ตอนที่ 0189 อาจารย์เฝิง



ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย  เฉินจี้ค่อยๆ เลือนหายจากสายตาของเซ่อเติงเค่อ  โอรสอ๋อง  เหลียงโก่วเอ๋อร์  และเหลียงมาวเอ๋อร์  ราวกับวิ่งลงจากเวทีอันสว่างไสวไปสู่ความมืดนอกฉาก


เฉินจี้รู้สึกประดุจหวนคืนไปยังคืนหนึ่ง  เมื่อเพิ่งมาถึงโลกนี้  เขายืนอยู่หลังโต๊ะบัญชีของโรงยาไท่ผิง  ตะเกียกตะกายศึกษาคัมภีร์การแพทย์อย่างเอาจริงเอาจังเพียงลำพัง  แล้วจึงเขียนสิบคำว่า  ชีวิตคนระหว่างฟ้าดิน  ฉับพลันประดุจผู้เดินทางไกล


ในเพียงชั่วพริบตาที่เฉินจี้ก้าวออกมาจากคุกใน  เขาก็เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างได้ในที่สุด:


การที่เรามาสู่โลกนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ  จิ้งอ๋อง  อาจารย์  และหลี่ชิงเหนี่ยวล้วนวางหมากไว้ครบถ้วน  เพื่อใช้เราเป็นหมากสำคัญที่สุด


จิ้งอ๋องผู้รู้ว่าชีวิตตนเองไม่เหลือนาน  ยอมเอาทั้งจวนจิ้งอ๋องเข้าแลกเพื่อมอบกระแสน้ำแข็งแก่เรา  ก็เพื่อให้เราเติบโตก้าวกระโดด


พวกเขาราวกับจัดแจงโชคชะตาที่ยากลำบากเป็นพิเศษให้เรา  จึงได้เอ่ยคำขอโทษต่อเราถึงสองครั้ง


ก็เพราะโชคชะตานี้ทรมานเกินไป  เมื่อครั้นเราปรารถนาจะติดตามอู๋หงเปียวและสือเฉากุ่ยออกจากราชวงศ์หนิง  อาจารย์จึงเกิดความสงสาร  ชักชวนให้เราหนีไป


ขณะนั้น  อาจารย์ถึงกับหวังให้เราจากไปจริงๆ


ถ้าเราหนีไปในวันนั้น  บางทีก็คงหลุดพ้นจากกระดานหมากไปแล้ว  


เรื่องนี้ช่วยให้คาดเดาได้ว่า  จิ้งอ๋องไม่ทราบเรื่องที่เรายังมีทางออกที่ราชวงศ์จิ่ง  ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลู่จิ่น  จึงมิได้ใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์นี้…อาจารย์ช่วยรักษาความลับนี้ให้เรา


ชายชราตัวเล็กผู้ปากร้ายเลือดเย็นแต่ใจอบอุ่นคนนั้น  ท้ายที่สุดก็ช่วยเหลือเขา


แต่จิ้งอ๋องต้องการให้เขาทำอะไรกันแน่?  หรือจะเกี่ยวข้องกับเทพเซียนแห่งสี่สิบเก้าชั้นฟ้า?


ไม่ว่าจะจิ้งอ๋องหรือจักรพรรดิหนิง  ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตทางการเมืองที่เย็นชาและทรงพลัง  ปุถุชนไม่อาจคาดเดาเจตนาของพวกท่านได้โดยสิ้นเชิง


แล้วเราจะช่วยไป๋หลี่เช่นไร?


หมากตาย


เฉินจี้นึกถึงคำพูดของอาจารย์ในฉับพลัน:  หากเขาฉลาดพอ  ก็ควรจากไปเสียแต่บัดนั้น


เขาครอบครองเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่  ที่ราชวงศ์จิ่งยังมีลุงผู้ดำรงตำแหน่งสูงคอยอุปถัมภ์  เพียงมุ่งหน้าไปยังราชวงศ์จิ่ง  เขาก็จะมีเวลาเพียงพอขัดเกลาตนให้แข็งกล้า  จนสามารถมองโลกอย่างดูแคลนดุจลู่หยางประมุขศาลเจ้านักรบ


สิบปี


ยี่สิบปี


เขายังหนุ่ม  เขารอได้…ทว่าเขาไม่อยากรอ  และก็ไม่อาจรอได้


เฉินจี้รู้แจ้งว่า ณ เวลานี้  ในเมืองหลัวเหลือเพียงคนเดียวที่สามารถรักษาชีวิตไป๋หลี่ได้


ขณะนั้น  บนถนนสายยาวในคืนมืด  มีองครักษ์เจี่ยฝานคนหนึ่งควบม้าโถมมา  กีบเหล็กทุบหิมะที่ทับถมกระเซ็นเป็นระลอกคลื่น


ทันทีที่องครักษ์เจี่ยฝานเห็นเฉินจี้  ก็ชักดาบยาวตรงเอวอย่างเฉียบขาด  โน้มกายต่ำพุ่งเข้าโจมตี


เฉินจี้ไม่ถอยกลับ  หากแต่พุ่งสวน  ในชั่วพริบตาที่คนกับม้าสวนกัน  องครักษ์เจี่ยฝานที่ขี่อยู่บนหลังม้าฟันดาบมาทางซ้าย  ทว่าเฉินจี้ฉวยบังเหียนม้าศึกอย่างแม่นยำพลิกตัวขึ้น  เตะคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกไปทางขวา  ตนเองก็ทรุดร่างลงบนอานม้า


เขากระตุกบังเหียนเพียงครั้งเดียว  ม้าแกร่งก็ชะงักลำตัว  แล้วสะบัดหันทิศทาง


เมื่อองครักษ์เจี่ยฝานดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้นหิมะ  เฉินจี้ก็ควบม้าลับไกลแล้ว  เวลาไม่คอยท่า


สองก้านธูปผ่านไป  เฉินจี้จ้องตรอกหวนจิ่งอันมืดมนตรงหน้า


แห่งนี้แต่เดิมคือหอขุนนางของกรมสืบลับเมืองหลัว  ทว่าหน่วยสืบลับชอบขลุกสืบคดีในมุมมืดไร้แสงตะวันของคุกใน  หอขุนนางที่เป็นทางการจึงถูกทิ้งร้าง…จนกระทั่งไป๋หลงปรากฏตัว  หอขุนนางแห่งนี้จึงกลับมาถูกใช้งานอีกครั้ง


เฉินจี้กระตุกบังเหียนหยุดหน้าหอขุนนาง  สูดลมหายใจลึกๆ  จนชีพจรและกระแสโลหิตสงบนิ่ง  ไม่กระเพื่อมอีกต่อไป  แล้วจึงพลิกตัวลงจากหลังม้า


เขาก้าวยาวสู่หอขุนนาง  หิมะโปรยจนลานว่างขาวโพลน  ในลานมีกลิ่นยาจีนคลอรางๆ  เหมือนมีเหมือนไม่มี  เจือกลิ่นจันทน์ปนเซ่อเซียง


ในห้องลึกของหอขุนนาง  ตะเกียงดวงหนึ่งลุกโชน  ไป๋หลงสวมหน้ากากนั่งขรึมอยู่หลังโต๊ะไม้แดง  คล้ายกำลังตรวจทานเอกสาร


ในคืนมืดอันไร้ขอบเขต  เหลือเพียงแสงดวงนี้ยังฝืนต้านความมืด


ในห้องโถงใหญ่  ไป๋หลงได้ยินเสียงฝีเท้าจึงเงยหน้าขึ้นมองเฉินจี้ชั่วครู่  แล้วก็ก้มหน้าลงอีก  ระหว่างกวาดพู่กันตรวจเอกสารก็เอ่ยเรียบๆ ว่า  “ดึกขนาดนี้แล้ว  มาหอขุนนางกรมสืบลับทำไม?”


เฉินจี้ย่ำลาน  เหยียบหิมะที่ทับถม  ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น  “อาจารย์เฝิง  ข้อตกลงระหว่างพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?”


ในห้องโถงใหญ่ของหอขุนนาง  พู่กันชาดในมือของไป๋หลงหยุดลงฉับพลัน  หิมะหนักนอกหอขุนนางก็ราวกับแขวนอยู่กลางอากาศ


……


……


หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง  พู่กันชาดในมือไป๋หลงก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง  เขานั่งอยู่หลังโต๊ะ  ประทับตราชาดลงบนเอกสาร  แล้วเอ่ยแผ่วเบาว่า  “ข้าจะเป็นอาจารย์เฝิงได้อย่างไร?”


ขณะนั้น  เฉินจี้กวาดตามองรอบห้องโถงใหญ่  เขาเห็นถ้วยชาสองใบบนโต๊ะ  น้ำชายังคงพลุ่งไอร้อน  เหลือเพียงครึ่งเดียวทั้งคู่…แสดงว่าเมื่อครู่ไป๋หลงมีแขกมาเยือน  เพิ่งจากไปไม่นาน


และแขกผู้นี้  คือผู้ที่ทำให้ไป๋หลงถอดหน้ากากดื่มชาได้


เฉินจี้หันสายตากลับมา  ตอบว่า  “ตั้งแต่ไป๋หลงปรากฏตัว  อาจารย์เฝิงก็หายไป”


ไป๋หลงไม่แม้เงยหน้า  เอ่ยเนิบช้า  “คนในโลกนี้ที่ไม่เคยปรากฏตัวพร้อมกันมีอยู่ถมเถไป  เหตุใดเจ้าจึงตัดสินว่าข้าคืออาจารย์เฝิง?  ข้าต้องอยู่รับใช้ในราชสำนัก  ส่วนอาจารย์เฝิงต้องประจำตระกูลหลิวตลอดเวลา  เราสองคนจะแบ่งร่างอยู่สองแห่งได้อย่างไร?”


เฉินจี้ตอบว่า  “หน้ากากพระราชทานนี้เสมือนกลเม็ด  ใครสวมหน้ากาก  ผู้นั้นย่อมเป็นไป๋หลง  ข้าคิดว่าเจียงเยี่ยนก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของท่าน  ส่วนท่านต่างหากคือสิงกวนผู้ฝึกมนตร์ควบคุม”


ไป๋หลงเหมือนถูกคำของเฉินจี้ทำให้หัวเราะ  “เจ้าหนุ่มนี่คงดื่มเหล้าปลอมมา  ใครมอบความกล้าให้เจ้ามาเพ้อเจ้ออยู่ต่อหน้าข้า?”


เฉินจี้ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า  “ข้าถือจดหมายเลือดของจิ้งอ๋องไปยังกองทหารพันปีเพื่อวางแผนปล้นคุก  กลับมาก็ยังปลอดภัย  กองทหารพันปียังไม่ไล่ล่าข้า  คิดมาคิดไป  มีเพียงอาจารย์เฝิงเท่านั้นที่คุ้มครองข้าได้  ขอบคุณอาจารย์เฝิง”


ไป๋หลงเอ่ยแผ่วเบา  “ดึกดื่นป่านนี้ยังมาพูดเพ้อเจ้อต่อหน้าข้า  ระวังหัวหล่นดิน”


เฉินจี้เอ่ยอย่างสงบ  “อาจารย์เฝิง  ท่านอ๋องบอกตัวตนของท่านกับข้าแล้ว”


ไป๋หลงหัวเราะเยาะ  “เดี๋ยวนี้เจ้ากล้าแต่งเรื่องหลอกข้าแล้วหรือ?”


เฉินจี้ส่ายหน้า  เอ่ยอย่างจริงใจ  “ไม่ใช่หลอก  ก่อนสิ้นใจ  ท่านอ๋องเปิดเผยแผนการของท่านแล้ว  ยังบอกให้ข้าคอยสนับสนุนท่าน......”


ก่อนที่เขาจะพูดจบ  ไป๋หลงก็หัวเราะลั่น  ราวกับเพิ่งได้ยินมุกตลกใหญ่  “เจ้าหนุ่ม  เพื่อหลอกข้า  ถึงกับกล้าแต่งเรื่องโกหกพกลม  ไม่กลัวจริงๆ หรือว่าข้าจะฆ่าเจ้าตอนนี้เลย?  อวดดีนัก!”


เฉินจี้เอ่ยขึ้นฉับพลัน  “อาจารย์เฝิง  อาจารย์ข้าบอกว่า  หากข้าพบเจอความยากลำบากใหญ่หลวง  ให้มาหาท่าน”


ไป๋หลงยิ้ม  วางพู่กันชาดลงบนแท่นวางพู่กัน  แล้วถอดหน้ากากของตัวเอง  เผยโฉมหน้าของอาจารย์เฝิง  “ข้าขี้เกียจฟังเจ้าเพ้อเจ้อแล้ว  ฟังคำโง่มากเข้า  ข้ากลัวจะพลั้งมือไม่อยู่  ฆ่าเจ้าเสีย”


เฉินจี้นิ่งเงียบ  ไม่เอ่ยสักคำ


ไป๋หลงยิ้มกล่าว  “ข้าเคยถามเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีก  ว่าจะติดตามข้าทำงานหรือไม่  เจ้ากลับปฏิเสธทุกครา  บัดนี้เหตุใดจึงคิดได้?”


เฉินจี้ตอบเรียบๆ  “แน่นอน  วางแผนละทิ้งความมืดมุ่งสู่แสงสว่าง  ไขว่คว้าอนาคตอันยิ่งใหญ่”


ไป๋หลงโบกมืออย่างเฉื่อยชา  “ข้ารู้ว่าเจ้ามาทำไม  ยังรู้ด้วยว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ในใจ  เพียงแต่บัดนี้ต่างจากวันก่อน  เรื่องที่เจ้าจะขอร้อง  ข้าทำไม่ได้แล้ว  กลับไปเถิด”


เฉินจี้ยืนตรงข้ามโต๊ะ  เอ่ยถาม  “อาจารย์เฝิงรู้หรือ  ว่าข้าจะขอร้องเรื่องใด?”


ไป๋หลงยกถ้วยชาขึ้นจิบแผ่ว  ก่อนเอ่ยเสียงราบไม่แยแส  “ในโลกนี้  สิ่งที่ทำให้คนยอมเอาชีวิตเข้าแลกหาได้มีมากนัก  มิยากจะคาดเดา  ทว่า  บัดนี้ธิดาอ๋องพัวพันคดีกบฏใหญ่  คำพิพากษาออกจากหน้าบัลลังก์แล้ว  ไหนเลยจะมีใครกล้าเห็นต่าง  อย่าว่าแต่ข้า  แม้แต่ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในกับใต้เท้าอู๋ซิ่ว  ก็ยังไม่บังอาจขอความกรุณาให้นาง”


เฉินจี้นิ่งงันอยู่ช้านาน  ในที่สุดก็ก้มประนมมือ  โค้งคำนับลึก  “หากอาจารย์เฝิงไม่ทอดทิ้ง  ข้าผู้ต่ำต้อยยินดีรับใช้ท่านทั้งหน้าหลัง  ยอมฝ่าไฟลุยน้ำมิหวั่นเกรง”


เสมือนว่าคนหนุ่มตั้งใจใช้ตนเป็นเครื่องสังเวย  อาศัยโชคชะตาหนึ่ง  แลกกับโชคชะตาอีกหนึ่ง


ไป๋หลงลุกขึ้นยืน  มองแผ่นหลังของเฉินจี้จากมุมสูง  ยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม  “กับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังรีบโค้งหลัง  แล้วจะทำเรื่องใหญ่ได้อย่างไร”


เฉินจี้ยังไม่ลุกขึ้น  เอ่ยวิงวอนด้วยใจจริง  “ขอท่านอาจารย์เฝิงโปรดเกื้อหนุน  ต่อจากนี้  ข้าผู้ต่ำต้อยจะอุทิศกายใจรับใช้ท่านอาจารย์เฝิงอย่างเต็มฝีมือ”


ไป๋หลงหาได้ตอบรับ  เพียงกล่าวเอื่อยๆ  “เจ้าก็เห็น  รอบตัวข้าเต็มไปด้วยขุนพลแข็งแกร่ง  ผู้ติดตามมากมายดุจเมฆ  ทั้งกรมสืบลับล้วนอยู่ใต้บังคับบัญชา  ขาดเจ้าไปจะเดือดร้อนอะไร?”


เฉินจี้ยันกายตรง  จ้องไป๋หลงไม่หลบ  “ในเมื่ออาจารย์เฝิงมีผู้ติดตามมากมายดุจเมฆ  เหตุใดยามนี้รอบกายท่านจึงไร้ผู้คน”


ไป๋หลงยกคิ้วเล็กน้อย


เฉินจี้เอ่ยเสียงราบ  “เพราะพวกเขาถูกข้านำออกไป”


ไป๋หลงหัวร่อชื่นชม  “เจ้าช่างไม่อยากมีชีวิตอยู่เสียจริง  แม้คำแบบนี้ยังกล้าเอ่ยออกมา  แต่เจ้าคิดหรือว่า  มือเพียงคู่เดียวจะเล่นงานหน่วยสืบลับผู้อื่นให้หมุนตามได้  หากมิใช่เพราะมีคนมาที่นี่  ช่วยเจ้าดึงเวลาข้าไว้หนึ่งชั่วยาม  เจ้าคิดว่าตัวเองจะพาโอรสอ๋องออกจากคุกในได้หรือ”


เฉินจี้เหลือบมองถ้วยชาบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว…ที่แท้เมื่อครู่มีคนมาที่หอขุนนางกรมสืบลับ  คอยดึงเวลาไป๋หลงไว้หนึ่งชั่วยาม


เขาหวนสายตากลับมา  เอ่ยเรียบ  “นั่นก็เป็นความสามารถของข้า”


ไป๋หลงตกใจเล็กน้อย  ก่อนหัวเราะขบขัน  “ก่อนหน้านี้ไม่ยักรู้ว่าเจ้าหน้าหนาขนาดนี้  ดี  ดี  ดี!  แม้นี่จะเป็นความสามารถของเจ้า  แต่คิดหรือว่าจะส่งโอรสอ๋องออกจากเมืองหลัวได้  เพียงความสามารถเท่านี้  ยังไม่พอให้ข้าเสี่ยงภัยช่วยธิดาอ๋องเพื่อเจ้าหรอกนะ”


เฉินจี้ก้มหน้าคิดครู่หนึ่ง  ครั้นเงยขึ้น  สายตาเผยอาการสั่นไหวไม่แน่นอนท่ามกลางแสงเทียน  “ใต้เท้าไป๋หลง  ธิดาอ๋องในยามนี้  มีประโยชน์ต่อพวกท่านเพราะจับหันถงได้  แต่ข้าคิดว่าหันถงไม่ยอมมอบตัวเพื่อนาง  ข้าผู้ต่ำต้อยยินดีจับหันถงให้ใต้เท้า  เมื่อถึงคราวนั้น  ใต้เท้าจะไม่ต้องการธิดาอ๋องอีกแล้ว ”


ไป๋หลงเหลือบประเมินเฉินจี้  แววตาแฝงความชื่นชมเล็กน้อย  “ใจโหดมือถึง  ท่าทีเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ไหนๆ ก็ไหนๆ  เรามาเดิมพันกัน  ใช้เที่ยงคืนนี้เป็นเส้นแบ่ง  หากเจ้าทำให้ข้าจับโอรสอ๋องกับเหลียงโก่วเอ๋อร์มิได้จริง  ก็ถือว่าเจ้าชนะ  มีคุณสมบัติมาทำงานใต้บังคับบัญชาของข้า  หากเจ้าแพ้…”


เฉินจี้เอ่ยมั่นคง  “ข้าจะไม่แพ้”


……


……


ตลาดบูรพา  ท่าเรือขนส่งทางน้ำ


แม้วันปกติหิมะจะทับถมหนัก  ยามค่ำคืนก็ยังมีคนลากเรือคนหาบของขวักไขว่  สินค้าจากทิศใต้ทิศเหนือไหลมารวมแล้วกระจายจากที่นี่  เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของแผ่นดิน


ตามคำกล่าว  กลางวันมีคนนับพันคารวะ  กลางคืนมีตะเกียงหมื่นดวง  คึกคักอลหม่าน


ทว่าในยามนี้  ท่าเรือทั้งแนวเงียบสนิท  เรือใหญ่หลายลำทอดสมอแน่นิ่ง  ลอยบนผิวน้ำอาบความมืด  มิยอมเทียบท่าเนิ่นนาน  เฝ้ารอให้ความวุ่นวายในเมืองหลัวสงบลง


หิมะหนาทิ้งตัวลงสู่ผิวน้ำ  หันถงสวมงอบ  ก้าวสลับเผ่นข้ามดาดฟ้าเรือลำแล้วลำเล่า  ดุจเหยียบพื้นราบ


บนดาดฟ้ามีกะลาสีเฝ้ายาม  เมื่อเห็นหันถงก็เพียงพยักหน้าน้อยๆ  มิส่งเสียงเอะอะ  ปล่อยให้เขาเลือนลับดุจผีดิบ  ผ่านไปประหนึ่งไร้ผู้คน


หันถงมาถึงเรือลำหนึ่งตรงขอบสุด  เอื้อมหยิบไม้ขีดจากแขนเสื้อ  กระตุกฝาไม้  หัวฟอสฟอรัสเสียดผิว  เปลวแดงพุ่งวาบ


เขายกไม้ขีดไฟขึ้นสะบัดในอากาศสามครั้ง  หยุดนิ่งสามลมหายใจ  แล้วสะบัดอีกห้าครา


ครู่ให้หลัง  เรือเร็วสองกระโดงกลางแม่น้ำ  ถอนสมออย่างเงียบเชียบ  เคลื่อนเข้ามาใกล้ท่าเรือ


เมื่อเรือจอดเทียบเรียบร้อย  มีคนกระโดดลงมาจากกราบเรือสูง  “ประมุขหัน  เหตุใดจึงสั่งให้เรือลำนี้เทียบท่าอย่างกะทันหัน?  เรือลำนี้จะต้องไปแคว้นหยางต่อ”


หันถงเอ่ยเสียงทุ้ม  “สิ่งใดไม่ควรถามอย่าถาม  เรืออย่าทอดสมอ  เตรียมพร้อมออกจากท่าตลอดเวลา  คืนนี้ต้องให้เจ้าแอบพาใครบางคนออกไป  ในห้องลับไม่มีใครใช่หรือไม่”


ชายวัยกลางคนเอ่ย  “มีชาวยุทธคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่  ได้ยินว่าก่อวีรกรรมในเมืองหลวงมา  แอบนอนกับคุณหนูของตระกูลขุนนางใหญ่  ทางบ้านจ้างคนของ ‘ตะเกียง’ ไล่ฆ่าเขา  หากไม่มีสมาคมขนส่งทางน้ำของพวกเราคุ้มครอง  มีหวังตายแน่นอน…”


“ข้าไม่ได้ถามเรื่องพรรค์นี้”  หันถงขัดจังหวะ  “ไล่ชาวยุทธคนนั้นออกไป  ห้องลับอย่าเหลือใครอื่น  ห้ามเกิดเรื่องกับคนที่ข้าจะส่งขึ้นเรือเด็ดขาด  จำไว้  เกิดเรื่องกับเจ้าได้  แต่ห้ามเกิดกับนาง”


ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างซื่อๆ  “ขอรับ  งั้นสักครู่ข้าจะไปสังหารชาวยุทธคนนั้นเสีย  เขาน่าจะพกปลาเหลืองเล็กสองแท่งอยู่”


ขณะที่พูดอยู่  ใบเรือของเรือลำหนึ่งตรงขอบท่าเรือก็ชักใบขึ้นครึ่งผืนฉับพลัน  หันถงสะบัดสายตามองรวดเร็ว  นั่นคือสัญญาณลับของสมาคมขนส่งทางน้ำ


ชายวัยกลางคนข้างหลังเขากดเสียงต่ำลง  “ประมุขหัน  มีลูกสมุนราชสำนักมาแล้ว  รีบหนี”


หันถงหรี่ตาเล็กน้อย  พวกขันทีจะตามมาที่นี่ได้อย่างไร


“ประมุขหัน  มีคนขายท่านหรือ?  ท่านรีบตามข้าไปเถอะ  ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”


ชายวัยกลางคนพูดแล้วก็จะขึ้นเรือใหม่  เรียกกะลาสีให้ขับเรือออกไปด้วยกัน  แต่หันถงกลับคว้าข้อมือเขาไว้  กล่าวเสียงเคร่งขรึม  “ข้าจะช่วยล่อพวกขันทีออกไป  พวกเจ้าอยู่ที่นี่รอรับคน”


ชายวัยกลางคนสะดุ้งอย่างตื่นตระหนก  “ท่านจะส่งใครไปกันแน่  ถึงได้สำคัญเพียงนี้”


หันถงมองเขาพักหนึ่ง  “สำคัญยิ่งกว่าชีวิตข้าเสียอีก”


ชายวัยกลางคนเงียบงันอยู่เนิ่นนาน  “เข้าใจแล้ว…ยังหาอาหยุนไม่เจอหรือ”


หันถงส่ายหน้า  “ไม่เจอ  นางซ่อนตัวมิดชิด  ไม่รู้ว่าแอบอยู่ที่ใด  นางเป็นคนระแวงง่าย  ไม่ยอมเชื่อใจผู้ใด”


ขณะเอ่ยคำ  เสียงฝีเท้าดังแว่วจากที่ไกล  ผู้คนเหยียบกระดานไม้ท่าเรือดังตึงตัง  เคลื่อนคล้ำเข้ามาใกล้  จำนวนนับไม่ถ้วน


หันถงไม่ลังเลอีกต่อไป  หันกายเผ่นขึ้นดาดฟ้าเรืออีกลำ  คว้าเชือกบนเสา  กระโจนไกลดุจวานร  เชือกเสาเรือแต่ละต้นล้วนกลายเป็นที่ยึดแรงของเขา


ข้างๆ คือคลอง  หากมีอันตราย  เขาย่อมดำลงน้ำได้ทันที  ด้วยความชำนาญในน้ำของเขา  ต่อให้องครักษ์เจี่ยฝานมาสักกี่คน  ก็ไม่มีวันไล่ทันเขาใต้น้ำ


ทว่าขณะหันถงกำลังจะสลัดเงื้อมมือ  กลับเห็นกองทหารคบเพลิงถือดาบทอดแถวมาแต่ไกล


เขายืนบนยอดเสาเรือต้นหนึ่ง  หรี่ตาพินิจ  ครั้นเห็นคนที่นำหน้าชัดแจ้ง  สีหน้าก็แปรเปลี่ยน


ไป๋หลี่


ที่ท่าเรือ  หยุนหยางสวมชุดดำทั้งตัว  ยืนกลางหิมะหนา  มือซ้ายกุมคบเพลิง  มือขวาผลักไป๋หลี่ซึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง


หยุนหยางชูคบเพลิงโบกมือไปทางหันถง  ตะโกนด้วยรอยยิ้ม  “ประมุขหัน  มอบตัวเถิด  มิฉะนั้น  คืนนี้ธิดาอ๋องไม่รอดแน่”


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0486

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง