ตอนที่ 0131 ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา



“ชู่ว!  เบาหน่อย  เบาหน่อย!”


จิ้งอ๋องเบิกตาโพลง  ชูนิ้วชี้แนบริมฝีปากเตือนเฉินจี้กับไป๋หลี่


เขาหันกลับไปมองด้านหลัง  พอแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น  จึงหันมามองเฉินจี้กับไป๋หลี่  “ข้าต้องลำบากลำบนกว่าจะปลอมตัวหนีออกมาได้  พวกเจ้าจะโวยวายให้เสียเรื่องทำไม!”


ไป๋หลี่ถามด้วยความงุนงง  “ท่านพ่อ  ท่านคอยสั่งสอนข้ากับพี่ชายไม่ให้ปีนกำแพง  แต่ท่านเองก็ปีนกำแพงหรือ?”


จิ้งอ๋องยิ้มน้อยๆ  “พูดอะไรของเจ้าน่ะ  พ่อเจ้าเดินออกมาทางประตูใหญ่อย่างสง่างามต่างหาก”


ไป๋หลี่ยิ้มตาม  “แม่ทัพหวังอยู่เวรยามประตูใหญ่พอดี  ข้าจะไปถามท่านดู”


จิ้งอ๋องรีบคว้าแขนไป๋หลี่ไว้  “ปีนออกมา!  ข้าปีนกำแพงโรงยาออกมา!”


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “ท่านอ๋อง  ท่านออกมาปลอมตัวเช่นนี้  หากเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า  พวกข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอก”


จิ้งอ๋องหัวเราะ  “ตอนนี้ข้าเป็นเพียงสารถีคนหนึ่ง  ตราบใดที่พวกเจ้าไม่พูดออกไป  ใครเล่าจะมารังควานสารถีคนหนึ่ง?”


เฉินจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่  แต่ยังคงทัดทาน  “ท่านควรพาองครักษ์ติดตัวบ้าง  หรือไม่ก็ให้เฝิงต้าป้านตามท่านมา  คอยดูแลการกินอยู่หลับนอน”


“ไม่ได้!”  จิ้งอ๋องเปล่งเสียงสูง  “หากให้พวกเขาตามมา  คอยห้ามนั่นห้ามนี่  อันนี้กินไม่ได้  อันนั้นดื่มไม่ได้  อันนี้ทำไม่ได้  ที่นั่นไปไม่ได้  การปลอมตัวออกมาจะมีความหมายอันใด  อีกอย่าง  คราวนี้ชุมนุมบัณฑิตคึกคักยิ่งนัก  หากข้าไปในฐานะจิ้งอ๋อง  ทุกคนคงได้กระอักกระอ่วนกัน”


เฉินจี้ถอนใจ  “ก่อนหน้านี้ข้ายังสงสัยว่า  เหตุใดโอรสอ๋องจึงมีนิสัยเช่นนั้น  ที่แท้ก็สืบทอดมาจากท่านนี่เอง”


จิ้งอ๋องเลิกคิ้ว  “รู้สึกเหมือนเจ้าหนุ่มกำลังด่าคนนะ  เขากับข้าเหมือนกันตรงไหน  ตอนข้าอายุเท่าเขา  ข้าปั่นหัวพวกขุนนางฝ่ายบุ๋นจนเสียศูนย์มาแล้ว!”


เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจัง  “ท่านอ๋อง  ทุกคนล้วนรู้จักท่าน  ไม่ทันครึ่งวัน  ทุกคนก็จะรู้ตัวตนท่านแล้ว”


จิ้งอ๋องโบกมือ  “ไม่เป็นไร  ตอนนั้นข้าก็ออกจากเมืองหลัวไปแล้ว  ฟ้ากว้างทะเลใหญ่!”


เฉินจี้ยังคงทัดทาน  “ท่านอ๋อง  ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องปลอมตัวของท่าน  ท่านก็เห็นแล้ว  ข้าไม่เหมาะกับการเรียนคัมภีร์  ทั้งไม่คิดเข้าสู่ราชสำนักด้วย  ปล่อยให้ข้าลาออกเถิด  ส่วนเรื่องงบกองทัพชายแดน  จะเปลี่ยนเพราะข้าคนเดียวได้อย่างไร  ราชการบ้านเมือง  จะมาเล่นๆ เช่นนี้ได้หรือ”


จิ้งอ๋องนิ่งเงียบครู่หนึ่ง  กล่าวอย่างลึกซึ้ง  “งั้นข้าไม่นำความชอบธรรมของบ้านเมืองมาบีบเจ้าก็แล้วกัน  ทำเช่นนี้ดีกว่า  ขอเพียงเจ้าเรียนจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า  ข้าจะถือว่าติดหนี้บุญคุณเจ้าหนึ่งอย่าง  ภายหน้าหากเจ้ามีเรื่องขอความช่วยเหลือ  ตราบใดไม่เป็นภัยต่อราชวงศ์หนิง  ข้าจะช่วยเจ้าหนึ่งครั้ง...เป็นอย่างไร?”


เฉินจี้ไม่ตอบ


เขาเป็นเพียงเด็กฝึกโรงยาธรรมดาๆ  บัดนี้กลับให้ทั้งเจ้าเมืองหลัว  ทั้งอ๋องผู้มีอำนาจเต็มต่างติดหนี้บุญคุณ  ฟังดูก็ดี  แต่บุญคุณนี้จะชดใช้อย่างไรเล่า?


เฉินจี้ไตร่ตรองแล้วกล่าว  “งั้นข้ามีเรื่องขอร้องทันที  ท่านอ๋องปลอมตัวออกมาอันตรายเกินไป  ไม่สู้ท่านกลับไป...”


ยังพูดไม่ทันจบ  จิ้งอ๋องก็เปลี่ยนสีหน้า  เอ่ยทัดทาน  “หยุด!  หนุ่มน้อย  เจ้ายังอ่อนต่อโลกนัก  หารู้ไม่ว่าตนต้องการสิ่งใดมากที่สุด  จะใช้บุญคุณนี้ง่ายๆ ได้อย่างไร?”


ระหว่างนี้  เฉินเวิ่นเสี้ยวบนเกวียนร้องเรียก  “สารถี  สารถี  ออกเดินทางได้แล้ว!”


จิ้งอ๋องรีบตอบเสียงอู้อี้  “มาแล้วขอรับ!”


เขากดขอบหมวกสานให้ต่ำลง  เดินไปยังหน้าเกวียน  นั่งหันหลังให้ทุกคน  เพียงเหวี่ยงแส้แผ่วเบา  วัวแก่ก็ลากเกวียนเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า


ไป๋หลี่ยิ้มหวาน  ยัดห่อผ้าใส่อ้อมอกเฉินจี้  “คนทั้งหลายต่างรู้ว่า  คำพูดพ่อข้าหนักแน่นดั่งภูเขา  เจ้าควรคิดให้ดีว่าจะใช้บุญคุณนี้อย่างไร...อย่าลืมกินขนมด้วยล่ะ!”


พูดจบ  นางวิ่งตามเกวียนไปสองสามก้าว  กระโดดขึ้นนั่งหันหลังท้ายเกวียนอย่างเบาหวิว  สองขาห้อยอยู่นอกเกวียน  แกว่งไปมาตามจังหวะเกวียนโยกเยก


ไป๋หลี่ตบไหล่โอรสอ๋องข้างกาย  “พี่  คราวนี้ออกนอกบ้าน  ท่านต้องจำคำสั่งท่านพ่อให้ดี  หนึ่งเดือนห้ามดื่มสุรา”


โอรสอ๋องหัวเราะเย็น  “ฉิ!  ข้าออกจากเมืองหลัวแล้ว  ท่านจะมาควบคุมข้าได้อย่างไร?”


ไป๋หลี่ตาเป็นประกาย  “พี่  ไม่ดีกระมัง  หากท่านพ่อรู้เข้าจะทำอย่างไรเล่า?”


โอรสอ๋องโบกมือไม่แยแส  “รู้ก็รู้ไปสิ  ข้าผ่านพิธีปักปิ่นแล้ว  ดื่มสุราสักหน่อยยังต้องดูหน้าใครอีกหรือ?”


ไป๋หลี่ร้องโฮ่ยาวเหยียด  “เก่งจริงเชียว!”


เห็นได้ชัดว่า  จิ้งอ๋องที่นั่งอยู่ด้านหน้า  ท่าทางเหวี่ยงแส้ชะงักไปชั่วครู่  จากนั้นแส้ก็ฟาดลงอย่างแรง  ตีจนวัวแก่ร้องเสียงหลง  เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น


......


......


บนท้องถนนผู้คนพลุกพล่าน  เกวียนวัวคันหนึ่ง  ม้าดีหนึ่งตัว  ตามด้วยเด็กหนุ่มเดินเท้าคนหนึ่ง


วันฤดูหนาวที่ท้องฟ้าแจ่มใสหาได้ยาก  เฉินจี้รู้สึกว่า  การออกเดินทางศึกษาครั้งนี้ก็ไม่เลว  จะได้หนีจากความวุ่นวายยุ่งเหยิงชั่วคราว


เขาเดินตามเกวียนวัวไม่ช้าไม่เร็ว  แก้ห่อผ้าในอ้อมอก  ในห่อมีขนมร้านเจิ้งซิน ได้แก่ ขนมสามรอยน้ำผึ้ง  พายงาสีทอง  คุกกี้ลูกท้อ  และขนมยิ้มอ้าปาก… 


ขณะกำลังกิน  เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังขึ้น  จางเซี่ยขี่ม้าเคียงข้างเขา  มองขนมในมือเขาจากด้านบน  ถามอย่างไม่ใส่ใจ  “เจ้าสนิทกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋องจังเลยนะ  ธิดาอ๋องถึงกับตั้งใจเตรียมขนมให้เจ้า”


เฉินจี้หันไปมองนางแวบหนึ่ง  “ข้ากับโอรสอ๋อง  ธิดาอ๋องเป็นสหายกัน”


จางเซี่ยสงสัย  “สหาย?”


เฉินจี้กล่าวเรียบๆ  “เจ้าไม่มีมิตรหรือ?”


จางเซี่ยตอบตรงไปตรงมา  “ไม่มี  มาอยู่เมืองหลัวแล้ว  คนที่อยากเป็นสหายกับข้าน่ะ  ถ้าไม่ขอเงินก็ขอให้พ่อข้าช่วยทำธุระ  สหายเช่นนี้ไม่คบก็ได้”


เฉินจี้พูดลอยๆ  “งั้นด้วยฐานะตระกูลสวี  การเป็นสหายกับคุณหนูรองจางคงไม่ง่ายนัก”


จางเซี่ยพูดขึ้นทันใด  “ข้าชื่อจางเซี่ย  คำก็เรียก ‘คุณหนูรองจาง’ สองคำก็เรียก ‘คุณหนูรองจาง’”


เฉินจี้รับคำลอยๆ  “ได้  จางเซี่ย”


ขณะนั้นเอง  ไป๋หลี่เห็นเฉินจี้เดินอยู่ด้านหลัง  จึงหันไปบอกหวังต้าวเซิ่ง  “อาจารย์  เฉินจี้เดินมาหลายลี้แล้ว  ให้เขาขึ้นรถเถิดเจ้าค่ะ”


อาจารย์หวังวางม้วนหนังสือในมือลง  เงียบมองไปทางเฉินจี้


ไป๋หลี่เห็นมีหวัง  จึงรีบเสริมทันที  “ท่านดูสิ  เขาถูกลงโทษแล้ว  คราวหน้าต้องไม่มาสายอีกแน่  กว่าจะถึงเมืองอีชวนยังอีกกว่าสี่สิบลี้เชียว  เดินไปตลอดทางเช่นนี้  รองเท้าคงขาดกระจุย”


อาจารย์หวังพูดกับจิ้งอ๋อง  “ขอรบกวนหยุดสักครู่”


จิ้งอ๋องดึงบังเหียนโดยไม่หันหลัง  เกวียนวัวค่อยๆ หยุดนิ่ง


ขณะที่ไป๋หลี่เตรียมจะโบกมือเรียกเฉินจี้ขึ้นรถ  ก็เห็นอาจารย์หวังกระโดดลงจากรถ  หันไปบอกจิ้งอ๋อง  “เดินทางต่อเถิด”


ทุกคนตกใจ  “อาจารย์  ท่านทำเช่นนี้เพื่ออันใด”


อาจารย์หวังปัดฝุ่นตามเสื้อ  เหยียดรอยยับให้เรียบ  “ธิดาอ๋องเตือนข้าได้ดี  ข้ารับค่าเล่าเรียนมาแล้ว  ย่อมเป็นอาจารย์ผู้สั่งสอนเฉินจี้  เขาทำผิด  ข้าก็มีส่วนรับผิดชอบ  สมควรรับโทษร่วมกันจึงจะถูก  พวกเจ้านั่งอยู่บนรถเถิด  ข้าจะเดินไปเมืองอีชวนพร้อมเขา”


เฉินจี้เอ่ยขึ้น  “อาจารย์  ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย”


อาจารย์หวังส่ายศีรษะ  “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า  ข้าเพียงทำตามสิ่งสมควรในใจ”


เฉินจี้รู้สึกละอาย  “ขออภัย  ศิษย์จะไม่มาสายอีก”


อาจารย์หวังใช้ม้วนหนังสือปัดฝุ่นบนบ่าเด็กหนุ่มอย่างเบามือ  “ไม่  หากมีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าการเรียนคัมภีร์  เจ้าก็ยังต้องไปทำ”


“เอ่อ?”


อาจารย์หวังกล่าวอย่างสงบ  “สำนักจือสิงสอนได้เพียงหลักการเป็นคน  หลักการนั้นคือการทำตามหัวใจ  เห็นขอทานล้มลงแล้วอยากช่วยนั่นคือใจเมตตา  เห็นความอยุติธรรมแล้วชักดาบช่วยนั่นคือใจยุติธรรม  เมื่อใจถึงก็ลงมือทำ  ไม่ผิดแต่อย่างใด”


เฉินจี้รู้สึกงุนงง


อาจารย์หวังผู้เคร่งขรึมตลอดมา  อมยิ้มซึ่งหาได้ยาก  “หากเพียงพลาดบทเรียนไป  ข้าสอนใหม่ได้  แต่บางสิ่งหากพลาดแล้ว  ก็พลาดชั่วกัลปาวสาน”


เฉินจี้สูดลมหายใจลึก  “ศิษย์เข้าใจแล้ว”


เขารู้สึกในใจว่า  อาจารย์หวังผู้นี้ช่างแตกต่างจากบัณฑิตที่ตนเคยพบมา


“ข้าก็จะเดินเหมือนกัน”  ไป๋หลี่ยันสองมือไว้กับกระดานรถ  กระโดดลงอย่างคล่องแคล่ว  เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับเฉินจี้  จี้ปลาคาร์ปหยกแดงที่ปกคอส่ายไหวราวดอกเหมยในฤดูหนาว


โอรสอ๋องลังเลครู่หนึ่ง  แล้วกระโดดลงจากรถอย่างไม่เต็มใจ  ปากบ่นงึมงำ  “มีรถวัวดีๆ ไม่นั่ง  ดันจะเดิน  พวกเจ้าเสียสติกันหมดแล้วหรือ...”


เฉินเวิ่นจงจะลุกตาม  แต่ถูกเฉินเวิ่นเสี้ยวกดไว้  “พี่  ท่านจะทำอะไร  เขาทำผิดก็ให้เขารับผิดชอบเอง  เหตุใดพวกเราต้องรับโทษด้วย  เดินไปถึงเมืองอีชวน  เท้าต้องพองเป็นตุ่มแน่!”


เฉินเวิ่นจงถอนหายใจ  สุดท้ายก็นั่งกลับลงไป


จางเซี่ยมองคนที่เดินอยู่  พลันกระโดดลงจากหลังม้า  จูงบังเหียนเดินเคียงข้างไป๋หลี่


ไป๋หลี่ถลึงตามองนาง  “เจ้าลงมาทำไม”


จางเซี่ยพูดอย่างไม่สนโลก  “เป็นสหายร่วมสำนัก  ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน!”


โอรสอ๋องชูนิ้วโป้ง  “สมเป็นลูกหลานยุทธภพ!”


......


......


เกวียนวัวค่อยๆ ผ่านประตูเมืองทิศใต้ออกมา


นอกเมืองมีผู้อพยพนับไม่ถ้วนรวมตัวกัน  ปลูกเพิงพักอาศัย  อาศัยข้าวต้มที่ทางการแจกจ่ายประทังชีวิตแต่ละวัน


โอรสอ๋องถาม  “พวกเจ้าได้ยินหรือไม่  เมื่อคืนวานซืน  นอกประตูเมืองทิศตะวันตกเกือบเกิดจลาจล  สุดท้ายใต้เท้าจางจัวขนข้าวมาทันเวลา  ยังจับตัวคนชั่วที่ยุยงให้เกิดการจลาจลได้ด้วย  เรื่องจึงสงบลง”


เฉินเวิ่นจงนั่งท้ายรถวัว  หันมองโอรสอ๋องแล้วตอบ  “ข้าได้ยินบิดาเล่าให้ฟัง  ท่านว่าวันนั้นอันตรายยิ่ง  ผู้อพยพเกือบจะบุกเข้าเมืองหลัวเผาฆ่าปล้นสะดมแล้ว”


โอรสอ๋องกล่าว  “ได้ยินว่าคืนนั้นมีคนสวมงอบปิดหน้า  อาสาเป็นตัวประกันนอกเมือง  สัญญาว่ายามเหม่าข้าวจะมาถึงแน่  จึงหน่วงเหนี่ยวผู้อพยพไว้ได้ถึงสองชั่วยามเศษ  สองวันมานี้  นักเล่าเรื่องตามโรงน้ำชาต่างออกมานอกเมือง  สืบถามผู้อพยพถึงเหตุการณ์คืนนั้น  คิดจะเอาเรื่องชายปิดหน้ามาแต่งเป็นนิทานเสียด้วย”


จางเซี่ยจูงบังเหียน  พูดด้วยความชื่นชม  “บิดาข้าว่า  เขาเป็นวีรบุรุษหนุ่ม  สุขุมเยือกเย็นยามเผชิญเหตุ  กล้าหาญไม่หวั่นเกรง  สมควรเป็นแม่ทัพใหญ่  ขณะนั้นเขาไม่เพียงหน่วงเหนี่ยวผู้อพยพถ่วงเวลา  ยังค้นหามือสังหารที่ตระกูลหลิวแฝงตัวในหมู่ผู้อพยพได้อีก  ช่างเก่งกล้าเสียจริง”


ไป๋หลี่เหลือบมองเฉินจี้โดยไม่รู้ตัว


เมื่อวานซืน  นั่นมิใช่วันที่เฉินจี้มาสายหรอกหรือ


นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงนึกถึงเฉินจี้  ในคำพูดเหล่านี้ไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียวที่เอ่ยถึงเฉินจี้  ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าคนผู้นั้นคือเฉินจี้


ทว่าเฉินจี้ในความทรงจำลึกสุดของนาง  ก็ปิดหน้าเช่นกัน  ก็สุขุมเยือกเย็นยามเผชิญเหตุ  กล้าหาญไม่หวั่นเกรงเช่นกัน


เฉินเวิ่นเสี้ยวพลันเอ่ยอย่างดูแคลน  “วีรบุรุษอะไร  นั่นมันพวกขันที”


จางเซี่ยถลึงตา  “พวกขันทีแล้วไง  พวกขันทีก็ช่วยชีวิตคนจริงๆ”


เฉินเวิ่นเสี้ยวโต้กลับ  “เพียงเพราะพวกขันทีทำดีครั้งหนึ่ง  ก็จะยกย่องเป็นวีรบุรุษเลยหรือ?  พวกมันสมควรหรือ?  บิดาข้าว่าไว้  หากคนตระกูลเฉินคนใดคบค้ากับพวกขันที  จะหักขาให้เดี้ยงเลย!”


ไป๋หลี่พลันรู้สึกว่า  คนนอกเมืองนั้นคงไม่ใช่เฉินจี้  เพราะคืนที่เฉินจี้ช่วยนาง  เขาฆ่าหน่วยสืบลับของสำนักพิธีการไปถึงหกคน


คนที่ฆ่าพวกขันที  จะเป็นพวกขันทีได้อย่างไร


อาจารย์หวังด้านข้างไม่สนใจการโต้เถียงของพวกเขา  เพียงเดินไปยังโรงแจกข้าวต้ม  บอกกับเจ้าหน้าที่ศาลากลางเมืองหลัว  “วันนี้ให้ไปจดทะเบียนทำบัญชี  ครอบครัวผู้อพยพที่มีเด็ก  ให้รับข้าวต้มเพิ่มอีกครึ่งส่วน  หากภายหน้าเด็กหายไป  ทั้งครัวเรือนห้ามรับข้าวต้มอีก”


เจ้าหน้าที่พูดอย่างหงุดหงิด  “เจ้าเป็นใคร?  ไสหัวไป  มีสิทธิ์อันใดมาสั่งนั่นสั่งนี่?  ข้าจะแจกยังไงก็เรื่องของข้า!”


อาจารย์หวังไม่โกรธ  เพียงพูดอย่างสุภาพ  “ท่านไปบอกจางจัวว่า  หวังต้าวเซิ่งเป็นคนพูด  เขาจะเข้าใจเอง”


จางเซี่ยถามด้วยความสงสัย  “เหตุใดเด็กหายไป  ทั้งครอบครัวจึงห้ามรับข้าวต้มอีก”


เฉินจี้อธิบายอย่างไม่ใส่ใจนัก  “บางที  อาจป้องกันไม่ให้มีกรณีแลกลูกกันกิน”


จางเซี่ยตกใจ  “แลกลูกกันกิน?  บิดามารดาจะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร”


เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ  “ปีแห่งภัยพิบัติใหญ่  โลกจะมีเพียงผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอ”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0281
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น