ตอนที่ 0188 ชะตา
เสียงนกหวีดทองแดงกังวานใสดุจนกกางเขน ก้องข้ามหลังคาบ้าน กรีดอากาศเข้าไปตามตรอกซอกซอยมืดมิดทีละแห่ง
ในตรอก องครักษ์เจี่ยฝานสวมงอบพากันเงยหน้ามองฟ้ายามค่ำ ครั้นเสียงนกหวีดทองแดงดังชัด ต่างควักนกหวีดทองแดงจากอกเสื้อ เป่าตอบ
เสียงนกหวีดทองแดงดังก้องเป็นระลอกคลื่นแผ่ไปไกล องครักษ์เจี่ยฝานเคลื่อนตัวเข้าหาคุก แน่นขนัดดุจฝูงแตนเหลืองกลับรัง
มองจากฟ้าลงดิน หิมะขาวโพลนเป็นกระดานหมากรุก ตรอกซอยคือช่องหมาก องครักษ์เจี่ยฝานหนาแน่นดังหมากเรียงราย มีผู้วางหมากล่อพรางไว้แล้วในที่นี้ เชิญเหยื่อมาเข้าโอ่ง
ก่อนที่องครักษ์เจี่ยฝานจะมาถึง เหลียงโก่วเอ๋อร์ซุ่มอยู่บนสันหลังคา ตะโกนเสียงเบาใส่เฉินจี้ “รีบหนีซะ! องครักษ์เจี่ยฝานกำลังจะมาถึงแล้ว นี่มันกับดัก!”
หน้าประตูคุกใน เฉินจี้มิได้ตอบ
เขาจ้องบันไดหินของคุกใน มืดมิดราวหลุมดำ ลมเย็นเยียบโหมพัดออกมาจากภายใน ผู้คุมถอยลึกหายเข้าไปในความมืดของคุกในแล้ว โคมไฟติดผนังที่แกะสลักยันต์แปดเหลี่ยมดับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
หิมะหนาตกบนศีรษะ บนบ่า และในใจของเฉินจี้ ความหนาวพุ่งขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ แผ่ซ่านทั่วกายดุจกระแสน้ำแข็ง
ที่นี่มีผู้วางแผนซ้อนแผนไว้ คอยสกัดผู้คิดบุกคุก เพื่อกวาดล้างภัยร้ายในวันหน้าให้สิ้นคราวเดียว
จะช่วยคนหรือจะหนีไป? นี่คือคำถามชี้เป็นชี้ตาย
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงล้อรถบดถนนหินกังวานจากที่ไกล
เฉินจี้หันศีรษะมอง เห็นขบวนทหารเมืองหลัวภายใต้บังคับบัญชาของจางจัวคุ้มกันเกวียนเสบียง เรียงรายยาวเหยียด ยุ่งเหยิงเป็นสายยาวผ่านไป จนบริเวณใกล้เคียงแออัดจนน้ำไหลไม่ออก
ลูกศรทาบบนสายธนูแล้ว ย้อนกลับไม่ได้แล้ว!
เหลียงโก่วเอ๋อร์กดเสียงต่ำถาม “เจ้าจะไปหรือไม่ไป?”
เฉินจี้หันกลับมามองเหลียงโก่วเอ๋อร์บนหลังคา สายตามืดมัว ไม่อาจเข้าใจ
อาจารย์พูดถูก ยิ่งต้องการพบแสงอาทิตย์เท่าใด รากก็ยิ่งต้องหยั่งลึกลงในดินมืดมิดมากเท่านั้น
หากต้องการทำสิ่งใดให้สำเร็จ ก็ต้องยอมจ่ายราคา
เขาหลับตาลง ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี พูดเสียงเบา “พี่โก่วเอ๋อร์ ข้าเชิญท่านมาก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ ท่านเฝ้าประตูไว้ ข้ารับประกันว่าท่านจะได้พบเจียงหลิวเซียนด้วยจดหมายฉบับนั้น”
เหลียงโก่วเอ๋อร์โกรธจัด “ข้าไม่ใช่เทพเซียน จะสู้องครักษ์เจี่ยฝานมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?”
เฉินจี้หน้าตาสงบนิ่ง “เจียง หลิว เซียน”
เหลียงโก่วเอ๋อร์โกรธอีก “ถ้าเจ้าเข้าไปตอนนี้ จะต้องตายแน่”
เฉินจี้ไม่หันกลับ เดินเข้าคุกในทีละก้าว “ช่างข้าเถิด อย่างไรก็ไม่มีอะไรน่าคาดหวังอีกแล้ว”
เขาก้าวลงบันไดหิน บุกลึกเข้าไปในส่วนลึกของคุกใน
เซ่อเติงเค่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระโดดลงจากหลังคา วิ่งเข้าไปในคุกในพร้อมกับเฉินจี้
ท่ามกลางหิมะหนา บนหลังคาเหลือเพียงเหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์เท่านั้น
เหลียงโก่วเอ๋อร์หมอบซุ่มอยู่บนหลังคา สีหน้าซับซ้อน เห็นเงาบรรดาองครักษ์เจี่ยฝานถาโถมมาจากที่ไกล สะบัดกายหมายจะผละไป “มาวเอ๋อร์ เราหนีกันเถอะ ครานี้อย่าได้เหยียบน้ำขุ่น! เจียงหลิวเซียนอะไรนั่น ข้าไม่เจอแล้วก็ได้!”
แต่ก่อนจะหันกายพ้น เหลียงมาวเอ๋อร์ก็คว้าแขนเขาไว้แน่น เอ่ยเสียงอู้อี้ “พี่ ข้ารู้ว่าความจริงแล้ว พี่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปพบพี่สะใภ้หรือไม่ ไม่ว่าพี่จะไปหรือไม่ไป ข้าก็จะอยู่ข้างพี่ ไม่เป็นไร พี่ค่อยๆ คิด…แต่โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องเป็นคนดีทั้งคู่ พวกเราจะหนีตอนนี้ไม่ได้”
เหลียงโก่วเอ๋อร์พยายามสลัดมือเหลียงมาวเอ๋อร์ด้วยความหงุดหงิด แต่กลับสลัดไม่ออกเลย
เขาพูดอย่างจนใจ “พวกเขาเป็นคนดีแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา? คนที่ตอบแทนบุญคุณของพวกเราด้วยความอาฆาตพยาบาท ตลอดหลายปีมานี้ มันมีน้อยหรือไร?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์งอนิ้วนับอย่างละเอียด “เจียหนิงศกที่ 14 หลี่เซวียนถูกราชสำนักไล่ล่า หนีเข้าเมืองหลัว พ่อเราออกมือช่วย โดนดาบเจ็ดแผล หนึ่งในนั้นตัดเอ็นมือซ้ายขาด หลี่เซวียนคุกเข่ากล่าวกับพ่อเราว่า ติดหนี้ตระกูลเหลียงหนึ่งชีวิต ชาตินี้จะคืนให้แน่”
“แต่ผลลัพธ์ล่ะ? เสนาบดีพิษนั่นตั้งสันนิบาตยุทธภพอะไรก็ไม่รู้ เกณฑ์นักรบทั่วแดน ให้ตำแหน่ง เบิกจ่ายเสบียง มอบที่ดิน เพียงเพราะมีคนแอบบอกหลี่เซวียนว่าเขากับพ่อเราต่างก็ถูกเลือกเป็นหัวหน้าสันนิบาตยุทธภพ เขากลัวพ่อเราจะแย่งตำแหน่ง จึงลอบโจมตีหลังดื่มเหล้า! บาดแผลกระบี่ทั่วร่างยี่สิบแปดแผล ถ้าไม่มียาจากหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน ป่านนี้พ่อเราคงตายไปนานแล้ว!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์จ้องน้องชายของตนด้วยโทสะ “เจียหนิงศกที่ 19 ฤดูใบไม้ร่วง จ้าวโย่วพ่อลูกถูกนิกายหลัวเทียนไล่ล่ามาถึงเมืองหลัว พ่อเราไปหาหัวหน้านิกายเฒ่าเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย จึงช่วยพวกเขาทั้งสองไว้ได้”
“แต่ผลลัพธ์ล่ะ? หลังพ่อเราถูกหลี่เซวียนทำร้ายแล้วไปรับงานคุ้มกัน จ้าวโย่วพ่อลูกเห็นทรัพย์สินจึงเกิดความโลภ แพร่งพรายเรื่องนี้ให้โจรภูเขาไท่ฮัง พ่อเราหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด กลับถึงเมืองหลัวก็เหลือเพียงลมหายใจเดียว! หลายปีมานี้ ข้าฆ่าหลี่เซวียน ฆ่าจ้าวโย่วพ่อลูก ฆ่าโจรภูเขาไท่ฮัง แบกหนี้เลือดท่วมตัว หากข้าบาดเจ็บหรือตาย ศัตรูย้อนมาหาเจ้า เจ้าจะอยู่ได้อย่างไร?”
“มาวเอ๋อร์ ข้าถามเจ้า คนดีในโลกนี้ยังถูกทดแทนคุณด้วยดีหรือไม่?”
“มาวเอ๋อร์ ข้าถามเจ้า ในโลกนี้ยังมีผู้ยอมลุยน้ำร้อนเหยียบไฟสามพันลี้ ขึ้นเขาดาบลงทะเลไฟ เพียงเพื่อส่งจดหมายฉบับหนึ่งและช่วยคนหนึ่ง ด้วยคำมั่นสัญญาเพียงหนึ่งคำหรือไม่?”
เหลียงมาวเอ๋อร์นิ่งเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ย
เหลียงโก่วเอ๋อร์จ้องน้องชายด้วยโทสะ “เจ้าจะหนีหรือไม่? ถ้าไม่หนี ข้าหนีเอง!”
เหลียงมาวเอ๋อร์ค่อยๆ ปล่อยมือ เอ่ยจริงจัง “พี่ พวกเขาเนรคุณเป็นความผิดของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราทำผิด พี่ คำสอนของตระกูลเหลียงคืออะไร?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ชะงักงัน “มาวเอ๋อร์ ยุทธภพไม่ใช่ยุทธภพแบบเดิมแล้ว หลักคิดของยุทธภพถูกผู้คนใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์หักหลังไปแล้ว…”
เหลียงมาวเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนจากสันหลังคา จ้องลงมายังพี่ชาย เอ่ยอย่างจริงจัง “ผู้คนยุทธภพทำกิจยุทธภพ คำพูดต้องเชื่อถือได้ การกระทำต้องมีผล สัญญาที่ให้ไว้ต้องจริงใจ ไม่หวงแหนร่างกาย ยอมตายเพื่อธรรม ไม่ยอมดำรงชีวิตอย่างเลวทราม มองความตายเสมือนกลับบ้าน!”
เหลียงมาวเอ๋อร์เอ่ยต่อ “พี่ ท่านยังจำได้หรือไม่ แปดคำที่พ่อเราพูดกับพี่ก่อนสิ้นใจคืออะไร?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์พึมพำ “สูญเสียตัวตนเพียงครั้ง ทุกสิ่งแตกร้าว…”
เหลียงมาวเอ๋อร์หลับตาลง “พี่ทำไม่ได้”
เมื่อคำพูดจบลง องครักษ์เจี่ยฝานผู้หนึ่ง มือวางทาบดาบเอว เคลื่อนตัวมาถึงหน้าประตูคุกใน พอเขากำลังจะพุ่งเข้าไป เหลียงมาวเอ๋อร์ก็เหยียบสันหลังคา ทะยานพรวดใส่ด้านหลังขององครักษ์เจี่ยฝาน
องครักษ์เจี่ยฝานสัมผัสถึงเงามืดที่โฉบจากด้านหลัง จึงเผลอหันตัวชักดาบ แต่ดาบเพิ่งหลุดจากฝักได้ครึ่ง ตัวเขาก็ถูกเหลียงมาวเอ๋อร์อุ้มยกขึ้นแล้ว
“ไป!”
เหลียงมาวเอ๋อร์ขว้างสุดแรง พลันเหวี่ยงองครักษ์เจี่ยฝานปลิวออกไปหลายจั้ง
เห็นองครักษ์เจี่ยฝานตกกระแทกหิมะ กระเด้งขึ้นแรงแล้วตกซ้ำ ไถลไปอีกสองสามจั้งจึงหยุด งอบบนศีรษะก็ไม่รู้ปลิวหายไปไหน
องครักษ์เจี่ยฝานดิ้นรนลุกจากหิมะ สะบัดศีรษะ มองระยะห่างระหว่างตนกับเหลียงมาวเอ๋อร์ด้วยความไม่อยากเชื่อ ตนถูกเหวี่ยงไกลถึงเพียงนี้เชียว!
เขาเอียงแก้มถ่มเลือดสดคำหนึ่ง เอื้อมมือไปจับคอเสื้อ ค่อยๆ คลายเสื้อฟางกันฝนทิ้งบนหิมะ เผยเสื้อปลาบินสีดำข้างใน บนบ่าปักลายงูหลวงสีแดงเลื้อยยาวจนถึงอก
“ฆ่า!” องครักษ์เจี่ยฝานชักดาบเอว เสียงโลหะเฉือนความหนาว กล้าหาญไม่เกรงตาย เหยียบหิมะพุ่งมา
ขณะเขากำลังกระโจนกลับมา องครักษ์เจี่ยฝานอีกห้าหกคนก็มาถึง หมู่องครักษ์ถอดเสื้อฟางกันฝน ชักดาบพรึ่บ โจมตีใส่เหลียงมาวเอ๋อร์
เมื่อพวกเขาเข้ามาในระยะสิบก้าวของเหลียงมาวเอ๋อร์ บรรดาองครักษ์เจี่ยฝานพร้อมใจกันถอดงอบ เหวี่ยงใส่เหลียงมาวเอ๋อร์ดุจอาวุธลับ
งอบฝ่าม่านหิมะชั้นแล้วชั้นเล่า หมุนวนพุ่งเข้ามา
เหลียงมาวเอ๋อร์พยายามหลบเต็มกำลัง แต่ยังถูกงอบสองใบกรีดแขนกับขา งอบขององครักษ์เจี่ยฝานซ่อนใบมีดไว้ในขอบ กรีดผ่านแห่งหนใดก็ทิ้งรอยเลือด
องครักษ์เจี่ยฝานขยับวง ล้อมเหลียงมาวเอ๋อร์เป็นวงแหวน
เหลียงมาวเอ๋อร์ต่อสู้อย่างไร้แบบแผน รู้เพียงพุ่งชนตรงไปด้วยความกล้าหาญเปิดเผย เขาตบดาบขององครักษ์เจี่ยฝานหลุดมือครั้งแล้วครั้งเล่า คว้าตัวเหวี่ยงกระเด็น แต่ทุกครั้งไม่เคยลงมือเอาชีวิต
แต่ยังได้ยินเขาพึมพำอยู่ในปาก “ผู้คนยุทธภพทำกิจยุทธภพ คำพูดต้องเชื่อถือได้ การกระทำต้องมีผล สัญญาต้อง…”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ย่อมรู้จักน้องชายของตนดีที่สุด มันคือคนใจอ่อน ตอนยังเด็ก ลูกไก่บ้านตายตัวหนึ่งก็ร้องไห้ได้ครึ่งคืน เจ้าตระกูลเหลียงจะฆ่าวัว ไอ้น้องโง่นั่นก็กอดคอวัวพลางว่า ‘ถ้าอยากฆ่าวัวก็ฆ่าข้าก่อน’
คนโง่เช่นนี้ เสียเรี่ยวแรงช้างสารโดยกำเนิดไปเปล่าๆ ต่อให้มีวิชาดาบเทวดา ก็ไม่ลงมือฆ่าคน
เหลียงโก่วเอ๋อร์รำคาญใจ พลิกกายเอนนอนหงายบนสันหลังคา หลับตา ทว่าใกล้หูยังคงก้องเสียงของเหลียงมาวเอ๋อร์ “ยอมตายเพื่อธรรม ไม่ยอมดำรงชีวิตอย่างเลวทราม…”
เมื่อองครักษ์เจี่ยฝานรอบตัวเหลียงมาวเอ๋อร์หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เหลียงโก่วเอ๋อร์ที่เอนอยู่บนหลังคาก็ลุกยืน
“เลิกท่องสักที เลิกท่องสักที!” เขายืนนิ่งบนสันหลังคา ก้มมองน้องชายที่อยู่ไม่ไกล สุดท้ายก็ถอนใจ “ใจอ่อนมือบอบบางถึงเพียงนี้ หากข้าตาย เจ้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร?”
ฉับพลันเมื่อองครักษ์เจี่ยฝานผู้หนึ่งฟันดาบจากด้านหลังใส่เหลียงมาวเอ๋อร์ เหลียงโก่วเอ๋อร์ใช้นิ้วหัวแม่มือสะบัดคางดาบ
เสียง ‘ชิ้ง’ ดังทะลุฟากฟ้า เป็นเสียงดาบออกฝักอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดุจเสียงสะท้อนวิถียุทธภพอันเก่าแก่ ก่อนการก่อเกิดฟ้าดิน!
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยังยืนอยู่บนสันหลังคา แสงดาบสว่างจ้าเส้นหนึ่งตัดขวางฟ้าดิน ข้ามระยะหลายจั้ง ผ่าองครักษ์เจี่ยฝานที่ลอบโจมตีเหลียงมาวเอ๋อร์ออกเป็นสองท่อน แม้แต่ถนนหินใต้หิมะสะสมยังถูกผ่าเป็นรอยแยกลึกเท่าฝ่ามือ
เหนือชั้น! ไร้คู่แข่ง!
องครักษ์เจี่ยฝานร้องระงม “วิชาดาบตระกูลเหลียง!”
วิชาดาบตระกูลเหลียงไร้ท่าไม้ตาย ฝึกเพียงใจดาบให้ถึงขีดสุด
ชั่วลมหายใจเดียว เจตนาฆ่าบริสุทธิ์ที่สุด มิจำต้องพึ่งกลเม็ดกระจ้อยร่อย!
เหลียงมาวเอ๋อร์หันศีรษะไปหาเหลียงโก่วเอ๋อร์ ยิ้มซื่อๆ “พี่ ขอบใจ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เอ่ยอย่างหงุดหงิด “หุบปาก!”
เขากระโดดลงจากหลังคาอย่างเบาหวิว ยืนขวางหน้าเหลียงมาวเอ๋อร์
ในอึดใจถัดมา เหลียงโก่วเอ๋อร์เงยหน้า มองหมู่องครักษ์เจี่ยฝานที่เพิ่งล้อมกรอบ หนาแน่นล้นทะลัก
เขาพูดกับเหลียงมาวเอ๋อร์โดยไม่หันกลับ “มาวเอ๋อร์โง่ ตระกูลเหลียงเราไม่เคยมีใครข้ามขีดจำกัดวิถีเทพได้ พ่อบอกเสมอว่าเรื่องนี้ต้องตกอยู่กับเจ้า หวังว่าพ่อไม่ได้พูดผิด วันนี้จะแสดงให้เจ้าดูว่า วิชาดาบตระกูลเหลียงที่แท้จริงคืออันใด เรียนรู้ได้คือชะตา เรียนรู้ไม่ได้ก็คือชะตา”
เห็นเหลียงโก่วเอ๋อร์เผชิญหน้ากับองครักษ์เจี่ยฝานกว่าร้อยคน เงยหน้าอย่างผึ่งผาย เขาสูดลมหายใจลึก ลมกับหิมะถูกดูดเข้าไปในปาก กลืนฟ้ากลืนดินดุจวาฬเขมือบ
ชักดาบ!
ในชั่วพริบตา แสงดาบส่องสว่างราตรี น้ำตกหิมะเกลียวพลิกกลับ!
บนถนนหินสีเขียวครามหน้าประตูคุกใน ปรากฏรอยแตกยาวหลายจั้ง องครักษ์เจี่ยฝานในระยะหลายจั้งล้วนกลายเป็นวิญญาณผู้ล่วงลับใต้ดาบเล่มนี้
เหลียงโก่วเอ๋อร์มององครักษ์เจี่ยฝานที่ทะยานหลั่งไหลไม่รู้จบรายรอบ หัวเราะกึกก้อง “ผู้ถือดาบรุ่น 14 ของตระกูลเหลียงอยู่นี่แล้ว จงรีบส่งศีรษะของพวกเจ้ามาเสียดีๆ!”
ผู้มองจากวงนอกตบมือหัวเราะอย่างบ้าบิ่น
บ้าบิ่นแล้วอย่างไร? บ้าคลั่งแล้วอย่างไร?
……
……
บนบันไดหินคุกใน เฉินจี้เร่งก้าวลง
ลูกธนูพุ่งแรงแหวกความมืด เฉินจี้เพียงเอนศีรษะเล็กน้อยก็หลบพ้น มือขวาออกทีหลังแต่มาถึงก่อน ควบขนลูกธนูไว้ข้างหู
เห็นเขาหมุนข้อมือขว้างเข้าใส่ความมืด ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญทื่อๆ ตามด้วยฝีเท้าวิ่งหนีฉับไว
เฉินจี้ชักผ้าสีเทาขึ้นปิดหน้าอีกครั้ง เร่งลงบันไดหิน ก้าวสู่ทางเดินคุกใน
ผู้คุมสิบกว่าชีวิตกรูกระหน่ำเข้ามา ทว่าเฉินจี้ไม่ชะงักก้าว พุ่งสวนเข้าหาเหล่าผู้คุม
สองฟากห้องขังยังขังนักโทษของจวนจิ้งอ๋องและตระกูลหลิว แต่ละคนเกาะราวเหล็กร่ำไห้ตะโกน “ช่วยพวกเราด้วย ช่วยพวกเราด้วย!”
เฉินจี้เข้าประชิดผู้คุมในทางเดินแคบ ชั่วพริบตาก็แย่งดาบ ฟาดดาบ ลื่นไหลไร้รอยต่อ!
ผู้คุมสะท้านร้อง “ก่อนฟ้า!”
เฉินจี้สีหน้าเคร่งขรึมดุจน้ำนิ่ง กำดาบก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
ท่ามกลางเสียงสังหารตลอดทางเดิน เซ่อเติงเค่อวิ่งถึงห้องขังที่ชุนหวาถูกคุม กอดนางผ่านราวเหล็ก “อย่ากลัว อย่ากลัว ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”
ชุนหวาบีบริมฝีปากกลั้นสะอื้น “คนโง่ เจ้ามาทำไม เจ้าไม่กลัวตายหรือไร?! พวกเขามีมากนัก รีบไปเสีย!”
เซ่อเติงเค่อรีบปลอบ “ไม่เป็นไร แม้ต้องตายก็ต้องตายด้วยกัน…เจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปช่วย—”
คำยังไม่ทันจบ เขาเงยหน้ามองทางเดิน กลับเห็นผู้คุมสิบกว่าคนนอนกองกับพื้น ไม่ต้องให้เขาช่วยแม้แต่น้อย
เฉินจี้อาบเลือด หอบหายใจหนัก เขาดึงพวงกุญแจจากเอวของผู้คุม ค้นหากุญแจห้องขังอักษรเจี่ยหมายเลขเจ็ด แล้วโยนกุญแจที่เหลือทั้งหมดให้เซ่อเติงเค่อ “เปิดประตูช่วยชุนหวา”
เซ่อเติงเค่อรับกุญแจ มือสั่นระริกขณะสอดกุญแจลงในรูกุญแจ พลางเหลือบมองเฉินจี้ที่วิ่งลึกเข้าไปด้านใน
เฉินจี้เร่งฝีเท้าดุจลม ห้องขังอักษรเจี่ยหมายเลขเจ็ดใกล้เข้ามาทุกขณะ
ครั้นจะถึง เขาหยุดชั่วกะพริบตา เช็ดรอยเลือดบนใบหน้า ก้มตรวจอีกครั้ง พอยืนยันว่าไม่มีใครมองเห็นบาดแผลบนกาย เขาจึงค่อยผ่อนลมหายใจ
แต่พอเฉินจี้มาถึงหน้าประตูห้องขังอักษรเจี่ยหมายเลขเจ็ด เขากลับชะงักงัน ตกตะลึงอยู่ฉับพลัน
เฉินจี้ยืนหน้าประตูห้องขัง ราวเพิ่งผ่านแรงระเบิดอีกระลอก หูอื้ออึงดุจผึ้งบินว่อน
ในห้องขังนี้มีเพียงโอรสอ๋อง ไม่มีไป๋หลี่
เขาเห็นโอรสอ๋องกำลูกกรงเหล็ก ปากขยับเปิดปิด ทว่าเสียงไม่อาจลอดถึง เขาราวจมอยู่ใต้น้ำ ทะเลสาบสีดำข้นหนืดพันรัดแน่น ไม่รู้ว่ากระแสพาไปแห่งหนใด
เฉินจี้ได้สติ เงยหน้าถามเสียงกร้าว “ธิดาอ๋องอยู่ไหน”
โอรสอ๋องก้าวมาชิดประตู เอ่ยว่า “วันนี้ไป๋หลงพานางไปคนเดียว ไม่รู้ว่าพาไปที่ไหน”
“ทำไมถึงพาธิดาอ๋องไปคนเดียว”
“ไม่รู้”
เฉินจี้พลันรู้สึกว่า เรื่องราวช่างเหลวไหลสิ้นดี
ราวกับโชคชะตารู้จักแก้ไขตัวเอง ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ย่อมมีจุดหนึ่งแตกพร่าคอยผุกร่อน แล้วผลักให้ชะตาหวนกลับสู่รางเดิม
ไฟโทสะลุกโชนในอก เขาหันกายก้าวเร่งไปข้างหน้า ถึงหน้าประตูห้องขังอักษรเจี่ยหมายเลขหนึ่ง เห็นจิ้งอ๋องนั่งซูบผอมอยู่ภายใน
เพียงสองวันสั้นๆ อีกฝ่ายกลับดูประหนึ่งจบชีวิตในคุกแห่งนี้แล้ว
จิ้งอ๋องได้ยินฝีเท้า ก็เงยหน้ามองเฉินจี้หน้าประตู เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ในที่สุดเจ้าก็มา”
เฉินจี้กำลูกกรงเหล็กแน่น “ท่านอ๋อง สิ่งที่ท่านคิดกระทำ จำเป็นต้องดึงผู้อื่นลงเหวไปด้วยหรือ ท่านรู้ดีว่าตัวเองจะตาย รู้ว่าจักรพรรดิหนิงจะลงมือกับท่าน เหตุใดจึงไม่ปูทางหนีให้โอรสอ๋องและธิดาอ๋องล่วงหน้า”
จิ้งอ๋องนิ่งเงียบ ไม่เปล่งวาจา
เฉินจี้จึงซักอีก “เป็นท่านใช่หรือไม่ที่สั่งให้ไป๋หลงพาไป๋หลี่ไป ท่านไม่ต้องการให้ข้าออกจากราชวงศ์หนิง จึงเอาชีวิตของไป๋หลี่มาผูกมัดข้าไว้”
ในคุกอันมืดมนชื้นแฉะ เฉินจี้จ้องลึกเข้าดวงตาจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง ท่านเคยพบหลี่ชิงเหนี่ยวใช่หรือไม่ ท่านกับอาจารย์ของข้า และหลี่ชิงเหนี่ยว ร่วมกัน ‘ลักลอบ’ พาข้าลงมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า ฉะนั้นเมื่อท่านกลับเมืองหลัว จึงรีบมาหาข้าเล่นหมากรุก เพื่อชั่งใจว่าข้าเป็นคนเช่นไร”
เสียงของเฉินจี้ค่อยๆ แผ่วลง “แต่เหตุใดท่านต้องเสียสละธิดาอ๋อง นางผิดอันใด เพียงเพราะนางมิใช่ลูกแท้ๆ ของท่าน ท่านจึงโกรธเกลียดนางหรือ”
ขณะนั้น จิ้งอ๋องเอ่ยว่า “เจ้าเดาถูกทุกเรื่อง มีเพียงข้อเดียวที่ผิด ข้าไม่ได้บอกให้ใครพาไป๋หลี่ไป ไป๋หลงรับพระบัญชาลับมาสังหารข้า มิใช่คนของข้า”
เฉินจี้ตะลึงงัน หากไม่ใช่จิ้งอ๋องจัดแจง แล้วเหตุใดไป๋หลงจึงพาไป๋หลี่ไปเพียงลำพัง
เดี๋ยว...
เดี๋ยวก่อน
เฉินจี้ฉุกคิดได้ หยุนหยางเพิ่งพูดคืนนี้ว่า ทางนั้นมีคนหนึ่งที่ทำให้หันถงยอมจำนนได้ ถูกขังอยู่ที่หอขุนนางกรมสืบลับในตรอกหวนจิ่ง
คือไป๋หลี่
กรมสืบลับย่อมรู้ว่า ไป๋หลี่มิใช่ลูกสาวในไส้ของจิ้งอ๋อง
เฉินจี้มองจิ้งอ๋องด้วยความตะลึงปนสะเทือนใจ “เป็นท่านที่แอบปล่อยข่าวให้กรมสืบลับใช่หรือไม่”
จิ้งอ๋องเอ่ยอ่อนแรง “ว่าอย่างไรนะ”
เฉินจี้คำรามด้วยโทสะ “ท่านอ๋อง เป็นท่านใช่หรือไม่ที่เปิดเผยกับกรมสืบลับว่า ไป๋หลี่เป็นลูกสาวในไส้ของหันถง? ท่านยังรู้ว่าด้วยไป๋หลี่ สามารถล่อหันถง ผู้ยากจะจับกุมตัว ให้เผยตัวออกมา เรื่องนี้มีเพียงท่าน หยุนเฟย และหันถงเท่านั้นที่ทราบ ท่านกำลังจะตาย จึงคิดลากนิกายหลัวเทียนลงหลุมไปพร้อมกันสินะ”
จิ้งอ๋องนิ่งเงียบ
เฉินจี้พร่ำต่อ “...พวกท่านไม่มีหัวใจเลยหรือ ผู้คนบนโลกนี้ เลือดเย็นกันทั้งสิ้นเลยหรือ”
จิ้งอ๋องจ้องเขาอย่างเงียบงัน ผ่านไปนานจึงเอ่ยเนิบช้า “เฉินจี้ ราชวงศ์จิ่งและราชวงศ์หนิงขัดแย้งกันมาพันปี ประชาชนทนความวุ่นวายไม่ไหว ข้าต้องการบรรลุหลายเป้าหมายเกินไป แต่เวลากลับไม่เอื้ออำนวย ข้าไม่ทันกวาดล้างโรคเรื้อรังของราชวงศ์หนิง และไม่ทันรวบรวมกองพลทหารม้าเพื่อผนึกแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ตอนอายุ 21 ข้าเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้มุ่งมั่น ตอนอายุ 45 ข้าเป็นเพียงนักโทษป่วยหนักสิ้นหวัง ข้าไม่มีเวลาแล้ว เฉินจี้ บางสิ่ง ต้องมีคนไปทำ...”
จิ้งอ๋องเอ่ยแผ่ว “นิกายหลัวเทียนลอบครอบงำการขนส่งทางน้ำ หลายปีมานี้ลักพาตัวเด็กสตรีนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าคุ้มครองโจรสลัดใหญ่อยู่กี่กลุ่ม หากปล่อยให้สมคบกับราชวงศ์จิ่ง แอบตัดเส้นทางเสบียงของราชวงศ์หนิงในคราวคับขัน ทุกอย่างย่อมจบสิ้น นิกายหลัวเทียนต้องถูกกำจัด”
เฉินจี้สีหน้ามืดครึ้มลงจนสุด “ท่านอ๋อง หากไป๋หลี่รู้ว่าท่านขายนาง นางจะคิดเช่นไร...ไม่สิ ท่านฝากฝังธิดากับข้าไว้ชัดแจ้ง เท่ากับว่าท่านไม่คิดให้นางตายจริง ย่อมต้องมีแผนสำรองอีกแน่…แผนสำรองของท่าน คือสิ่งใดกัน”
ขณะนั้น เซ่อเติงเค่อจูงมือชุนหวาวิ่งกรูมา “ไปเร็ว! ไม่ทันแล้ว ถ้าไม่ไปตอนนี้ จะไปไม่ได้จริงๆ”
เซ่อเติงเค่อลากเฉินจี้ออกไปด้านนอก เฉินจี้คำราม “พวกท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ เหตุใดจึงลักลอบพาข้าลงมา?”
จิ้งอ๋องถอนหายใจอยู่ในห้องขัง “เฉินจี้ โลกนี้ไม่ควรมีเทพเซียน...ก็ไม่ควรมีสี่สิบเก้าชั้นฟ้า ขอโทษ”
เฉินจี้กำลังจะพุ่งไปซักถามอีกครา ทว่าเฉียบพลันกลับพบว่า กระแสน้ำแข็งอันดุร้ายพล่านทะลักจากห้องขังอักษรเจี่ยหมายเลขหนึ่ง มโหฬารและน่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าของจิ้งเฟย หยุนเฟย ยิ่งกว่าทุกครั้งก่อนหน้า ยิ่งกว่าน้ำแข็งของคุกในทั้งปวง
จนหายใจไม่ออก
อ๋องผู้กุมอำนาจเต็มแห่งราชวงศ์หนิง สิ้นบุญแล้ว
อีกฝ่ายมิได้ให้โอกาสเขาซักถาม อ๋องผู้ครองดินแดนรุ่นหนึ่งยอมดับชีพในห้องขังมืดมนนี้โดยสมัครใจ
เฉินจี้พลันฉุกคิดวาบ ตลอดสามปีที่ผ่านมา จิ้งอ๋องคำนวณอนาคตทุกลมหายใจ กระทั่งความตายของตนเองก็ลิขิตไว้แล้ว
เหตุที่อีกฝ่ายฝืนทนมาจนยามนี้ ก็เพื่อกักเก็บกระแสน้ำแข็งไว้ให้เขา
ไม่ทันครุ่นคิด เขาชักกุญแจเปิดห้องขัง กระชากโอรสอ๋องวิ่งออกไปด้านนอก
โอรสอ๋องตะโกน “เฉินจี้ ช่วยพ่อข้าด้วย เขายังอยู่ข้างใน”
เฉินจี้ไม่ตอบ เพียงลากโอรสอ๋องวิ่งฝ่าไปข้างหน้า ผ่านทางเดินยาวอึมครึม ทะลุผ่านคุกออกไป
เมื่อมาถึงพื้นดิน เซ่อเติงเค่อตกใจสุดขีด
เห็นแต่ศพนับร้อยขององครักษ์เจี่ยฝานเกลื่อนพื้นหิมะ เลือดสีแดงก่ำกลายเป็นไอกรุ่นกลางคืนเหมันต์ ค่อยๆ ละลายหิมะเป็นหย่อม
ท่ามกลางผืนหิมะ เหลียงมาวเอ๋อร์น้ำตาไหลพราก คอยพยุงเหลียงโก่วเอ๋อร์ เห็นเหลียงโก่วเอ๋อร์ยืนค้ำดาบด้วยมือซ้าย ตั้งตระหง่านเสมอฟ้า
เพียงแต่ เบื้องหลังของเหลียงโก่วเอ๋อร์มีรอยเลือดเฉียงจากไหล่จรดหลังเอว
แขนขวา...ว่างเปล่า
เฉินจี้เอ่ยอย่างลังเล “พี่โก่วเอ๋อร์ ท่าน...”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยิ้มบาง “ให้ตายสิ ในองครักษ์เจี่ยฝานซ่อนสิงกวนไว้ไม่น้อย เรือล่มในท่อระบายน้ำ เส้นตูหม่ายขาด ต่อจากนี้คงจับดาบไม่ได้แล้ว...ก็ดีเหมือนกัน วิชาดาบนี้ทำร้ายตระกูลเหลียงมาสิบกว่ารุ่น สูญไปก็ช่างเถอะ”
เฉินจี้มองเขาอย่างตะลึง คำของหวังต้าวเซิ่งย้อนสะท้อนก้องหู ผู้คนบนโลกโดยมาก แลเห็นแต่ได้เสียภายนอก หาแลเห็นได้เสียในใจตนไม่ เจ้าเจ็บปวดเพราะในใจขาดหายไปหนึ่งชิ้น
เขาหลบสายตา “ขอบคุณพี่โก่วเอ๋อร์”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หอบระรัว เอ่ยเสียงแหบ “อย่าเสแสร้งกับข้า ข้าไม่ชอบคบคนไม่เลือกวิธีการอย่างเจ้า ต่อไปเจอกันในยุทธภพอย่ารู้จักกันอีก อย่าได้พบกันอีก เจ้ากับข้าแต่เดิมไม่ใช่สหาย ต่อไปก็ไม่ใช่ เซ่อเติงเค่อ ข้าขอเตือน เจ้าอย่าไปคบคนแบบนี้ ไม่เช่นนั้น วันใดเขาขายเจ้าทิ้ง เจ้าก็ยังไม่รู้ตัว”
เซ่อเติงเค่อรีบคัดค้าน “พี่โก่วเอ๋อร์ เฉินจี้เขาไม่ใช่...”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ตัดบท “เขากำลังจะเป็นแล้ว คนเราเปลี่ยนได้แค่ชั่วข้ามเส้น จากนั้นก็จะเดินต่อไปตามทาง ไม่มีวันวกหัวกลับได้อีก”
เฉินจี้ปวดหน่วงอัดแน่นในอก ไม่เอ่ยคำอธิบาย เพียงชักขวดเครื่องลายครามสีขาวจากอก โยนให้เหลียงมาวเอ๋อร์ “ยาจากหอเต๋าภูเขาหวง”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เอ่ยจริงจัง “ต่อไปเจ้าเป็นหนี้ชีวิตเราพี่น้องหนึ่งชีวิต หากวันใดเหลียงมาวเอ๋อร์มีเรื่อง ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะต้องขึ้นภูเขาดาบ ลงทะเลไฟ เจ้าก็ต้องคืนชีวิตนี้”
เฉินจี้ “ได้”
ขณะนี้ เสียงกีบม้าดังก้องมาจากที่ไกล
เฉินจี้กวาดตามองทุกคน “พี่เซ่อ หลังจากนี้ท่านพาโอรสอ๋องดำเนินการตามแผน จะมีคนส่งพวกท่านออกจากเมืองหลัว”
เซ่อเติงเค่อหันมาด้วยแววประหลาดใจ “แล้วเจ้าล่ะ? ไม่ไปราชวงศ์จิ่งกับพวกเราหรือ ถ้าอยู่ที่นี่เจ้าไม่รอดแน่”
เฉินจี้สูดลมหายใจลึก “ข้าไปไม่ได้แล้ว พอยังมีเรื่องต้องทำ”
เซ่อเติงเค่อเตรียมจะแย้มปากพูดบางสิ่ง
กลับเห็นเฉินจี้ถอยหลังไปอย่างเดียวดาย ถอยทีละก้าวสู่ความมืดมิด “มีคนเคยบอกข้าว่า ผู้ที่ละทิ้งสิ่งใดไม่ได้ ย่อมเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้ ขอโทษทุกท่าน ที่ทำให้พวกท่านต้องเสี่ยงภัย ข้าเฉินจี้ติดหนี้ชีวิตพวกท่าน การจากกันครานี้ ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด หรือบางทีอาจไม่ได้พบกันแล้ว ไปถึงราชวงศ์จิ่งเมื่อไร หากพวกท่านได้ดื่มร่วมกัน ช่วยดื่มแทนข้าหนึ่งอึก ดูแลตัวเองด้วย...ต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วพบกันใหม่”
พูดจบ เฉินจี้ก็หันกาย วิ่งฝ่าค่ำคืนมืดอย่างบ้าคลั่ง
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0486
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น