ตอนที่ 0183 ชะตา
หิมะใหญ่
แผ่นดินหมื่นลี้ขาวโพลน ดุจผมหงอกของโลกมนุษย์
หลังจากเฉินจี้ลาจินจู เขาเดินกลับอย่างมึนงง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเหยียบย่ำหิมะจนมาถึงโรงยาได้อย่างไร แม้กระทั่งลืมไปว่า ครั้งนี้ได้เอ่ยคำว่า ‘ข้ากลับมาแล้ว’ หรือไม่ เพียงเมื่อเข้าใกล้โรงยา ก็ค่อยๆ เก็บรอยยิ้มที่ทำเอาชาไปทั้งหน้า
พรุ่งนี้ที่หออิ๋งเซียน จะมีงานเลี้ยงเพื่อนร่วมงานหลายสิบคน เพื่อเฉลิมฉลองที่เขาเลื่อนตำแหน่งเป็นเหยี่ยวทะเล
ดังที่จินจูกล่าว ตั้งแต่นี้ไป แม้เจ้าอำเภอพบหน้า ยังต้องอ่อนน้อม ส่วนเจ้าเมืองเล็กๆ ที่ไร้หลังใหญ่คุ้มหัว ก็ไม่กล้าดูหมิ่น
ควรดีใจหรือไม่?
แน่นอนว่าควรดีใจ ในที่สุดเขาก็ได้ยืนหยัดมั่นคงในโลกนี้แล้ว
เขาควรดีใจเป็นพิเศษ ดีใจให้สุดขีด!
เฒ่าเหยายืนอยู่หลังโต๊ะบัญชี ชำเลืองหิมะที่ทับศีรษะและบ่าของเขา “หลงลืมวิญญาณไว้ที่ไหนมาหรือ? ไปจุดไฟในเต้าที่ห้องข้าสิ”
เฉินจี้อืมรับคำแล้วก้าวเข้าไปด้านใน
ครานั้นเอง เสียงรถม้าดังหยุดนอกประตู มีผู้หนึ่งมาถามอย่างสุภาพ “ขอรบกวนสักครู่ ท่านใดคือเฉินจี้?”
เฉินจี้ค่อยๆ หันกลับมา “ข้าเอง มีธุระอันใด?”
ทว่าเห็นผู้ดูแลร้านคนหนึ่ง พาลูกจ้างก้าวเข้ามา ยิ้มเต็มหน้า พลางเอ่ยว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลร้านตัดเย็บหลี่จี๋ ท่านยังจำได้หรือไม่? ก่อนหน้านี้ธิดาอ๋องได้สั่งตัดเสื้อผ้าหลายชุดให้ท่านกับร้านของเรา อันได้แก่ เสื้อคอตั้งกระดุมหน้าสองตัว กางเกงสำลีสำหรับฤดูหนาวสองตัว รองเท้าหนังสีดำสองคู่ หมวกอูซาลายกระเบื้องหนึ่งใบ และเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกหนึ่งตัว ตามคำสั่งของธิดาอ๋อง ท่านว่าไม่ชอบอวดอ้าง เราจึงเย็บขนสุนัขจิ้งจอกไว้ด้านใน ส่วนด้านนอกใช้ผ้าฝ้ายชั้นดีทำเป็นผิวนอก…”
เฉินจี้จ้องเสื้อผ้าที่แนบอยู่ในอ้อมแขนลูกจ้างอย่างตะลึง ถ้อยคำเหมือนถูกเก็บกักไว้ในลำคอ ไม่รู้จะตอบสนองเช่นไรในชั่วขณะนั้น
ผู้ดูแลร้านว่าต่ออย่างไม่ใส่ใจ “อ้อ จริงสิ ธิดาอ๋องยังกำชับเสริมว่า ให้เย็บเมล็ดแตงโมทองคำหกเม็ดไว้ในตัวเสื้อเป็นตุ้มถ่วง เพื่อให้เสื้อคลุมดูสง่างามขึ้น ท่านบอกว่า เผื่อไว้สะดวกใช้ยามฉุกเฉิน”
ลูกจ้างก้าวมาข้างหน้า วางเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขนของเฉินจี้
ผู้ดูแลร้านยิ้มละมุน “ค่าเสื้อผ้า ธิดาอ๋องชำระให้แล้ว หากท่านไม่มีธุระอื่น ข้าพเจ้าขอตัวกลับ หากเสื้อผ้ามีส่วนใดไม่พอดี ร้านเล็กๆ ของข้ายินดีแก้ให้โดยไม่คิดเงิน”
เขารอคำตอบจากเฉินจี้ ทว่าเฉินจี้เพียงก้มหน้ามองเสื้อผ้าในอ้อมแขน เงียบงันอยู่นานหลายนาที
จนกระทั่งเฒ่าเหยาโยนเงินก้อนหนึ่งมา “กลับไปเถอะ”
ผู้ดูแลร้านรับคำสั้นๆ แล้วหันหลังจากไป
เฒ่าเหยายืนมองแผ่นหลังของเฉินจี้ พลันถอนหายใจยาว “...เจ้าหนุ่ม มื้อเย็นจะกินข้าวที่บ้านหรือไม่?”
“ไม่กินแล้ว อาจารย์” เฉินจี้อุ้มเสื้อผ้าเข้าไปเก็บในห้องนอน ครั้นออกมา พลันทอดสายตาไปยังผ้าแถบสีแดงบนต้นแอปริคอตอย่างเหม่อลอย
ผ่านไปเนิ่นนาน เฉินจี้ยกบันไดมา ปีนขึ้นต้นไม้ เก็บผ้าแถบของไป๋หลี่ลงมา ค่อยๆ คลี่ออก จนเห็นอักษรเล็กงามหนึ่งบรรทัดเขียนว่า “ขอได้อยู่เคียงเจ้าปีแล้วปีเล่า ปีแล้วปีเล่า”
เขาเพ่งดูอักษรเล็กเหล่านั้น สายตาดุจจะทะลุผ่านพายุหิมะลูกใหญ่ ไปสบกับสายตาของไป๋หลี่ใต้ต้นแอปริคอตในวันนั้น
สีแดงบนต้นแอปริคอตผลิบานในความทรงจำ ดุจหลักยึดเหนี่ยวแห่งอดีต กลายเป็นวงล้อแห่งกาลเวลาในใจ ทำให้วันเก่ากับวันใหม่แยกจากกันตั้งแต่นี้ไป
เฉินจี้ยัดผ้าแถบสีแดงแนบอก ก้าวพ้นประตู พลิกกายขึ้นหลังม้า ม้าพาหนะกับหนุ่มน้อยควบฝ่าหิมะใหญ่ ดุจตัวละครในเรื่องเล่าของปรมาจารย์นักเล่าเรื่อง ล้วนเป็นผู้ไม่หวนกลับแห่งยุทธภพ
......
......
ในตรอกชุ่ยหยุน
พ่อบ้านคฤหาสน์เฉินกำลังสั่งบ่าวให้กวาดหิมะ “กวาดให้สะอาดหน่อย หากนายท่านกลับจากศาลากลางแล้วลื่นล้ม ระวังหนังของพวกเจ้าไว้”
ขณะนั้น รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ตรอกชุ่ยหยุน เฉินหลี่ฉินแหวกม่านรถลงมา เห็นได้ชัดว่าเขาสวมเสื้อคลุมขุนนางสีแดงสด ทว่าหว่างคิ้วไร้ซึ่งสง่าราศีดั่งก่อน กลับมืดทึบจนน่าอึดอัด
การกบฏของตระกูลหลิวถูกปราบแล้ว ทว่าแถลงการณ์ปราบโจรที่เขียนด้วยมือเขา กลับสูญหายไปพร้อมอาจารย์เฝิงผู้นั้น
เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ได้ จะว่าเล็กก็ใช่ หากวันหนึ่งมีผู้ขุดแถลงการณ์ขึ้นมาสอบสวน เขากับตระกูลหลิวก็ย่อมถูกนับเป็นพวกเดียวกับกบฏครั้งนั้น
พ่อบ้านเห็นนายของตน จึงรีบตะโกนลั่นเข้าไปในคฤหาสน์ “นายท่านกลับมาแล้ว!”
ภายในจวนเฉิน มีสตรีกิริยาสง่างามผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ นางยืนอยู่ภายในธรณีประตู เอื้อนเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านพี่ไอหนักมาหลายวันแล้ว ข้าจึงสั่งให้คนตุ๋นน้ำแกงเห็ดหูขาวกับสาลี่เตรียมไว้แล้ว เชิญท่านรีบดื่มตอนยังร้อนอยู่”
เฉินหลี่ฉินพยักหน้ารับ ไม่เอื้อนคำ
สตรีผู้นั้นกล่าวอ่อนโยนอีกครั้ง “ท่านพี่ ช่วงนี้เวิ่นจงขังตัวเองอยู่ในห้อง แม้แต่สาวใช้ก็ไม่ยอมให้เข้า คืนนี้ท่านช่วยไปคุยกับเขาหน่อย ดูว่ามีเรื่องอันใดคาใจหรือไม่”
เฉินหลี่ฉินรับคำสั้นๆ
ชั่วขณะให้หลัง เสียงกีบม้าดังสะท้อนจากนอกตรอก
เฉินหลี่ฉินหันขวับ มองเฉินจี้บนหลังม้าอย่างตกตะลึง “เจ้ากลับมาทำไม?”
สตรีภายในธรณีประตูเห็นเฉินจี้ ก็เอ่ยเสียงอ่อนโยน “กลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ มีธุระเร่งด่วนอันใดหรือ ขัดสนเงินใช้หรือเปล่า?”
ท่ามกลางสายตาผู้คน กีบม้าของเฉินจี้ไม่ชะลอแม้ก้าวเดียว
พ่อบ้านผงาดขึ้นขวาง “นายท่านกับนายหญิงกำลังพูดกับเจ้าอยู่ บังอาจ—”
เฉินจี้สีหน้าเย็นเฉียบ มือขวากระชากบังเหียน ม้าศึกพลันยกกีบหน้า โผนเหยียบลงใส่พ่อบ้านอย่างเกรี้ยวกราด!
พ่อบ้านสะดุ้งผวา กลิ้งตัวหลบไปข้างทาง จึงรอดกีบเหล็กนั้นไปฉิวเฉียด!
เฉินจี้เอ่ยเสียงเย็นชา “ไสหัวไป”
เขาฝ่าผู้คนตรงเข้าไป กระโดดลงจากหลังม้าหน้าประตูจวนจาง
เฉินจี้ส่งบังเหียนให้เด็กรับใช้หน้าประตู “รบกวนเข้าไปแจ้งหน่อย เฉินจี้มาเยี่ยม”
ฝั่งจวนเฉิน เฉินหลี่ฉิน หญิงสาว พ่อบ้าน และเด็กรับใช้ต่างเฝ้ามองเงียบงัน ราวลมหายใจบ้านเรือนหยุดลง พวกเขาหาได้เข้าใจไม่—คนผู้นี้มิใช่ท่านคุณชายสามของจวนเฉินหรือไร เหตุไฉนจึงวิ่งไปจวนจาง แล้วไอสังหารหนาทึบเย็นเยียบดั่งคมมีดเช่นนี้คืออะไร?
นี่มันเหมือนเด็กฝึกโรงยาตรงไหน หากแต่เป็นกลิ่นกระหายเลือดของยอดมือสังหารจากกองทัพชายแดนต่างหาก
หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพี่ ทำไมเฉินจี้ถึงผ่านหน้าบ้านแต่ไม่เข้ามา หรือว่าข้าทำอะไรไม่ดี ไปกระทบใจเขาอีกแล้ว…”
เฉินหลี่ฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ไม่เกี่ยวกับเจ้า ไม่ต้องคิดมาก”
หญิงสาวขมวดคิ้วงุนงง “แต่เขาไปจวนจางทำไม ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่า เขากับคุณหนูรองจางสนิทสนมกันอยู่บ้าง ทว่าบัดนี้เขาเป็นชายหนุ่มแล้ว กลับมาเยี่ยมคุณหนูรองจางกะทันหัน จะไม่เข้าพิธีหรือ? จะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูรองจางมัวหมองหรือเปล่า”
ขณะนั้นเอง จากในจวนจาง มีเสียงร้องของจางจัวผู้วิ่งพรวดออกมา “เอ้า! เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ข้ายังกำลังจะเปลี่ยนเสื้อราชการแล้วไปหาเจ้าที่โรงยาอยู่พอดี!”
ระหว่างเอ่ย จางจัวสวมเพียงถุงเท้าสีขาวก็วิ่งผลุนผลันออกมา
ตามติดมาไม่ห่าง คือโอรสสายตรงของจวนจาง จางเจิง วิ่งโผนออกมาดุจลมพัด
เห็นจางเจิงจูงแขนของเฉินจี้แล้วพาเดินลึกเข้าไปข้างใน “น้องรัก เมื่อกี้ข้ายังบอกกับอาเซี่ยว่าจะไปหาเจ้าด้วยกัน ข้างนอกหนาว เข้ามาอุ่นตัวในบ้านเถอะ”
ทว่า จางจัวเพียงปรายตามองเฉินจี้หนึ่งครั้ง แล้วหันไปบอกจางเจิงว่า “เฉินจี้มาครั้งนี้ย่อมมีเรื่องสำคัญ เจ้ากลับไปก่อน”
จางเจิงชะงักเล็กน้อย ก่อนหันหลังเดินออกไป พร้อมพาเด็กรับใช้หน้าประตูถอยตาม เพื่อมิให้ใครได้ยินถ้อยสนทนาระหว่างบิดากับเฉินจี้
ครั้นหน้าประตูนิ่งสงัด จางจัวมองมาที่เฉินจี้ “เจ้ามาเพื่อเรื่องจิ้งอ๋องหรือ”
“ไม่ ข้ามาเพื่อโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง ใต้เท้าจาง ข้าเคยช่วยท่านหนึ่งครั้ง จางเซี่ยสองครั้ง บัดนี้ข้าขอให้ท่านกับจางเซี่ยทำสิ่งหนึ่งให้ข้าในวันพรุ่งนี้ ได้หรือไม่”
จางจัวลูบเครารื้น “ไม่ว่าเรื่องใด จวนจางรับไว้แล้ว”
……
……
หลังจากนั้นหนึ่งก้านธูป เฉินจี้กลับควบม้าฝ่าลมหิมะไปยังตลาดบูรพาอีกครั้ง
จนย่ำเย็น เขาจึงชะลอม้าหน้าคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งบนถนนทงจี้ คืนนี้ท่านหญิงเฒ่าจะครบเจ็ดสิบปี กำลังจะจัดงานเลี้ยง
เฉินจี้มาถึงหน้าประตู พ่อบ้านยิ้มแย้มต้อนรับแขก “ท่านแขกผู้มีเกียรติ มีบัตรเชิญของตระกูลข้าหรือไม่”
เฉินจี้เดินเข้าไปข้างในโดยไม่เหลียวหลัง “ข้ามาหาคนงานที่มาช่วยงานเลี้ยงของจวนท่าน—ข้าเป็นสหายเขา”
พอได้ยินคำว่า ‘คนงาน’ สีหน้าพ่อบ้านก็เย็นชาลงทันที “หาคนงานถึงบ้านนายจ้างแล้วหรือ ไสหัวไป คืนนี้ท่านหญิงเฒ่าอายุครบเจ็ดสิบปี ไม่มีเวลามายุ่งกับเจ้าหรอก”
เฉินจี้เพียงเหลือบตามอง แล้วล้วงป้ายเอวกรมสืบลับจากแขนเสื้อ “สามวันหลังจากนี้ ไปรับไม้เรียวสิบทีที่หอขุนนางกรมสืบลับตรอกหวนจิ่ง—ไปด้วยตัวเอง หากเจ้าไม่ไป ข้าจะเป็นฝ่ายไปหาเจ้าเอง”
สีหน้าของพ่อบ้านซีดเผือดทันใด
เฉินจี้ผ่อนลมหายใจเป็นควันขาวท่ามกลางหิมะโถม รำพึงขื่นขมปนขำขัน “อำนาจบาตรใหญ่นี่สะดวกดีจริงๆ…ช่างเถอะ ข้าล้อเล่น พาข้าไปที่เวทีละคร”
พ่อบ้านก้มศีรษะต่ำ นำทางไปข้างหน้า “ใต้เท้าโปรดระวังหิมะ”
มาถึงริมเวทีละคร เฉินจี้เพียงโบกมือไล่พ่อบ้านให้ถอยไป
เขายืนเงียบอยู่ข้างเวที เซ่อเติงเค่อกับคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังแบกไม้ ประกอบเวทีทีละชิ้น เสียงตะปูดังกรอบแกรบท่ามกลางลมหิมะ จนกระทั่งเซ่อเติงเค่อเหลือบเห็นเขา จึงวิ่งมาด้วยแววตายินดี “เฉินจี้ เจ้ามาได้อย่างไร คืนนี้ท่านหญิงเฒ่าตระกูลถังอายุครบกำหนด อีกสักครู่เจ้าไปซ่อนหลังเวทีกับข้า พอตอนดึกข้าจะพาเจ้าไปกินของดีๆ”
เฉินจี้ยืนกลางหิมะ เงียบครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “พี่เซ่อ ท่านชอบชุนหวาหรือไม่”
เซ่อเติงเค่อลังเลครู่ “ใช่…ชอบ”
เฉินจี้ถามแผ่ว “เหตุใดจึงชอบนาง”
เซ่อเติงเค่อนึกย้อน “ครั้งแรกที่ข้าเข้าจวนอ๋อง เคยทำตัวโง่เขลาจนน่าอับอาย หลายคราวถึงกับเสียหน้า สาวใช้คนอื่นล้วนหัวเราะเยาะ มีเพียงนางที่ตักเตือนอย่างละมุน ต่อมายังแอบสอนมารยาทให้ข้า เอาขนมจากจวนอ๋องมาให้ ตอนวันหยุด ข้าพานางไปบ้านช่วยตั้งเวที นางก็ไม่รังเกียจ เฉินจี้ นางเป็นคนดีจริงๆ”
เฉินจี้ทอดสายตาไปยังเวทีละคร “ก่อนหน้านี้ ท่านกับนางร่วมมือกันวางกับดักข้า ยังจำได้หรือไม่? ตอนนั้นนางชดใช้เงินให้ข้า ทั้งเศษทั้งหน่วย สามสิบตำลึงเงิน เศษสามสิบหกเหรียญทองแดง”
เซ่อเติงเค่อสีหน้าหม่น “จำได้…ขอโทษ”
เฉินจี้หันศีรษะ จ้องตรงไปยังเซ่อเติงเค่อ “ครั้งนั้นข้าบอกว่า ท่านเป็นหนี้ข้าหนึ่งชีวิต เมื่อใดให้ใช้คืน ท่านก็ต้องคืนทันที”
“จำได้”
“บัดนี้ ถึงคราวคืนชีวิตนั้นแล้ว”
เซ่อเติงเค่อดิ้นรนอยู่เนิ่นนาน “…ได้”
เฉินจี้ยิ้ม ปัดหิมะบนบ่าเซ่อเติงเค่อ “พี่เซ่อ ชีวิตนี้ข้ามิได้เอาไปเปล่าๆ ยามนี้ชุนหวาถูกขังคุกใน ช่วยข้าก็เท่ากับช่วยนาง หากครั้งนี้ท่านรอด ข้าจะส่งท่านกับนางหนีไปไกลด้วยกัน”
เซ่อเติงเค่อรู้สึกหัวใจรัดตัว “ถ้าไม่รอดล่ะ”
“นั่นก็คือชะตา”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น