ตอนที่ 0177 ตัวตน



ตลาดบูรพาแห่งเมืองหลัว  ดุจฤดูใบไม้ผลิที่ทอดยาวตลอดทั้งปี  ชีวิตชีวาอันเฟื่องฟูของเมืองล้วนเริ่มจากที่นี่เสมอ


ขณะชาวเมืองหลัวยังสั่นระแวงกันอยู่  พ่อค้าในตลาดบูรพาก็ค่อยๆ แง้มบานประตู  แล้วเริ่มค้าขายอย่างเงียบเชียบ


เฉินจี้สวมอาภรณ์สีเทา  เดินตระเวนไปตามถนน  ราวกับค้นหาอะไรบางอย่าง  สีหน้าผ่อนคลาย  ประหนึ่งวันนี้ไม่ต่างจากวันไหน


ในที่สุดเขาหยุดหน้าร้านรับจำนำติ่งชาง  เงยมองป้ายครู่หนึ่ง  ก่อนยกเท้าข้ามธรณีแล้วก้าวเข้าไป  “ผู้ดูแล  ข้ามีของมาจำนำ”


โต๊ะบัญชีของโรงจำนำย่อมแตกต่างจากร้านค้าทั่วไป  หน้าตั้งปิดทึบด้วยไม้เคลือบสีน้ำตาลแดง  เหลือไว้เพียงช่องเล็กตรงส่วนบน


ด้านหลังช่องกั้น  ผู้ดูแลสูงวัย  ผมหนวดขาวโพลน  ก้มหน้าหรี่ตาเพ่งมองออกมา  “เจ้าหนุ่ม  จะจำนำสิ่งใด”


เฉินจี้ล้วงไข่มุกเม็ดโตจากแขนเสื้อ  ยกมือส่งผ่านช่อง  “ไข่มุกบูรพา”


ผู้ดูแลเฒ่ารับมาอย่างไม่ใส่ใจ  เขี่ยพินิจใกล้หน้าแล้วเอ่ย  “จดไว้—เจ้าหนุ่มยากจน  จำนำลูกกลมสีเทาๆ หนึ่งเม็ด”


ในยุคนั้น  โรงจำนำมีศัพท์สแลงนานา  เช่น  เสื้อคลุมยาวเรียกว่า ‘ดั่งฟง’  เงินเรียกว่า ‘หรวนหลง’  ทองเรียกว่า  ‘อิ่งหรวนหลง’  ไข่มุกเรียกว่า ‘หยวนจื่อ’  หนังจิ้งจอกเรียกว่า ‘ต้าเหมา’  หนังแกะเรียกว่า  ‘เสี่ยวเหมา’


เมื่อใดมีผู้นำของมาจำนำ  ผู้ดูแลก็มักเหยียดหยามสักสองสามคำก่อน  เช่น  หากมีผู้นำสินค้าหนังสัตว์  เขาจะพูดว่า  “โล่งเตียนไร้ขน  ถูกแมลงกินหนูแทะ—หนังใหญ่หนึ่งชิ้น”


เฉินจี้ยิ้มถาม  “จำนำได้เท่าไร”


ผู้ดูแลเฒ่าคิดครู่หนึ่ง  “ยี่สิบตำลึงเงิน”


เฉินจี้ว่า  “ข้าได้ยินผู้คนว่า  ของชิ้นนี้มีค่าสี่ร้อยตำลึง”


ผู้ดูแลเฒ่ายกไข่มุกเม็ดนั้นขึ้นพินิจ  เหลือบมองเฉินจี้ด้วยแววคลางแคลง  “เจ้าหนุ่ม  ของชิ้นนี้คงมาไม่ถูกทาง  คนธรรมดาจะมีไข่มุกเม็ดใหญ่ปานนี้ได้อย่างไร  การแต่งกายของเจ้า...ข้าให้แค่ยี่สิบตำลึง  หากเห็นว่าต่ำก็ไปถามร้านอื่น  ทว่า  หากข้าส่งเจ้าให้เจ้าหน้าที่จัดการ  เกรงว่าเจ้าคงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้”


เฉินจี้มิได้โต้แย้ง  เพียงล้วงหยิบของชิ้นอื่นจากแขนเสื้อส่งขึ้นไป  “งั้นท่านช่วยดูของชิ้นนี้ให้หน่อย”


ผู้ดูแลเฒ่ารับป้ายเอวกรมสืบลับมาอย่างไม่ใส่ใจ  เผลอเอ่ยโดยไม่ทันยั้ง  “มัวหมองไร้ประกาย...เวรตะไล!”


เสียงโครมครามดังสะท้อนจากหลังกั้นบัญชี  ผู้ดูแลเฒ่าพลัดตกจากเก้าอี้สูง  แต่มิได้ใส่ใจความเจ็บ  รีบผลักประตูข้างโต๊ะบัญชีแล้ววิ่งซอยเท้าถี่ออกมา  “ลมอันใดพัดใต้เท้ามาถึงที่นี่ได้  เมื่อครู่ข้ามีตาไร้แวว  ไข่มุกบูรพาเม็ดนั้น—ท่านบอกราคาเท่าไรก็เท่านั้นเลย”


เฉินจี้เอ่ยอย่างสงบ  “ข้ามิได้ตั้งใจให้ท่านลำบาก  เพียงให้ราคาตลาดแก่ไข่มุกเม็ดนี้ก็พอ”


ผู้ดูแลเฒ่ารีบรับ  “ได้  ได้  ได้  ข้าพเจ้าจะไปหยิบเงินให้เดี๋ยวนี้  ท่านประสงค์จำนำไถ่คืน  หรือจำนำขาดสะบั้น”


“จำนำขาดสะบั้น”  เฉินจี้เอ่ย  “ยังไม่ต้องรีบแลกเงิน  ร้านรับจำนำติ่งชางของท่าน  มีโสมภูเขาเก่าที่ผู้อื่นนำมาจำนำหรือไม่  อย่าเอาที่อายุน้อย”


“มี  มี  มี  ท่านเอ่ยปากแล้ว  ข้าพเจ้าจะไม่มีได้อย่างไร”  ผู้ดูแลเฒ่ารับคำ  “พวกเจ้า  เอาโสมทั้งหมดในคลังมาให้ใต้เท้าคัดเลือก”


เฉินจี้รอคอยเงียบงัน  ไข่มุกบูรพาเม็ดนี้คือของที่เหลือจากคราวก่อนเมื่อจิ้งเฟยใช้ชุนหวาใส่ร้าย  ก่อนหน้านี้เขาเก็บไว้นานโดยมิได้นำมาจำนำ  ด้วยหนึ่ง  เกรงผู้อื่นจะจับจุดอ่อนเป็นภัยภายหน้า  สอง  ในยุคนี้หากไร้ตำแหน่งราชการ  ย่อมตกเป็นเหยื่อเล่ห์ลวงได้ง่าย


บัดนี้จิ้งเฟยล่วงลับแล้ว  ไข่มุกบูรพาเม็ดนี้จึงสิ้นเงาอันตรายเบื้องหลัง


ผู้ดูแลเฒ่ายกกล่องไม้งามประณีตแปดกล่องมาวาง  “ท่านดูเถิด  นี่คือโสมทั้งหมดที่โรงจำนำของข้าพเจ้ารับมา  หากท่านประสงค์  ทางเราจะคิดที่สามสิบตำลึง...ไม่สิ—ยี่สิบตำลึงต่อราก  ตามราคารับซื้อให้ท่าน”


เฉินจี้ถามขึ้นทันใด  “รับซื้อมาที่เท่าไร  เอาสมุดบัญชีมาให้ข้าดู”


ผู้ดูแลเฒ่าหน้าบูดทันที  “สิบห้าตำลึงต่อราก”


เฉินจี้คิดครู่หนึ่ง  “ได้  ทิ้งกล่องไม้ไป  ใช้ผ้าห่อโสม”


ครั้นผ่านหนึ่งก้านธูป  เขาถือโสมกับเงินออกจากร้านรับจำนำ  พอเงาเท้าเพิ่งพ้นธรณี  หยุนหยางก็โผล่ออกจากตรอกเล็กข้างร้าน  แล้วก้าวเข้าไป


ไม่นานนัก  หยุนหยางก้าวออกจากร้านรับจำนำ  มาหยุดข้างรถม้าฝั่งตรงข้ามถนน  แล้วเอ่ยแผ่วว่า  “ใต้เท้าไป๋หลง  เจ้าหนุ่มนั่นแสดงตัวตนกรมสืบลับ  จำนำขาดสะบั้นไข่มุกบูรพาเม็ดที่จิ้งเฟยทำสูญ  เทียบเป็นเงินสี่ร้อยหกสิบตำลึง  จากนั้นก็ซื้อโสมแปดรากจากร้านรับจำนำในราคาสิบห้าตำลึงต่อราก”


เสียงทุ้มอืดอาดดังจากในรถม้า  “ไม่มีอะไรอื่นแล้วหรือ”


“ไม่มี”


ไป๋หลงเอ่ยเชื่องช้าจากหลังกำบังม่านรถม้า  “เจ้าหนุ่มนี่รอบคอบจริง  เก็บไข่มุกบูรพาเม็ดเดียวไว้นานเพียงนี้จึงค่อยจำนำขาด  เขาเพิ่งได้เคล็ดวิชาฝึกตนมา  อยากแลกเป็นทรัพยากรสำหรับฝึกตนก็พอเข้าใจได้...หยุนหยาง  เจ้าคิดว่าเด็กหนุ่มนั่นรู้อยู่หรือไม่  ว่าหยุนเฟยซ่อนตัวที่ใด”


หยุนหยางนิ่งคิดครู่  “ใต้เท้าไป๋หลง  ท่านคงมองเขาสูงเกินไปแล้วกระมัง  เขาเป็นเพียงเด็กฝึกเล็กๆ ในโรงยา  จะล่วงรู้ทิศทางของหยุนเฟยได้อย่างไร”


ไป๋หลงกล่าวแผ่วเบา  “หยุนหยาง  เจ้ากับเจียวถู่กว่าจะได้เป็นนักษัตรมิใช่ง่าย  ควรหวงแหนเอาไว้  แม้มาจากตระกูลนักฆ่า  ก็หาใช่ว่าจะเป็นนักฆ่าตลอดชีวิต—ใช่หรือไม่”


หยุนหยางลังเล  “ใต้เท้าหมายความอันใด”


ไป๋หลงยิ้มเอ่ย  “ข้ารู้ว่าเจ้ากับเจียวถู่กังวลว่า  เด็กหนุ่มนั่นจะย้อนแค้น  ทว่าเวลานี้  เขาเข้าตาใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในแล้ว  หากพวกเจ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย  ก็อย่าไปแตะต้องจะดีกว่า”


หยุนหยางพลันเข้าใจ  “ใต้เท้าประสงค์ให้ข้าแสวงหาโอกาส  แล้วโจมตีครั้งเดียวให้ตาย  ใช่หรือไม่”


ไป๋หลงในรถม้านิ่งไปครู่  จึงหัวเราะด่าว่า  “หยุนหยาง  เจ้าก็ช่างน่าสนใจนัก  ว่างถึงเพียงนี้หรือ  มิเร่งไปหาหยุนเฟยมาให้ข้าเสียที  เมื่อขาดนาง  หลายสิ่งหลายอย่างล้วนสะดุด  เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนตามกำหนดที่ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในสั่ง  หากจัดการไม่เรียบร้อย  ปล่อยให้นางเล็ดรอด  ระวังเราสองจะถูกลงโทษ”


“สตรีนางนี้ฉลาดล้ำ  หนีไปไร้ร่องรอยราวกับรู้ล่วงหน้า”  หยุนหยางพึมพำ  “ใต้เท้า  ข้ากับเจียวถู่มิถนัดงานตามหาคน  มิสู้มอบให้จินจูกับเมิ่งจีไปหรือ”


ไป๋หลงนิ่งตรึกตรองครู่  “ก็จริง—ไปกันเถิด  กลับคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิว”


หยุนหยางรับคำสั้นๆ  นั่งประจำที่สารถี  แล้วยกแส้ขึ้น


บนชายคาร้านรับจำนำติ่งชาง  แมวสลิดที่งีบซุกอุ้งเท้าอยู่ลืมตาขึ้น  ลุกพลิกตัวข้ามสันหลังคาแล้วลับไป


……


……


ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหม่าจี้  ห่างออกไปหลายสายถนน  เถ้าแก่กำทัพพีไม้ด้ามยาว  คนหม้อน้ำซุปกระดูกอยู่  ก็ได้ยินเสียงคนเข้ามาเอ่ย  “เถ้าแก่  ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม  เพิ่มเนื้อแกะหนึ่งส่วน”


เถ้าแก่ไม่เหลียวหลัง  ถามเรียบๆ  “ลูกค้าจะเอาเส้นกว้างหรือเส้นเล็ก”


“เส้นกว้าง”


เถ้าแก่หันมามอง  เห็นหนุ่มร่างบางหน้าตาดีไปนั่งข้างหน้าต่างแล้ว  จึงรับคำ  “ลูกค้ารอสักครู่”


ขณะกำลังดึงเส้น  ก็ได้ยินเจ้าหนุ่มถาม  “เถ้าแก่  เที่ยงตรงอย่างนี้  เหตุใดในร้านจึงไร้คน”


เถ้าแก่ยิ้มขื่น  เอ่ย  “ในเมืองเกิดภัยทหาร  มีแต่พ่อค้าเร่ที่ติดแหง็กอยู่ที่ยอมออกมาซื้อของกิน  พ่อค้าพวกนี้ชะตาไม่ดี  อยากกลับบ้านก็กลับไม่ได้  สินค้ากองพะเนินอยู่ท่าเรือ  ยังต้องเสียค่าคลังให้สมาคมขนส่งทางน้ำ”


เจ้าหนุ่มถามเรื่อยๆ  “ท่าเรือไม่มีเรือออกแล้วหรือ”


เถ้าแก่ปล่อยแผ่นเส้นที่ดึงจนเนียนลงสู่หม้อเดือด  แล้วว่า  “ไม่รู้เพราะเหตุใด  แต่เรือไม่ออกแล้ว”


เฉินจี้เหม่อมองผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างบางเบานอกหน้าต่าง  กรมสืบลับหมายจะจับหยุนเฟยเพื่อตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกและกบฏต่อจวนจิ้งอ๋อง  แต่ไม่มีใครคาดว่า  เขาแอบเตือนหยุนเฟยในระหว่างที่จิ้งอ๋องหมดสติว่า  “ท่านอ๋องล่วงรู้แล้ว—หันถง  ประมุขนิกายหลัวเทียน  มาเยี่ยมธิดาอ๋องเป็นประจำ”  คำเดียวทำให้หยุนเฟยเผ่นออกจากจวนอ๋องในทันทีแล้วลาลับไป


ท่ามกลางความพลั้งพลาดที่ไม่คาดคิด  กรมสืบลับจึงสูญเสียพยานบุคคลสำคัญ


บัดนี้  กรมสืบลับตามหาหยุนเฟยไม่พบ  จึงไร้หนทางหยิบหลักฐาน ‘จวนจิ้งอ๋องสมคบกับกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง’ มาตอกย้ำข้อหาต่ออ๋องผู้ครองอำนาจเต็มรายนี้ได้


ทว่า  หยุนเฟยที่อยู่ในเมืองหลัว  ยังคงเป็นภัยร้ายแรงอันใหญ่หลวงอยู่เสมอ


เถ้าแก่ถือถาดไม้  วางไว้ตรงหน้าเฉินจี้  “คุณลูกค้าเชิญรับประทาน  วันนี้ท่านเป็นแขกคนแรก  ข้าเพิ่มเส้นให้หนึ่งตำลึง”


เฉินจี้หยิบตะเกียบออกจากกระบอกไม้บนโต๊ะ  กล่าวคำขอบคุณ


เพิ่งรับประทานเส้นได้ไม่กี่คำ  ก็เห็นอูหยุนขนปุยกระโดดจากนอกหน้าต่างขึ้นเกาะบัว  ร้องเมี้ยวครั้งหนึ่ง  “ไม่มีใครตามมา  ท่าเรือถูกพวกกรมสืบลับคุม  เข้าได้แต่ไม่ให้ออก  ขณะนี้พวกหน่วยสืบลับแต่งชุดธรรมดากวาดค้นทั่ว  ใครเฉียดท่าเรือก็ถูกลากสอบ  บ้านของพวกกุลียกของทุกหลังถูกรื้อจนกลับตาลปัตร”


เฉินจี้ยิ้ม  หยิบเนื้อแกะในชามป้อนปากมัน  “ขอบใจ  หลายวันนี้ลำบากแล้ว”


อูหยุนคาบเนื้อแกะ  เงยหัวกลืนเข้าท้อง  “ร้อน!”


เฉินจี้หยิบเนื้อแกะอีกชิ้น  เป่าเสียก่อน  แล้วค่อยส่งเข้าปากมันอีกครั้ง  “ตัวนางอยู่ที่ไหน?”


อูหยุนกลืนแล้วเมี้ยวเบาๆ  “มาแล้ว”


คำยังไม่ทันจาง  ก็เห็นหญิงสาวใบหน้าซูบผอม  ถือตะกร้าผัก  เดินลับผ่านนอกหน้าต่าง


เฉินจี้วางตะเกียบลงทันที  ฝากเหรียญทองแดงสามสิบสองเหรียญไว้บนโต๊ะ  แล้วลุกตามไป


หญิงสาวแบกตะกร้าอย่างป้าบ้านใกล้  ไปที่ร้านขายข้าวน้ำมัน  ซื้อแป้งข้าวโพดสองตำลึง  แล้วแวะซื้อขนมปังธัญพืชหลายชิ้นที่ปากตรอก  ก่อนจะเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ


ท่ามกลางกำแพงขาว  หลังคาเทา  เฉินจี้เอ่ยแผ่วเบาจากข้างหลังนาง  “นายหญิงหยุนเฟย”


หญิงสาวไม่แล  ยังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน


เฉินจี้ตามหลังนางอย่างไม่รีบไม่ร้อน  เอ่ยอีกครั้งว่า  “เมื่อครู่ท่านแอบไปสังเกตการณ์ที่ท่าเรือมาใช่หรือไม่  พวกขันทีปิดล้อมท่าเรือ  จับตาสมาชิกสมาคมขนส่งทางน้ำภายใต้นิกายหลัวเทียนอย่างเข้มงวด  ท่านอยากออกจากเมืองหลัวใจแทบขาด—แต่หนีไม่พ้นเลย”


หญิงสาวหันกลับมองเฉินจี้ด้วยแววสงสัย  “หนุ่มน้อย  เจ้ากำลังพูดกับข้าหรือ  เกรงว่าคงจำผิดคนแล้ว”


บัดนี้ร่างของหยุนเฟยไร้เครื่องประดับอันวิจิตร  เสื้อผ้าฝ้ายสีเทามีแผ่นปะชุน  รองเท้า  ผ้าปลายเท้าขาดเป็นรูเล็กๆ


ใบหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปแล้ว  คิ้วบางลง  สันจมูกสูงขึ้น  ริมฝีปากเล็กลง—กระทั่งคนคุ้นเคยพบกัน  ยังไม่แน่ว่าจะจำได้


มิน่าเล่า  กรมสืบลับถึงตามหาไม่พบ


หยุนเฟยไม่ใส่ใจเฉินจี้อีก  หันกายจากไป


ทว่าเสียงเฉินจี้ดังขึ้นด้านหลังอย่างฉับพลัน  “นายหญิง  ข้ามีวิธีส่งท่านไปราชวงศ์จิ่ง”


หยุนเฟยยกตะกร้าผักแล้วหันขวับ  สีหน้าเย่อหยิ่ง  ถาม  “เจ้าตามหาข้าเจอได้อย่างไร?”


เพียงชั่วขณะ  อีกฝ่ายหลังตรงไหล่ผึ่ง  กลับเป็นพระชายาผู้สง่างามดังเดิม  แม้แต่ผ้าโพกหัวกับเสื้อผ้าหยาบก็กลบไม่มิด  ท่วงทีสูงศักดิ์จากการอยู่อย่างสุขสบายยาวนาน


เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ  “บัดนี้นายหญิงจำเป็นต้องรีบออกจากเมืองหลัว  นิกายหลัวเทียนช่วยท่านไม่ได้—แต่ข้าทำได้”


หยุนเฟยย้อนถาม  “อำนาจของกรมข่าวกรองเจ้าในเมืองหลัว  มิใช่ว่าถูกพวกขันทีถอนรากถอนโคนหมดแล้วหรือ  อาศัยสิ่งใดจึงส่งข้าพเจ้าออกไปได้?”


เดิมที  เฉินจี้ไม่ประสงค์หยิบยกเอกลักษณ์สายลับขึ้นอีก  ทว่าขณะนี้ทำได้เพียงตามน้ำอีกฝ่าย  “กรมข่าวกรองของข้าแฝงตัวในราชวงศ์หนิงมานานหลายปี  ย่อมมีความมั่นใจ—มิฉะนั้นข้าจะหาตัวท่านพบได้อย่างไร  ท่านไม่ต้องถามมาก  เพียงรู้ว่าข้าสามารถช่วยท่านออกไปได้ก็พอ”


หยุนเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่ง  จ้องเฉินจี้แล้วกล่าว  “คนในโลกย่อมไม่ทำสิ่งใดโดยไร้ผลประโยชน์  กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งของเจ้า  จะช่วยข้าไปทำไม?”


เฉินจี้อธิบาย  “กรมข่าวกรองต้องการร่วมมือกับนิกายหลัวเทียน  จึงจำต้องรักษาชีวิตนายหญิงไว้”


หยุนเฟยยิ้มบานฉับพลัน  “เจ้ากำลังโกหก”


เฉินจี้ไม่เปลี่ยนสีหน้า  เอ่ยกลับ  “นายหญิงหมายความว่าอย่างไร”


หยุนเฟยถือตะกร้าผัก  ก้าวเข้าหาเฉินจี้ทีละก้าว  จนเหลือเพียงสองก้าวจึงหยุดช้าๆ  “เจ้าทำเพื่อไป๋หลี่ใช่หรือไม่”


เฉินจี้นิ่งเงียบ  ไม่ตอบ


ทั้งสองยืนเผชิญกันในตรอกแคบ  อากาศหนักอึ้ง


ครู่ต่อมา  เฉินจี้เอ่ยเบาๆ  “นายหญิง  ข้าขอถามเพียงข้อเดียวได้หรือไม่”


หยุนเฟยไม่ยืนยันไม่ปฏิเสธ  “ถาม”


เฉินจี้ถาม  “เรื่องที่ท่านติดต่อกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งของข้า  เป็นคำสั่งจากท่านอ๋องหรือไม่”


หยุนเฟยหัวเราะเย็น  “หากไม่ใช่คำสั่งของอ๋อง  ข้าจะติดต่อพวกเจ้าไปทำไม”


เฉินจี้สูดลมหายใจลึกๆ  “แล้วท่านอ๋องล่วงรู้หรือไม่ว่า  ข้าเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง”


หยุนเฟยหัวเราะ  “ที่แท้เจ้ากังวลเรื่องนี้—ท่านย่อมทราบ”


เฉินจี้พลันขบคิดไม่เข้าใจ


เมื่อจิ้งอ๋องทราบแล้ว  เหตุใดจึงไม่ใส่ใจเอกลักษณ์สายลับของตนเลย—กระทั่งฝากฝังธิดาหัวแก้วหัวแหวน


หากจิ้งอ๋องทราบแล้ว  กรมสืบลับที่สมรู้ร่วมคิดกับท่านจะทราบหรือไม่ว่าตนเป็นสายลับ  แต่ขอเดาว่าไป๋หลงกับพรรคพวกยังไม่รู้  มิฉะนั้นคงไม่เกิดการฝากฝังธิดา


เฉินจี้พลันรู้สึกหนักศีรษะ  คล้ายติดหล่ม—ไม่รู้ตกลงไปเมื่อใด  และจะดิ้นให้พ้นอย่างไร


เฉินจี้เงยหน้ามองหยุนเฟย  “นายหญิง  ไม่ว่าท่านจะคิดเห็นอย่างไร  ขอให้มาที่นี่อีกครั้งยามเย็นวันพรุ่งนี้  ข้าจะส่งท่านออกจากเมืองหลัว”


หยุนเฟยถามเสียงหนักแน่น  “ไม่มีเหรียญเอวของกรมสืบลับ  จะออกนอกเมืองได้อย่างไร”


เฉินจี้กล่าว  “ข้ามีวิธีของข้าเอง”


หยุนเฟยหันกายจากไป  “หวังว่าเจ้าจะไม่ได้ดีแต่พูด”


เฉินจี้มองตามหยุนเฟยจนลับปลายตรอก  อูหยุนกระโดดจากหลังคามาเกาะไหล่เขา  แล้วร้องเมี้ยวด้วยความสงสัย  “ท่านตั้งใจจะเสี่ยงส่งนางออกไปจริงหรือ”


เฉินจี้ยืนในเงามืดใต้กำแพงสูงของตรอกเล็ก  


เงียบงันไม่ตอบ


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0447
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น