ตอนที่ 0085 แย่งชิงบัลลังก์



คดีเก่าที่ฝังกลบของสำนักพิธีการ  มือสังหารผู้โหดเหี้ยม  โอรสอ๋องแห่งจวนจิ้งอ๋อง


เบาะแสทั้งหลายร้อยเรียงสานกัน  ทว่ามิอาจทำให้ปริศนาแห่งความจริงกระจ่างขึ้น...กลับยิ่งพร่าเลือนหนักกว่าเดิม


โอรสอ๋องมีพิรุธหรือไม่กันแน่?


คดีล้างตระกูลอู๋เกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด  เหตุใดฆาตกรจึงอำมหิตกับนายหญิงตระกูลอู๋ถึงเพียงนั้น?


มือสังหารคือผู้ใดกันแน่?


สืบค้นมาตลอดทั้งคืน  หาได้พบคำตอบไม่  กลับได้คำถามเพิ่มพูนขึ้นอีก


ภายในห้องเก็บสำนวนแห่งคุกใน  วังเวงราวกับสุสาน  เปลวตะเกียงนิ่งตรงดุจแท่งหิน  ราวกับลมหายใจของกาลเวลาหยุดนิ่ง


จนกระทั่งไส้ตะเกียงแตกปะทุดังผึง  เกิดเป็นประกายไฟเล็กๆ  ซีเฟิงจึงเอ่ยเสียงแผ่ว  “ใต้เท้า  พวกข้ายังมิกล้าแตะต้องคดีนี้  รอท่านจินจูกลับมาค่อยว่ากันดีกว่า”


เฉินจี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ  ครางรับเสียงเบา  ยิ้มพลางกล่าว  “คดีนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราควรแตะต้องจริงๆ  ท่านกับข้าขอถือว่าเป็นฝีมือภูตผี  ไม่สืบต่ออีกแล้วกัน”


เพิ่งจะสิ้นเสียงพูด  เปลวไฟบนโต๊ะพลันหวั่นไหว  ลมหนาวจากส่วนลึกของคุกในพัดพลิ้วมา


เฉินจี้สัมผัสได้ถึงกระแสน้ำแข็งที่หอบตัวมาจากชั้นลึกของคุกใน  เช่นเดียวกับคราวก่อน  หากเขาอยู่ในคุกในนานพอ  กระแสน้ำแข็งย่อมแสวงหาเขาเองโดยธรรมชาติ


ซีเฟิงรับรู้ถึงลมเย็น  ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นตั้งท่าระวัง  ชักดาบออกมา  จ้องมองไปยังทิศที่ลมหนาวพัดมาด้วยสายตาเย็นชา  “ใต้เท้า  ท่านรู้สึกถึงลมอาถรรพ์เมื่อครู่หรือไม่?”


เฉินจี้ขำขัน  “ข้านึกว่าท่านไม่เชื่อเรื่องภูตผีเสียอีก”


ซีเฟิงอึดอัดชั่วครู่  “ทุกคนต่างพูดกันว่ามี  แม้ข้าไม่เคยพบเห็น  แต่ในใจก็ย่อมคลุมเครือ  โลกนี้แม้แต่เทพเซียนยังมี  ภูตผีก็อาจมีจริงได้เช่นกัน”


คราวนี้  เฉินจี้กลับเป็นฝ่ายตกตะลึง  “มีเทพเซียนจริงหรือ?  ท่านเคยพบเห็น?”


ซีเฟิงเอ่ยเสียงแผ่ว  “รองอธิบดีสำนักโหรหลวงแห่งราชวงศ์หนิงของเรา  ท่านสวีซู่  เป็นเทพเซียนจุติมาเกิดเชียวนะ”


“อืม?”  เฉินจี้อุทานด้วยความประหลาดใจ  เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน


ก่อนหน้านี้  ช่วงเทศกาลฉงหยาง  ยามที่ขบวนแห่พระโพธิสัตว์ผ่านหน้าโรงยาไท่ผิง  อาจารย์เคยเอ่ยถึงสวีซู่ผู้นี้  กล่าวกันว่าเป็นบุตรชายคนเดียวของเสนาบดีอาวุโสสวีก่ง  หลังประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  เสนาบดีอาวุโสสวีก่งได้ทุ่มทองคำมหาศาล  เชิญเจ้าอาวาสวัดหยวนเจ๋อ  ใช้ประทีปดอกบัวเจ็ดแก้วปั้นร่างกายให้  จนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง


เหตุใดพอเรื่องราวออกจากปากซีเฟิง  อีกฝ่ายกลับกลายเป็นเซียนจุติ?


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “ข้าจำได้ว่า  เขาเป็นบุตรเสนาบดีอาวุโสสวีก่งนี่  เหตุใดจึงกลายเป็นเซียน?”


ซีเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “ข้าเองก็ไม่ทราบว่า  เขากลายเป็นเซียนได้อย่างไร  แต่นี่เป็นคำที่ใต้เท้าอู๋ซิ่วบอกกับใต้เท้าจินจู  คนในสำนักพิธีการหลายคนก็ได้ยิน  ท่านอู๋ซิ่วไม่พูดเล่นแน่”


“อู๋ซิ่ว?”


“ขันทีใหญ่ถือพู่กันประจำสำนักพิธีการของเรา  บัดนี้รับใช้อยู่ข้างกายฝ่าบาท  เป็นผู้มีอิทธิพลโด่งดังครึ่งวังหลวง  ไปกันเถอะใต้เท้า  ฟ้าค่ำแล้ว  ข้าจะส่งท่านกลับ”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “ขอรบกวนท่านซีเฟิงออกไปรอข้างนอกสักครู่  ข้าอยากใช้พู่กันหมึกกระดาษในคุกใน  เขียนจดหมายถึงสหายสักฉบับ”


ซีเฟิงตอบรับ  “ขอรับใต้เท้า  ข้าจะรออยู่ข้างนอก”


เฉินจี้หยิบพู่กันจากโต๊ะ  ชั่งใจเลือกถ้อยคำ  ลงมือเขียนจดหมายบนกระดาษแผ่นหนึ่ง


ครั้นรอจนหมึกแห้งสนิท  เขาพับจดหมายครึ่งหนึ่ง  สอดเก็บไว้ในแขนเสื้อ


ออกจากคุกในแล้ว  ซีเฟิงประคองเฉินจี้ขึ้นรถม้า


ไม่รู้ว่ารถม้าโยกโคลงไปนานเท่าใด  พักใหญ่ถึงจะปล่อยเขาลงที่ริมทางตลาดบูรพา


รถม้าค่อยๆ ขับคล้อยห่างไป  เฉินจี้ถอดผ้าดำที่ปิดตาออก  ร่างผอมบางหันกลับไปมองเงาหลังรถม้า


เฉินจี้เดินย้อนกลับไปนานพอควร  จนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตาม  จึงหาเด็กขอทานที่นอนหลับอยู่ข้างทาง


เขานั่งยองข้างเด็กขอทาน  เอ่ยเรียกเสียงเบา


ขอทานน้อยลืมตาขึ้น  พอเห็นเฉินจี้ที่คลุมหน้า  ก็พลันตื่นตระหนกสุดขีด  หดตัวเข้ามุม  “อย่าจับข้า...”


เฉินจี้ยื่นมือออกไป  แบมือออก  เผยให้เห็นเงินตราทองแดงยี่สิบเหรียญในอุ้งมือ


ขอทานน้อยรีบยื่นมือคว้าทันที  ทว่าเฉินจี้กลับหุบฝ่ามือ  ดึงมือกลับ  เขาชักจดหมายฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ  ยื่นให้เด็กขอทาน  “พรุ่งนี้นำจดหมายนี้ไปส่งที่โรงยาไท่ผิง  ถ้าทำสำเร็จ  พรุ่งนี้ตอนค่ำ  ข้าจะให้เจ้ายี่สิบเหรียญทองแดง……จำให้ขึ้นใจล่ะ  โรงยาไท่ผิง”


ขอทานน้อยรีบพยักหน้าจนหัวแทบทิ่ม  “ขอรับใต้เท้า  พรุ่งนี้เช้าจะส่งให้ถึงแน่!”


บนฟากฟ้า  หิมะเม็ดน้อยเริ่มโปรยปราย  ละอองขาวร่วงหล่นเบาหวิวบนเส้นผมของเฉินจี้


เด็กขอทานน้อยพลันเอ่ย  “ใต้เท้า  ให้เงินข้าสักเหรียญซื้อขนมปังกินก่อนเถิด  ไม่งั้นข้าทนไม่ไหว”


ใต้ม่านราตรีสลัว  เฉินจี้โยนเงินตราทองแดงสองเหรียญลง  หันหลังสอดมือไว้ในแขนเสื้อ  เดินมุ่งไปทางทิศตะวันตก


......


......


ยามเช้า  ถนนอันซีคึกคักตั้งแต่แสงแรก


เหลียงมาวเอ๋อร์ห่มเสื้อนวม  ตาปรือหาววอด  เดินมาถึงหน้าประตูโรงยา  พอดีเห็นบ่าวจวนอ๋องหิ้วถังเกลือมาถังแล้วถังเล่า  โปรยลงบนทางหินเขียวครามที่ปกคลุมด้วยหิมะ


เขาฉงนใจ  เมื่อวานจวนอ๋องกวาดหิมะแค่หน้าบ้านตัวเอง  วันนี้เหตุใดจึงยอมเอาเกลือราคาสามสิบเหรียญต่อชั่ง  มาโรยทั่วทั้งถนน?


ไม่เพียงเท่านั้น  บ่าวยังหิ้วตะกร้า  แจกอินทผลัมเยียนเหมินสีแดงสดให้บ้านเรือนข้างเคียงทีละกำ  ดูรื่นเริงเป็นพิเศษ


มีคนในโรงยาถามด้วยความสงสัย  “เกิดอะไรขึ้น?”


เหลียงมาวเอ๋อร์หันกลับไปมอง  เห็นเฉินจี้กับหลิวฉวีซิงแต่งตัวเรียบร้อย  เดินมาถึงหน้าประตูเช่นกัน


ขณะนั้น  แม่นางซีปิ่งหิ้วตะกร้าผ่านหน้าโรงยาไท่ผิง  แล้วเดินเข้ามาใกล้อย่างยิ้มแย้ม  “เฉินจี้  กางชายเสื้อรอรับนะ  ข้าจะเทอินทผลัมให้เจ้ามากหน่อย”


เฉินจี้ยิ้มพลางยกชายเสื้อตั้งรับ  แม่นางซีปิ่งเทอินทผลัมลงมาครึ่งตะกร้ารวดเดียว


หลิวฉวีซิงอิจฉาทันควัน  “แม่นางซีปิ่ง  เหตุใดท่านจึงดีกับเฉินจี้นัก?  ให้ข้าบ้างสิ!”


ซีปิ่งกลอกตาขาวใส่  “นี่สำหรับพวกเจ้าทุกคน  อยากกินก็ไปหยิบจากเฉินจี้  ข้าไปก่อนนะ  ยังมีอีกหลายบ้านต้องแจก”


เฉินจี้มองแผ่นหลังแม่นางซีปิ่ง  เอ่ยด้วยความสงสัย  “จวนอ๋องมีงานมงคลหรือ?”


หลิวฉวีซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “ท่านอ๋องคงกำลังจะเสด็จกลับมากระมัง  เพื่อนบ้านถนนอันซีต่างพากันพูดว่า  ยามปกติเมื่ออ๋องประทับอยู่  จวนอ๋องจะใจกว้างยิ่งนัก  แต่ยามที่อ๋องไม่อยู่  จวนอ๋องกลายเป็นตระหนี่ไปบ้าง...”


ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่  ก็เห็นพวกบ่าวกำยำหยิบไม้กวาดไผ่มา  กวาดถนนยาวจนสะอาดเอี่ยมอ่อง  ราวกับไม่เคยมีหิมะตกเลย


เสียงปีนกำแพงดังมาจากลานหลัง  ตามด้วยเสียงธิดาอ๋องร้องเรียก  “ใครเอาบันไดไปไหน?  ช่วยข้าหน่อย  ยกบันไดมาให้ที”


หลิวฉวีซิงรีบรุดไปทางด้านหลัง  “ข้ามาแล้ว  ข้ามาแล้ว!”


เฉินจี้หันกลับไปมอง  เห็นธิดาอ๋องไต่บันไดลงมา  ยืนอยู่ใต้กำแพงลานแล้วแก้ถุงหอมเล็กที่คาดเอวออกมา  หยิบเงินแตกชิ้นหนึ่งยื่นให้หลิวฉวีซิง  “ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อหกเข่ง  ไส้เจสี่เข่ง  เมื่อวานข้าเห็นพี่มาวเอ๋อร์กินคนเดียวสี่เข่งยังไม่อิ่มเลย  วันนี้ซื้อมาเยอะๆ หน่อย”


เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มซื่อๆ  “ธิดาอ๋องช่างมีใจพระโพธิสัตว์จริงๆ”


เสียงเพิ่งขาดคำ  ขอทานน้อยคนหนึ่ง  สกปรกมอมแมม  เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง  ชูจดหมายฉบับหนึ่ง  ทำท่าจะวิ่งเข้าโรงยา


เหลียงมาวเอ๋อร์ตาไว  ใช้มือจับคอเสื้อด้านหลังเขาไว้  “เจ้าจะทำอะไร?”


ขอทานน้อยตอบอย่างตื่นตระหนก  “มีคนให้ข้าส่งจดหมายมาที่นี่  ส่งสำเร็จจะได้เงินรางวัล!”


เฉินจี้รับจดหมายมาคลี่อ่าน  “โอรสอ๋องน้องข้า  ข้อความที่เจ้าส่งมา  ข้าได้รับแล้ว……จดหมายถึงโอรสอ๋องหรือ?”


เขาเดินมายังลานหลังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง  ยื่นจดหมายให้โอรสอ๋อง  “โอรสอ๋อง  จดหมายถึงท่าน”


“ถึงข้าหรือ?”  โอรสอ๋องรับจดหมายมาด้วยความประหลาดใจ  เพียงอ่านได้สองตา  สีหน้าก็หม่นหมองลง


เฉินจี้พินิจสีหน้าโอรสอ๋องอย่างถี่ถ้วน  แล้วถามด้วยความสงสัย  “โอรสอ๋อง  ใครส่งมาหรือ  ท่าทางท่านไม่ค่อยยินดีนัก?”


โอรสอ๋องถอนหายใจเฮือกหนึ่ง  “เป็นจางผิง  หวังฉวน  หวังอู่  หลี่ป๋อ  ที่เคยดื่มสุรากับพวกเรา  พวกเขา...พวกเขามีธุระต้องจากเมืองหลัวไป  คงไม่อาจดื่มด้วยกันอีกแล้ว”


เฉินจี้เห็นแล้วก็ค่อนข้างมั่นใจ  โอรสอ๋องน่าจะไม่รู้เลยว่า  ทั้งสี่คนได้ตายไปแล้ว


จดหมายฉบับนี้  แน่นอนว่าเฉินจี้เขียนเอง  เขาเขียนจดหมายเพื่อต้องการดูท่าทีว่า  โอรสอ๋องจะมีปฏิกิริยาเช่นไรเมื่อเห็นจดหมายจากคนตาย


หากโอรสอ๋องรู้อยู่แก่ใจว่า  ทั้งสี่คนตายไปแล้ว  ต่อให้เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมสักเพียงใด  ในดวงตาย่อมต้องเกิดความสงสัยบ้าง


แต่ปฏิกิริยาแรกของโอรสอ๋อง  ไม่มีความสงสัยเลย  มีเพียงความเศร้าโศก


ขณะกำลังพูดอยู่  ไป๋หลี่ก็เข้ามาชะเง้อดู  พอเห็นจดหมาย  นางก็ทำหน้าดูแคลน  “คนพวกนั้นไม่มีหน้ามาพบเราแล้ว  ถึงได้จากไป  พี่จะเศร้าไปทำไม?”


โอรสอ๋องเอ่ยเสียงแผ่ว  “อย่างไรก็เคยเป็นสหายกันมา  แม้จะแค่ชั่วคราว”


บัดนี้เฉินจี้ค่อนข้างมั่นใจแล้ว  โอรสอ๋องน่าจะบริสุทธิ์


ประการแรก  เมื่อคืนก่อน  ที่จินจูนำองครักษ์เจี่ยฝานไปล้อมตรอกชุดแดง  กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งย่อมรู้ข่าวล่วงหน้าแล้ว  กระทั่งแม่เล้าจินฟางกับแม่นางเยียนเอ๋อร์ยังหนีไปได้  แต่โอรสอ๋องกลับยังซื่อบื้อ  หลงเข้าไปติดกับดักเอง  นี่ย่อมไม่ปกติเลย


ประการที่สอง  โอรสอ๋องอยู่สำนักตงหลินสามปี  หากอีกฝ่ายมีความทะเยอทะยานและกล้าหาญจริง  ควรอดทนผูกมิตรกับบัณฑิตนักปราชญ์  ไม่ใช่ไปโรงเหล้าเชิงเขา  คบหาชาวยุทธทุกวัน


เดี๋ยวก่อน


เฉินจี้เพิ่งจะนึกเอะใจ  ตนอาจวิเคราะห์ผิดทิศทางมาตลอด  


การที่โอรสอ๋องไปโผล่ร้านจินฟางในตรอกชุดแดง  อาจไม่ใช่เพราะอยากไปเอง  แต่เป็นเพราะชาวยุทธทั้งสี่รู้ล่วงหน้าว่าจินจูจะสั่งล้อมตรอก  จึงจงใจชักนำโอรสอ๋องไป


หากโอรสอ๋องถูกจับเข้าคุกใน  ใครบ้างในจวนอ๋องจะได้รับผลประโยชน์?  ย่อมต้องเป็นจิ้งเฟยกับหยุนเฟย


ค่อนข้างชัดเจนว่า  จิ้งอ๋องยังมีกำลังวังชาเหลือเฟือ  เพียงพอต่อการทำบุตรเพิ่ม  หากบุตรชายคนเดียวในจวนไม่อยู่แล้ว  พระองค์ย่อมต้องหาทางให้กำเนิดบุตรสืบสกุลต่อไป  ถึงตอนนั้น  ผู้สืบทอดตำแหน่งจิ้งอ๋อง  ก็ย่อมต้องเป็นทายาทของจิ้งเฟยหรือหยุนเฟย


และในจวนจิ้งอ๋องนี้  ใครเล่าจะล่วงรู้ข่าวว่า  จินฟางกำลังจะถูกล้อมล่วงหน้า?  


หยุนเฟย!


ไอหนาวเย็นแล่นพล่านในใจเฉินจี้ทันใด!


หยุนเฟย!


หากเรื่องทั้งหมดเป็นแผนของหยุนเฟย  เพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท  โดยใช้อุบายส่งโอรสอ๋องเข้าคุกใน  แล้วส่งคนไปปิดปากชาวยุทธทั้งสี่  หลายๆ ประเด็นก็ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้ว


เขาย่อมเคยได้ยินเรื่องความโหดเหี้ยมในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทของคนโบราณ  แต่ล้วนคิดว่า  เนื้อหาถูกเติมแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสเชิงวรรณกรรม  ไม่เคยประสบพบเจอกับตัวมาก่อน


แต่บัดนี้  เขารู้สึกถึงความโหดร้ายของการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในจวนอ๋องอย่างแจ่มแจ้ง


ไม่สิ  ไม่ใช่


เฉินจี้หันกลับมา  หัวเราะเยาะตนเองที่คิดเรื่อยเปื่อย……..ต้องไม่ลืมว่า  ในค่ำคืนเดียวกัน  ไป๋หลี่ก็อยู่ในจินฟางด้วย  ไป๋หลี่เป็นบุตรสาวในไส้ของหยุนเฟย  ต่อให้อีกฝ่ายต้องการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท  ก็คงไม่ถึงขั้นเอาลูกสาวตัวเองไปเสี่ยงด้วยแน่


อีกอย่าง  หากโอรสอ๋องถูกจับเข้าคุกในแล้ว  เกิดทั้งจวนอ๋องถูกลากพัวพันไปด้วยจะทำอย่างไร?


เฉินจี้เลิกคิดเรื่องนี้


ไป๋หลี่เข้ามาชะเง้อมอง  เห็นเขาครุ่นคิด  จึงถามด้วยความสงสัย  “คิดอะไรอยู่หรือ?  ข้าเห็นเจ้าท่าทางไม่ค่อยดี”


เฉินจี้ยิ้มออกมา  “ไม่มีอะไร  อารมณ์ข้าดีมาก  ดีเป็นพิเศษเลยล่ะ”


ขณะกำลังพูดอยู่  เหลียงมาวเอ๋อร์ก็แบกเข่งนึ่ง  ซ้อนสูงเป็นตั้ง  ควันขาวลอยฟุ้ง  วิ่งเหยาะๆ กลับมาถึงโรงยา  “เฉินจี้  ธิดาอ๋อง  มากินซาลาเปากันเถอะ”


เฉินจี้ยิ้มรับคำ  “มาแล้ว”


เขามองดูโอรสอ๋อง  แล้วมองดูไป๋หลี่  ขอเพียงโอรสอ๋องไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ  จิตใจชั่วร้าย  เรื่องอื่นๆ ก็ช่างเถิด


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0154
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง