ตอนที่ 0049 สามอันดับบนสุด
จินจูมองมายังเฉินจี้ ยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “อัครเสนาบดีฝ่ายในวางอุบายไว้แยบยล ท่านรู้ดีว่าหยุนหยางกับเจียวถู่นั้นทำการใดๆ ก็ยากจะสำเร็จ กลับถนัดแต่ทำให้เสียการ จึงรับสั่งให้ข้าคอยแอบตามประกบ รอให้พวกเขาพลาดท่าตกหลุมตื้นเมื่อใด ก็ให้รีบเข้ามาแทนที่ทันที ยามนี้กรมข่าวกรองกับตระกูลหลิวคงคิดไม่ถึงว่าข้าอยู่ในเมืองหลัวแล้ว นับเป็นโอกาสอันดีที่จะ...ลอบจับกุมพวกเขา”
เฉินจี้พลันรู้สึกถึงภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้น เสนาบดีฝ่ายในผู้นี้ ช่างมีความคิดลึกซึ้งรอบคอบยิ่งนัก
ที่แท้หยุนหยางกับเจียวถู่เป็นเพียงหมากที่ถูกผลักออกมาพรางสายตาเท่านั้น เมื่อทั้งสองพลาดท่า ศัตรูย่อมหย่อนยานเพราะชัยชนะชั่วครู่ ยามนั้นจินจูจึงค่อยเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่ลับ ย่อมได้ผลสำเร็จแน่นอน
เกรงว่าการเลื่อนยศหยุนหยางกับเจียวถู่ให้เป็นสิบสองนักษัตรเมื่อครึ่งปีก่อน ก็เพื่อวินาทีนี้นี่เอง!
แม้กระทั่งคนของตัวเองยังคิดคำนวณได้โหดเหี้ยมเช่นนี้ ก็ไม่แปลกที่คนภายนอกจะเรียกท่านว่า ‘เสนาบดีพิษ’!
เฉินจี้ประนมมือคารวะ “ท่านจินจู ข้ามิใช่คนของกรมสืบลับ ขอท่านอย่าได้เปิดเผยความลับแก่ข้าเลย”
จินจูเดินเข้ามาหา จับมือเฉินจี้ไว้อย่างสนิทสนม ยิ้มกว้างเต็มหน้า “แน่นอนว่าต้องบอกเจ้า ข้ายังหวังให้เจ้าเข้ามาร่วมกรมสืบลับ ช่วยข้าสร้างความดีความชอบเลย! อ้อ ยังไม่ได้บอกข่าวดีกับเจ้าสินะ อัครเสนาบดีฝ่ายในมีบัญชา อนุมัติเป็นการพิเศษ ให้เจ้าเข้าร่วมกรมสืบลับได้ ต่อจากนี้พวกเราก็เป็นสหายร่วมงานกันแล้ว ด้วยสติปัญญาของเจ้า ย่อมก้าวหน้ารุ่งเรืองแน่นอน”
มือของเฉินจี้ถูกฝ่ามืออ้วนใหญ่ของจินจูจับไว้แน่น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก่อนจะรีบกล่าวอย่างถ่อมตัว “ท่านจินจูชมเกินไปแล้ว ข้ามีฝีมือที่ไหนกัน”
“มีแน่นอน!” จินจูกล่าวชื่นชม “ข้าเคยคิดว่าหยุนหยางคงพลาดท่าให้โจวเฉิงอี้ เพียงวันเดียวก็ต้องระเห็จหนีออกจากเมืองหลัวอย่างอับอาย แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาไม่เพียงหาหลักฐานเอาผิดได้ กระทั่งยังปักหลักตรึงหลิวเสินหยูไว้แน่นหนา หรือแม้แต่เรื่องท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิวแกล้งตายก็ยังสืบออกมาได้ ตอนนั้นข้ายังสงสัยอยู่ สองคนนี้ฆ่าแกงเก่งจริง แต่มีฝีมือด้านอื่นตั้งแต่เมื่อไรกัน? ภายหลังข้าจึงเข้าใจ ที่แท้เป็นเพราะเจ้านี่เอง!”
“มิใช่ข้า” เฉินจี้ส่ายหน้า “ท่านจินจู ข้าเป็นเพียงเด็กฝึกโรงยาเท่านั้น”
“อย่าถ่อมตัวไปเลย หลินเฉาชิงได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดแก่อัครเสนาบดีฝ่ายในแล้ว เมิ่งจีก็รายงานเรื่องสอบสวนเจ้าในความฝันให้ท่านทราบ สองเรื่องนี้ประกอบกัน ความจริงย่อมปรากฏชัด”
เฉินจี้เข้าใจในทันที ถึงว่าจินจูตรงมาหาตน ที่แท้เสนาบดีฝ่ายในรู้ถึงการมีอยู่ของตนแล้ว
เขาถามด้วยความอยากรู้ “ข้าได้ยินท่านหยุนหยางกล่าวว่า การคัดเลือกหน่วยสืบลับนั้นเข้มงวดยิ่ง”
จินจูยิ้มพลางตบบ่าเขา “คำพูดนั้นไม่ผิดหรอก แต่เจ้าแสดงฝีมือโดดเด่นในคดีหลิวเสินหยู ทำให้อัครเสนาบดีฝ่ายในเกิดใจรักคนเก่ง ย่อมอนุโลมเป็นกรณีพิเศษ”
“เข้าร่วมกรมสืบลับมีประโยชน์อันใดบ้าง? ค่าจ้างเป็นอย่างไร?” เฉินจี้ถาม
“ค่าจ้าง?” จินจูหัวเราะฮ่าๆ “ระดับนกกระจอกได้บำเหน็จปีละยี่สิบสี่ตำลึงเงิน ระดับไก่ฟ้ายี่สิบหกตำลึง พอถึงระดับนกพิราบ บำเหน็จปีละยี่สิบแปดตำลึงเงิน ยามนั้นเจ้าก็นั่งเสมอหน้าเสมอตากับเจ้าอำเภอใหญ่ได้แล้ว ถ้าเลื่อนถึงเหยี่ยวทะเล (ไห่ตงชิง) ยิ่งไม่ธรรมดา แม้แต่เจ้าเมืองทั่วไปเจอเจ้า ก็ยังต้องนับหน้าถือตา เจ้ารู้หรือไม่ เหยี่ยวทะเลเป็นยังไง? มันดุร้ายโดยสันดาน หากหิวเมื่อใด สิ่งใดบนฟ้ามันก็จะจู่โจม”
“แล้วสิบสองนักษัตรล่ะ?” เฉินจี้ถามต่อ
“เจ้าอยากเป็นสิบสองนักษัตรหรือ?” จินจูมองสำรวจเฉินจี้ด้วยความสนใจ แต่ปากยังพูดต่อ “สิบสองนักษัตรย่อมเหนือกว่าเหยี่ยวทะเลอยู่บ้าง ถือป้ายบัญชา เจอเรื่องใดก็ฟันก่อนทูลทีหลังได้...เพียงแต่ในหมู่สิบสองนักษัตรเองก็มีความแตกต่าง”
“อย่างไร?”
“สิบสองนักษัตรแบ่งเป็นเจี่ย อี่ ปิ่ง ติง ติงสามก็คือ หนู กระต่าย แพะ”
เฉินจี้นึกในใจ ที่แท้หยุนหยาง (แพะเมฆา) กับเจียวถู่ (กระต่ายผ่อง) มีสถานะต่ำที่สุดในบรรดาสิบสองนักษัตร
จินจูพูดต่อ “ถัดมาคือปิ่งสาม ปัจจุบันคือจินจู (สุกรทอง) เป่าโหว (ลิงมณี) เมิ่งจี (ไก่ฝัน)”
“แล้วอี่สามล่ะ?”
“ซือโก่ว (ศพสุนัข) ซานหนิว (กระทิงภูเขา) เสวียนสือ (งูดำ)”
“เจี่ยสามล่ะ?”
จินจูยิ้มกล่าว “เจี่ยสามนั้นร้ายกาจยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สามอันดับบน’ แน่นหนาดุจเหล็กหล่อ ‘เก้าอันดับล่าง’ ผันแปรดังสายน้ำ หลายปีมานี้นักษัตรอื่นๆ แทบทุกตำแหน่งเปลี่ยนคนไปแล้ว มีเพียงสามอันดับบนเท่านั้นที่ยืนหยัดดุจหุ่นล้มลุก ไม่เคยทำพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยเปลี่ยนคน”
“สามคนนั้นก็คือ ไป๋หลง (มังกรขาว) เทียนหม่า (อาชานภา) ปิ้งหู่ (เสือป่วย)!”
“อำนาจของสามอันดับบนย่อมต่างจากพวกเรา พวกเรายังต้องรายงานต่อท่านอู๋ซิ่ว แล้วให้ท่านส่งต่อ แต่สามอันดับบนกลับรายงานตรงต่ออัครเสนาบดีฝ่ายใน สิ่งที่พวกเขาจะทำ กำลังทำอะไรอยู่ ก็มิใช่สิ่งที่พวกเราจะสอบถามได้ หากมีคำสั่ง เก้าอันดับล่างต้องเชื่อฟังสามอันดับบนโดยไม่มีข้อแม้”
โรงยาเงียบสงบลง ถึงตอนนี้เฉินจี้จึงเกิดภาพรวมอันสมบูรณ์เกี่ยวกับกรมสืบลับ
จินจูไม่พูดอีก ถอดงอบวางไว้บนโต๊ะบัญชี ปล่อยให้เฉินจี้ขบคิดเนื้อหาเหล่านี้
เฉินจี้ครุ่นคิดอย่างรวดเร็วในบรรยากาศสงบนิ่ง เหตุใดอีกฝ่ายจึงพูดกับตนมากมายเช่นนี้? เพราะไร้เล่ห์เหลี่ยมหรือ ไม่หรอก
หากอีกฝ่ายไร้เล่ห์เหลี่ยม ก็คงไม่อดทนรอจนถึงเวลานี้จึงคอยปรากฏตัว
สุกรทองอะไรกัน เขาเป็นพวกแกล้งโง่เขลาเพื่อรอเขมือบเสือต่างหาก
เฉินจี้ถาม “ขอถามหน่อย...ท่านหยุนหยางกับท่านเจียวถู่ไปที่ใดแล้ว”
จินจูหัวเราะร่วน “แต่เดิมต้องคุมตัวกลับเมืองหลวงรอการลงโทษ แต่พอคำสั่งอัครเสนาบดีฝ่ายในมาถึง ก็ไม่ต้องกลับเมืองหลวงแล้ว เนรเทศไปหลิ่งหนานได้เลย”
เฉินจี้ส่ายศีรษะ “ท่านจินจู ข้าขอไม่เข้ากรมสืบลับได้หรือไม่ แม้แต่ท่านหยุนหยางและท่านเจียวถู่ที่เก่งกาจเพียงนั้น ก็ยังต้องติดคุกติดตะราง ชะตาข้าคงไม่ดีไปกว่าพวกเขาแน่...”
“วางใจเถิด ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง”
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกก็ดังมาจากลานหลัง
เฉินจี้หันไปมองลานหลังวูบหนึ่ง พอหันกลับมา จินจูก็หายวับไปแล้ว!
เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป เห็นร่างอ้วนท้วนของจินจูปรากฏอยู่บนคานเพดานแล้ว นั่งหมอบนิ่งไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย!
เฉินจี้ “...”
จินจูผู้นี้ พอมีลมหวนต้นหญ้าไหว ก็หนีไวยิ่งกว่าใครเพื่อนเสียอีก!
จินจูหรี่ตาเล็กน้อยบนคานเพดาน ท่าทางระแวดระวังดุจเผชิญศัตรูเอก พลางเอ่ยเสียงแผ่ว “เจ้าหนุ่ม ออกไปดูหน่อย”
...
...
บนกำแพงลานหลัง ศีรษะของไป๋หลี่โผล่ออกมาจากด้านหลัง ส่ายหน้ามองสำรวจลานอย่างระมัดระวัง พอเห็นเฉินจี้ก็ทอดถอนใจทันที
นางคิดว่าวันนี้ออกมาดึก รอให้เฉินจี้หลับไปแล้วจะได้ประหยัดค่าผ่านทางสักก้อน แต่ไม่นึกว่าเด็กฝึกโรงยาคนนี้จะไม่หลับไม่นอนเสียอย่างนั้น!
ไป๋หลี่เกาะกำแพงมองเฉินจี้ ถามด้วยความสงสัย “นี่ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เจ้ามานั่งทำอะไรในลาน?”
เฉินจี้ตอบหน้าตาเฉย “เก็บค่าผ่านทางไงล่ะ”
ไป๋หลี่ยิ่งโมโห นางกระโดดข้ามกำแพง ไต่บันไดลงมา หน้ามุ่ยหยิบเหรียญเงินสี่เหรียญออกจากถุงผ้า กระแทกใส่ฝ่ามือเฉินจี้แรงๆ “เจ้าอย่าใช้ชื่อเฉินจี้เลย ไปเปลี่ยนเป็นเฉินใจดำเถอะ!”
“หือ ทำไมเป็นสี่เหรียญ?” เฉินจี้งุนงง
ขณะนั้นเอง ศีรษะอีกหนึ่งโผล่ขึ้นมาบนหัวกำแพง เป็นเด็กสาวที่ไม่คุ้นหน้า
ไป๋หลี่โบกมือเรียกนาง “หลิงยุ่น ข้างในมีบันได ไต่บันไดลงมาเถอะ”
เห็นเด็กสาวสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม ปักปิ่นหยกสีเขียวบนศีรษะ แต่งกายคล้ายบุรุษ กระโดดเข้ามาในลานอย่างคล่องแคล่ว
โอรสอ๋องกับสามเถรน้อยตามมาติดๆ
เด็กสาวชื่อหลิงยุ่นมองเหรียญเงินสี่เหรียญในฝ่ามือเฉินจี้ แล้วถามอย่างแปลกใจ “นี่คือ?”
ไป๋หลี่อธิบาย “ค่าผ่านทางให้เขาไงล่ะ”
“ค่าผ่านทาง?” จูหลิงยุ่นชะงักไป พูดออกมาโดยไม่ทันคิด “โรงยาหลวงก็เป็นของจวนอ๋องเรานี่ เขาก็แค่เด็กฝึกโรงยาที่จวนอ๋องเลี้ยงไว้ ทำไมต้องจ่ายค่าผ่านทางให้เขาด้วย”
เฉินจี้หันไปถามไป๋หลี่ “นี่คือ?”
“นี่น้องสาวข้า จูหลิงยุ่น” ไป๋หลี่แนะนำพลางยิ้ม “นางไม่ค่อยได้ออกจากจวนมาก่อน คราวนี้ข้าพานางออกมาเที่ยวเล่นหน่อย เจ้าอย่าไปถือสาอะไรที่นางพูดเลย นางยังยึดติดเรื่องชนชั้นวรรณะอยู่บ้าง”
จูหลิงยุ่นอุทานอย่างตกใจ “ไป๋หลี่ เจ้าไปสุภาพกับพวกบ่าวรับใช้ทำไม!”
ใบหน้าเล็กๆ ของไป๋หลี่กลายเป็นบึ้งตึง “บ่าวรับใช้…บ่าวเบิ่วอะไรกัน ท่านพ่อตักเตือนพวกเราเสมอว่า อย่าถือตัวจองหอง เจ้าไปเอาแบบอย่างแม่เจ้ามาทำไม?”
จูหลิงยุ่นก็ไม่พอใจเช่นกัน “เจ้ากลับมาโกรธข้าเพราะคนนอกเนี่ยนะ? แล้วท่านแม่ข้าผิดตรงไหน!”
ไป๋หลี่ไม่ยืดเยื้อ “ขอโทษซะ สิ่งที่ท่านพ่อสอนพวกเรา เจ้าลืมหมดแล้วรึไง!”
“ทำไมข้าต้องขอโทษ เขาก็แค่บ่าวรับใช้เองนะ!” จูหลิงยุ่นไม่ยอม
โอรสอ๋องกับสามเถรน้อยที่ยืนดูอยู่ รีบเข้ามาห้ามปราม “อย่าทะเลาะกันเลย อย่าทะเลาะกันเลย มีอะไรต้องทะเลาะกันด้วย...หลิงยุ่น เจ้าไม่ควรพูดถึงเฉินจี้แบบนั้น”
จูหลิงยุ่นเบิกตาอัลมอนด์กลมโต มองโอรสอ๋องอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่…ท่านก็เข้าข้างไป๋หลี่อีกคนหรือ!?”
โอรสอ๋องนิ่งเงียบครู่หนึ่ง “ข้าไม่ได้เข้าข้างใคร แค่พูดไปตามเรื่องตามราว ลืมแล้วหรือ ตอนอยู่สำนักตงหลิน โอรสอ๋องฝู จูอวี้น่ะ จองหองวางท่าใหญ่โตทุกวัน สุดท้ายก็ถูกพวกอาจารย์ไล่ออก เจ้าอย่าไปถูกพวกนักปราชญ์ที่สำนักตงหลินยกยอนานเข้า จนลืมคำสั่งสอนของท่านพ่อเสียล่ะ”
จูหลิงยุ่นน้ำตาคลอเบ้า นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปปีนบันไดกลับจวนอ๋อง “พวกท่านไปเที่ยวกันเถอะ ข้าไม่ไปแล้ว!”
เฉินจี้นิ่งเงียบตั้งแต่ต้นจนจบ...
โอรสอ๋องถอนหายใจ หันมามองเฉินจี้ “ต้องขอโทษด้วย ให้เจ้ามาเห็นเรื่องน่าขันพวกนี้ ความจริงแล้วหลิงยุ่นเป็นคนดี แค่อารมณ์แปรปรวนไปหน่อย”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร”
เขาคืนเหรียญเงินหนึ่งเหรียญแก่ไป๋หลี่ ไป๋หลี่อุทานอย่างประหลาดใจ “เงินที่ได้ไปแล้ว ยังคายออกมาได้ด้วยหรือ”
“เงินที่ไม่ควรได้ ข้าไม่เอา”
โอรสอ๋องชูนิ้วโป้ง “มีหลักการ!”
เฉินจี้กลับไปยังห้องนอนรวม ตบไหล่เหลียงมาวเอ๋อร์เบาๆ “ชวนพี่ชายเจ้าไปดื่มกับโอรสอ๋องเถิด อย่าลืมล่ะ พอไปถึงตรอกชุดแดงแล้วกินให้เต็มคราบหน่อย”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้นนั่ง ดวงตาเป็นประกาย “ดื่มเหล้าหรือ? ดื่มที่ไหน?”
เฉินจี้ “...”
เหลียงมาวเอ๋อร์ “...”
ครั้นคนพวกเขาจากไป โรงยากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
จินจูร่อนลงมาจากคานเพดานตัวเบาหวิว มองเฉินจี้อย่างสอดส่าย “ดูเหมือนเจ้าจะสนิทกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋องไป๋หลี่ทีเดียว”
“ไม่ถึงขั้นสนิทสนม” เฉินจี้ส่ายหน้า
จินจูยิ้มหน้าบาน “คำพูดที่ธิดาอ๋องไป๋หลี่ปกป้องเจ้าเมื่อครู่ ข้าได้ยินหมดแล้วนะ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ยอมให้โต้แย้ง “หนุ่มน้อย เข้ากรมสืบลับของข้ามีแต่ประโยชน์ ติดตามอัครเสนาบดีฝ่ายในทำงานมีแต่รุ่งกับรุ่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือหน่วยสืบลับแล้ว ข้าขอมอบภารกิจแรกให้เจ้าเลย จงติดตามโอรสอ๋อง ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาต้องรายงานให้ข้าทราบ วันนี้ขอตัวก่อน”
เฉินจี้ยืนอยู่ในความมืดสลัวของโรงยา จ้องมองแผ่นหลังของจินจูที่จากไป พลางรับคำแผ่วเบา “ขอรับ ท่านจินจู”
เมื่อประตูโรงยาปิดลงอย่างเงียบเชียบ เขากลับไปลานหลัง หยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมา
ในคืนฤดูใบไม้ร่วงอันเย็นสบายนี้ เขาพับแขนเสื้อขึ้น ขูดน้ำค้างบนกำแพงอย่างตั้งอกตั้งใจ
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น