ตอนที่ 0116 เสียน้อยได้มาก
“กลองชุดแรกดัง หุงข้าวรบ กลองชุดสองดัง รัดเกราะรบ กลองชุดสามดัง ชักดาบออกฝัก กลองชุดสี่ดัง ปะทะข้าศึก การรุกการถอยฟังบัญชา ฝ่าฝืนคำสั่งหนีดาบไม่พ้น ทหารทั้งหมดกลับค่ายตามคำสั่งข้า!”
เฉินจี้เงยหน้ามอง เห็นเพียงแผ่นหลังในชุดคลุมสีน้ำตาลนั้น ฮัมเพลงแผ่วเบาพลางก้าวขึ้นคันน้ำทีละก้าว ลับหายไปหลังทิวแถวต้นหลิวที่เรียงราย
อีกฝ่ายมาอย่างเร่งรีบ จากไปอย่างเร่งรีบ
ดุจตัวเอกบนเวทีละคร เมื่อแสดงฉากเด่นของตนจบลง ก็ถอยกลับสู่ความมืดนอกเวที
ครั้งนี้ เฉินจี้เตรียมใจใช้เตาไฟในร่างต้านทานแดนฝัน ถึงขั้นคิดจะดึงเมิ่งจีย้อนกลับเข้าไปในขุนเขาขจีของซวนหยวน
หากเรื่องแดงขึ้นมา เขาอาจถูกจับขังคุกใน หากได้โอกาสถูกเนรเทศ เขาจะทุ่มเทฝึกเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ที่แดนเนรเทศ ครั้นกลับสู่จงหยวน จะใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว ไล่สังหารเหล่าสุนัขทรยศพวกนี้ให้สิ้น!
แน่นอนว่า เขาอาจไม่ได้โอกาสถูกเนรเทศ เมื่อนั้นก็จะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ หวังจะได้รับการลดหย่อนโทษบ้าง
ก่อนเข้าแดนฝัน เฉินจี้คิดถึงความเป็นไปได้นานาประการ
แต่เขาไม่นึกเลยว่า เมิ่งจีจะช่วยไหลไปตามน้ำ
เฉินจี้ไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายจากเมิ่งจี เขาเพียงสัมผัสได้ว่า ยามอีกฝ่ายมองมา...มีแววอิจฉาริษยาอยู่บ้าง
เขาหวนนึกถึงคำพูดของเมิ่งจีที่ว่า ‘ได้รับความโปรดปรานจากใต้เท้าท่านนั้น’ แล้วก็พลันตระหนักว่า มีผู้สั่งการให้เมิ่งจีงดสอบสวนตน
ใครกัน?
ผู้ใดมีอำนาจสั่งการเมิ่งจีได้?
เฉินจี้มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
ระหว่างนี้ จินจูขัดจังหวะภวังค์ความคิดของเขา คารวะอย่างจริงใจแล้วกล่าวว่า “พี่น้อง ก่อนหน้านี้เกิดความเข้าใจผิดมากมาย ขอเจ้าอภัยให้ด้วย ข้าเคยให้คำมั่นไว้ หากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าได้ ทางนี้จะหาทางชดเชยให้สมน้ำสมเนื้อ ต่อจากนี้ไป หากมีสิ่งใดที่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือ เพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าไม่มีวันปฏิเสธเด็ดขาด”
เขาพูดพลางเตรียมจะคว้ามือขวาเฉินจี้อย่างกระตือรือร้น ทว่าเฉินจี้กลับถอยหลังอย่างสงบ “ใต้เท้า ข้าขอลาออกจากกรมสืบลับ”
จินจูรีบยิ้มแย้ม ก้าวตามไปอีกก้าว “ทำไมถึงคิดจะออกจากกรมสืบลับเล่า? กรมสืบลับของเรา มีเบี้ยหวัดสูงกว่าขุนนางระดับเดียวกันถึงเท่าตัว...”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ชีวิตไม่เหลือ เก็บเงินไว้ทำไม?”
จินจูรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “เรื่องนี้จบลงแล้ว ข้าจะทูลใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในถึงความดีความชอบของเจ้า คราวนี้ต้องขอพระราชทานเคล็ดวิชาฝึกตนสำเร็จแน่นอน หากทะลุขั้นแสวงเต๋าก่อนวัยสามสิบหก อายุยืนร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องยาก!”
เฉินจี้ถอยหลังเป็นก้าวที่สอง “ใต้เท้า ครั้งก่อนท่านให้คำมั่นว่า จะประทานเคล็ดวิชาฝึกตน แต่ข้าเสี่ยงชีวิตจนถึงที่สุด ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเคล็ดวิชา เหล่าคนใหญ่คนโตในกรมสืบลับ หน้ามือเป็นหลัง หลังมือเป็นหน้า ข้ารับไม่ไหว”
จินจูก้าวตามอีกก้าว “รอเจ้าได้เป็นนักษัตรเสียก่อน มีบรรดาศักดิ์ขั้น 5 แห่งราชวงศ์หนิง วิชามารเล็กมารน้อยทั่วไป จะแตะต้องเจ้าไม่ได้อีก ดูอย่างจางกั่วเอ๋อร์ คนธรรมดาย่อมหวั่นเกรง แต่สิ่งโสโครกที่มันเลี้ยงไว้ แม้แต่จะเข้าใกล้ตัวข้ายังไม่ได้เลย!”
เฉินจี้กำลังจะถอยก้าวที่สาม จินจูฉวยจังหวะคว้าไว้ได้ทัน “อย่าถอยเลย อย่าถอยเลย คราวนี้ต่อให้ข้าต้องคุกเข่านิ่งหน้าหอเจี่ยฝาน ข้าก็จะคุกเข่าขอเคล็ดวิชาฝึกตนมาให้เจ้าให้ได้!”
เฉินจี้นิ่งเงียบไปนาน
ยามนี้ ท่าทีของจินจูพลิกผันราวฟ้ากับดิน ไม่เอ่ยคำขู่ขวัญอีกต่อไป
จินจูถามเสียงหนักแน่น “ตกลงไหม? ข้าขอเคล็ดวิชาฝึกตนมาให้เจ้า แลกกับการล้างบางความบาดหมางในอดีตให้สิ้น”
เฉินจี้เงยหน้า “ตกลง”
พริบตานั้น ทั่วทั้งสากลพิภพ เสมือนเงียบงันไปชั่วอึดใจ แม้กระทั่งเปลวเพลิงที่พุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าแต่ไกล ก็ราวกับหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
จินจูผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก แม้กระทั่งกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก
ไม่รู้เพราะเหตุใด เฉินจี้พลันรู้สึกว่า จินจูมีท่าทีปลดปล่อย ราวกับปลดเปลื้องภาระใหญ่ในชีวิตได้สำเร็จ
จินจูยิ้มกว้างตบบ่าเฉินจี้ “ต่อจากนี้ ชีวิตเจ้ามีค่ายิ่งกว่าชีวิตข้าเสียอีก วางใจเถิด ผู้ใดคิดทำเจ้าลำบาก ก็เท่ากับมาขัดใจข้าด้วย”
พูดไปพลางถอนใจอย่างซาบซึ้ง “พี่น้อง อย่าถือสาที่ข้าหวาดระแวง แล้วข้าแพ้ไม่ได้อีกแล้วจริงๆ”
เฉินจี้ขมวดคิ้วงุนงง “ใต้เท้า นั่นหมายความว่าอย่างไร?”
จินจูยิ้มอย่างลึกลับ “ภายหน้าเจ้าจะเข้าใจเอง”
ฟ้าสว่างแล้ว
เฉินจี้มองเห็นผู้คนบนคันน้ำเริ่มทวีจำนวน ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงหิ้วถังไม้บรรจุน้ำเต็ม วิ่งตรงเข้าทะเลเพลิง ทว่าเปลวไฟลุกลามไปแล้ว มังกรเพลิงดุร้ายนั้น จะไม่หยุดยั้งจนกว่าจะเผาผลาญทั่วย่านนี้จนราบเป็นหน้ากลอง
จินจูยืนริมฝั่งน้ำ ถอนใจอย่างเศร้าสลด “คราวนี้ราษฎรผู้บริสุทธิ์ต้องประสบเคราะห์กรรมไปมาก มิใช่สิ่งที่ข้าปรารถนาเลย”
เฉินจี้เหลือบตามองเขา “ใต้เท้า หากไม่มีการปะทะกันระหว่างกรมสืบลับกับตระกูลหลิว ก็คงไม่มีไฟนรกครั้งนี้”
จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “เฉินจี้ ข้าขอถามเจ้า ไฟไหม้ครั้งเดียวทำให้ร้อยกว่าครัวเรือนประสบภัย แต่หากไม่กำจัดตระกูลหลิว ปล่อยให้พวกมันครองอำนาจในแคว้นยู่ ยึดครองที่นา ปกปิดที่ดินต่อไป จะมีกี่ครัวเรือนที่ต้องประสบเคราะห์?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ใต้เท้าไม่ต้องมากล่าวเรื่องเหล่านี้กับข้า ข้าไม่อยากทำความเข้าใจกับหลักการใหญ่โต”
“แล้วแต่เจ้าเถิด”
จินจูหันไปมองกลางแม่น้ำ เห็นเรือหลังคาผ้าใบดำลำหนึ่ง เห็นเทียนหม่าในชุดขาวบริสุทธิ์ยืนนิ่ง
ยามเช้า ณ แม่น้ำเย็นเยือกในฤดูใบไม้ร่วง หมอกบางๆ กำลังลอยคลอเคลียผิวน้ำ
เทียนหม่ายืนอยู่ท่ามกลางม่านหมอก ดุจเซียนผู้สงบนิ่งถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์
จินจูตะโกนเสียงดัง “ไม่ต้องสนใจข้าแล้ว ไปจับหลิวหมิงเสี่ยนเถิด”
เทียนหม่ายืนนิ่งตรงหัวเรือ เพียงใช้มือแสดงภาษาใบ้สองสามท่า จินจูก็ตอบกลับด้วยภาษามือเช่นกัน จากนั้น เรือหลังคาดำค่อยๆ หันหัวแล่นเข้าสู่ม่านหมอกหนาทึบ
ทุกอย่างเงียบสงบ
เฉินจี้มองด้วยความประหลาดใจ “ใต้เท้าจินจู หรือว่าใต้เท้าเทียนหม่าจะ…?”
จินจูจ้องแผ่นหลังเทียนหม่าที่ห่างไกลออกไป กล่าวเสียงแผ่ว “เขาได้ยิน เพียงแต่เป็นโรคใบ้ตั้งแต่เด็ก พูดไม่ได้ ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในเชิญหมอหลวงมาตรวจรักษาผลัดเปลี่ยนกัน ลองใช้สมุนไพรแล้ว ฝังเข็มก็ลองแล้ว ล้วนรักษาไม่หาย”
เฉินจี้ถาม “อาจารย์ข้าเคยรักษาให้เขาหรือไม่?”
จินจูกล่าว “หมอหลวงเหยาก็เคยตรวจรักษาเทียนหม่า แต่หมอหลวงเหยาแค่มองเขาแวบเดียว ไม่แม้แต่จะจับชีพจร ก็หันหลังเดินจากไป ข้าถามว่าเป็นอันใด หมอหลวงเหยาตอบว่า ปากเทียนหม่าไม่มีปัญหา พูดไม่ได้เพราะเป็นโรคใจ”
“โรคใจ?”
จินจูหัวเราะเยาะตนเอง “ฮึ กรมสืบลับของข้ามีแต่คนพิกลพิการ บ้างร่างกายบกพร่อง บ้างจิตใจบกพร่อง”
เฉินจี้ถามด้วยความอยากรู้ “ใต้เท้าจินจูบกพร่องสิ่งใด?”
จินจูมองข้อมือทั้งสองที่ว่างเปล่า ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “ตอนนี้ข้าบกพร่องเงินทองยิ่งนัก”
เฉินจี้ถามต่อทันใด “ใต้เท้า จับหลิวหมิงเสี่ยนได้หรือยัง?”
“ไม่ทัน เหล่าผู้ฝึกวิชาของตระกูลหลิว รวมถึงทหารเกราะช้าง ล้วนสู้เอาเป็นเอาตาย ช่วยปกป้องจนเขาหนีรอดไปได้”
“นี่เป็นโอกาสดียิ่ง”
จินจูมองไปทางสะพานโบตั๋นพลางยิ้มเย็น “เขาหนีไปไหนไม่พ้น คราวนี้ ต่อให้กรมสืบลับต้องค้นเมืองหลัวจนกระเพาะปลิ้น ก็จะตามหาเขาให้เจอ หลายปีมานี้ หลิวหมิงเสี่ยนเป็นผู้คุมตระกูลหลิว ขอเพียงจับเขาได้ ตระกูลหลิวก็จบสิ้น”
......
......
บนถนนสายใหญ่นอกเมืองหลัว รถม้าคันหนึ่งห้อตะบึง สายลมพัดผืนม่านปลิวไสว ล้อไม้บดถนนหิน ส่งเสียงกุกกักดังลั่น
หลิวหมิงเสี่ยนเปิดม่านรถ ใบหน้าซีดขาว ร้อนรนรีบเร่ง “เร็ว! กลับคฤหาสน์ตระกูลหลิว ให้คนไปค่ายใหญ่เอี่ยนซือเรียกทหารเกราะช้างทั้งหมดมา พวกองครักษ์เจี่ยฝานจะต้องมาล้อมคฤหาสน์ตระกูลหลิวแน่!”
คนขับรถไม่ตอบ รถม้าก็มิได้มุ่งหน้าไปทางใต้
หลิวหมิงเสี่ยนตวาดถาม “นี่มิใช่ทางกลับคฤหาสน์ตระกูลหลิว! เจ้าจะพาข้าไปที่ใด?”
คนขับรถกล่าวเรียบเรื่อย “คุณชายรอง พ่อท่านสั่งไว้ก่อนแล้ว หากเรื่องของท่านแดงขึ้นมา ให้พาท่านไปพบเขาที่สุสานบรรพชนทันที ยามนี้ พ่อท่านคงรออยู่ที่สุสานแล้วขอรับ”
หลิวหมิงเสี่ยนผ่อนลมหายใจโล่งอก “ที่แท้เป็นการจัดแจงของท่านพ่อ...มีท่านพ่ออยู่ก็สบายใจ!”
เขาทรุดตัวนั่งในรถ ขมับเต้นตุบๆ ด้วยอาการปวดระบม
ครองอำนาจมาแปดปี ตัวเขาในแคว้นยู่นี้ ประดุจจักรพรรดิก็มิปาน
เขาคิดว่าตนสามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ได้แล้ว ไม่คิดว่าท้ายที่สุด ยังต้องเชิญบิดาออกจากหุบเขา
รถม้าวนเวียนขึ้นภูเขาเป่ยหมางทางเหนือเมืองหลัว
เมื่อหลิวหมิงเสี่ยนมาถึงสุสานบรรพชนที่แผ่นหินจารึกตั้งเรียงราวป่า ก็เห็นหลิวกุ่นสวมชุดไว้ทุกข์ขาวป่าน ศีรษะคาดผ้าขาว คุกเข่านิ่งหน้าหลุมศพผู้เฒ่าหลิว เผากระดาษเงินกระดาษทองปึกหนึ่ง
หลิวหมิงเสี่ยนร้อนรนเอ่ย “ท่านพ่อ...”
หลิวกุ่นกล่าวเสียงเบา “เจ้าก็มาคุกเข่าสิ เผากระดาษเงินกระดาษทองให้ปู่เจ้าบ้าง”
น้ำเสียงสงบราบเรียบราวกับมีพลังดลใจให้นิ่งสงบ
หลิวหมิงเสี่ยนคุกเข่าข้างๆ อย่างไม่เต็มใจนัก รับปึกกระดาษเหลืองจากมือองครักษ์ โยนทั้งหมดลงกองไฟในรวดเดียว
หลิวกุ่นกล่าวเนิบช้า “ตอนเจ้ายังเล็ก ปู่เจ้ารักเจ้ามากที่สุด แม้เจ้าจะเอาดาวบนฟ้า เขาคงต้องหาทางเอามาให้เจ้าสักดวง”
สีหน้าหลิวหมิงเสี่ยนชะงักงัน
หลิวกุ่นกล่าวต่อ “ข้าบอกว่า ให้เจ้าไปรับราชการที่เมืองหลวง เปิดหูเปิดตาบ้าง แต่ปู่เจ้าไม่อยากให้เจ้าไปรับความอัปยศที่เมืองหลวง ยืนกรานให้เจ้าอยู่ข้างกาย…...เป็นผู้ตรวจการแคว้นยู่มาแปดปี เจ้ารู้หรือไม่ว่า ตัวเองพ่ายแพ้ตรงไหน? เจ้ากับอาหญิงเจ้าต่างแพ้ที่สายตาคับแคบ”
เสนาบดีอาวุโสหลิวเงยหน้ามองภูเขามืดมัวในม่านหมอกบาง พลางทอดถอนใจ “โลกในสายตาอาหญิงเจ้า เล็กเท่าเมล็ดงา มีเพียงสามตำหนักหกวังในพระราชวังต้องห้าม โลกในสายตาเจ้า มีเพียงแคว้นยู่แคว้นเดียว...พวกเจ้าจะชนะได้อย่างไร?”
หลิวหมิงเสี่ยนตะลึงงัน
เสนาบดีอาวุโสหลิวค่อยๆ ลุกยืน ปัดฝุ่นตรงเข่าแล้วกล่าว “มาเดินหมากกับข้ากระดานหนึ่งเถิด ดูเหมือนเราสองพ่อลูกจะไม่ได้ประลองหมากกันนานแล้ว”
องครักษ์ปูเสื่อ ยกโต๊ะมาตั้ง จัดหมากลงกระดาน
เสนาบดีอาวุโสหลิวนั่งคุกเข่าบนเสื่อวางหมาก เปิดด้วยกลม้าเล็กรักษามุม เพียงสามสิบสองตาก็บีบหลิวหมิงเสี่ยนให้ต้องครุ่นคิดหนัก ไม่รู้จะวางตาไหน
ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่า หมากขาวในมือดุจสถานการณ์ตระกูลหลิว ประหนึ่งถูกกระหนาบซ้ายขวา ซุ่มโจมตีทั้งสี่ทิศ!
บนภูเขาเป่ยหมางนี้ ราวกับกลองรบดังกึกก้อง หรือราวกับมีผู้ดีดสายพิณลั่นพรวด แผ่จิตสังหารเอ่อล้นท่วมท้น!
“ลังเลหรือ?” เสนาบดีอาวุโสหลิวถอนใจ
หลิวหมิงเสี่ยนกัดฟัน “ท่านพ่อ หมากข้านี้หมดทางรอดแล้ว”
เสนาบดีอาวุโสหลิวชี้ไปที่ตำแหน่ง ‘หู่’ บนกระดาน “วางตรงนี้ สละน้อยเพื่อมาก ยังพอดิ้นรนต่อไปได้”
หลิวหมิงเสี่ยนเงยหน้าขึ้นทันควัน “ท่านพ่อ!”
วินาทีถัดมา คอของเขาถูกรัดแน่นจากข้างหลัง บีบจนหายใจไม่ออก
หลิวหมิงเสี่ยนดิ้นรนเตะกระดานหมากคว่ำ พูดไม่ออกสักคำ
ใบหน้าคล้ำเขียว ดวงตาเบิกค้างดุจตาปลาตาย จ้องมองเสนาบดีอาวุโสหลิวแน่นิ่ง ราวกับจะถามถึงเหตุผล
เสนาบดีอาวุโสหลิวเก็บหมากบนพื้นทีละเม็ด ใส่กลับกระบุงหมาก กล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์ “อาเสี่ยน ผู้ที่อยากปกป้องเจ้ามากที่สุด เจ้ากลับฆ่าเขาด้วยมือตนเองไปแล้ว”
กล่าวจบ เขาลุกขึ้นยืน ถอดชุดป่านขาวกับหมวกไว้ทุกข์ ย่างก้าวดุจเสือมังกรลงเขา “นำศพทรชนผู้นี้ไปมอบให้จินจู แจ้งไปว่า ลูกอกตัญญูนี่หมกมุ่นสังหารโจรราชวงศ์จิ่ง จนเกือบก่อหายนะ กลัวโทษจึงผูกคอตายในบ้าน”
“นายท่าน กรมสืบลับคงไม่เชื่อ”
เสนาบดีอาวุโสหลิวไม่แม้หันหน้ากลับ “เชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ”
หลิวหมิงเสี่ยนในยามใกล้ดับมอด เห็นนักฆ่าชุดเทาจากค่ายใหญ่เอี่ยนซือ ค่อยๆ ออกมาจากป่าข้างสุสานทีละคนสองคน เดินตามหลังบิดาของตนลงเขาอย่างเงียบงัน
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น