ตอนที่ 0187 บุกคุก
ยามซวี (หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ช่วงเวลาแห่งการดับตะเกียงเพื่อเข้านอน บรรยากาศอันน่าสะพรึงปกคลุมทั่วท้องถนน
ตรอกยาวคลุมด้วยหิมะขาว มีเพียงรอยกีบม้ากระจัดกระจายประปราย เปล่าเปลี่ยวไร้ชีวิตราวมิใช่โลกมนุษย์
ห่างจากคุกออกไปสองลี้ ในตรอกซอกซอยสลัวแสงด้านใต้เมือง เหลียงมาวเอ๋อร์นั่งงีบอยู่บนกองตะกร้าไม้ไผ่ชำรุด ส่วนเหลียงโก่วเอ๋อร์กอดดาบยาวของตระกูลเหลียงแนบอ้อมอก คาบก้านหญ้าเหลืองแห้งไว้ที่ปาก พิงกำแพงอย่างเบื่อหน่าย “นี่ เจ้าหนุ่ม เรายังต้องรออีกนานแค่ไหน?”
เซ่อเติงเค่อโผล่ศีรษะออก สอดส่องปลายตรอกอย่างลับๆ ล่อๆ พลางหันหลังให้เหลียงมาวเอ๋อร์กับเหลียงโก่วเอ๋อร์ เอ่ยโดยไม่หันกลับว่า “รออีกสักครู่ อีกหนึ่งเค่อก็ถึงยามไฮ่ พอถึงยามไฮ่พวกเราย่อมปลอดภัยแล้ว พี่โก่วเอ๋อร์ ท่านยืนใต้ชายคาที่ไร้หิมะกองสุม อย่าขยับไปไหน อีกครู่จะมีคนมาตรวจตราอีก”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “ปลอดภัยรึ? คิดช่วยคนออกจากคุกในของพวกขันที จะปลอดภัยได้อย่างไร”
ขณะนั้นเอง เซ่อเติงเค่อซึ่งเฝ้าดูอยู่หันกลับมาโบกมือเร่ง “เร็ว เร็ว เร็ว! มีคนมาอีกแล้ว ซ่อนตัวให้ดี!”
พูดจบ เขาก็เหยียบย่างบนพื้นใต้ชายคาที่ไร้หิมะกอง แล้วสอดกายลงในกองตะกร้าไม้ไผ่ชำรุด
เหลียงโก่วเอ๋อร์หันกลับมาปิดปากเหลียงมาวเอ๋อร์ แล้วฉุดร่างเขาขึ้น ซ่อนตัวอยู่หลังกองตะกร้าไม้ไผ่ชำรุด
นอกตรอก เสียงกีบม้าเหยียบหิมะดังกุบกับๆ ค่อยๆ กระชั้นเข้ามา ราวกลองเร่งชีวิต
หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ... สิบลมหายใจผ่าน องครักษ์เจี่ยฝานผู้หนึ่งสวมงอบ นุ่งห่มเสื้อฟางกันฝน ขี่ม้าผ่านไปนอกตรอก
เห็นเขาเหน็บดาบยาวพาดอยู่หลังเอว สายตาเฉียบคมสอดมองเข้ามาในตรอก ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นยืนยันว่าหิมะในตรอกไร้รอยเท้า จึงขี่ม้าไปตรวจตราที่อื่น
เหลียงโก่วเอ๋อร์ปล่อยมือ เหลียงมาวเอ๋อร์หอบหายใจโดยไม่ให้เสียงเล็ดลอด เซ่อเติงเค่อยกตะกร้าไม้ไผ่ชำรุดออก นั่งยองบนพื้นถอนใจโล่งอก ขาทั้งสองสั่นระริก
เหลียงโก่วเอ๋อร์หันหัวมองเซ่อเติงเค่อ “เจ้าหนุ่มจากตระกูลกุลีท่าเรือ ขาสั่นถึงเพียงนี้ ยังกล้าบุกเข้ากับดัก ถ้ำมังกรโพรงเสืออีกหรือ?”
เซ่อเติงเค่อสะดุ้งเล็กน้อย แววสงสัยผุด “นี่คือกับดักหรือ?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์งอนิ้วนับ “เช้านี้ข้าแต่งตัวเป็นคนเดินผ่านไปมา เดินเล่นวนรอบๆ ไม่เพียงมีองครักษ์เจี่ยฝานลาดตระเวน ภายในตรอกซอกซอยรัศมีหนึ่งลี้รอบคุกใน ยังไม่รู้ซ่อนหน่วยสืบลับกับองครักษ์เจี่ยฝานไว้อีกเท่าใด ชัดเจนว่าพวกขันทีรอให้คนเข้ามาติดกับ แล้วฉวยโอกาสกวาดล้างพวกพ้องฝ่ายจิ้งอ๋องที่เหลือทั้งหมด”
เขาหันไปมองเซ่อเติงเค่อพลางหัวเราะเยาะ “ผู้ใดฉลาดสักนิด มองให้ถี่ถ้วนก็ย่อมเห็นว่านี่คือกับดัก ทว่าสำหรับพวกเจ้าคนโง่ กลับยังจะยื่นคอตนไปสู่ความตาย”
เซ่อเติงเค่อจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านเองก็กำลังจะไปไม่ใช่หรือ?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์บ่นหงุดหงิด “ข้าอยากไปเองรึ? ข้าถูกพวกเจ้าขู่เข็ญล่อลวงต่างหาก! ถ้าให้ข้าพูด คนเราก็มีชะตาของตัวเอง ไยต้องไปช่วยใครด้วย? หลายปีมานี้ ในยุทธภพน่ะ เรื่องเกี่ยวกับสหายผู้มีพระคุณช่วยชีวิต พลิกกลับหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นศัตรูกัน มีน้อยเสียที่ไหน”
เซ่อเติงเค่อกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “เห็นตอนอยู่โรงยาพวกเราสนิทกันมาก ตอนนั้นท่านยังพูดว่า แก่ตัวไปจะดื่มเหล้าด้วยกันไม่ใช่หรือ!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ทำหน้าขรึมเคร่ง กดเสียงต่ำ “ยังไงก็ช่าง เราตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ข้าเพียงพาโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องออกจากคุกใน ถือว่าหน้าที่ข้าจบสิ้น หลังจากนั้นข้าจะพามาวเอ๋อร์หนีไป ส่วนพวกเจ้าจะส่งโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องออกจากเมืองหลัวได้หรือไม่ ก็มิใช่ธุระของข้า”
เซ่อเติงเค่อทำเสียงหงุดหงิด “รู้แล้ว รู้แล้ว”
เหลียงโก่วเอ๋อร์สงสัย “ไม่กังวลบ้างหรือว่า พวกเจ้าจะออกไปไม่ได้? บัดนี้กองทหารรักษาการณ์ทั้งสี่ประตูเมืองถูกสับเปลี่ยนเป็นหัวกะทิของกองทหารหมื่นปี แม้แต่เกวียนปุ๋ยที่เข้าออกก็ต้องเปิดฝาแล้วแทงเจ็ดแปดครั้ง เที่ยงวันนี้ยังมีพวกพ้องตระกูลหลิวที่เหลืออยู่ผู้หนึ่ง ซ่อนในเกวียนปุ๋ย ถูกแทงตาย ก่อนสิ้นใจร้องครวญคำเดียว น้ำทองก็ไหลกรูเข้าปากไปแล้ว เจ้าบอกที เขามีแผนอันใด? ไม่สู้เลือกวิธีตายที่สะดวกกว่า...”
เซ่อเติงเค่อจินตนาการภาพนั้น ขนทั้งร่างลุกชาจนด้านชา
เหลียงโก่วเอ๋อร์เอ่ยเสียงรื่นเริง “แม้พวกเจ้าจะช่วยโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องออกจากคุกในได้ แล้วจะส่งพวกเขาออกไปอย่างไร?”
ในขณะนั้นเอง เสียงเรียบสงบพลันดังขึ้นจากเบื้องหลังทั้งสาม “เรื่องนี้ไม่ต้องให้พี่โก่วเอ๋อร์กังวล”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หันกลับ เห็นเพียงส่วนลึกของตรอกวั่งชุน มีผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวออกจากความมืด เงาร่างจึงค่อยปรากฏ
เหลียงโก่วเอ๋อร์บิดกาย หรี่ตาเพ่งมองคนปิดหน้า “แต่งตัวอะไรล่ะนั่น แถมยังบาดเจ็บสาหัสอีก...บาดแผลเช่นนี้จะช่วยคนได้อย่างไร?”
เฉินจี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “มีท่านสิงกวนผู้ยิ่งใหญ่ระดับแสวงเต๋าอยู่ ก็ช่วยได้”
เหลียงโก่วเอ๋อร์กล่าว “ตอนนี้ใกล้คุกใน มีค่ายองครักษ์เจี่ยฝานตั้งอยู่หนึ่งกอง กำลังราวสองร้อย เจ้าวางแผนจะเข้าไปอย่างไร? ตกลงกันไว้ก่อน ข้าสู้ได้ไม่มากนัก ที่สำคัญในหมู่องครักษ์เจี่ยฝานยังมีสิงกวนซ่อนอยู่ หากเจ้ายังไม่มีวิธีจัดการ ข้าแนะนำให้เจ้ากลับบ้านไปนอน”
ทันใดนั้น เฉินจี้ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้เขาเงียบเสียง
เหลียงโก่วเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย ชั่วขณะถัดมา แต่ไกลๆ มีม้าเร็วเหยียบหิมะมา หน่วยสืบลับบนหลังม้าเป่านกหวีดทองแดงเป็นระยะๆ
นกกางเขน หนึ่งเสียง
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เสียงกีบม้าดังกระหึ่มซัดเป็นคลื่นอยู่บนถนนสายยาวนอกตรอก เฉินจี้และพวกซ่อนตัวแนบเงามืดใต้ชายคาชื้นฝน ลมหายใจเก็บงำจนแผ่วเบา เห็นเพียงหมู่องครักษ์เจี่ยฝานผลัดกลุ่มผ่านไป งอบทับศีรษะ เสื้อฟางกันฝนแนบลำตัว ดาบยาวคาดเอวส่ายไหวตามจังหวะฝีเท้า พุ่งฉีกความมืดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างไม่หันกลับ
เมื่อราตรีกลับสงบเงียบอีกครั้ง เหลียงโก่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นจ้องเฉินจี้ในฉับพลัน แววตาคมราวคมมีดที่ฝ่าหมอก “เจ้าทำอะไรลงไป ถึงสามารถล่อองครักษ์เจี่ยฝานแถวนี้ออกไปได้”
เฉินจี้ไม่ตอบ เพียงปล่อยให้ความเงียบไหลย้อนเหมือนหิมะตกในอก
เหลียงโก่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วครุ่นคิด เนื้อเสียงต่ำหนัก “ถ้าเป็นการจับกุมคนธรรมดา ก็ไม่จำเป็นต้องส่งองครักษ์เจี่ยฝานมากขนาดนี้ออกมา นอกเสียจากจะเป็นสิงกวนใหญ่ระดับแสวงเต๋า...แต่ในเมืองหลัวนี้ที่อยู่ในขั้นแสวงเต๋า ก็มีแค่ข้ากับเจ้าคนแซ่เฝิงนั่น เดี๋ยวก่อน ยังมีหันถงอีก เจ้าเอาหันถงไปเป็นเหยื่อล่อรึ จากที่ข้ารู้มา เขาไม่มีเวรแค้นกับเจ้า...”
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ เสียงเย็นราวคมมีด “นี่คือสิ่งที่เขาควรทำ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์จ้องมองเฉินจี้ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว “เจ้าเริ่มใช้วิธีการไม่เลือกหน้าเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมายแล้ว อย่าให้สุดท้ายต้องตกสู่จุดจบที่โลกทั้งใบเป็นศัตรู จนเสียใจไม่ทัน”
เฉินจี้ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่สำคัญ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์มองเขาด้วยความตกใจปนระแวง “เดี๋ยวพอเจ้าช่วยคนแล้ว จะไม่ขายข้ากับมาวเอ๋อร์ด้วยใช่ไหม”
เฉินจี้ยิ้มกว้างบางเฉียบ “ไม่หรอก”
พูดจบ เขาล้วงผ้าปิดหน้าสีเทาออกมาจากอกส่งให้ทั้งสาม พอยกมือขึ้น อาการไอก็ถาโถมเป็นระลอก เขาแกะผ้าปิดหน้าของตนเองออก เลือดข้นพุ่งออกมาเป็นอึก กระทบโคนกำแพงทึบเย็น
เหลียงมาวเอ๋อร์ถามด้วยความเป็นห่วง “เฉินจี้ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”
เฉินจี้ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดรอยเลือดริมฝีปาก “ไม่เป็นไร”
เขากระโดดขึ้นไปบนกระเบื้องสีเทาของหลังคาอย่างแผ่วเบา ก่อนก้มตัวลงแล้วดึงเซ่อเติงเค่อขึ้นมาด้วย
เหลียงโก่วเอ๋อร์ดึงเหลียงมาวเอ๋อร์ขึ้นมาบนหลังคาด้วยกัน ปากพึมพำ “เจ้าคิดจะลัดผ่านสันกระเบื้องเพื่อไม่ให้เหลือรอยเท้าบนพื้นหิมะ อย่างนี้ก็จะไม่มีใครพบเรา แต่ข้าขอเตือนก่อน เดินไปข้างหน้าอีกนิด ตามตรอกซอกซอยยังมีคนของกรมสืบลับแอบซ่อนอยู่ เจ้าหลบไม่พ้นหรอก”
เฉินจี้นำหน้าไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ข้ามีวิธีของข้า”
……
……
หลังคาทรงจั่วเตี้ยๆ เรียงหลังแล้วหลังเล่า สันหลังคาดุจเทือกเขาคมกริบ
องครักษ์เจี่ยฝานคนหนึ่งยืนแนบเงามืดของตรอกเล็กๆ มือกดดาบยาวที่เอวแน่น ดุจรูปปั้นสวมเกราะไม่รู้หนาว เขากดงอบให้ต่ำลงอีกนิด หลับตาพักลมหายใจ เฝ้ารอเหยื่อให้เดินเข้ามาติดบ่วงเอง
หูข้างขวาใต้งอบขององครักษ์เจี่ยฝานกระตุกวูบ ลืมตาขึ้นฉับพลัน แววตาเฉียงวาบไปราวกับสายฟ้าฟาด
เห็นแต่ในตรอก แมวสลิดตัวหนึ่งกำลังเหยียบหิมะที่ทับถม เดินย่องเข้ามาทีละก้าว ระหว่างนั้นคอยเหลียวซ้ายแลขวา คล้ายกำลังหาอาหาร
สายตาแหลมคมขององครักษ์เจี่ยฝานอ่อนลงเล็กน้อย เขาครุ่นคิดชั่วอึดใจ ล้วงหยิบขนมปังก้อนหนึ่งจากใต้เสื้อฟางกันฝน หักออกเป็นชิ้นเล็กๆ วางนิ่งบนฝ่ามือ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลง
แมวสลิดร้องเสียงหนึ่งอย่างขลาดๆ ลังเลครู่จึงค่อยๆ เข้าใกล้ กลืนขนมปังเข้าปาก แล้วถูตัวกับฝ่ามือขององครักษ์เจี่ยฝาน
องครักษ์เจี่ยฝานยิ้มบางๆ หักขนมปังอีกชิ้นหนึ่งออกมา
ไม่ไกลนัก เฉินจี้จับสัญญาณจากเสียงแมวสลิด ไม่ชะงักก้าว นำเหลียงโก่วเอ๋อร์วกกลับไปอีกทิศทาง เพียงได้ยินแมวร้อง เขาก็เลี่ยงหลบหมด
หลายคนสัญจรและกระโดดไปตามเทือกเขาสีเทา สันหลังคาต่อสันหลังคา เข้าใกล้ทิศทางคุกในอย่างต่อเนื่อง
เหลียงโก่วเอ๋อร์ปิดหน้าด้วยผ้าสีเทา แววตาเหนือผ้าสีเทาแวบความสงสัย องครักษ์เจี่ยฝานที่แอบซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอยเหล่านี้ไปไหนกันหมด ทำไมไม่เจอสักคนเดียว
ในเวลานี้ เฉินจี้พลันย่อตัวลง ยกกำปั้นขวาขึ้น
เหลียงโก่วเอ๋อร์โค้งตัวเข้ามาใกล้ สองคนใช้สันหลังคาแห่งหนึ่งเป็นกำบังสายตา ชะโงกมองออกไปข้างนอกอย่างเงียบเชียบ
เฉินจี้กล่าวเสียงต่ำ “ประตูเหล็กด้านข้างของบ้านข้างหน้านั่น คือคุกใน หลังประตูมีทางเดินมุ่งลงใต้ดิน เชื่อมต่อกับแม่น้ำใต้ดิน”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “แล้วจะเข้าไปยังไง ถ้าใช้ดาบฟันประตูเหล็กให้แตก องครักษ์เจี่ยฝานแถวนี้ต้องได้ยินเสียงแน่”
เฉินจี้ตักหิมะสะสมบนหลังคาขึ้นมา ถูแก้มลบรอยเลือด แล้วดึงชายเสื้อให้เรียบ จากนั้นจึงหันหน้ามามองเหลียงโก่วเอ๋อร์ “พวกท่านรอข้าอยู่ที่นี่”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ซุ่มอยู่หลังสันหลังคา เห็นเฉินจี้กระโดดลงจากชายคาอย่างเบาหวิว ย่อตัวแตะพื้นหิมะ เงียบงันดุจแมวป่า
เหลียงโก่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “เจ้าหนุ่มนี่จะทำอะไร”
เซ่อเติงเค่อส่ายหน้าเบาๆ “ไม่รู้”
เห็นเพียงเฉินจี้เดินตรงไปถึงหน้าประตูเหล็ก แล้วเคาะสามครั้ง จังหวะหนักแน่น เหลียงโก่วเอ๋อร์กำฝักดาบแน่นขึ้นฉับพลัน
ชั่วขณะถัดมา หน้าต่างเล็กบนประตูเหล็กถูกดึงเปิด ผู้คุมคุกด้านในเลื่อนตามองด้วยความสงสัย “ใต้เท้าเฉิน ท่านมาทำไม”
เฉินจี้ชูป้ายเอวในมือให้เห็นชัด “มีนักโทษต้องสอบสวน เปิดประตู”
ประตูเหล็กเปิดออก
เฉินจี้พอจะลงมือฆ่าคน ดาบสั้นที่ซ่อนในแขนเสื้อก็ฟันวาบออกไป
ทว่าผู้คุมคุกถอยฉีกเงา กลับเข้าไปในทางเดินใต้ดินอย่างว่องไว ละลายหายเข้าไปในความมืดของคุกใน
ความเร็วนี้ ว่องไวกว่าผู้คุมคุกธรรมดามาก
ที่แท้ก็เป็นสิงกวน!
มีคนคาดไว้ตั้งแต่เช้าว่า จะมีคนมาปล้นคุก วางกับดักเตรียมไว้ที่นี่เรียบร้อยแล้ว!
ใครวางบ่วงนี้? หยุนหยาง เจียวถู่ จินจู เมิ่งจี...ไม่ใช่ทั้งหมด มีแต่ไป๋หลง!
เฉินจี้หลังจากโจมตีพลาดครั้งหนึ่ง ก็ผุดลุกจะไล่ตาม แต่เห็นศรหน้าไม้ดอกหนึ่งพุ่งวาบออกมาจากในประตู
เขาเอียงตัวหลบเฉียดฉิว ศรหน้าไม้เฉือนแก้มของเขาเป็นรอยเลือดตื้นๆ เส้นหนึ่ง
ชั่วขณะถัดมา ผู้คุมคุกเป่านกหวีดทองเหลืองดังกังวาน
นกกางเขน หนึ่งครั้ง
เรียกรวมพล!
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0478
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น