ตอนที่ 0132 วาจาบัญชาสวรรค์



ใต้ร่มศาลาฟางอันหยาบง่าย  เหล่าเจ้าหน้าที่ก่อเตาอิฐเขียว  หม้อใหญ่ทั้งแปดใบเดือดพล่าน  ส่งกลิ่นข้าวต้มอ่อนๆ ลอยฟุ้ง


หวังต้าวเซิ่งอธิบายแก่เจ้าหน้าที่ด้วยความอดทน  “ยามภัยพิบัติใหญ่  แม้ยังไม่ถึงขั้นแลกลูกกันกิน  ก็ย่อมมีหอนางโลมมารับซื้อเด็กหญิง  ไว้ใจเถิด  ข้าไม่ทำให้เจ้าลำบากหรอก  เพียงแค่เอ่ยนามของข้ากับใต้เท้าจางก็พอ  ข้ากับท่านนับว่าคุ้นเคยกัน”


ขณะที่เฉินจี้คิดว่า  เจ้าหน้าที่จะยังดึงดันโต้แย้ง  กลับเห็นอีกฝ่ายยอมสยบ  สีหน้าเก้อเขิน  “แท้เป็นใต้เท้าหวัง  ข้าน้อยมีตาหารู้จักภูเขาไท่ซานไม่”


เฉินจี้กระซิบถามไป๋หลี่ข้างกาย  “ธิดาอ๋อง  อาจารย์หวังมีชื่อเสียงมากหรือ”


ไป๋หลี่มองเขาด้วยความประหลาดใจ  ค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้กระซิบแผ่วเบา  “เจ้าไม่เคยได้ยินชื่ออาจารย์หวังเลยหรือ  ปีก่อนๆ ตอนท่านสอบได้รองจอหงวน  ชื่อเสียงก็ลือเลื่องไปทั่วหล้าแล้ว”


เฉินจี้รับคำในลำคอ  เขาไม่รู้จริงๆ ว่าอาจารย์คนใหม่ของตนมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงนี้  เพียงแค่เอ่ยนามก็ทำให้เจ้าหน้าที่ศาลากลางอ่อนน้อมถ่อมตน


ยามนี้  เจ้าหน้าที่มองหวังต้าวเซิ่งด้วยท่าทีลำบากใจ  “ใต้เท้าหวัง  เรื่องจดทะเบียนทำบัญชี  พวกข้าน้อยทำเองได้  แต่ท่านก็เห็นแล้ว  ที่ศาลาแจกข้าวต้มนี้น่ะ  มีเจ้าหน้าที่แค่สิบกว่าคน  ลำพังจะแจกข้าวต้มยังไม่ทันเลย...ขอพวกข้าไปเรียกกำลังคนมาเพิ่มก่อนได้หรือไม่”


หวังต้าวเซิ่งกวาดตามองศาลาข้าวต้ม  แล้วมองจำนวนเจ้าหน้าที่  “พวกเจ้าไปจดทะเบียนทำบัญชีเถิด  เรื่องศาลาข้าวต้มน่ะ  พวกข้าจะช่วยจัดการแทน”


เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงงัน  “ใต้เท้า  การตักแจกข้าวต้มหลายพันถ้วยเป็นงานหนัก  จะให้ท่านลงมือเองได้อย่างไร”


หวังต้าวเซิ่งไม่ตอบเขา  หากแต่หันมองเฉินจี้และคนอื่นๆ  “พวกเจ้ามีปัญหาหรือไม่”


เฉินจี้ตอบ  “อาจารย์วางใจเถิด  ข้าไม่มีปัญหา”


ไป๋หลี่ก็ยิ้มแย้มพลางพับแขนเสื้อ  “อาจารย์  ข้าก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน!”


จางเซี่ยเห็นดังนั้น  รีบผูกเชือกเจ๋าจ่าวไว้ข้างศาลาข้าวต้ม  แล้วพับแขนเสื้อเดินเข้ามา  “อาจารย์  พวกข้าไม่มีปัญหา”


ขณะนั้น  โอรสอ๋องกล่าวขึ้น  “คนยังไม่พอ”


บนเกวียนวัวนอกศาลาข้าวต้ม  เฉินเวิ่นจงเงียบมองภาพตรงหน้า  ไม่เอ่ยคำใดเป็นเวลานาน


พอโอรสอ๋องกวาดสายตามาทางนี้  เขาเตรียมจะลุกขึ้นทันที  แต่ถูกเฉินเวิ่นเสี้ยวดึงแขนกระชากกลับ  “พี่จะทำอะไร?  พวกเรามาศึกษาเล่าเรียนนะ  ไม่ได้มาเป็นกรรมกร  ข้าเคยเห็นพวกเจ้าหน้าที่แจกข้าวต้ม  ตักหลายพันทัพพี  ตักจนแขนบวม  คงมีแต่พวกข้าราชการที่ไม่เป็นคนโปรดในศาลากลาง  ถึงจะถูกส่งมาทำงานหนักท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บแบบนี้”


เฉินเวิ่นจงสีหน้าเคร่งขรึม  “ไม่ต้องพูดมาก  เจ้ากับข้าอ่านหนังสือนักปราชญ์มาสิบกว่าปี  จะแยกแยะผิดถูกเพียงเท่านี้ไม่ได้หรือ  ก่อนหน้านี้ข้าไม่ลงจากรถ  เพราะเฉินจี้ทำผิดเอง  คนอื่นไม่ควรต้องลำบากไปด้วย  แต่ตอนนี้เป็นการทำเพื่อราษฎร  เจ้ากับข้าจะถอยหนีได้อย่างไร  ปล่อยมือ!”


เขาสะบัดมือเฉินเวิ่นเสี้ยวออก  กระโดดลงจากเกวียนวัวพลางพับแขนเสื้อ  “อาจารย์  ข้าจะช่วยอีกแรง”


เฉินเวิ่นเสี้ยวนั่งอยู่บนเกวียนเพียงลำพัง  ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  สุดท้ายก็ก้มหน้ากระโดดลงจากเกวียนวัว  มายืนเคียงข้างเฉินเวิ่นจง


หวังต้าวเซิ่งยกฝาหม้อใบหนึ่ง  ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นดุจเมฆหมอก  เมื่อควันขาวจางลง  ทุกคนกลับขมวดคิ้ว  น้ำข้าวต้มใสจืด  มองเห็นเม็ดข้าวก้นหม้อได้ชัดเจน


เฉินเวิ่นจงสีหน้าหนักอึ้งขณะหันไปมองเจ้าหน้าที่  “ทำไมข้าวต้มเหลวเช่นนี้  กฎเหล็กราชวงศ์เรากำหนดว่า  ข้าวต้มที่แจกต้องปักตะเกียบไม่ล้ม  พวกเจ้ากล้าต้มข้าวเหลวเยิ้มเช่นนี้ได้อย่างไร”


เจ้าหน้าที่ตกใจจนหน้าซีดขาว  “พวกข้าน้อยก็ไม่ได้อยากต้มข้าวเหลวแบบนี้  แต่ใต้เท้าจางสั่งมาเช่นนี้เอง”


“ใต้เท้าจาง?”


“ถูกต้อง”  เจ้าหน้าที่อธิบาย  “ใต้เท้าจางว่าเสบียงไม่พอแล้ว  หากจะให้ราษฎรฝั่งตะวันตกและใต้ของเมืองข้ามพ้นฤดูหนาว  จะต้มข้าวต้มข้นไม่ได้เด็ดขาด  หากทำตามกฎของราชสำนักจริงๆ  เพียงสิบห้าวัน  ศาลาข้าวต้มก็จะขาดแคลนเสบียง”


“ยุ้งข้าวเมืองหลัวก็ไม่มีข้าวแล้วหรือ”  เฉินเวิ่นจงสงสัย  “ข้าจำได้ว่า  ข้าวฤดูใบไม้ร่วงเพิ่งขนมาถึงเมืองหลัวเดือนที่แล้ว”


เจ้าหน้าที่รีบตอบ  “ใต้เท้าจางว่า  ข้าวในยุ้งหลวงแตะต้องไม่ได้อีกแล้ว  หากมีคำสั่งทหารมาเบิกข้าว  แต่ในยุ้งกลับไม่มีข้าวเพียงพอ  นั่นคือการเอาหัวไปแลก”


“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ  แล้วใต้เท้าจางอยู่ที่ไหน”


“ใต้เท้าจางว่าไปหาทางแก้ไขแล้ว...”


จางเซี่ยถามด้วยความอยากรู้  “แล้วใต้เท้าเฉินเล่า?  ข้าจำได้ว่าใต้เท้าเฉินยึดมั่นในหลักการที่สุด  ท่านคงไม่นิ่งดูดายแน่”


เจ้าหน้าที่ลังเล


จางเซี่ยใจร้อนเร่ง  “เจ้าพูดมา!”


เจ้าหน้าที่อ้ำอี้ง  “ใต้เท้าจาง...พาพวกทนายจอมเถียง  กับพวกอันธพาล  ไปฟ้องร้องที่หอขุนนาง  ถ่วงใต้เท้าเฉินไว้ที่ศาลากลาง...”


จางเซี่ยอึ้ง  “อะไรนะ!”


หวังต้าวเซิ่งยกมือห้ามการสนทนา  “เจ้าหน้าที่ไปจดทะเบียนทำบัญชีเถิด  ที่นี่พวกข้าจะแจกข้าวต้มเอง”


พูดจบ  เขาก็เอ่ยกับผู้ประสบภัย  “เข้ามารับข้าวต้มได้  คนชรา เด็ก และสตรีก่อน”


เสียงนั้นแผ่ไพศาลออกไป  แม้ไม่ดังนัก  กลับกระจายไปได้ไกลหลายร้อยเมตร


เฉินจี้ถึงกับตกตะลึง  เขาเห็นผู้ประสบภัยค่อยๆ  ลุกขึ้นยืน  แล้วต่างให้คนชรา เด็ก และสตรีเดินนำหน้าแถวจริงๆ!


เขาเคยเห็นการแจกข้าวต้มที่ประตูเมืองฝั่งตะวันตก  จึงทราบดีว่าผู้ประสบภัยเป็นเช่นไร  ทุกคนหิวโหยจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  ไหนเลยจะสนใจเรื่องเคารพผู้อาวุโสเอ็นดูเด็ก


แต่อาจารย์หวังเพียงกล่าวประโยคเดียว  กลับเกิดผลทันตา!


หรืออาจารย์หวังก็เป็นสิงกวนด้วย?


เฉินจี้มองไปยังโอรสอ๋องกับไป๋หลี่  “เมื่อครู่อาจารย์หวัง...”


ไป๋หลี่กระซิบเบาๆ  “บิดาข้าว่า  อาจารย์เดินบนวิถีนักปราชญ์  วาจาบัญชาสวรรค์สามารถสั่งสอนสรรพชีวิต  แต่ท่านก็ว่า  อาจารย์ยังมีบางเรื่องที่คิดไม่ตก  จึงยังไม่นับว่าเป็นปราชญ์ที่แท้จริง”


เฉินจี้มองอาจารย์หวังแวบหนึ่ง  แล้วหยิบทัพพีไม้แท่งใหญ่ขึ้นมา  ตักข้าวต้มให้ผู้ประสบภัยที่เข้าแถวทีละคน


ทัพพีไม้นั้น  หนักเกินไปสำหรับเด็กสาว  ไป๋หลี่ตักได้เพียงไม่กี่สิบครั้งก็เมื่อยแขนจนแทบยกไม่ขึ้น  ได้แต่กัดฟันอดทน  “ถ้าพี่มาวเอ๋อร์อยู่ที่นี่คงดี  เขามีแรงใช้ไม่หมด”


แล้วเฉินจี้ก็ค้นพบโดยบังเอิญว่า  ขณะที่เขาตักข้าวต้มให้ผู้ประสบภัยทีละทัพพี...เตาไฟยี่สิบหกดวงในร่างกายของเขา  เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนสีไป  แม้จะช้าและน้อยนิด  แต่การเปลี่ยนแปลงทุกส่วนล้วนเป็นของจริงแท้


เสมือนไฟในเตาเปลวกลับ  ที่หกร้อยองศาจะเป็นสีแดงอมชมพู  เก้าร้อยองศาจะเป็นสีส้มทอง  และเมื่อถึงหนึ่งพันสามร้อยองศาขึ้นไป  ก็จะกลายเป็นสีขาวโพลน


เปลวประทีปยี่สิบหกดวง  เมื่อแรกสุดเป็นสีแดงอมชมพู  บัดนี้สีแดงนั้นค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย  สิ่งที่ทดแทนคือพลังชีวิต  ซึ่งไหลเวียนเอื่อยเฉื่อยยิ่งกว่าเดิม


เฉินจี้นึกขึ้นได้ว่า  ครั้งก่อนเมื่อเขาอยู่ในแดนฝันแห่งขุนเขาขจี  ครั้งหนึ่งเตาไฟทั่วร่างเคยลุกโชติช่วงพร้อมกัน  ในยามนั้นพวกมันเป็นสีขาวนวล


ช่างน่าแปลก  เหตุใดเปลวไฟจึงเปลี่ยนไป?  หรือว่าเพราะเรากำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย?  แต่ก่อนหน้านี้  เราก็เคยช่วยผู้ประสบภัยที่ประตูเมืองฝั่งตะวันตกมิใช่หรือ


เดี๋ยวก่อน


สิ่งเดียวที่แตกต่างระหว่างครั้งนี้กับครั้งก่อนคือ  ตอนนั้นเราปกปิดใบหน้าไว้


ยังไม่ทันที่เฉินจี้จะขบคิดให้กระจ่าง  เสียงอี๊ดอ๊าดของล้อไม้ก็ดังมาจากประตูเมือง


เห็นเพียงเกวียนนับสิบคัน  ลากกระสอบข้าวนับไม่ถ้วนออกมานอกประตูเมือง  ด้านหลังยังมีเกี้ยวขุนนางตามมาด้วย  ข้าวสารกองพูนบนเกวียนแต่ละคัน  ประดุจภูเขาลูกน้อย  แม้แต่เกี้ยวขุนนางยังดูไม่สำคัญเมื่อเทียบกัน


ชั่วอึดใจต่อมา  คนหามเกี้ยววางเกี้ยวลงกับพื้น  จางจัวในชุดขุนนางสีแดงสดก้าวออกมาด้วยท่าทีภาคภูมิ


เขามองไปยังผู้คนใต้โรงทานข้าวต้ม  ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ  “อ้าว  พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”


จางเซี่ยพุ่งตัวไปข้างหน้าดุจสายลม  กอดแขนบิดา  “ท่านพ่อ  ท่านหาข้าวสารมากมายเช่นนี้มาจากที่ใด?”


จางจัวลูบเคราพลางหัวเราะร่า  “ข้าใช้วิชาเซียนเนรมิตมาเอง!  เก่งมั้ยเล่า?”


จางเซี่ยชูนิ้วโป้ง  “เก่งมาก!”


หวังต้าวเซิ่งเดินไปถึงข้างเกวียน  ลูบกระสอบเพียงแผ่วเบาก็รู้ทันที  “สดกว่าข้าวหลวง  นี่เป็นข้าวเก็บเกี่ยวใหม่ที่พวกพ่อค้าเพิ่งกักตุนปีนี้  พวกเขายอมบริจาคให้เจ้า...ไม่สิ  เจ้าซื้อมาต่างหาก”


จางจัวหัวเราะชอบใจ  “เจ้านำทัพมาหลายปี  จนคล้ำกระสอบก็รู้ว่าข้าวสดหรือไม่สดเลยหรือ?  ข้านึกว่าเจ้าอ่านหนังสือจนกลายเป็นพวกงมงายไปแล้วเสียอีก!”


หวังต้าวเซิ่งกลับหัวเราะไม่ออก  ขมวดคิ้วมองจางจัว  “ตอนดำรงตำแหน่งที่แคว้นหยาง  เจ้าก็เคยทำเรื่องเกินขอบเขตเช่นนี้  หลังพ้นตำแหน่ง  ฎีกากราบทูลโจมตีเจ้าบินว่อนเข้าเมืองหลวงดุจหิมะโปรยปราย  หากมิใช่ท่านเสนาบดีอาวุโสสวีช่วยกดเรื่องขายตำแหน่งของเจ้าไว้  ป่านนี้เจ้าคงติดคุกไปแล้ว  แต่เจ้ากลับยังไม่เลิกนิสัย  วันหนึ่งต้องเกิดเรื่องแน่  เมื่อนั้น  หากจเรหลวงสืบพบเบาะแส  เพียงถวายฎีกากราบทูลต่อหน้าฝ่าบาท  เจ้าก็จะสูญเสียทุกสิ่ง”


จางจัวทำท่าทะนงองอาจ  เชิดหน้าอย่างผยอง  “ตราบใดที่ท่านเสนาบดีอาวุโสสวียังเป็นประมุขสำนักขุนนาง  ก็ไม่มีจเรหลวงคนใดกล้ามากราบทูลโจมตีข้า”


หวังต้าวเซิ่งถอนใจ  “หากท่านเสนาบดีอาวุโสสวีไม่ได้เป็นประมุขสำนักขุนนางแล้วเล่า”


จางจัวยิ้มอย่างภูมิใจ  “เมื่อถึงคราวนั้น  ข้าก็จะเป็นประมุขสำนักขุนนางแล้ว!”


หวังต้าวเซิ่งส่ายหน้าเบาๆ  กล่าวอีกครั้ง  “ต่อให้เป็นเสนาบดีอาวุโสก็ยากจะปิดฟ้าด้วยมือข้างเดียว  ต่งสือส่งจดหมายมาบอกข้าว่า  เขาได้เลื่อนขั้นเป็นจเรหลวงผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว  กำลังจะสืบสวนเรื่องที่เจ้าทำตอนดำรงตำแหน่งที่แคว้นหยาง  เขากับตระกูลสวีไม่ลงรอยกันมานาน  หากเขา...”


จางจัวสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด  เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้ประสบภัย  จึงตวาดด้วยโทสะ  “เจ้าแก่กว่าข้าแค่ไม่กี่ปี  อย่ามาทำสั่งสอนข้าอยู่เรื่อย  ข้าเอาเงินจากขุนนางโฉดชั่วมาทำงานเพื่อราษฎร  จะผิดตรงไหน?  หากข้าไม่ทำเช่นนี้  ผู้ประสบภัยเหล่านี้จะกินอะไรดื่มอะไร?  รอเงินจากราชสำนักหรือ  ต้องรอถึงเมื่อไร?  ผู้ประสบภัยคงอดตายหมดแล้ว!”


เฉินจี้ได้ยินถ้อยคำนี้  นึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับจางจัว  รวมถึงบัญชีลับของผู้ดูแลหยวน  ในที่สุดก็กระจ่างว่าข้าวสารกองนี้มาจากไหน


ได้ยินจางจัวกล่าวต่อหวังต้าวเซิ่ง  “หากเจ้าดูข้าไม่ชอบตา  ก็จงไปแจ้งความให้ต่งสือจับกุมข้าเลย  แต่ขอถามเจ้าสักประโยค  เจ้าอยากให้ผู้ประสบภัยเหล่านี้รอดพ้นฤดูหนาวนี้หรือไม่?”


จางจัวกับหวังต้าวเซิ่งยืนประจันหน้ากัน  คนหนึ่งสวมชุดขุนนางสีแดงสด  อาภรณ์ปักรูปนกป่าเพลิงบนอกเสื้อแลดูมีชีวิตชีวา  อีกคนสวมชุดบัณฑิตผ้าฝ้ายสีคราม  ซักจนสีจางซีด


ราวกับคนที่โชคชะตาไม่ควรเดินบนเส้นทางเดียวกัน  มาพบพานกันโดยบังเอิญ  ปะทะคารมดุจหอกปะทะดาบ


ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจ  ดั่งเผชิญภูเขาสองลูกกำลังถล่ม  แม้แต่ลมหายใจก็ไม่กล้าระบาย


จนในที่สุดก็ได้ยินหวังต้าวเซิ่งกล่าวเสียงแผ่ว  “ข้าคุ้นเคยกับต่งสือ  อีกสองสามวันเมื่อกลับจากทัศนศึกษา  ข้าจะส่งจดหมายถึงเขา  ให้เขาอย่าสืบเรื่องแคว้นหยาง”


จางจัวหัวเราะลั่น  ตบบ่าหวังต้าวเซิ่ง  “ข้ารู้อยู่แล้ว  ผ่านมาหลายปีเพียงนี้  เจ้ายังคงแตกต่างจากพวกบัณฑิตหัวรั้น  ต่งสือเคารพความรู้ของเจ้าถึงขั้นยอมเป็นศิษย์  หากเจ้ายอมเอ่ยปาก  เขาต้องหยุดมือแน่  เมื่อเจ้ากลับจากทัศนศึกษาแล้ว  ข้าจะชวนดื่มสุราสักจอก”


หวังต้าวเซิ่งปัดมือจางจัวออกอย่างไม่ใส่ใจ  “วันหนึ่งเจ้าต้องล้มคว่ำเพราะเรื่องนี้อย่างหนัก”


จางจัวเปลี่ยนสีหน้าทันที  “ปากอย่างเจ้า  อย่าพูดจาอัปมงคลนักสิ!  รีบถุยออกมาเร็วเข้า ถุดถุดถุดถุด!”


หวังต้าวเซิ่งไม่สนใจเขา  เพียงหันกลับไปยังโรงทานข้าวต้ม  ตักข้าวต้มให้ผู้ประสบภัยต่อ  “วางใจเถิด  ข้าไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้นหรอก”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0283
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง