ตอนที่ 0190 หลบหนี



ในความมืดลึกของราตรี  ท่ามกลางหิมะที่โปรยลงมาหนัก  ความร่าเริงของไป๋หลี่ดับสนิทแล้ว  ผมนางรุงรังร่วงปรก  เสื้อผ้าสีขาวเปื้อนคราบฝุ่นทั่วราวหิมะที่ถูกเขม่าควันแต้ม


ต้นแอปริคอต  ไฟป่า  คนที่คอยจูงม้าให้นาง  ทั้งหมดถูกทิ้งไว้ในวันวาน  พรุ่งนี้จะไม่มีความประหลาดใจอีกต่อไป  เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง  ดวงตาจึงไม่จำเป็นต้องมีแสงสว่างอีก


หันถงยืนอยู่บนเสากระโดงเรือ  มองไปยังไป๋หลี่จากระยะไกลโดยไม่เอ่ยวาจาใดเนิ่นนาน  เขาไม่เคยนึกว่า  กรมสืบลับจะใช้ไป๋หลี่มาต่อรอง  


ใครกันที่ขายเขา?


หยุนหยางยกคบเพลิงสูง  ใช้แสงไฟขับให้ใบหน้าของไป๋หลี่สว่างชัด  เพื่อให้หันถงมองเห็นทุกริ้ว  เงียบครู่หนึ่งจึงเอ่ยเนิบช้า  “ประมุขหัน  เจียหนิงศก 24  ฤดูใบไม้ผลิ  ท่านแอบปรากฏตัวนอกจวนจิ้งอ๋อง  มองธิดาอ๋องสักครั้งแล้วจากไป  เจียหนิงศก 25  ในเทศกาลโคมไฟ  ท่านแอบรออยู่ที่วัดเฉิงหวง  มองธิดาอ๋องสักครั้งแล้วจากไป  เจียหนิงศก 26......ท่านมองธิดาอ๋องทั้งหมดสิบสองครั้ง  เจ็ดครั้งเป็นวันคล้ายวันเกิดของธิดาอ๋อง  อีกห้าครั้งเป็นเทศกาลโคมไฟ  เทศกาลฉงหยาง  ท่านว่ามันเป็นเพราะเหตุใดกัน?”


หันถงม่านตาหดรั้ง  เขาเคยนึกว่าการไปเยี่ยมไป๋หลี่อย่างลับๆ นั้นไร้ผู้ล่วงรู้  ไม่นึกเลยว่ายังตกอยู่ในสายตาของคนอื่น


นี่ก็หมายความว่า  ไม่มีใครขายเขา  แม้แต่อาหยุนก็ยังไม่รู้ว่าตนแอบไปเยี่ยมไป๋หลี่เมื่อใดบ้าง  เจ้าหนุ่มที่วางแผนใช้ตนเป็นเหยื่อคืนนี้ยิ่งไม่มีทางรู้ได้


หยุนหยางจ้องมองหันถงด้วยสีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งไม่ยิ้ม  ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่แกว่งไกว  ใบหน้าเขาครึ่งสว่าง  ครึ่งมืด  ดูน่าสะพรึงเป็นพิเศษ  “ประมุขหัน  กรมสืบลับของข้าเฝ้าสอดส่องทั่วหล้า  กระทั่งเหล่าภูตผีปีศาจยังไร้ที่หลบซ่อน  พวกข้าจะจับกุมท่านมาลงโทษก็เป็นเพียงเรื่องเช้าเย็น  มิสู้เราทำข้อตกลงกันเสียตอนนี้  ช่วยชีวิตธิดาอ๋องไว้”


ไป๋หลี่ได้ยินคำของหยุนหยาง  นางเงยหน้าขึ้น  มองหันถงบนเสากระโดงเรืออย่างตะลึงงัน


นางเคยบอกเฉินจี้ว่า  คนผู้นี้แอบมองนางสี่ห้าครั้ง  นั่นคือจำนวนที่นางสังเกตเห็น


ทว่าในมุมที่นางไม่ทันรู้ตัว  ฝ่ายตรงข้ามกลับแอบมาเยี่ยมนางมากมายปานนี้


หันถงยืนตระหง่านอยู่บนเสากระโดงเรือ  ถามจากระยะไกลว่า  “พูดมา  จะช่วยอย่างไร?”


หยุนหยางยิ้มเอ่ย  “ประมุขหัน  ชีวิตของท่าน  แลกชีวิตธิดาอ๋อง”


หันถงนิ่งงันเนิ่นนาน  “เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาปานนั้นเชียว?  ข้ากับนางมิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ  พวกเจ้ากรมสืบลับเข้าใจอะไรผิดหรือไม่?”


ในชั่วขณะถัดมา  เจียวถู่ชักดาบสั้นจากแขนเสื้อ  กรีดต้นขาของไป๋หลี่เป็นแผลยาว  เลือดซึมฉับพลัน  เปียกไปทั่วขาอาภรณ์


แต่สีหน้าของไป๋หลี่ไม่ไหวติง  เพียงจ้องผิวน้ำอย่างเหม่อลอย  ราวกับไม่อาจรู้สึกความเจ็บปวดได้อีกต่อไป


เงาร่างของหันถงไหววูบเล็กน้อย  ทว่าก็หยุดลง


เจียวถู่หันศีรษะมองหันถง  “ลงมาแลกตัวกัน  เจ้าตามพวกข้าไป  กรมสืบลับของข้ายินยอมให้คนของเจ้าพานางไป”


จินจูมองเงาหลังของสองคนอย่างเยียบเย็น  เขารู้ดีว่าสองคนนี้กำลังโกหกพกลม  ต่อให้พวกเขาเป็นสิบสองนักษัตรก็ไม่มีอำนาจปล่อยธิดาอ๋องไป  แม้แต่ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในก็ทำไม่ได้


เขามองไปทางหันถง  ในใจก็ยังไม่แน่ว่า  หันถงจะยอมจำนนหรือไม่  พลางเหลือบมองบาดแผลบนขาของไป๋หลี่อีกครั้ง


แต่กลับเห็นเจียวถู่ฟาดดาบลงที่แขนของไป๋หลี่อีกหน  ทว่าเมื่อคมดาบใกล้จะตก  ข้อมือกลับถูกจินจูคว้าขัดไว้


จินจูเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  “พอได้แล้ว  จะดีจะร้ายธิดาอ๋องก็ราชวงศ์เดียวกัน  บัดนี้ฝ่าบาทยังมิได้เอ่ยปากว่าจะประหารหรือไม่  อย่าตัดสินใจเองโดยพลการ”


เจียวถู่เหลือบมองเขา  “เจ้าจะสอดหรือ?”


จินจูหัวเราะเยาะเย็นชา  “ข้าเพียงคิดว่า  พวกเจ้าอาจทำเรื่องโง่ๆ จนเสียตำแหน่งนักษัตร  หรืออาจสิ้นชีวิต  จึงเตือนด้วยความหวังดี”


เจียวถู่ฮึดฮัดเสียงหนึ่ง  แล้วค่อยๆ สอดดาบคืนฝัก


หยุนหยางหันมองหันถงอีกครั้ง  เปล่งเสียงดังฟังชัด  “ประมุขหัน  ท่านไม่อยากแลกชีวิตกับธิดาอ๋องจริงหรือ?”


แต่หันถงเพียงจ้องไปยังไป๋หลี่อย่างเงียบงันเนิ่นนาน  เขาเห็นบาดแผลที่ต้นขาของไป๋หลี่  เห็นสีหน้าดื้อรั้นนิ่งสนิทของนาง  ก็พลันกดเล็บลึกลงในฝ่ามือ  เลือดซึมออกมาเงียบเชียบ


ทว่าท้ายที่สุด  เขามิได้ยอมแลกชีวิต  เพียงกล่าวเย็นเยียบว่า  “พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาปานนั้นเชียว?  พวกเจ้าจะรักษาสัจจะ?  อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย…สิ่งที่กรมสืบลับกระทำในวันนี้  วันหน้าจะได้รับการตอบแทนอย่างสาสม”


พูดจบ  เขาเหลือบมองไป๋หลี่อีกครั้ง  หันกายกระโดดลง  ดำหายไปในสายน้ำเย็นเยือกจนไร้ร่องรอย


หยุนหยางกับเจียวถู่ตะลึงงัน  ส่วนไป๋หลี่ก็ค่อยๆ ก้มหน้าลง


จินจูหันบอกเจียวถู่ว่า  “ยังไม่รีบช่วยพันแผลให้ธิดาอ๋องอีก?  นี่มันความคิดบ้าๆ ของผู้ใดกัน  ธิดาอ๋องกับหันถงจะมีความสัมพันธ์อันใดได้?”


หยุนหยางเหลียวมองอย่างเยียบเย็น  “หากไร้ความเกี่ยวข้อง  เขาจะแอบมาเยี่ยมธิดาอ๋องบ่อยครั้งปานนั้นทำไม?  แค่พูดว่าไม่เกี่ยวข้องกัน  เจ้าก็เชื่อแล้วหรือ?”


จินจูแย้งต่อ  “หันถงเป็นใคร?  นั่นคือเจ้ายุทธภพผู้ทรงอิทธิพลมาหลายปี  คนใต้บังคับบัญชานับไม่ถ้วน  จะยอมทำลายชีวิตตัวเองเพราะความรู้สึกชั่ววูบได้ยังไง”


หยุนหยางหัวเราะเยาะเยียบเย็น  “เมื่อครู่มีคนบุกคุกพาโอรสอ๋องหนี  ไม่รู้ซ่อนตัวอยู่ที่ใด  เจ้าก็เห็น  หันถงเมื่อครู่แอบเรียกเรือเร็วมา  ชัดเจนว่าต้องการส่งคนออกไป  คาดว่าคนที่เขาต้องการส่งก็คือโอรสอ๋อง”


ไป๋หลี่หันศีรษะมองหยุนหยาง  บุกคุก?  โอรสอ๋อง?  ฝีมือผู้ใดกัน?


คำตอบหนึ่งผุดวาบขึ้นในใจนาง  เหมือนคำตอบที่โผล่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง  


เมื่อก่อนนางมั่นใจนัก  แต่ยามนี้กลับพยายามผลักมันทิ้ง


จินจูทำเป็นไม่เข้าใจ  “หันถงเพียงเรียกเรือมาลำหนึ่งเท่านั้น  จะโยงกับโอรสอ๋องได้อย่างไร?”


หยุนหยางเหลือบมอง  “รอดูก็จะรู้”


“รออะไร?”


“รอจางจัว  ใต้เท้าจาง”


……


……


หิมะตกหนัก  ถนนลื่น  ทหารเมืองหลัวด่าทอพึมพำขณะคุมขบวนเสบียงไปยังท่าเรือ  หูมือของทุกคนแดงก่ำด้วยความหนาว  ปลายเท้าเย็นยะเยือกถ้วนทั่ว


มีคนบ่นเสียงแผ่วว่า  “หิมะตกหนักเพียงนี้  หากได้กลับบ้านจิบเหล้าสองจอก  กอดเมียลูกบนเตียงอุ่นๆ  คงจะดีสักเพียงใด  เหตุใดใต้เท้าเจ้าเมืองยังยืนกรานให้ขนข้าววันนี้?”


“นั่นน่ะสิ  หิมะหนักปานนี้  รอให้หิมะหยุดก่อนมิได้หรือไร  แถมยังให้อ้อมไกลถึงเพียงนั้น!”


“พอเถอะ  ท่าเรืออยู่ข้างหน้าแล้ว  รีบทำงานให้เสร็จแล้วกลับไปนอน...เบาเสียงหน่อย  ใต้เท้าเจ้าเมืองมาแล้ว”


ข้างขบวนเสบียง  เจ้าเมืองสวมเสื้อคลุมราชการสีแดงขี่ม้าอยู่  ไหล่คลุมขนสุนัขจิ้งจอกแดง  มืออุ้มเตาถ่านทองแดง  เขามองท่าเรือเบื้องหน้าที่สว่างไสวด้วยแสงไฟด้วยความกังวลใจ  รู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล


จางจัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “เดี๋ยว  หยุดขบวนเสบียงก่อน!”


ทหารต่างหันกลับมาด้วยความสงสัย  แล้วรีบหยุดเกวียนทุกคัน


จางจัวโบกมือ  “วันนี้ไม่ขนข้าวแล้ว  พวกเราจะขนเสบียงกลับยุ้ง!”


ทหารฮือฮาโกลาหล  รองแม่ทัพเปล่งเสียงดังว่า  “ใต้เท้า  พวกเราเดินมาตั้งแต่เย็นจนถึงบัดนี้  เห็นๆ ว่าใกล้ถึงท่าเรือแล้ว  ไยจึงไม่ขนต่อ?”


จางจัวจ้องเยียบเย็น  “หรือว่าเจ้าจะขึ้นมาเป็นใต้เท้าเจ้าเมืองขั้น 5 แทน?”


ทหารหดคอ  “ข้าน้อยเสียมารยาท”


จางจัวโบกมือ  “ไป!”


แต่ในขณะนั้น  เสียงหัวเราะลอยมาจากหลังคา  “ใต้เท้าจาง  กำลังจะไปไหน?”


จางจัวเงยหน้าขึ้นฉับพลัน  เห็นหยุนหยางและเจียวถู่ยืนอยู่บนชายคาข้างทาง  ก้มมองขบวนขนส่งเสบียงที่ทอดยาวเหยียด


ยังไม่ทันสิ้นคำ  องครักษ์เจี่ยฝานนับไม่ถ้วนก็พรั่งพรูออกจากตรอกซอกซอยรายรอบขบวนเสบียง  มือวางนิ่งบนดาบเอว  ล้อมขบวนไว้ทุกทิศ!


เหล่าข้าราชการเอื้อมมือจะชักดาบเผชิญหน้า  ทว่าได้ยินหยุนหยางเอ่ยอย่างเฉื่อยชา  “คนที่กล้าชักดาบต่อหน้ากรมสืบลับของข้า  ไม่มีมากนักหรอกนะ”


สีหน้าข้าราชการตึงเครียด  สุดท้ายก็ยอมปล่อยมืออย่างอึดอัด


จางจัวกล่าวเสียงเข้ม  “จะเอายังไง?  พวกท่านจะปล้นขบวนเสบียงของข้าหรือ?  แม้แต่กรมสืบลับก็ไม่อาจรบกวนการขนส่งเสบียงราชการได้ตามอำเภอใจ!  กฎหมายต้าหนิงเล่มสิบแปด  มาตราชีเถียว  ผู้ใดรบกวนหรือขโมยเสบียงภาษีที่กำลังขนส่ง  ตั้งแต่ยี่สิบห้าเกวียนขึ้นไป  ให้เฆี่ยนหนึ่งร้อยที  แล้วสักข้อความ  ‘ขโมยเสบียงทรัพย์สินราชการ’  พร้อมกับเนรเทศไปสามพันลี้!”


หยุนหยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม  “ข้ารู้ว่าใต้เท้าจางสามารถท่องกฎหมายต้าหนิงจากหลังไปหน้าได้คล่องปร๋อ  แต่ไม่เห็นต้องหยิบมาขู่คนตามอำเภอใจ  พวกข้าก็ได้รับข่าวเช่นกัน  ว่าในขบวนเสบียงของใต้เท้าอาจมีผู้ต้องสงสัยหลบซ่อนอยู่  ใต้เท้าจาง  เจ้าเองก็ท่องจำกฎหมายได้คล่อง  รู้หรือไม่ว่า  การปกปิดผู้ก่อกบฏนั้นมีความผิดสถานใด?”


เจียวถู่นั่งอยู่บนชายคา  หัวเราะเริงร่าพลางเอ่ยว่า  “ใต้เท้าจาง  การปกปิดพวกกบฏ  จะต้องถูกประหารทั้งโคตรด้วยหรือเปล่า?”


จางจัวจ้องมองหยุนหยางอย่างเยือกเย็น  “เจ้าบอกว่าข้าปกปิดผู้ก่อกบฏ  มีหลักฐานอะไร?”


หยุนหยางยิ้มเล็กๆ  “ง่ายนิดเดียว  ให้พวกข้าค้นขบวนเสบียงก็รู้แล้ว  ลงมือ!”


“ช้าก่อน!”  จางจัวเผยสีหน้าตึงเครียด  เหลือบมองรถเสบียงฉับไว  ชูมือขวาขึ้นสูง  ยับยั้งฝีเท้าขององครักษ์เจี่ยฝาน  “นี่คือเสบียงราชการของราชสำนัก  ข้าอยากจะรู้นักว่าใครกล้าแตะต้องตามอำเภอใจ?”


หยุนหยางยกคิ้วขึ้น  “จะเอายังไง?  ใต้เท้าจางเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาหรือ?”


พูดจบ  เขาล้วงหยิบป้ายธงราชโองการออกมาจากอก  “ใต้เท้าจางรู้หรือไม่  นี่อะไร?  กรมสืบลับของข้าถือป้ายธงราชโองการ  สามารถตรวจการแทนสวรรค์  ประหารก่อนกราบทูลทีหลัง!”


จางจัวกล่าวเสียงเข้ม  “เจ้าถือป้ายธงราชโองการไม่เท็จ  แต่ก็หาใช่จะทำตามอำเภอใจได้  ข้าจำได้ว่า  ทั้งสองท่านเพิ่งทำความผิดพลาดใหญ่ไปเมื่อไม่นาน  หากครั้งนี้ทำผิดอีก  ไม่แน่ว่าอาจจะสูญเสียตำแหน่งนักษัตร”


หยุนหยางและเจียวถู่สบตากัน  แววตาทั้งคู่ฉายสีหน้าลังเลสงสัย


พวกเขาไม่กลัวการเนรเทศ  หรือการที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นจะกล่าวโทษ  เพียงแต่ในกรณีของเสนาบดีฝ่ายใน  มักไม่ให้โอกาสใครทำความผิดพลาดครั้งที่สาม


จางจัวเห็นช่องพลิกกระดาน  รีบราดน้ำมันเข้ากองไฟ  “ทั้งสองท่านถือป้ายธงราชโองการ  ย่อมมีสิทธิ์ค้นรถเสบียงได้  ทว่า  หากทั้งสองคว้าน้ำเหลว  ข้าคงต้องไปกราบทูลต่อหน้าพระพักตร์  กล่าวโทษพวกท่าน  ถึงเวลานั้นตำแหน่งข้าราชการขั้น 4 ชั้นรองของทั้งสองท่าน  เกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้!”


เจียวถู่ปิดปากหัวเราะ  “ไยใต้เท้าจางจึงต้องขู่พวกข้าถึงเพียงนี้?  เจ้ายิ่งพองขนขู่  ข้ากลับยิ่งเชื่อว่าในขบวนเสบียงมีอาชญากรหลบซ่อนอยู่  ใต้เท้าจาง  หาเรื่องใส่ตัวเองแล้ว”


หยุนหยางโบกมือให้องครักษ์เจี่ยฝาน  “ค้น!”


องครักษ์เจี่ยฝานสั่งให้ข้าราชการขนถุงเสบียงลงจากรถทีละถุง  กองทับถมอยู่บนพื้นหิมะขาวโพลน


เพียงแต่เวลาผ่านไปทีละน้อย  เกวียนเสบียงทุกคันถูกขนของลงจนหมดสิ้น  กลับไม่พบใครซ่อนตัวบนเกวียน


หยุนหยางเดินไปมาบนชายคาอย่างหงุดหงิด  เขาตะโกนเสียงดัง  “ดูว่าในกระสอบมีคนซ่อนอยู่หรือไม่!”


องครักษ์เจี่ยฝานชักดาบเอวออกมาแทงถุงเสบียง  เจียวถู่หันศีรษะฉับพลัน  ทันใดนั้นก็เห็นมุมปากจางจัวเผยรอยยิ้มเยาะหยันเยือกเย็น  ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลทันที  “เดี๋ยว!  หยุดแทงก่อน  กระสอบเสบียงเล็กแค่นั้น  ซ่อนคนไม่ได้แน่!”


แต่มาสั่งตอนนี้ก็สายไปแล้ว  เสบียงกว่ายี่สิบถุงถูกแทงทะลุ  เสบียงไหลซ่าๆ ออกมา  กระจัดกระจายไปทั่วพื้น


จางจัวหัวเราะฮาๆ  ลูบหนวดแล้วเอ่ยปาก  “ทั้งสองท่าน  ในเสบียงมีอาชญากรหรือไม่?”


หยุนหยางและเจียวถู่ลอยตัวลงสู่พื้นอย่างเบาหวิว  เจียวถู่เปล่งเสียงหนักแน่น  “ข้าราชการทุกนาย  ถอดหมวกเกราะออก  ตรวจทีละคน  ดูว่ามีพวกกบฏปะปนอยู่หรือไม่!”


จางจัวเลิกเสแสร้ง  กล่าวอย่างเฉื่อยชา  “ถอดหมวกเกราะออกให้ท่านๆ ดูกันเถอะ  ให้พวกท่านดูจนพอใจ”


หยุนหยางและเจียวถู่ไม่ไว้วางใจคนอื่น  ตรวจสอบข้าราชการทีละคนด้วยตนเอง  ทว่าก็ยังไร้เงาของโอรสอ๋อง


หยุนหยางกล่าวเสียงเบา  “จบกัน”


หัวใจของเขาค่อย ๆ  จมสู่ก้นเหว  รู้สึกเพียงว่า  นับแต่เหยียบเมืองหลัว  ก็ไม่มีสิ่งใดราบรื่นเลย  แท้จริงแล้วปัญหาซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่?


เจียวถู่เอ่ยอย่างคาใจ  “จะเป็นไปได้ไหมว่า  หนีไปที่อื่นระหว่างทางแล้ว?”


หยุนหยางกล่าวด้วยเสียงดุร้าย  “ค้น!  คืนนี้ต่อให้ต้องพลิกเมืองหลัวทั้งเมือง  ก็ต้องหาโอรสอ๋องให้เจอ!”


องครักษ์เจี่ยฝานถอยกลับดังสายน้ำ  จางจัวมองแผ่นหลังกองทัพอย่างเยือกเย็น  ตวาดเสียงหนัก  “ทั้งสองท่านแห่งกรมสืบลับ  ครานี้เกรงว่าจะรักษานักษัตรไว้ไม่ได้จริง ๆ  แล้วนะ”


……


……


หน้าวัดถัวหลัว  พระสงฆ์สามสิบสองรูปสวดมนต์อื้ออึง  พลางร่วมกันแบกฐานชุกชีมหึมาก้าวกลับเข้าไปในวัด


พวกเขาสั่นกระดิ่งวัชระทองสัมฤทธิ์  หลับตาก้มหน้า  ราวกับว่าทุกสิ่งในเมืองหลัวค่ำคืนนี้ไม่ข้องแวะกับตน


เมื่อก้าวลึกสู่เขตวัดแล้ว  พระสงฆ์ร่วมแรงแบกฐานชุกชีและรูปเคารพกวนอิม  มุ่งสู่กลางอุโบสถใหญ่


มีสามเณรรูปหนึ่งปิดประตูใหญ่ทาสีชาดทั้งแปดบานของอุโบสถใหญ่  ปิดกั้นลมและหิมะไว้ภายนอกทั้งหมด


ในขณะนั้น  จางเซี่ยในชุดสีแดงสดก้าวออกจากหลังม่านพระสูตร  ยกมือสั่งสามเณรว่า  “ปล่อยพวกเขาออกมา”


สามเณรเหลียวมองไปยังเจ้าอาวาสเฒ่า  เจ้าอาวาสเพียงโบกมือรับ  “ทำตามเถิด”


สามเณรประนมมือ  “ขอรับ”


สามเณรมาถึงด้านหลังของรูปเคารพกวนอิม  เปิดช่องที่ใช้สำหรับ ‘จวงจั้ง’ ในยามปกติออก


เมื่อหล่อรูปพระ  พระสงฆ์จะเว้นช่องว่างไว้ด้านหลังก่อน  ครั้นถึงพิธีเปิดตา  ก็ให้เจ้าอาวาสพระเกจิอาจารย์นำเจ็ดอัญมณีแปดสมบัติ  ดอกไม้และหญ้าจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์  คัมภีร์  เพชรพลอย  ธัญพืชห้าชนิด  และปอดตับโลหะ  ใส่เข้าไปแล้วปิดผนึก  วิถีแห่งพิธีนี้เรียกว่า ‘จวงจั้ง’  ในวันปกติ  วัดถัวหลัวใช้วิธีนี้ขนส่งเงินทองและเงินตรา  โดยมีพระสงฆ์สิงกวนสามสิบสองรูปคุ้มกัน  แน่นหนามั่นคงยิ่ง  


ทว่าในยามนี้  โอรสอ๋อง  เซ่อเติงเค่อ  ชุนหวา  เหลียงโก่วเอ๋อร์  เหลียงมาวเอ๋อร์  ต่างซ่อนตัวอยู่ภายใน  


รูปเคารพกวนอิมขนาดมหึมานี้  กลับซ่อนคนได้ถึงห้าคน


เจ้าอาวาสเฒ่ากล่าวเสียงเบา  “คุณหนูรองจาง  ท่านพาเหล่าสหายออกเมืองทางอุโมงค์ลับภายในวัดเถิด  วัดถัวหลัวของข้า  จากนี้ไปจะไม่เป็นหนี้กรรมกับอุบาสกสวีซู่อีกต่อไป  หวังว่าเขาจะฝึกตนอย่างดี  อย่าไปข้องเกี่ยวกิจธุระโลกีย์อีก  ได้กลับสู่สี่สิบเก้าชั้นฟ้าโดยเร็ว”


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0489

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น