ตอนที่ 0072 สามอย่างที่ไม่ช่วย
ไก่ขันยามเช้า เฉินจี้หลุดออกจากสนามรบในแดนฝัน บรรจงลุกขึ้นยืน เดินโขยกเขยกไปยังโถงกลางโรงยา นั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ รอซีปิ่งมาหา
เหลียงมาวเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นชุดผ้าสีเทา ตื่นแต่เช้าออกไปตักน้ำ
เฉินจี้อยากช่วยกวาดพื้น แต่ถูกเขากดให้นั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ “บาดแผลของท่าน ยังต้องพักฟื้นอีกเดือนนึง อย่าขยับมากนักเลย งานในโรงยา ข้าทำคนเดียวก็ได้”
เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย “อันที่จริง เจ้าก็เห็นแล้ว ทุกคนไม่ได้รังเกียจที่พวกเจ้าจะอาศัยอยู่ด้วย ดังนั้น พี่มาวเอ๋อร์ไม่ต้องรีบทำงานทุกอย่างให้เสร็จหรอก”
เหลียงมาวเอ๋อร์พูดเสียงเบา “ข้าจะทำงานมากแค่ไหน ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่พวกท่านอย่าโกรธที่พี่ข้าไม่ได้ช่วยเมื่อวาน เขามีเหตุผลที่พูดไม่ได้”
“ทำไมเขาถึงตั้งกฎ ‘สามอย่างไม่ช่วย’ ให้กับตัวเองล่ะ?” เฉินจี้ถามอย่างสงสัย “เขาเคยติดต่อกับสำนักพิธีการบ่อยๆ หรือ?”
เหลียงมาวเอ๋อร์แบกคานหาบ ยืนนิ่งอยู่ในโถงกลางนานมาก สุดท้ายจึงพูดว่า “อันที่จริง ก่อนหน้านี้ข้าโกหก หลังจากพี่สะใภ้ข้าหนีไป ก็ไม่ถึงกับขาดข่าวคราวโดยสิ้นเชิง”
“นางไปที่ไหน?”
เหลียงมาวเอ๋อร์ก้มหน้า “ตอนพี่สะใภ้ข้าออกจากราชวงศ์หนิง ก็ถูกกรมสืบลับพบเข้า เทียนหม่าไปดักจับนางที่เมืองชายแดน ไหนเลยนางจะสู้เทียนหม่าได้ จึงถูกจับในทันที ตอนนั้นเสนาบดีฝ่ายในส่งคนมาหาพี่ข้า แจ้งข่าวว่า เขาจะไม่จับพี่สะใภ้เข้าคุกใน แต่จะส่งกลับเมืองหลัว โดยมีเงื่อนไขคือ พี่ข้าต้องไม่เป็นศัตรูกับสำนักพิธีการ และยังต้องช่วยสำนักพิธีการทำงานสามอย่าง”
“แล้วเหตุใดพี่สะใภ้ของเจ้า ถึงไม่กลับมาเมืองหลัวล่ะ?” เฉินจี้พลันกระจ่างทันที สำนักพิธีการคงกังขาในตัว ‘นักดาบหญิง’ มานานแล้ว จึงรอให้นางหนีออกมา แล้วใช้นางมาควบคุมเหลียงโก่วเอ๋อร์
เหลียงมาวเอ๋อร์หัวเราะ “พี่ข้าตอบรับเงื่อนไขของเสนาบดีฝ่ายใน แต่เขาไม่ได้ให้สำนักพิธีการส่งพี่สะใภ้ข้ากลับ แต่บอกให้ปล่อยนางไปแทน”
เฉินจี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ “แม่นางเยียนเอ๋อร์ที่ตรอกชุดแดง...ละม้ายคล้ายพี่สะใภ้เจ้ามากสินะ?”
“อืม” เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มซื่อๆ แล้วเดินออกจากประตู “ข้าขอตัวไปตักน้ำก่อน เดี๋ยวยังต้องทำอาหารอีก”
ตอนที่เขาออกจากประตู กลับพบว่า บนถนนอันซีซึ่งปูด้วยหิน แม่นางซีปิ่งกำลังยกชายกระโปรงรีบร้อนเดินมา พอดีสวนกับเหลียงมาวเอ๋อร์ตรงธรณีประตู
เฉินจี้ยิ้มลุกขึ้นต้อนรับ “แม่นางซีปิ่ง มาทำอะไรที่โรงยาแต่เช้า?”
แม่นางซีปิ่งเห็นเขาก็รีบพูด “เฉินจี้ กำลังจะตามหาท่านพอดี ไป๋โป๋เหร่ถูกใครไม่รู้ทำร้ายอีกแล้ว นายหญิงเรียกท่านไปรักษามันด่วน...ไม่รู้ใครใจร้ายขนาดนี้ ลงมือกับไป๋โป๋เหร่ถึงสองครั้งสองครา! ไม่มีความละอายใจเอาเสียเลย!”
เฉินจี้ก้มหน้าลงด้วยความละอายเบาๆ “แม่นางซีปิ่ง ข้าไปรักษามันที่จวนอ๋องไม่ได้ เมื่อวันก่อนถูกคนร้ายแทง แผลที่ขายังไม่หายดีเลย”
หากปฏิบัติตามหลักการส่งข่าว เฉินจี้ควรไปพบหยุนเฟยตัวต่อตัว เพื่อส่งข้อมูลสำคัญ เพื่อป้องกันการส่งข้อมูลผิดพลาด
แต่ชั้น 2 ของอาคารฝั่งตรงข้าม ยังมีคนของจินจูคอยจับตาดูอยู่ หากเขาเดินโขยกเขยกไปจวนอ๋อง จินจูต้องสงสัยแน่
เฉินจี้ยืนอยู่ข้างโต๊ะบัญชีไม้แดง หยิบพู่กันขึ้นมา พลางเอ่ยว่า “ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่าน เดี๋ยวจับยาแล้ว ให้ท่านนำกลับไป ทาภายนอกให้ไป๋โป๋เหร่ก็พอ”
ซีปิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ได้”
เฉินจี้ชั่งยาสมุนไพร ห่อด้วยกระดาษไขสีเหลือง แล้วมัดด้วยเชือกป่าน มัดเสร็จแล้ว เขายัดใบสั่งยาเข้าไปในร่องเชือกป่านด้วย “กลับไปเถิด ทาวันละสองครั้ง ไป๋โป๋เหร่จะหายดีเอง”
ซีปิ่งรับห่อยาจากมือเขา แล้วกลับไปตำหนักเฟยหยุน
พอถึงอาคารชั้นนอกของตำหนักเฟยหยุน นางได้ยินเสียงอ่อนหวานของหยุนเฟย ดังมาจากภายในห้อง “ไป๋หลี่ อาจารย์หวังบอกว่า ช่วงนี้เจ้าเรียนแล้วชอบง่วงนอน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดี พ่อเจ้ากลับมาต้องดุด่าแน่”
ไป๋หลี่บ่นพึมพำ “อาจารย์หวังเป็นถึงปราชญ์ใหญ่ ไฉนแอบนินทาคนลับหลัง!”
หยุนเฟยทำเป็นโกรธ แต่ตีมือไป๋หลี่เบาเหลือเกิน “ไหนเลยจะเรียกว่านินทาได้ นี่เป็นความรับผิดชอบต่อเจ้าต่างหาก ทีหลังอย่าพูดถึงอาจารย์หวังแบบนี้อีก”
“ข้าทราบแล้ว…”
ตอนนั้นเอง ซีปิ่งเดินเร็วๆ เข้ามาในห้อง “นายหญิง หมอเฉินน้อยบาดเจ็บหนัก เชิญมาไม่ได้ แต่เขาให้ใบสั่งยาและจับยามาให้แล้ว หมอเฉินน้อยแจ้งว่า ไป๋โป๋เหร่เป็นแค่แผลภายนอก ทายาก็หาย”
“ซีปิ่ง วางห่อยาไว้ตรงนี้ก่อน เจ้าไปหาซีถังหน่อย บอกว่าท่านอ๋องส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าว ตอนนี้ท่านจัดหาเสบียงทหารเสร็จแล้ว กำลังเตรียมเดินทางกลับ ให้ซีถังพาคนไปทำความสะอาดจวนอ๋องให้ดี โดยเฉพาะท้องพระโรงจิ้งอันกับโถงหมิงเจิ้ง แม้แต่กระเบื้องเคลือบก็ต้องเช็ดให้สะอาด” หยุนเฟยพูดจบก็หันไปบอกไป๋หลี่ “ไป๋หลี่ เจ้าไปทบทวนบทเรียนเถอะ คืนนี้ต้องส่งสมุดคัดลายมือให้แม่ด้วย ไม่งั้นแม่จะตัดเงินรายเดือน...ไป๋หลี่?”
ไป๋หลี่สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นรับห่อยาจากมือซีปิ่ง ดึงใบสั่งยาที่แนบมาด้วยออกมา อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างละเอียด นอกจากตัวสะกดผิดเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ อีก
แต่ตามปกติ ห่อยาควรส่งตรงให้บ่าวไพร่ที่ดูแลคนป่วยโดยตรง เหตุใดมารดาของนาง จึงให้ซีปิ่งวางห่อยาไว้ในห้อง แล้วหาข้ออ้างไล่ซีปิ่งไปทำอย่างอื่น
นี่ต้องมีปัญหาแน่
ขณะนี้ ไป๋หลี่มีข้อสงสัยมากมายในใจ นางนึกขึ้นได้ว่า ตอนเพิ่งกลับจากสำนักตงหลิน ก็เคยเห็นเฉินจี้ที่ตำหนักเฟยหยุน แต่ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจ
ตอนนี้นางรู้แล้วว่า ตัวตนของเฉินจี้มีปัญหา พอนึกย้อนถึงครั้งที่เฉินจี้เคยมาตรวจรักษาที่บ้าน ก็ยิ่งรู้สึกว่าเฉินจี้นั้นลึกลับซับซ้อน
คนนอกอาจไม่รู้สถานการณ์ แต่นางคุ้นเคยกับคนในโรงยา จึงทราบดีว่า เด็กฝึกสามคนนั้น ไม่มีสิทธิ์ออกตรวจคนไข้
คนที่ถูกกรมสืบลับไล่ล่า เหตุใดถึงมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักเฟยหยุน
ขณะนั้น หยุนเฟยหยิบใบสั่งยาจากมือไป๋หลี่อย่างไม่ใส่ใจ “ไป๋หลี่ เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมจู่ๆ ถึงสนใจใบสั่งยานักล่ะ?”
ไป๋หลี่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากรู้ว่า โรงยาจับยาอะไรให้ไป๋โป๋เหร่”
……
……
นอกโรงยาไท่ผิง เกวียนวัวคันหนึ่งค่อยๆ แล่นมาจอด ผู้ดูแลหยวนกระโดดลงจากเกวียน เดินเข้าโรงยาพร้อมรอยยิ้ม พลางคารวะอย่างนอบน้อม “หมอหลวงเหยา ถึงวันเติมยาสมุนไพรแล้ว ข้ามาส่งของให้ท่าน”
เฒ่าเหยาเงยหน้าเหลือบมองเขา “ขอตรวจคุณภาพหน่อย”
เขาเดินอย่างเนิบนาบ มายังข้างเกวียนวัว แก้กระสอบใบหนึ่งบนเกวียน ล้วงมือเข้าไปหยิบหล่อฮั่นก๊วยออกมากำหนึ่งจากก้นกระสอบ วางบนฝ่ามือตัวเองเพื่อพินิจดู
เฒ่าเหยาเหลือบมองผู้ดูแลหยวนแวบหนึ่ง แล้วโยนหล่อฮั่นก๊วยกลับเข้ากระสอบ “สินค้าดี ดูท่าทาง ตอนรับซื้อสมุนไพรคงใส่ใจดี”
ผู้ดูแลหยวนพูดอย่างยิ้มแย้ม “ของจากหอไป๋ลู่เรา เคยมีปัญหาตั้งแต่เมื่อไร? แน่นอนว่าต้องดีที่สุด ท่านลองดูสิ จะเตรียมยาสมุนไพรอะไรบ้าง”
เฒ่าเหยาดึงรายการออกมาจากแขนเสื้อ “ตามรายการนี้ แล้วเพิ่มโสมป่าแก่อีกสิบราก จำไว้นะ อายุไม่ถึงห้าสิบปีข้าไม่เอา”
เฉินจี้ชะงักอยู่ในโรงยา อาจารย์จะเอาโสมสิบรากไปทำอะไร?
แต่กลับได้ยินผู้ดูแลหยวนข้างนอก พูดอย่างลำบากใจ “หมอหลวงเหยา ใครจะว่างขนาดแบกโสมสิบรากไปไหนมาไหนกันเล่า บนเกวียนไม่มีหรอก มีแต่ยาใช้ทั่วไป”
หมอหลวงเหยาพูดอย่างใจเย็น “ไม่เป็นไร ส่งมาก่อนเย็นก็ได้ เจ้าจดเรื่องนี้ไว้ ข้าจะตรวจดูคุณภาพสมุนไพรอื่นๆ”
ขณะนั้น เหลียงมาวเอ๋อร์หาบคาน เดินฉับๆ กลับมายังโรงยา
เฉินจี้เห็นทันทีในแวบแรก ว่าเสื้อผ้าสีเทาตรงอกของอีกฝ่าย ถูกของมีคมฉีกเป็นรอยยาว “พี่มาวเอ๋อร์ เสื้อท่านเป็นอะไร”
เหลียงมาวเอ๋อร์ได้ยินแล้วก้มดู บังเกิดความร้อนใจทันที “ต้องเป็นคนที่เพิ่งชนข้าแน่ๆ ข้าจะไปหาเขา...นี่เสื้อของเซ่อเติงเค่อนะ!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์และเหลียงมาวเอ๋อร์ ตอนมาโรงยาไม่ได้เอาเสื้อผ้าสำรองมาด้วย เขาจึงต้องยืมเสื้อของเซ่อเติงเค่อมาใส่ไปพลางๆ ก่อน
ตอนนี้เสื้อขาด เหลียงมาวเอ๋อร์ร้อนใจจนปากแห้ง เขาจะไปอธิบายกับเซ่อเติงเค่ออย่างไรดี
เฒ่าเหยาทำหน้านิ่ง ดึงเหลียงมาวเอ๋อร์ที่จะไปหาขโมยเพื่อคิดบัญชี “ต้องเป็นหัวขโมยขาประจำแน่ หาไม่เจอหรอก เจ้าหาบน้ำกลับไปที่ลานก่อน เดี๋ยวให้หลิวฉวีซิงเอาเข็มด้ายมาปะให้”
เหลียงมาวเอ๋อร์ร้อนใจจนเกือบร้องไห้ “แต่ปะชุนเสร็จ ก็ยังเห็นรอยอยู่ดี เซ่อเติงเค่อมีเสื้อผ้าแค่สองชุด บ้านเขาก็ไม่ร่ำรวย...”
เฒ่าเหยาถอนหายใจ “อย่าเศร้าไปเลย เขาจะไม่โทษเจ้าหรอก”
เฒ่าเหยาที่ปกติพูดจาเย็นชา แต่พอเป็นเหลียงมาวเอ๋อร์ กลับทำใจร้ายไม่ลง
ขณะที่เฒ่าเหยาคุยกับเหลียงมาวเอ๋อร์ ผู้ดูแลหยวนเดินกลับเข้าโรงยาพร้อมรอยยิ้ม เขายืนข้างเฉินจี้ แล้วถามเสียงเบา “ซีปิ่งเพิ่งมา นัดแนะเวลากับสถานที่ส่งของชุดที่สองแล้วใช่ไหม”
เฉินจี้ตอบอย่างสงบ “คืนนี้ยามจื่อ ตรอกชุดแดง ร้านจินฟาง แจ้งกับแม่เล้าว่า ‘หลัวเทียน’ เหมือนเดิม ปกติไม่ควรทำการค้าที่เดิมสองครั้ง แต่ตอนนี้ข้าขาไม่สะดวก ไม่สามารถพบกับท่านผู้นั้นในจวนอ๋องตัวต่อตัวได้ จึงต้องส่งข่าวผ่านใบสั่งยา นัดที่เดิม”
“ที่เดิมก็ที่เดิม” ผู้ดูแลหยวนค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ยิ้มตบไหล่เฉินจี้ “ดีมาก ดีมาก! ถ้าครั้งนี้สำเร็จ ข้าจะรายงานหัวหน้ากรมไปตามจริง ขอบำเหน็จให้เจ้า”
เฉินจี้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปจ้องผู้ดูแลหยวน “วันนี้ทำไมต้องทำร้ายคนด้วย”
ผู้ดูแลหยวนหัวเราะร่า “ข้าก็ไม่รู้หรอกว่า เจ้าจะทำตามที่บอกหรือเปล่า อีกอย่าง ก็อยากให้เจ้ารู้เอาไว้ว่า แม้เหลียงมาวเอ๋อร์และเหลียงโก่วเอ๋อร์จะอยู่ข้างเจ้า พวกเขาก็ไม่ใช่ที่พึ่งของเจ้า ตั้งใจทำงานให้กรมข่าวกรองให้ดี อย่าคิดอะไรอื่น”
“เข้าใจแล้ว”
เฉินจี้มองผู้ดูแลหยวนกับลูกจ้าง นั่งเกวียนวัวจากไปอย่างไม่ยินดียินร้าย แล้วหันกลับเข้าลานหลังบ้าน
ข้างหลังเกวียนคันนั้น ยังมีแมวลายสลิดตัวเล็กๆ สองตัวตามไปด้วย
ภายในลาน อีกาเกาะอยู่บนกิ่งต้นแอปริคอต มองเฉินจี้นอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ยิ่งนานก็ยิ่งสงบนิ่ง
เฉินจี้ค่อยๆ หลับตาลง กลับเข้าสู่สนามรบในแดนฝันอีกครั้ง วันนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมาย
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น