ตอนที่ 0073 ไฟและยา



กลางคืน  ยามไฮ่


ทุกคนในโรงยาต่างหลับใหลไปหมดแล้ว  เหลือเพียงห้องโถงใหญ่ที่ยังมีแสงไฟส่องอยู่


เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันหมู  กะพริบอยู่บนโต๊ะบัญชี  ส่องสว่างเพียงบริเวณเล็กๆ


เฉินจี้พับแขนเสื้อ  ยืนอยู่หลังโต๊ะบัญชีไม้แดง  ผมถูกรวบด้วยปิ่นไม้ไว้กลางศีรษะ  ตั้งใจบดถ่านไม้ทีละแท่งจนละเอียด  แล้วผสมกับเหล้าเซาเตาจื่อแรงสูง  ซึ่งเคยซื้อมาไว้หนึ่งไห  ปูกระจายบนโต๊ะบัญชี


เขาผลักตะเกียงน้ำมันหมูให้ห่างออกไปหน่อย  รอคอยอย่างเงียบงัน  ให้แอลกอฮอล์  ไฮโดรคาร์บอน  และออกไซด์ระเหยจนหมด


ระหว่างรอให้ระเหย  เขาพัดโบกแผ่วเบา  พลางเงยหน้ามองขื่อคาน


บนขื่อคานมีแมงมุมตัวเล็ก  กำลังชักใยอย่างเชื่องช้า  แมลงเม่าตัวหนึ่งพุ่งชนใยและดิ้นรนอย่างสุดแรง  แมงมุมคลานไปหาแมลงเม่า  แต่ไม่ทันสังเกตว่า  ข้างใยของมันมีตุ๊กแกรออยู่ตัวหนึ่ง


ตอนนั้นเอง  เสียงจากด้านหลังเขาดังขึ้น  “ในห้องทำไมกลิ่นแอลกอฮอล์แรงจัง  เจ้าดื่มเหล้าหรือ”


เฉินจี้ลุกขึ้น  หันกลับไป  มองเฒ่าเหยาที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน  ยิ้มพลางกล่าว  “อาจารย์  ท่านยังไม่นอนหรือ”


เฒ่าเหยาทำหน้านิ่ง  “ศิษย์ข้ากำลังจะจากบ้านเกิดไปไกล  ข้าจะนอนได้อย่างไร”


“ท่านทำนายเห็นหรือ?”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “เจ้าทั้งทำอาหารให้ทุกคน  ทั้งทำหน้าเศร้า  ข้าไม่ต้องทำนายก็เดาได้  ข้าไม่ได้ทำนายเป็นอย่างเดียว  ยังใช้สมองคิดเป็นด้วย”


“อ้อ...”


เฒ่าเหยายืนอยู่ตรงข้ามเขา  มองผงถ่านบนโต๊ะบัญชีอย่างไม่ใส่ใจนัก  “บอกมาสิ  ตั้งใจจะไปไหน”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ข้าไม่ไปไหน  คราวนี้ท่านเดาผิดแล้วล่ะ”


เฒ่าเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง  เขาหยิบเหรียญทองแดงหกเหรียญจากแขนเสื้อ  โยนลงบนโต๊ะบัญชี  แล้วอ่านคำทำนายพลางพูด  “หืม…จริงด้วย  ไม่ได้จะไป...ทำไมเจ้าถึงไม่ไปแล้วล่ะ?”


เฉินจี้ยิ้ม  “ฟ้าสร้างความมืดมน  เคลื่อนไหวท่ามกลางอันตราย  มุ่งสู่ความตายเพื่อเกิดใหม่  นี่มิใช่ผลทำนายที่ท่านทำนายให้ข้าหรือ?  อย่างข้าน่ะ  ไม่เหมาะกับการหนีหรอก”


“เหมาะกับการตายหรือ?  สองนักษัตรแห่งกรมสืบลับสิบราชวงศ์หนิงทางใต้  กำลังจับตามองเจ้า  สือเฉาแห่งกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งทางเหนือ  ต้องการฆ่าเจ้า  เจ้าไม่ไปแล้วจะอยู่ทำอะไรที่นี่?”


เฉินจี้ไม่ตอบ  เพียงเงยหน้ามองแมงมุมกับตุ๊กแกบนขื่อคานอีกครั้ง  อยากดูว่าตุ๊กแกกินแมงมุมไปแล้วหรือยัง


เฒ่าเหยามองตามสายตาของเขาไป  “ครั้งนี้  เจ้าเป็นแมงมุมตัวนั้น  หรือเป็นตุ๊กแกตัวนั้น  หรือว่า  เจ้าเป็นแมลงเม่าที่ติดใยแมงมุมแล้วล่ะ”


เฉินจี้ไม่ตอบ  เพียงรวบรวมผงถ่านที่แห้งสนิทแล้วเข้าด้วยกัน  หยิบตาชั่งทองแดงมาชั่งน้ำหนัก


เขาหยิบกำมะถันกับดินประสิวที่สกัดเตรียมไว้แล้วออกมา  รวมถึงน้ำตาลขาว  ผสมให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอ  แล้วเทใส่กระบอกไม้ไผ่  ผสมเศษเหล็กเล็กน้อยเข้าไป


ตอนนั้นเอง  อูหยุนมุดเข้ามาทางรอยแยกหน้าต่าง  มันมองบรรยากาศอันหนักอึ้งนี้  มองเฒ่าเหยาก่อน  แล้วมองเฉินจี้  ร้องเหมียวขึ้น  “เหมือนที่ท่านเดาไว้  จินจูสืบเจอเบาะแสจากสำนักช่างแล้ว”


เฉินจี้ไม่เงยหน้า  เขาปิดผนึกกระบอกไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง  เหลือไว้เพียงชนวนที่ทำจากกระดาษบางม้วนกับดินปืน


จนถึงตอนนี้  เฉินจี้จึงวางกระบอกไม้ไผ่ลงบนโต๊ะบัญชี  เงยหน้ายิ้มตอบ  “อาจารย์  ข้าไม่ใช่แมลงเม่า  ไม่ใช่แมงมุม  และไม่ใช่ตุ๊กแกด้วย”


เขามองไปทางตะเกียงน้ำมันหมูริมโต๊ะบัญชี  “ข้าคือกองไฟนั่น”


กองไฟที่ไม่ได้เป็นของยุคนี้


เฉินจี้หยิบผ้ามาผืนหนึ่ง  ห่อกระบอกไม้ไผ่ทั้งสามไว้ด้วยกัน  แล้วมัดไว้บนหลัง


เขาโบกมือเรียกอูหยุน  หันตัวจะเดินออกจากประตู


เฒ่าเหยาจ้องมองเขานาน  “ในตัวเจ้ายังมีกระแสน้ำแข็งเหลืออยู่เท่าไร  ดูดซับโสมได้กี่ราก”


เฉินจี้คิดอยู่ครู่แล้วตอบ  “หกราก”


เฒ่าเหยาเดินไปทางตู้ยา  เปิดลิ้นชัก  “แปลงกระแสน้ำแข็งให้หมดก่อนค่อยไป”


เฉินจี้ตาเป็นประกาย  ที่แท้อาจารย์รับโสมสิบรากเมื่อเช้านี้  ก็เพื่อเก็บไว้ให้ตนนี่เอง  “ขอบคุณท่านอาจารย์”


“โสมหนึ่งรากสามสิบตำลึงเงิน  หรือเมล็ดแตงโมทองสามเม็ด”


เฉินจี้ชะงักไป  “ข้านึกว่าท่านจะใจกว้างเสียอีก”


เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น  “ถ้าใจกว้าง  แล้วข้าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง”


“ตกลง  ข้าขอแลกแค่ห้าราก”  เฉินจี้นับเมล็ดแตงโมทองสิบสองเม็ดจากแขนเสื้อ  วางลงบนโต๊ะบัญชี  แล้วไปหยิบเงินสามสิบตำลึงจากห้องนอนเด็กฝึกมาอีก...


ตอนนี้  ทรัพย์สินที่เขาสะสมมาอย่างยากลำบาก  เหลือเพียงแค่เงินหกสิบสามตำลึง


“อาจารย์  ข้าไปแล้วนะ”  เฉินจี้หยิบโสมห้าราก  แปลงมันให้เป็นลูกปัดคริสตัลใส  ป้อนให้อูหยุนทีละเม็ด


เขาสะพายห่อผ้า  เดินเข้าสวนหลังบ้าน  ปีนขึ้นหลังคา  แล้วหายเข้าไปในความมืด


ข้างต้นแอปริคอต  เฒ่าเหยามองไปยังทิศทางที่เขาจากไป  โยนเหรียญทองแดงหกเหรียญลงมา  “อัปมงคลอย่างยิ่ง”


อีการ้องก๊าๆ


เฒ่าเหยาพูดอย่างรำคาญ  “ทางที่เลือกเอง  ก็ต้องเดินเอง...เจ้าอยากไปดูก็ไปเถอะ  ข้าไม่ขวางหรอก”


...


...


กลางดึกสงัด  บนถนนเจิ้งเหอ  มีเกวียนถ่านคันหนึ่ง  ถูกวัวสองตัวลากจูง  เคลื่อนไปทางตลาดบูรพาอย่างช้าๆ


ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว  ฟืนถ่านกลายเป็นของจำเป็น  อย่างเช่นในเมืองหลวง  ต้องแจกจ่ายฟืนถ่านให้ขุนนางในราชสำนักปีละเจ็ดแสนสองหมื่นแท่ง


ในวังหลวงใช้ถ่านตะกร้าแดง  ขุนนางนิยมถ่านเส้นเงินจากภูเขาซี  คนมั่งมีเผาถ่านไม้ถง  คนธรรมดาใช้ถ่านดำ  หากไม่มีถ่านไม้  ฤดูหนาวจะลำบากเป็นพิเศษ


นี่เป็นช่วงที่พ่อค้าถ่านทำกำไรงอกงาม  ถ่านเผาจากป่าเขา  ขนส่งทางน้ำมายังตลาดบูรพาเมืองหลัว  แล้วจากตลาดบูรพา  ก็ขายส่งไปยังบ้านเรือนต่างๆ  ทุกวันมีเกวียนขนส่งไปมาไม่ขาดสาย


เกวียนถ่านต่างจากเกวียนวัวทั่วไป  มันปิดทั้งสี่ด้าน  แต่เปิดโล่งด้านบน


พ่อค้าถ่านขับเกวียนวัว  ฮัมเพลงแผ่วเบาตลอดทาง  ไม่ได้สังเกตเลยว่า  ในเงามืดข้างทางมีคนที่มีแมวเกาะบ่า  กำลังรอให้เขาผ่านไปอย่างช้าๆ


เมื่อเกวียนถ่านผ่านเงามืด  เฉินจี้เดินเร็วสองก้าว  พลิกตัวขึ้นไปในกระบะเกวียนอย่างเบาหวิว  โดยปราศจากสุ้มเสียงใดๆ


พ่อค้าถ่านรู้สึกว่าตัวเกวียนสั่นไหวแผ่วเบา  จึงหันกลับมามองถนนหินด้านหลังอย่างสงสัย  แต่ก็ได้ข้อสรุปว่า  ตนคงเผลอทับก้อนหินเล็กๆ เข้า


เขาเห็นว่าล้อเกวียนไม่มีสิ่งผิดปกติ  จึงฮัมเพลงต่อ  “ยืนหน้าบันไดยามต้น  พรหมลิขิตชักนำ  เอ่ยเสียงหนึ่งว่าแขกมา  จุดตะเกียงขึ้นชั้นบน  ดึกดื่นแล้วเจ้าบ้านต้องอำนวย...”


เฉินจี้ฟังออกว่า  นี่เป็นเพลงอนาจารที่แพร่หลายจากตรอกชุดแดง...


พ่อค้าพวกนี้  กลางวันหาเงิน  กลางคืนเที่ยวหอนางโลม  ไม่พนันก็เที่ยวผู้หญิง  สุดท้ายไม่มีอะไรเหลือ


เขาอมยิ้ม  กอดอูหยุน  พานอนขดตัวในเกวียนถ่านสกปรก  แล้วหลับตาลง  ปล่อยให้เกวียนถ่านพาตนไปยังตรอกชุดแดงในตลาดบูรพา


ยิ่งใกล้ตลาดบูรพามากเท่าใด  จิตใจเฉินจี้ก็ยิ่งสงบ  เขาลูบดาบสั้นในแขนเสื้ออีกครั้ง  แล้วค่อยๆ หลับตาลง


กลับเข้าสู่สนามรบในแดนฝันนั่น


“พี่เฟิ่งหวย  ท่าที่ท่านหมุนดาบตามตัวเมื่อครู่นี้  มันเรียกว่าอะไร?”


“ซิงหยวน”


“พี่เฟิ่งหวย  ท่าที่ท่านใช้คมดาบแนบคมดาบข้า  ไล่ขึ้นมาทวนกระแส  บีบให้ข้าต้องทิ้งดาบเมื่อครู่  มันเรียกว่าอะไร?”


“ซิงหั่ว”


“พี่เฟิ่งหวย  ท่าที่ท่านฟันสันดาบข้าเมื่อครู่คืออะไร  ท่านี้สั่นจนข้อมือข้าเจ็บยิ่ง  แต่ดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล”


เฟิ่งหวยยิ้มเขินอาย  “ท่านั้นเรียกว่าชั่วจิน  อันที่จริง  ข้าควรฟันดาบเจ้าขาดในคราวเดียว  แต่เพราะดาบเจ้าดีเกินไป  จึงฟันไม่ขาด”


ทุกวิถีการเคลื่อนดาบ  ทุกย่างก้าวเข้าถอยของนักรบดาบเฟิ่งหวย  ล้วนละเอียดประณีตดั่งงานศิลป์  สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ


อีกฝ่ายเปรียบเสมือนค้อนหนัก  กระหน่ำทุบลงบนแท่งเหล็กดิบที่คือตัวเขา  ตีหลอมขึ้นรูป  เฉินจี้แลกความตายครั้งแล้วครั้งเล่ากับทักษะใหม่ทีละอย่าง


เฉินจี้ยังไม่เคยใช้ดาบต่อสู้กับคนนอกมาก่อน  จึงไม่รู้ว่าฝีมือตนดีพอหรือไม่  เขาทำได้แค่ฝึกซ้อมไม่หยุด  เพื่อค่อยๆ เข้าใกล้ฝีมือเฟิ่งหวย  แล้วก้าวข้ามไป


ตอนแรก  เฉินจี้ตายชั่วยามละยี่สิบสามสิบครั้ง  ถึงตอนนี้  เขาตายแค่ชั่วยามละสามสี่ครั้ง


ตอนแรก  เขาเต็มไปด้วยช่องโหว่  ถึงตอนนี้  ทั้งสองฝ่ายเริ่มทันกัน  มักสู้กันร้อยกระบวนท่าโดยหาจุดอ่อนกันไม่เจอ


วิชาดาบเหล่านั้น  ราวกับถูกสลักไว้บนกระดูกเขามาแล้วหมื่นปี  สลักเป็นลวดลายอันซับซ้อนและแยบยล  กำลังค่อยๆ ถูกปลุกให้ตื่น


เฉินจี้ยืดตัวตรง  “อีกครั้ง”


บนหินใหญ่  ซวนหยวนนั่งขัดสมาธิ  ยังคงสวมชุดจักรพรรดิสีดำ  เพียงแต่ดวงดาวที่ปักด้วยด้ายทองเปลี่ยนไป  เหลือแค่กลุ่มดาวจื่อเว่ยซิงหยวน


ซวนหยวนเอ่ยถาม  “เจ้าดูเหมือนจะรีบนะ?”


เฉินจี้ตอบ  “ก็รีบจริงๆ”


ซวนหยวนงุนงง  “ข้างนอกมีคนอยากฆ่าเจ้า?”


เฉินจี้ตอบเรียบเฉย  “ไม่ใช่  แต่ข้ามีคนที่อยากฆ่า”


ซวนหยวนหัวเราะเสียงดัง  “มิน่าเล่า  วันนี้ก้าวหน้ากว่าเมื่อวาน  ตอนนี้แหละ  เจ้าถึงจะเหมาะกับการฝึกดาบ!  ดาบคือหัวใจแห่งร้อยอาวุธ  ไม่มีใจอยากฆ่าคน  ฝึกดาบไม่ดีหรอก!  แต่ข้าแนะนำให้เจ้าหยุดพักก่อน  พักสักครู่แล้วค่อยเรียนต่อ  สภาพอ่อนล้าจะทำให้ใจลอยกระสับกระส่าย  ไม่เกิดประโยชน์ในการเรียน”


เฉินจี้ครุ่นคิด  แล้วนั่งขัดสมาธิลงอย่างเด็ดขาด  “พี่เฟิ่งหวย  ท่านก็นั่งพักด้วยเถอะ”


เฟิ่งหวยเก็บดาบนั่งลง  ท่าทางเรียบร้อยราวกับเด็กฝึก


ทั้งสามนั่งกับพื้นบนขุนเขาขจี  เมฆไหลผ่านพลิ้วข้างกาย  ดั่งอยู่สรวงสวรรค์  ได้เซียนประทานอายุยืน


เฉินจี้กล่าวอย่างอารมณ์ดี  “พี่เฟิ่งหวย  วิชาดาบท่านดีจริงๆ”


เฟิ่งหวยสวมเกราะเบา  อายุราวยี่สิบปี  หน้าตาหล่อเหลา  ยังดูอ่อนเยาว์  เห็นภายนอกไม่มีทางนึกออกว่า  เป็นยอดฝีมือแห่งดาบ


เขาได้ยินเฉินจี้ชมตัวเอง  จึงยิ้มเขินมากขึ้น  “ท่านสอนดีต่างหาก  ตอนที่พวกเราติดตามท่านฝึกดาบ  ก็ลำบากไม่น้อยเหมือนกัน”


เฉินจี้งุนงง  “...ข้าสอนหรือ?  แล้วทำไมข้าถึงรู้สึกว่า  ท่านฟันข้าอย่างตื่นเต้นนัก?”


เฟิ่งหวยลังเลครู่หนึ่ง  “แล้วใครไม่ตื่นเต้นบ้าง?”


เฉินจี้พูดเรียบๆ  “...มีเหตุผล  ตอนไม่ฝึกดาบ  ช่วยสุภาพกับข้าหน่อย”


เฟิ่งหวยรีบตอบ  “ขอรับ!”


เฉินจี้เอ่ยถามลอยๆ  “ซวนหยวน  ถ้าคืนนี้ข้าตาย  ท่านจะใช้ร่างข้ากลับมาสู่โลกอีกครั้งได้ใช่ไหม?”


ซวนหยวนจ้องมองเฉินจี้  “ได้”


“ถ้าท่านกลับสู่โลกได้จริง  ช่วยข้าสังหารใครบางคนได้ไหม?”


ซวนหยวนหัวเราะเย็น  “ทำเองสิ”


“ก็ได้”  เฉินจี้หันไปมองซวนหยวน  ผู้มองลงมาจากหินใหญ่  “เอ่อ...ข้าอยากปรึกษาหน่อย  คืนนี้ขอยืม  ‘วาฬ’  ไปใช้ได้หรือไม่?”


“ไม่ได้”  ซวนหยวนส่ายหน้า 


“แต่คืนนี้ข้าต้องฆ่าคน  ไม่มี  ‘วาฬ’  ดาบอื่นใช้ไม่ถนัดมือเลย”


ซวนหยวนหัวเราะเย็น  “ศัตรูจะยอมต่อรองกับเจ้าหรือ  ทุกเรื่องที่เจ้าพบเจอ  จะต่อรองได้หมดเลยหรือ?  ข้าบอกแล้ว  ฉลาดเป็นเรื่องดี  แต่โลกนี้มีภูเขาที่เจ้าอ้อมไม่ได้  อยากได้  ‘วาฬ’  ต้องชนะเฟิ่งหวยให้ได้ก่อน”


“ก็ได้”


ขณะนี้  เฉินจี้ได้ยินอูหยุนร้องเหมียวเบาๆ ข้างหู  เขาเท้าดาบ  ลุกขึ้นมองซวนหยวน  “คืนนี้ยังมีอะไรต้องทำอีกมาก  ถ้าทุกอย่างราบรื่น  พรุ่งนี้เจอกัน”


ซวนหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง  “พรุ่งนี้เจอกัน”


เฉินจี้ลืมตาในกระบะเกวียน  เกวียนถ่านจอดนิ่งนอกตรอกชุดแดงแล้ว  คนขับเกวียนฮัมเพลงอนาจาร  เดินร่าเริงเข้าไปในตรอกชุดแดง


เขาและอูหยุนแอบโผล่หัวออกมาจากกระบะเกวียน  กลับตกใจเห็นรถม้าคุ้นตามาจอดข้างๆ


จากนั้น  เสียงโอรสอ๋องดังขึ้น  “ใช้ทางลัดผ่านโรงยาก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ  เฉินจี้อุตส่าห์ตั้งบันไดไว้ให้พร้อมใช้งาน…ดูสิ  ปีนออกมาทางสวนหลังบ้าน  เสื้อคลุมข้าขาดจนได้!”


เสียงธิดาอ๋องไป๋หลี่ดังตามมา  “ข้าไม่อยากเดินผ่านโรงยา  ไม่ได้หรือไง!”


“ได้ๆๆ...”


เฉินจี้เห็นทั้งสองกระโดดลงจากรถม้า  เดินเข้าตรอกชุดแดงไป  อยากขวางไว้เพื่อบอกว่า  คืนนี้ที่นี่อันตราย  แต่ตัวเขามาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลอันใด  จะอธิบายออกไปได้อย่างไร? 


มองโอรสอ๋องและธิดาอ๋องไป๋หลี่หายเข้าไปในตรอกชุดแดง  เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง  แล้วยื่นมือตักผงถ่านจากกระบะมาป้ายบนใบหน้า


“ไป  อูหยุน  ปีนขึ้นหลังคาด้วยกัน”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0127
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง