ตอนที่ 0115 ดูแต่ความวุ่นวาย
“สอบสวนเดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
“สอบสวนเดี๋ยวนี้เลย!”
ไกลออกไป เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ แผดเผาอรุณรุ่งแดงฉาน ใกล้ๆ คือสายน้ำดำขลับดั่งหมึก
จินจูเปลี่ยนจากสีหน้ายิ้มแย้มทุกวัน หันมาจ้องเฉินจี้ในแม่น้ำด้วยแววตาดุดัน แล้วกล่าวเสียงขรึม “วันนี้ตระกูลหลิวซุ่มโจมตีข้า หากเทียนหม่าไม่มาทัน ข้าคงตายบนสะพานไปแล้ว ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร?!”
พูดจบ จินจูไม่สนคำสบถของผู้ดูแลหยวน กระทืบมือเท้าอีกฝ่ายจนหัก ย่ำกระดูกคอกระดูกแขนจนแหลกละเอียด แล้วจึงถอนหายใจยาวออกมา
คืนนี้เขาคิดจริงๆ ว่าตัวเองต้องตายแน่
เฉินจี้เหยียบก้อนกรวดใต้เท้า ค่อยๆ ลุยน้ำขึ้นฝั่ง “ใต้เท้าจินจูคงไม่สงสัยข้ากระมัง? หากข้าเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง จะสู้ตายสู้เป็นตามมาทำไม หากไม่มีข้าถ่วงเวลาไว้ ท่านคงจับเขาได้ไม่ง่ายเช่นนี้”
“สมมติว่าเจ้าทั้งคู่ร่วมมือกันเล่นละครล่ะ?” จินจูกล่าวอย่างดุดัน “วันนี้ตระกูลหลิวซุ่มโจมตีบนสะพาน ส่วนเจ้ากลับสลับหน้ากากก่อนขึ้นสะพานพอดี ข้ามีเหตุผลให้สงสัยว่า เจ้ารู้ล่วงหน้าว่าสะพานโบตั๋นมีอันตราย”
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ใต้เท้า ความคิดเรื่องสลับหน้ากากนั้น มิใช่ข้าเป็นผู้เสนอ อีกอย่าง หากข้าเป็นพวกเดียวกับโจรราชวงศ์จิ่ง หรือพวกตระกูลหลิวจริง ข้าควรขึ้นสะพานไปพร้อมท่านต่างหาก คนที่พวกเขาต้องการฆ่าคือท่าน มิใช่ข้า”
จินจูชะงักไป
ใช่แล้ว หากเฉินจี้เป็นโจรราชวงศ์จิ่ง ขึ้นสะพานกลับไม่มีอันตราย
แต่จินจูใจแข็ง “วันนี้ข้าไม่เชื่อใครทั้งนั้น! เจ้าอย่าโทษที่ข้าระแวง ใครรอดตายมาก็ย่อมสงสัยคนรอบข้างไปหมด ยังคงคำเดิม หากข้าสงสัยผิด จะหาทางชดเชยเอง”
พูดจบ เขาหันไปมองเมิ่งจี “สอบ สอบเสร็จแล้วจะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร!”
เมิ่งจีมองดูหาดโคลนที่เต็มไปด้วยโคลนเลน มองหญ้าแห้งระเกะระกะ ยกมือเป็นรูปดอกกล้วยไม้พัดหน้าจมูก กล่าวอย่างรังเกียจ “จำเป็นต้องสอบเดี๋ยวนี้เลยหรือ? หาที่สะอาดกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือ?”
จินจูไม่อยากรอแม้แต่ชั่วครู่ เขาถอดพวงเงินตราวัดจากข้อมือซ้ายยื่นออกไป “สอบ!”
เมิ่งจีรับเงินตราวัดมา พินิจพิจารณาอักษรที่สลักบนลูกประคำอย่างถี่ถ้วน จึงสวมไว้ที่ข้อมือ ยิ้มหน้าบานแล้วกล่าว “แหม ราคานี้พอให้ข้าใช้ฝันชั้นเจี่ยได้เลย เถ้าแก่จินจูใจกว้างจริงๆ คุมกระเป๋าเงินกรมสืบลับของเรา น้ำมันย่อมหนาแน่นอน”
พูดจบ เขายกชายเสื้อ นั่งขัดสมาธิลงกับพื้น ค่อยๆ กัดปลายนิ้ว ใช้เลือดสดวาดอักขระคาถา แล้วห่อผมของผู้ดูแลหยวนด้วยกระดาษยันต์กลืนเข้าปาก
กระดาษยันต์ก้อนนั้นราวกับไข่ไก่ เฉินจี้เห็นมันไหลลงคอหอยของเมิ่งจี แล้วดวงตาของเมิ่งจีก็เหลือกขึ้นทันใด เหลือแต่ตาขาว
ผู้ดูแลหยวนที่นอนคว่ำอยู่กับพื้นหยุดสบถกึก ดวงตาเหลือบขึ้นเหมือนเมิ่งจีไม่มีผิด เหลือแต่ตาขาว
จินจูถามตรงไปตรงมา “เจ้ามีตำแหน่งหน้าที่อะไร?”
ผู้ดูแลหยวนตอบด้วยดวงตาไร้ประกาย “ข้าคือสือเฉาคนใหม่ ฉายา ‘ซิน’ สังกัดเสนาธิการทหารลู่กวนอู้แห่งราชวงศ์จิ่ง แฝงตัวด้วยฐานะผู้ดูแลหอไป๋ลู่ ควบคุมกิจการทั้งหมดในเมืองหลัว”
จินจูถามเสียงต่ำ “พวกเจ้าติดต่อกับตระกูลหลิวอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไร? และติดต่อได้อย่างไร?”
ผู้ดูแลหยวนตอบ “เมื่อวานซืน จางกั่วเอ๋อร์ของตระกูลหลิวมาเยือนหอไป๋ลู่ อีกฝ่ายบอกว่ามีคนลอบเข้าจวนตระกูลหลิวโดยไม่มีใครรู้ วางกระดาษแผ่นหนึ่ง เปิดโปงตัวตนของพวกท่าน และให้หลิวหมิงเสี่ยนมาสอบถามข้าโดยตรง”
จินจูเปลี่ยนสีหน้า เขาเหลือบมองเฉินจี้แวบหนึ่ง แล้วถามเสียงเคร่งขรึม “ตระกูลหลิวบอกหรือไม่ว่าใครเป็นคนวางกระดาษ?”
ผู้ดูแลหยวนตอบอย่างสงบ “ตระกูลหลิวเองก็ไม่รู้”
“ตระกูลหลิวเองก็ไม่รู้? จวนใหญ่ตระกูลหลิวรักษาการณ์แน่นหนาขนาดนั้น ถูกคนลอบเข้ายังไม่รู้ได้อย่างไร” จินจูอุทานด้วยความตกใจ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่?”
คราวนี้ผู้ดูแลหยวนกลับลังเลชั่วครู่ “น่าจะเป็นหัวหน้ากรม มีเพียงหัวหน้ากรมเท่านั้นที่เก่งกาจถึงเพียงนี้”
จินจูสีหน้าเคร่งเครียด หัวหน้ากรมข่าวกรองมาถึงเมืองหลัวแล้วหรือ?
เขาถามเสียงหนักแน่น “หัวหน้ากรมคือใคร? อยู่ที่ไหน?”
“ไม่ทราบ หัวหน้ากรมมีตัวตนลึกลับ ท่านติดต่อข้าได้ฝ่ายเดียว ข้าติดต่อท่านไม่ได้”
จินจูมองผู้ดูแลหยวน แล้วมองเฉินจี้ เด็กฝึกโรงยาคนนี้ย่อมไม่มีฝีมือลอบเข้าจวนตระกูลหลิวแน่...
เขาถามขึ้นทันใด “เจ้าควบคุมกิจการเมืองหลัว ย่อมรู้จักสายลับทุกคน ข้าขอถามเจ้า รู้จักเฉินจี้หรือไม่?”
ผู้ดูแลหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เฉินจี้คือใคร?”
“ก็เด็กหนุ่มที่ไล่ฆ่าเจ้าเมื่อครู่ไง!”
“ไม่รู้จัก”
จินจูไม่ยอมแพ้ “เขาไม่ใช่สายลับราชวงศ์จิ่งของพวกเจ้าหรือ?”
“ไม่ใช่”
จินจูนิ่งอึ้ง
ตัวเขาสงสัยอยู่ทุกวัน ว่าเฉินจี้เป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง แต่หากแม้แต่สือเฉาแห่งกรมข่าวกรองที่ควบคุมกิจการเมืองหลัวยังบอกว่าเฉินจี้ไม่ใช่ แล้วตนจะสงสัยไปทำไม?
......
......
ใต้ร่มเงาต้นหลิวริมแม่น้ำ เฒ่าเหยาอุ้มอูหยุนไว้ในอ้อมแขน มองคันดินริมน้ำด้านล่างอย่างเงียบงัน
อูหยุนรู้สึกงุนงง “เฉินจี้ไล่ฆ่าผู้ดูแลหยวนราวกับเอาชีวิตเข้าแลกเลย พวกเขาดูไม่มีความแค้นกันนี่?”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย้ย “เจ้าหนุ่มนี่คงจับตาโสมในคลังเขาอยู่แปดส่วน...คนดีคนไหนกันที่อยากได้โสมจากร้านยา ถึงขั้นหลอกผู้ดูแลออกมาฆ่าเชียว?”
แต่ขณะนั้นเอง
เฒ่าเหยาครุ่นคิดชั่วครู่ “เดี๋ยวก่อน เขาให้เจ้าส่งกระดาษไปตระกูลหลิวเขียนว่า ‘หัวหน้ากรมเป็นตัวปลอม สืบได้จากผู้ดูแลหอไป๋ลู่’ อันที่จริง แค่เขาเขียนว่า ‘หัวหน้ากรมเป็นตัวปลอม’ ก็พอจะทำร้ายจินจูได้แล้ว จะลากผู้ดูแลหอไป๋ลู่เข้ามาพัวพันด้วยทำไม?”
อูหยุนพูดขึ้น “เรื่องนี้ข้ารู้!”
“อ้อ?”
อูหยุนอธิบายว่า “เฉินจี้บอกว่าจินจูขี้ระแวง เขาต้องหาพยานมายืนยันว่าตนเอง ‘ไม่ใช่สายลับราชวงศ์จิ่ง’ และผู้เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นพยาน ก็คือผู้ดูแลหยวนแห่งหอไป๋ลู่นั่นเอง”
เฒ่าเหยานิ่งเงียบ
ใช่แล้ว จะมีพยานใดอีกที่น่าเชื่อถือยิ่งกว่าสือเฉาแห่งกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง?
เฉินจี้เป็นสายลับราชวงศ์จิ่งหรือไม่? เป็น
ผู้ดูแลหยวนแห่งหอไป๋ลู่รู้ตัวตนของเฉินจี้หรือไม่? เขาไม่รู้จริงๆ
มิน่าเล่า เฉินจี้ถึงได้ไล่ตามผู้ดูแลหยวนราวกับเอาชีวิตเข้าแลก นี่คือความกลัวว่าพยานของตนจะหนีไปเสีย
เฒ่าเหยาหัวเราะพลางกล่าว “เฉินจี้คิดแผนการไว้แยบยลทีเดียว แต่เขาคงนึกไม่ถึงว่า เจ้าหนุ่มจินจูจะขี้ระแวงได้ถึงขั้นไหน รอดูต่อไปก็แล้วกัน”
......
......
ยามนี้ จินจูเอามือไพล่หลัง เดินวนไปมารอบตัวผู้ดูแลหยวน “มันจะไม่ใช่ได้อย่างไร? นี่ เมิ่งจี ฝันของเจ้าเชื่อถือได้แน่หรือ?”
เมิ่งจีค่อยๆ ลืมตา เอ่ยคำเย้ยหยัน “หากท่านสงสัย ก็อย่าเชิญข้ามาแต่แรกเลย เชิญข้ามาแล้วกลับไม่เชื่อ หมายความว่ากระไร? แม้แต่ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในยังไม่เคยกังขาในตัวข้า ท่านเก่งกาจยิ่งกว่าใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในหรือ?”
จินจูกล่าวอย่างหงุดหงิด “ไม่ต้องสนใจมากนัก สอบสวนเฉินจี้ต่อเลย!”
เมิ่งจีเสยผมข้างหูเรียบร้อย “ท่านคิดดีแล้วหรือ? เจ้าหนุ่มคนนี้น่ะ ข้าเคยสอบสวนมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนั้นก็ยืนยันแล้วว่าเขาไม่ใช่สายลับราชวงศ์จิ่ง ข้าว่าท่านควรเลิกนิสัยขี้ระแวงเสียที อย่าเสียเงินเปล่าเลย”
จินจูถอดเงินตราวัดอีกพวงหนึ่งจากข้อมือขวา “สอบสวนต่อ!”
เมิ่งจีร้องเสียงยาว “โอ้โห ไม่คิดจะเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้าแล้วหรือ? เพื่อสอบสวนเด็กฝึกโรงยาคนเดียว ถึงกับควักเงินก้นถุงออกมาทั้งหมด?”
เฉินจี้ขมวดคิ้วกล่าว “ใต้เท้าจินจู แม้แต่สือเฉาแห่งราชวงศ์จิ่งยังบอกว่าข้าไม่ใช่สายลับ ท่านยังสงสัยข้าอีกหรือ? หรือว่าต้องใส่ร้ายป้ายสีข้าให้ได้ถึงจะพอใจ?”
จินจูยิ้มเยาะ “ทองแท้ไม่กลัวไฟลน หากเจ้าไม่มีพิรุธจริง ก็ตัดผมมาสักปอยให้เมิ่งจีพิสูจน์ความบริสุทธิ์เถิด”
พูดจบก็ยื่นดาบสั้นให้เฉินจี้
กลางสายน้ำ เทียนหม่ายืนตระหง่านบนหัวเรือ เพ่งมองมายังฝั่งอย่างเยือกเย็น เฉินจี้กับจินจูประสานสายตากันนาน ในที่สุดก็รับดาบสั้นมาตัดผมตนเองออกมาปอยหนึ่ง
เมิ่งจีวาดยันต์ใหม่ ใช้กระดาษยันต์ห่อผมของเฉินจี้แล้วกลืนลงคอ
ชั่วพริบตาถัดมา เฉินจี้เริ่มถูกความง่วงงุนถาโถม
ในความมึนงง เฉินจี้กลับมาอยู่ในห้องหนังสือจวนโจวอีกครั้ง
พรึบ! เตาไฟยี่สิบหกดวงในร่างกายของเขา ลุกโชนขึ้นพร้อมกัน
เฉินจี้จำได้ว่าครั้งก่อน ตนฟื้นคืนสติด้วยวิธีนี้ ครานี้ก็ได้แต่เสี่ยงเดิมพัน หวังว่าจะได้ผลเช่นเดิม
เดี๋ยวก่อน
เฉินจี้รู้สึกแปลกใจทันใด ครั้งนี้เขามิได้สูญเสียสติสัมปชัญญะเลยสักนิด
เขายังจำได้ว่าตนคือเฉินจี้ จำได้ว่ากำลังถูกสอบสวนอยู่ ครั้งก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้สักหน่อย!
ท่ามกลางแดนฝัน เสียงกึกก้องดุจระฆังทอง แทงทะลุฟากฟ้าดังลงมา “เจ้าเป็นสายลับราชวงศ์จิ่งหรือไม่?”
เฉินจี้ตอบ “ไม่ใช่”
“เจ้าเป็นคนส่งกระดาษให้ตระกูลหลิวหรือไม่”
“ไม่ใช่”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครส่งกระดาษให้ตระกูลหลิว”
“ไม่รู้”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า ตระกูลหลิวจะวางกับดักคืนนี้”
“ไม่รู้”
จินจูนิ่งเงียบ หยุดซักถามต่อ
เฉินจี้ประหลาดใจยิ่งนักในใจ นี่มันแปลกเหลือเกิน ตนคิดว่าหมดหนทางแล้ว จำเป็นต้องเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลก แต่กลับกลายเป็นว่า ตนไม่ถูกมัดมือชกด้วยแดนฝันแห่งนี้เลย
เพราะครั้งก่อนตนเคยฝ่าฝันนี้มาแล้ว จึงไม่ถูกเมิ่งจีควบคุมอีกต่อไปหรือ?
หรือว่ามีเหตุอื่นแอบแฝง?
ได้ยินเสียงจินจูจากนอกแดนฝันถามขึ้นอีก “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ใครเป็นคนใช้อาวุธไฟระเบิดข้าครั้งก่อน?”
เฉินจี้ตอบ “ไม่รู้”
จินจูกล่าว “เอาละ ไม่มีอะไรต้องสอบสวนแล้ว”
ถึงตอนนี้ เมิ่งจีจึงย่างกรายเข้ามาในห้องหนังสือจวนโจว ถามด้วยน้ำเสียงขบขัน “เจ้าหนุ่ม เจ้าโชคดีมาจากไหน ถึงได้รับความโปรดปรานจากใต้เท้าท่านนั้น?”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “ใคร?”
เมิ่งจีชะงักงัน “ช่างเป็นคนมีวาสนาจริงๆ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง น่าเบื่อ”
แดนฝันสลายวูบวาบ โลกของจวนโจวค่อยๆ จางหายไป เฉินจี้ได้ยินเสียงน้ำไหลของแม่น้ำหลัวอีกครั้ง มองเห็นแสงไฟที่ส่ายไหวอยู่ไกลๆ
เขามองไปยังเมิ่งจีโดยไม่รู้ตัว กลับเห็นอีกฝ่ายไม่ได้มองมาทางตน เพียงลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นบนตัว กล่าวอย่างไม่รีบร้อน “พอเถิด ที่ต้องถามก็ถามจบแล้ว ข้ากลับเมืองไคเฟิงได้หรือยัง? ในวันถัดไป คณะอิงไห่จะมาตั้งโรงแสดงที่เมืองไคเฟิง กล่าวกันว่าจะเล่นเรื่องตำนานภูเขาซี ข้าไม่อยากพลาดเลย”
จินจูนิ่งเงียบไปนาน “ได้ ทำเจ้าลำบากแล้ว”
เมิ่งจีกล่าวเหยียดหยาม “กรมสืบลับของเรายังไม่เคยจับสายลับระดับสือเฉาได้เลย บุญหล่นทับท่านชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว ทำไมยังทำหน้าบูดบึ้งอยู่อีก? ช่างน่าเบื่อ! ข้าขอตัว!”
พูดจบ เขามองเฉินจี้อย่างมีนัยลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนหันหลังเดินขึ้นไปบนคันดิน
ใต้ร่มเงาต้นหลิวต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลออกไป เฒ่าเหยาหัวเราะพลางลูบศีรษะอูหยุน “ดูละครสนุกจบแล้ว พวกเราก็กลับบ้านกันเถอะ”
อูหยุนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง “อาจารย์ ท่านแค่มาดูละครสนุกจริงหรือ?”
“ไม่งั้นจะเป็นอะไรได้?”
“ข้านึกว่าท่านจะช่วยเขาเสียอีก......”
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “ข้าจะไปช่วยเขาทำไมกัน? แก่ปูนนี้แล้ว ไม่อยากยุ่งกับเรื่องวุ่นวายของเขาหรอก!”
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0235
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น