผล  เลือดไหลนองพื้น


ทหารเกราะสบตากัน  คนผู้นี้ดูไม่เก่งกาจอย่างที่คิด!


มีพิรุธ!


ฆ่า!


พริบตาต่อมา  ทหารเกราะฟันดาบถาโถมอีกครา  เฉินจี้เอียงตัวหลบคมดาบ  พลางกดเสียงถาม  “นกหวีดทองแดงกรมสืบลับอยู่ไหน?  เรียกพวกพ้องมาสนับสนุน...”


มือเปล่าไร้แม้แต่ด้ามดาบ  เฉินจี้รู้สึกอึดอัดทุกกระบวนท่า


ก่อนหน้านี้เขาถ่วงเวลา  ไม่ยอมเข้าใกล้สะพานโบตั๋น  เกรงจะพลอยโดนศึกระหว่างตระกูลหลิวกับกรมสืบลับ  ไม่คิดว่าตระกูลหลิวตั้งใจแน่วแน่จะเอาชีวิตจินจู  แอบดึงทหารหัวกะทิมามากมายเพียงนี้


แค่ตรอกเดียวก็สิบกว่านายแล้ว  ทั้งย่านจะมีเท่าไหร่?


แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องพวกนี้  ต้องหนีให้พ้นก่อน!


เฉินจี้พูดต่อ  “นี่  นกหวีดของเจ้า...”


คำยังไม่จบ  เขาก็ต้องชะงักงัน


เฉินจี้เห็นหน่วยสืบลับกระชากเสื้อของตน  ใช้ร่างเขาบังหน้าเป็นโล่  พยายามฝ่าออกไป


ทหารเกราะกำลังจะกรูเข้ามา  แต่ก็ต้องชะงักก้าว


พวกเขาเห็นเฉินจี้คว้าสันดาบยาวของหน่วยสืบลับ  สั่นมือแผ่วเบาเพียงหนเดียว  ดาบก็หลุดจากมือหน่วยสืบลับโดยไม่รู้ตัว  


แรงสั่นประหลาดส่งผ่านตัวดาบราวกับสายฟ้าช็อต


ยังไม่ทันที่หน่วยสืบลับตั้งตัว  ทหารเกราะก็เห็นเฉินจี้หมุนกายฉับพลัน  มือขวาจับสันดาบ  กลับมือแทงปลายดาบทะลุกลีบปอดหน่วยสืบลับ


หน่วยสืบลับจ้องเฉินจี้ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ  ปากทำได้แค่ส่งเสียง  ‘ฮ้อ  ฮ้อ’  หายใจรวยริน


ในตรอกมืดสลัว  เฉินจี้ใช้มือซ้ายดันอกหน่วยสืบลับ  พลางบรรจงชักดาบออกจากกลีบปอด


ท่ามกลางความเงียบ  เขามองทหารเกราะนิ่งครู่หนึ่ง  “ใต้เท้าหลิวส่งพวกท่านมาช่วยข้าใช่หรือไม่?  พาข้าไปเถิด”


ทหารเกราะเห็นท่าทางสงบนิ่ง  ไม่น่าจะแสร้งทำ


ขณะทหารคนอื่นจะเก็บดาบ  ทหารเกราะช้างนายหนึ่งพูดขึ้นทันใด  “ใต้เท้าหลิวไม่เคยสั่งเรื่องนี้  รวบตัว!  มัดไว้ก่อนค่อยว่ากัน!”


แต่ทันใดนั้นเอง  แสงไฟพลันลุกโชนมาแต่ไกล


เปลวเพลิงโหมกระหน่ำส่องสว่างทั่วทั้งย่าน  ราวกับมือใครชุบสีแดงฉานป้ายลงบนผืนผ้าใบดำ  ทั้งซอมซ่อทั้งรุ่งโรจน์


แสงไฟพาดข้ามกำแพงขาวกระเบื้องเทา  เงาคนในตรอกแคบส่ายไหวไม่หยุด  ทุกคนสัมผัสคลื่นความร้อนถาโถมโหมกระหน่ำ


หายใจหนึ่งเฮือก


เฉินจี้แกว่งดาบดุจทางช้างเผือกคว่ำฟ้า  แสงไหลวนบนคมดาบวาววับ  ราวกับดาบลุกเป็นไฟ  พัดพาเปลวเพลิง


ทหารเกราะช้างแนวหน้ายกดาบขึ้นรับ  แต่ดาบเฉินจี้เร็วเกินไป  ยังไม่ทันชูมือ  ดาบก็ฟาดลงบนบ่าแล้ว


เสียงหนังฉีกขาดดังขึ้น  ดาบฟาดทะลุเกราะหนัง  ทิ้งแผลลึกเพียงครึ่งชุ่นบนบ่าทหารเกราะ  ไม่ถึงแก่ชีวิต


เฉินจี้ขมวดคิ้วถอยหลัง  เขามองคมดาบ  แล้วมองเกราะหนังอีกฝ่าย


ดาบเล่มนี้ในมือ  กับดาบเล่มนั้นบนขุนเขาขจี  ต่างกันลิบลับ


หน่วยสืบลับที่ล้มลงนานแล้ว  อาเจียนเลือดเป็นฟองขาว  จ้องมองภาพนี้ด้วยความสิ้นหวัง  ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยอม  เขาอยากบอกจินจูเหลือเกินว่าคนผู้นี้มีพิรุธแน่  แต่ก็ไม่มีโอกาสแล้ว


ทหารเกราะช้างเอียงมองแผลของตน  หน้านิ่งไร้ความรู้สึก  “ฟันทะลุเกราะช้างได้  คือสิงกวน  แต่ระดับฝึกตนไม่สูงนัก  ตั้งขบวน  ประหารเดี๋ยวนี้”


ท่ามกลางแสงไฟส่ายไหว  ทหารเกราะก้าวข้ามร่างหน่วยสืบลับที่นอนสิ้นใจ  เงาของพวกเขาพาดผ่านใบหน้าทีละคน  ดุจภาพสะท้อนสุดท้ายก่อนดับสูญ


เปลวเพลิงโหมกระหน่ำใกล้เข้ามาทุกขณะ  ฤดูหนาว  ไฟลุกลามทั่วเมืองหลัว  กลายเป็นทะเลเพลิง


คลื่นความร้อนพัดพล่านในตรอกแคบ  เส้นผมไหม้ม้วนงอในอากาศที่แผดเผา


เฉินจี้ไม่ถอยหลัง  กลับรุกเข้าหา  ชั่วพริบตาที่ปะทะกัน  ทหารเกราะช้างอาศัยเกราะหนังแกร่งกล้า  เปิดฉากใหญ่ไม่ผ่อนปรน


แต่เฉินจี้ไม่ปะทะแข็งอีกต่อไป  คมดาบพลิกมุมพิสดาร  ทะลุรอยต่อเกราะหนัง  ดุจเขากวางแขวนบนผา  ลอยละล่องไร้ร่องรอย


ฉึก!  ปลายดาบพาเลือดสาดกระเซ็น  เลือดกระเด็นเปื้อนกำแพงขาว


ทหารเกราะตกตะลึงกับดาบกระบวนนี้  ต่างพากันถอยหลังทันที


คนที่ถูกฟันเปิดเกราะหนังดูบาดแผล  พบว่าใต้รักแร้ถูกคมดาบเฉือนขาด  เลือดพุ่งราวน้ำพุ


เส้นเลือดใหญ่ขาดแล้ว


แรกเริ่มยังไม่รู้สึกถึงแก่ชีวิต  แต่ผ่านไปสามลมหายใจ  ทหารเกราะเริ่มรู้สึกว่ากำลังวังชาทั่วร่าง  ถูกสูบออกไปดุจน้ำเขื่อนแตก


ดาบกระบวนนี้ทำลายความมั่นใจที่เกราะหนังมอบให้ทหารเกราะ  เกราะช้างที่พึ่งพาความกล้าหาญ  กลับกั้นดาบไม่อยู่อีกต่อไป!


ต่างก็เป็นผู้ผ่านศึกนับร้อยนับพัน  ย่อมรู้ระดับฝีมือของดาบกระบวนนี้ดี


พวกเขาเงียบมองเฉินจี้  รู้สึกว่าสิงกวนตรงหน้าระดับฝึกตนไม่สูงนัก  แต่วิชาดาบในมือสำคัญยิ่งกว่าระดับฝึกตน


คนหนึ่งตวาดเสียงดุดัน  “ฆ่า!”


“ฆ่า!”


ทหารเกราะกรูเข้ามาอีกครา


ในตรอกแคบ  แต่ละครั้งทหารเกราะช้างล้อมโจมตีเฉินจี้ได้มากสุดสี่นาย  คนหนึ่งตาย  คนเป็นก็เข้ามาแทน


ทหารเกราะช้างล้มลงทีละนาย  ทีละนาย  คนใหม่ขึ้นมาเติมแนวรบ  จนถึงขณะหนึ่ง  ทุกคนพลันรู้ว่าข้างหลังไม่มีใครให้มาแทนอีกแล้ว


เฉินจี้ย้ายกายพลิกแพลงในตรอกแคบ  ดุจหินโม่  บดขยี้ทหารเกราะในตรอกจนแหลกละเอียด


ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร  เฉินจี้ชุ่มโชกโลหิต  กำแพงขาวในตรอกเปรอะเปื้อนเลือดสาด  ราวกับภาพเขียนขุนเขาแดงฉาน


ในตรอกเหลือทหารเกราะนายสุดท้าย  เฉินจี้ก้าวเข้าหาหนึ่งก้าว  ทหารเกราะก็ถอยหลังหนึ่งก้าว


ทหารเกราะหันหลังวิ่งหนีระเห็จ  แต่ก้าวได้เพียงสองก้าว  เฉินจี้ก็ระดมพลังขว้างดาบยาวในมือ  ปลายดาบพุ่งข้ามระยะหลายเมตร  ทะลุคอหอยทหารเกราะนายนั้น  กระชากชีพฉับพลัน


ท่ามกลางแสงไฟ  เฉินจี้ยันมือพิงกำแพง  โน้มตัวหอบหายใจขรม


“แฮ่ก!”  เขาชักมือกลับ  ในนรกภูมินี้  โลหิตร้อนระอุ  ลมหายใจร้อนระอุ  แม้แต่กำแพงก็ร้อนแผดเผา


เฉินจี้ลุกขึ้นยืน  จ้องมองหัวตรอกท้ายตรอกด้วยสายตาว่างเปล่า  คลื่นไส้ขย้อนสองสามครา  ก่อนฝืนตั้งกายให้มั่น


ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  เขาหิ้วศพทิ้งลงกองเพลิงทีละศพ  หันหลังสวมเกราะหนังของศพหนึ่ง  แล้วจึงค่อยหนีไป


......


......


ย่านชุมชนและกองเพลิงเต็มไปด้วยซากศพ  ทหารเกราะช้างตรวจตราทุกหนแห่ง  ไล่ประหารหน่วยสืบลับที่หลงเหลือ


เฉินจี้สวมเกราะหนัง  ก้มหน้าทะยานตรงไปยังริมฝั่งแม่น้ำหลัว  ศึกคืนนี้  เขาต้องเห็นจินจูดับชีพคาตาจึงจะวางใจ


ลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยชั้นแล้วชั้นเล่า  เสียงน้ำไหลดังชัดขึ้นทุกขณะ


เมื่อลอดออกจากตรอกดุจเขาวงกต  โลกพลันกว้างโล่งโปร่งสบาย  แม้แต่ลมหายใจก็บริสุทธิ์ผิดหูผิดตา


เฉินจี้เกาะราวไม้ริมตลิ่ง  สูดอากาศอย่างกระหาย  พลางเหลียวมองไปยังสะพานโบตั๋นอันไกลโพ้น


แสงอรุณพราวพรายผสานกับแสงเพลิง  เห็นจินจูดิ้นรนต่อสู้สุดกำลัง  พลันระดมแรงสุดท้ายคว้าคอเสื้อซีเฟิงกับลิ่วเถียว  กระชากขว้างทั้งคู่ลอยข้ามฝูงชน  ร่วงลงสู่น้ำแม่น้ำหลัวอันหนาวเหน็บ


ตูมตามสองครา  ซีเฟิงดิ้นทุรนในน้ำครู่หนึ่งก่อนโผล่หัวขึ้นมา  ตะโกนเสียงขาดใจ  “ใต้เท้า!”


จินจูคำรามบนสะพาน  “ไปซะ!”


กล่าวจบก็ไม่ขัดขืนอีก  ค่อยๆ ยืนนิ่ง


หลิวหมิงเสี่ยนห่มเสื้อคลุมขนจิ้งจอกดำ  วางเตาถ่านทองแดงบนรถม้า  ปรบมือเบาๆ  “ไม่คิดว่าสิบสองนักษัตรผู้ไร้ยางอายแห่งกรมสืบลับ  จะยอมสละชีพช่วยผู้อื่น”


จินจูหัวเราะเย้ย  “ข้าส่งพวกเขาไปกราบทูลใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน  ให้ท่านชี้แจงกับฝ่าบาท  เรียกกองทหารหมื่นปีมาถล่มตระกูลหลิวเจ้าให้ย่อยยับ!”


หลิวหมิงเสี่ยนส่ายศีรษะ  “องค์ผู้ประทับอยู่ ณ พระที่นั่งเหรินโส่วน่ะ  ไม่มีทางเข้ามายุ่งเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้แน่  ท่านจะนั่งสมาธิบนแท่นนกกระเรียนขาว  รอให้ข้างล่างฆ่าฟันจนเลือดตกยางออกค่อยไกล่เกลี่ย  ยิ่งเราฆ่ากันดุเดือด  ท่านยิ่งนั่งมั่นคง  หลายปีมานี้  ตระกูลหลิวข้าถูกแทะเล็มทีละนิดแบบนี้แหละ  ข้ารู้ดีกว่าเจ้า”


จินจูนิ่งเงียบ


ครู่หนึ่งไปผ่าน  จินจูนั่งลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง  “ไม่ดิ้นแล้ว  แพ้เป็นทาสชนะเป็นนาย  ไม่มีอะไรจะพูด”


หลิวหมิงเสี่ยนถามด้วยความสนใจ  “ท่านจินจูสนใจรับใช้ตระกูลหลิวหรือไม่?  เพียงเขียนฎีกาด่าเสนาบดีพิษกับราชสำนัก  ตระกูลหลิวข้าจะไว้ชีวิตท่าน”


จินจูสบถลั่น  “ไอ้ขี้หมาเน่า!  จะให้ข้าด่าท่านเสนาบดีฝ่ายในหรือ?  ตระกูลหลิวไม่มีคนแล้วหรือไง  ถึงให้ลูกคุณหนูไร้ปัญญาอย่างเจ้ามาคุมตระกูล  พ่อเจ้าอยู่ไหน?  เรียกมานวดขาให้ข้า!”


หลิวหมิงเสี่ยนหัวเราะเย็น  “ไอ้หมารับใช้พวกขันที  ฆ่าทิ้งซะ”


ผู้ดูแลหยวนข้างกายพูดเรียบเฉย  “ดองด้วยปูนขาว  ข้าจะส่งกลับราชวงศ์จิ่ง  หลายปีนี้  จินจูสังหารชาวจิ่งไปไม่น้อย  เสนาธิการทหารต้องปลื้มศีรษะเขาแน่”


ริมตลิ่ง  เฉินจี้อยู่ไกลเกินไป  มองไม่ถนัด  ได้ยินไม่ชัดว่าจินจูกับหลิวหมิงเสี่ยนคุยอะไรกัน


เขาเพียงมองไกลๆ  เห็นจางกั่วเอ๋อร์เดินไปจะฆ่าจินจู  จินจูกลับพลิกกายโจมตีทั้งที่บาดเจ็บหนัก  หักขาจางกั่วเอ๋อร์  กระดูกสะบั้น  ก่อนทรุดตัวลงนั่งอีกครา


พอชายรอยสักอีกคนเข้าใกล้จินจู  จินจูลอบโจมตีอีกครั้ง  ฟาดจนอีกฝ่ายอาเจียนโลหิต  แล้วทรุดลงบนสะพานอีกครา


ครั้งที่สาม  จินจูหวังใช้กลเดิมซ้ำ  แต่ช้าไปจังหวะ  ถูกเตะคว่ำลงสู่พื้นในที่สุด


ครานี้  น้ำมันหมดตะเกียงดับอย่างแท้จริงแล้ว


หลิวหมิงเสี่ยนหัวเราะขื่น  “ได้ยินมานานว่า  จินจูแห่งสิบสองนักษัตรไม่มีคำจริงสักคำ  วันนี้ได้ประจักษ์กับตัวเองแล้ว”


จินจูไม่สนใจเขาอีก  หลับตานอนราบกับสะพาน  ปากปิดสนิท


นิ้วมือสั่นระริกแผ่วเบา  แม้คนดุดันเพียงใด  เผชิญมัจจุราชก็มิอาจใจนิ่งหน้าตายได้จริง


แต่แล้วในชั่วขณะดังกล่าว  เฉินจี้มองผ่านซุ้มสะพาน  เห็นอีกฟากสะพานมีเรือหลังคาดำลำหนึ่งแล่นมาอย่างเชื่องช้า  บนหัวเรือมีชายหนุ่มชุดขาวยืนอยู่  มือเปล่าไร้อาวุธ  


ชายคนนั้นพลันโก่งกายไปด้านหลัง  เสมือนกำลังดึงสายธนูสุดแรง!


พริบตาเดียว  คันธนูขาวโพลนปรากฏกลางอากาศ  ส่องประกายดาวระยิบระยับ


พั่บ!  สายธนูสั่นสะเทือน


ดาวตกลูกหนึ่งพุ่งออกจากมือเขา  ลากหางดาวยาวเหยียด  พุ่งตรงเข้าหาจางกั่วเอ๋อร์ที่เพิ่งลุกขึ้นยืนบนสะพาน!


ดาวตกลูกนั้น  ลอยเป็นเส้นโค้งเล็กๆ ท่ามกลางแสงอรุณและแสงเพลิง  เพียงชั่วดีดนิ้ว  ชั่วลมหายใจ  ชั่วกะพริบตา  ดาวตกราวกับมีดวงเนตร  พุ่งทะลุอกจางกั่วเอ๋อร์ออกหลัง!


พรูด!


จางกั่วเอ๋อร์พ่นโลหิตออกมาคำโต!


เขาก้มมองรูโหว่บนหน้าอก  พลางพึมพำ  “บัดซบ...เทียนหม่า!”


สิ้นเสียงล้ม  เทียนหม่าชุดขาวบนหัวเรือดึงสายธนูเต็มแรง  ดาวตกลูกแล้วลูกเล่าลากหางดาวพุ่งเข้ามาดุจพายุ


เทียนหม่ายังไม่ทันถึง  ลูกธนูกลับทะลุทหารเกราะช้างบนสะพานเป็นทอดๆ ลูกหนึ่งทะลุสี่ชีวิต  แรงยังไม่สิ้น!


จินจูได้ยินชื่อเทียนหม่า  ตาตื่นโพลงทันที


เขาพลิกกายลุกนั่ง  เหลียวข้ามราวกั้น  มองผืนน้ำไกลโพ้น  หัวเราะก้องกังวาน  “เทียนหม่ามาแล้ว!  เทียนหม่ามาแล้ว!  พวกเจ้าต้องตายกันยกแผง!”


ขณะกล่าว  ดาวตกลูกหนึ่งโฉบผ่านเหนือศีรษะจินจู  ลูกธนูนี้ไม่ได้มุ่งสังหารผู้ใด  เพียงทักทายจินจูด้วยวิธีพิเศษ


ดาวตกลูกถัดมา  เสียบทะลุต้นขาผู้ดูแลหยวน  หากผู้ดูแลหยวนหลบไม่ทันเวลา  ลูกธนูนี้คงทะลุหัวใจแน่


แต่เทียนหม่าไม่ยอมแพ้  ดึงสายธนูเต็มแรงอีกครา  พุ่บ!  ดาวตกพุ่งเร็วปานสายฟ้า  มุ่งตรงสู่อกผู้ดูแลหยวน!


จินจูตะโกนลั่น  “เดี๋ยวก่อน!  อย่าฆ่า!  ข้าจะให้เมิ่งจีสอบสวนมัน!”


ชั่วพริบตา  ดาวตกที่พุ่งออกไปแล้ว  กลับเบี่ยงทิศกลางอากาศ  โฉบผ่านหน้าแก้มผู้ดูแลหยวน  จนเรือนผมปลิวไสวรุนแรง  ราวกับมีม้าศึกกระโจนผ่านหน้า!


ผู้ดูแลหยวนหน้าตาตึงเครียด  เหลือบมองหลิวหมิงเสี่ยน  แล้วหันหลังโขยกเขยกกระโดดลงแม่น้ำหลัว  ว่ายหนีไปทิศตรงข้ามกับเทียนหม่า


จินจูร้องเร่ง  “ซีเฟิง!  ลิ่วเถียว!  ตามมันไป!”


แต่เสียงเพิ่งขาดคำ  ใต้สะพานก็มีเสียงร้องโหยหวนของซีเฟิงกับลิ่วเถียว


จินจูด่าพึมพำ  พลางลุกขึ้นยืน  วิ่งไปยังราวหิน  แล้วก้มมองลงไป  “ไอ้สองตัวนี้  ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง  ทำเป็นแต่เสียแต่ของ  ตายหรือยัง?  ไม่ตายก็ส่งเสียงมา!”


“ยังไม่ตาย!”


จินจูเกาะราวกั้น  หรี่ตาจ้องผู้ดูแลหยวนที่ว่ายหนีไปเรื่อยๆ ทางต้นน้ำ  จ้องเขม็งด้วยสายตาเกลียดชัง


แต่ขณะนั้นเอง  เขาอุทานแผ่วเบา  “เดี๋ยว  นั่นใครน่ะ?”


สุดสายตา  ริมตลิ่งแม่น้ำหลัว  มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถอดเกราะหนังออก  ดำผลุบหายลงไปในน้ำ


จินจูเบิกตากว้าง  “ดูจากรูปร่าง  ทำไมถึงคล้ายเฉินจี้นัก?!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0231
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น