ตอนที่ 0084 สำนวนคดี



ในห้องพักโรงเตี๊ยมอันมืดสลัว  ศพทั้งสี่ถูกวางเรียงรายบนเตียงนอน  สภาพการตายช่างน่าสยดสยอง  ใบหน้าบิดเบี้ยวดุจปีศาจ


เฉินจี้ยากจะเชื่อมโยงภาพตรงหน้านี้กับโอรสอ๋องผู้เอะอะโวยวาย  แถมยังดูใสซื่อคนนั้น 


หากคนผู้หนึ่ง  สามารถปิดบังตัวตนได้มิดชิดเพียงนี้  ใต้หน้ากากแห่งการแสร้งนั้น  จะน่ากลัวสักเพียงใด?


เฉินจี้กระซิบสั่งซีเฟิง  “ไปถามแขกชั้น 2 ให้หน่อย  ว่ามีใครได้ยินเสียงต่อสู้  หรือเสียงร้องครวญครางบ้างหรือไม่”


“ขอรับ”  


ซีเฟิงประสานมือคารวะแล้วจากไป  นำหน่วยสืบลับหลายนายเคาะประตูทีละห้อง


ครู่ต่อมา  ซีเฟิงกลับมากระซิบรายงาน  “ใต้เท้า  ช่างน่าแปลก  ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องครวญครางเลย  พวกเขาน่าจะถูกสังหารในพริบตาแล้วถลกหนังหน้าออกกระมัง?  จึงร้องไม่ทัน”


เฉินจี้ไม่ตอบ  เพียงก้มลงตรวจศพอย่างถี่ถ้วน  เขาเปิดเปลือกตาผู้ตาย  พบว่าลูกนัยน์ตาถูกตอกด้วยตะปูทองแดงสองเล่ม  รอบตะปูเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน


ครู่หนึ่งผ่านไป  เขาลุกขึ้นกล่าว  “ทั้งสี่คนถูกถลกหนังหน้า  ถูกตอกตะปูทองแดงตั้งแต่ยังมีลมหายใจ  ถูกทรมานอยู่พักใหญ่”


ซีเฟิงอึ้งไป  “ถลกหนังหน้าตั้งแต่ยังมีชีวิต?”


พูดไปพลาง  เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อส่งให้เฉินจี้  “ใต้เท้า  เช็ดคราบเลือดที่มือด้วย”


เฉินจี้เช็ดมือ  พลางวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  “หากถลกหนังหน้าหลังตาย  ใบหน้าคงไม่มีเลือดไหลนองถึงเพียงนี้  ลูกนัยน์ตาก็ไม่น่าจะแดงก่ำขนาดนี้...ช่างน่าแปลก  ทั้งที่ถูกทรมานทั้งเป็น  เหตุใดจึงไม่ส่งเสียงร้องไปถึงข้างห้อง?”


ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าขนลุก  เหล่าหน่วยสืบลับต่างกำด้ามดาบตรงเอวแน่น


กระทั่งหน่วยสืบลับที่คุ้นชินกับฉากฆาตกรรม  ก็ยังรู้สึกตึงเครียด  จิตใจหนักอึ้ง  ศพทั้งสี่ไม่เหมือนถูกมนุษย์สังหาร  หากแต่เหมือนถูกภูตผีสูบวิญญาณ


มีคนกระซิบเสียงแผ่ว  “บ้านข้าอยู่แถบภูเขา  มีตำนานยายแก่กินหน้า  กล่าวกันว่า  นางชอบกินหน้าคนตาย  แล้วปลอมตัวเป็นผู้ตาย  สวมรอยใช้ชีวิตต่อไป”


ซีเฟิงหัวเราะเย็น  สีหน้าเคร่งขรึม  “เจ้าเป็นหน่วยสืบลับ  กลับมาพูดพล่ามเรื่องผีปีศาจ?  ขุนนางราชวงศ์หนิงของเรา  จะกลัวสิ่งสกปรกเช่นนั้นได้อย่างไร!”


มีคนบ่นพึมพำ  “หรือจะเป็นสิงกวนคนใด  บงการภูตผีมาทำ?”


ซีเฟิงเตะเขาเท้าหนึ่ง  “เป็นฝีมือคนปิดปากศพ  อย่าไขว้เขวสิ!”


ยุคนี้คนส่วนใหญ่งมงาย  สิ่งใดอธิบายไม่ได้  ก็ล้วนโยนให้ภูตผีปีศาจ  แม้แต่หน่วยสืบลับที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา  ก็ยังเชื่อเรื่องพรรค์นี้


เฉินจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ  “ไม่ใช่ฝีมือภูตผี  แต่เป็นคน……เคล็ดวิชาสิงกวนของฆาตกร  นับว่าแปลกประหลาดยิ่ง  ข้าขอเดาว่า  เขาสามารถทรมานคนเหล่านี้ทั้งเป็น  โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจขัดขืน”


สิ่งที่เฉินจี้ไม่ได้พูดออกมาคือ  หากวิเคราะห์ตามหลักจิตวิทยาอาชญากร  ฆาตกรน่าจะเคยประสบบาดแผลทางกายและใจอย่างรุนแรงเช่นกัน  จึงเกิดความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่จะทรมานผู้อื่น


เฉินจี้มองไปยังซีเฟิง  “ในบันทึกเคล็ดวิชาสิงกวนของกรมสืบลับ  มีผู้ใดลงมือแบบนี้ได้บ้าง?”


“พวกหมอผีเดียรถีย์บางคนอาจทำได้”  ซีเฟิงขมวดคิ้ว  “ใต้เท้า  หากต้องการคำตอบ  ก็ต้องไปค้นห้องสำนวนคดีที่เมืองหลวง  อีกทั้งต้องเป็นห้องสำนวนสำหรับเหยี่ยวทะเลขึ้นไปเท่านั้น  พวกสิงกวนประเภทนี้มักซ่อนตัวเก่ง  ไม่ค่อยขัดแย้งกับทางการ  พวกเรามีตำแหน่งราชการ  จะทำให้  ‘คาถา’  ของพวกเขาอ่อนฤทธิ์ลง”


“อ้อ?”  เฉินจี้แปลกใจ


นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ยินคำกล่าวเช่นนี้


ครั้งก่อน  หลินเฉาชิงเอ่ยกับเจียวถู่ในจวนหลิวเสินหยูว่า  “ข้าคือขุนนางขั้น 4 แห่งต้าหนิง  กลปาหี่ของเจ้า  อย่าได้บังอาจอวดดี”


ตอนนั้น  เฉินจี้ยังไม่เข้าใจเรื่องสิงกวน  ได้ยินประโยคนี้จึงมิได้ใส่ใจ


แต่บัดนี้  เมื่อประกอบกับคำพูดของซีเฟิง  เขาพลันตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง:  ตำแหน่งราชการของราชวงศ์หนิงเอง  ก็ดุจเคล็ดวิชาสิงกวนประเภทหนึ่ง  ยิ่งตำแหน่งสูงเพียงใด  ยิ่งไม่ต้องเกรงกลัวเวทมนตร์คาถา


ซีเฟิงมองเฉินจี้  “ใต้เท้า  พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อ?  ร่องรอยขาดสะบั้นแล้ว”


เฉินจี้นิ่งงันไม่ปริปาก  ก่อนมาถึง  เขาหวังให้เบาะแสขาดสูญ  แต่เมื่อเบาะแสขาดจริงๆ  เขากลับไม่รู้ว่าควรยินดีหรือวิตกกังวลดี


ตนควรสืบเสาะต่อไป  หรือควรล้มเลิก?


ซีเฟิงเห็นเขาไม่ตอบ  จึงฉงนสนเท่ห์  ถามซ้ำอีกครา  “ใต้เท้า?”


เฉินจี้หันกาย  เดินออกจากห้อง  “พาข้าไปห้องสำนวนคดีคุกใน  ข้าอยากตรวจดูเอกสารคดีบางฉบับ”


เขาจำได้อย่างเลือนรางว่า  ครั้งที่ช่วยเจียวถู่และหยุนหยางสืบคดีตระกูลหลิว  เคยเหลือบเห็นวิธีทรมานคล้ายคลึงนี้ในเอกสารคดี  เพียงแต่จำไม่ค่อยแม่น  ต้องกลับไปดูอีกครั้ง


อีกอย่าง  เขาจะถือโอกาสฉกฉวยกระแสน้ำแข็งส่วนหนึ่งกลับไปด้วย


ก่อนออกจากประตู  เฉินจี้พลันเอ่ยเสริม  “อย่าลืมจัดการฝังศพทั้งสี่  ลงมืออย่างเงียบเชียบที่สุด  อย่าให้ข่าวรั่วไหล”


......


......


ยามราตรีที่ถนนหลัวอี้  ใกล้ตลาดบูรพา  รถม้าคันหนึ่งจอดนิ่งริมทาง  ม้าตัวใหญ่แข็งแรง  กระฟัดกระเฟียดท่ามกลางลมหนาว  พ่นไอขาวขุ่นดุจคลื่นน้ำ


ซีเฟิงยืนอยู่ด้านหลังเฉินจี้  ผูกผ้าดำปิดตาให้เขา


ขณะผูกผ้าก็อธิบายไป  “ใต้เท้า  ต้องขออภัยด้วย  เนื่องจากคุกในเมืองหลัวเคยถูกแทรกซึมมาก่อน  บัดนี้การเข้าออกคุกในต้องได้รับอนุญาตกรณีพิเศษจากท่านจินจู  คนนอกเข้าออกล้วนต้องปิดตา”


“เข้าใจ”  เฉินจี้นั่งลงบนรถม้าโดยมีคนพยุง  เมื่อล้อรถค่อยๆ หมุน  เขาก็หลับตาถาม  “ท่านติดตามใต้เท้าจินจูมานานหรือยัง?”


ซีเฟิงหวนนึก  “เจ็ดปี”


เฉินจี้อืมในลำคอ  “งั้นก็ถือว่านาน  ท่านเคยพบใต้เท้าเทียนหม่าบ่อยหรือไม่?”


ซีเฟิงหัวเราะ  “ใต้เท้าเทียนหม่านั้น  มังกรซ่อนเศียรเก็บหาง  พวกเรายากจะพบเห็น  แต่ทุกปีช่วงเทศกาลโคมไฟ  ตอนใต้เท้าจินจูเลี้ยงตอบแทนลูกน้อง  หากท่านอยู่ในเมืองหลวงก็จะมาร่วมงาน”


รถม้ากว้างขวาง  โคลงเคลงไปมา  ลมหนาวพัดลอดช่องม่านผ้าฝ้ายเข้ามาเป็นระยะ


ซีเฟิงหยิบไม้ขีดไฟในห้องโดยสาร  จุดเตาถือทองแดงอย่างเอาใจใส่  แล้วยัดใส่อกเฉินจี้  “ใต้เท้า  อุ่นมือสักหน่อย”


“ขอบใจ”  เฉินจี้คลำรับเตาถือทองแดงมา  แล้วถามต่อ  “เจ้าเคยพบใต้เท้าไป๋หลงหรือไม่?”


ซีเฟิงปิดกล่องไม้ขีดไฟพลางกล่าว  “ใต้เท้าไป๋หลงนั้น  ยิ่งพบเห็นได้ยากกว่า  รอยเท้าของเขาช่างลึกลับ  จะปรากฏตัวเฉพาะงานสำคัญยิ่ง  ยามใต้เท้าไป๋หลงปรากฏตัว  ก็จะสวมหน้ากากเสมอ  คงมีเพียงอัครเสนาบดีฝ่ายในคนเดียวกระมัง  ที่รู้ว่าเขามีหน้าตาเช่นไร”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  “แล้วปิ้งหู่?”


ซีเฟิงชะงักไป  “ไม่มีผู้ใดเคยพบปิ้งหู่  ใต้เท้าท่านนี้  ราวกับวิญญาณไร้ร่าง  ไร้ซึ่งการดำรงอยู่  เพียงแต่ยามอัครเสนาบดีฝ่ายในเอ่ยว่า  ‘มอบเรื่องนี้ให้ปิ้งหู่จัดการ’  ทุกคนจึงนึกขึ้นได้ว่า  กรมสืบลับของเรายังมีบุคคลผู้นี้อยู่ด้วย”


“ไม่เคยปรากฏตัวเลย?!”


“ไม่เคยปรากฏตัวเลย”  ซีเฟิงย้อนระลึกอย่างถี่ถ้วน  “อย่างน้อยตั้งแต่ข้าเข้ารับราชการในกรมสืบลับ  ก็ไม่เคยพบเขาเลยสักครั้ง  หกปีก่อน  ยามฝ่าบาทเสด็จประพาสทักษิณ  เหล่าสิบสองนักษัตรต่างถวายอารักขาแน่นหนา  แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของปิ้งหู่……ไม่แน่ว่าท่านอาจแฝงตัวอยู่ในฝูงชน  เพียงแต่พวกเราไม่รู้ตัว”


เฉินจี้ซักไซ้ต่อ  “อัครเสนาบดีฝ่ายในมักมอบหมายให้ปิ้งหู่ทำภารกิจแบบใด?  ลอบสังหารหรือสืบข่าวกรอง?”


ซีเฟิงเหลือบมองเฉินจี้ด้วยความประหลาดใจ  เขารู้สึกว่า  เฉินจี้ดูจะสนใจปิ้งหู่เป็นพิเศษ  “ใต้เท้า  ท่านเองก็ได้ยินข่าวลือที่ใต้เท้าปิ้งหู่จะสละตำแหน่งเหมือนกันหรือ?  แต่ตำแหน่งนี้เกินเอื้อมพวกเรานัก  ผู้ชิงชัยก็มากเหลือเกิน  ต่อให้มีท่านจินจูคอยอุปถัมภ์  ก็คงไม่อาจไปถึง”


รถม้าหยุดหน้าประตูคุกใน  ซีเฟิงกระโดดลงจากรถก่อน  พยุงเฉินจี้เดินลงบันไดแคบๆ ที่ทอดลงสู่เบื้องล่าง


เมื่อแก้ผ้าปิดตาออก  เฉินจี้มองเห็นเปลวไฟจากโคมยันต์แปดเหลี่ยมสองข้างผนังหินกำลังไหววูบ  คุกในยามราตรียิ่งน่าขนพองสยองเกล้า  ราวกับกำลังย่างก้าวลงสู่ปรภพ


“ใต้เท้า  ท่านจะตรวจสำนวนใดบ้าง?”  ซีเฟิงถาม


เฉินจี้พยายามระลึกถึงสำนวนที่ตนเคยอ่าน  “เจียหนิงศก ปีที่ 7  อักษรเจี่ย”


เมื่อผู้คุมนำหีบใหญ่มาวาง  เขารีบพลิกตรวจทุกหน้า  กวาดตามองผ่านสิบบรรทัดในคราวเดียว


นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป  แต่ยังคงไม่พบสิ่งที่ต้องการหา


เฉินจี้เงยหน้า  “ยังไม่ใช่  ยกสำนวนอักษรเจี่ย  เจียหนิงศกปีที่ 8 และ 9 มา  พวกท่านก็ช่วยหาด้วย  ทุกคดีที่ผู้ตายถูกตอกสิ่งของไว้บนร่าง  นำมาให้ข้าทั้งหมด”


ก่อนหน้านี้  เขาอ่านสำนวนมากเกินไป  แค่พอจำได้รางๆ ว่ามีคดีคล้ายคลึงกัน  แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในสำนวนใด


ทว่าผู้คุมกลับทำหน้ากระอักกระอ่วน  “ใต้เท้า  พวกเราอ่านหนังสือไม่ออก...”


“อ่านหนังสือไม่ออก?”  เฉินจี้ชะงักงัน


เขาทราบดี  ยุคนี้อัตราการรู้หนังสือต่ำ  แต่คิดไม่ถึงว่า  กระทั่งผู้คุมกรมสืบลับก็ยังไม่รู้หนังสือ  ขุนนางฝ่ายบุ๋นผูกขาดกิจการกระดาษและตำรา  ผูกขาดความรู้ไว้  สามัญชนอย่าว่าแต่สอบราชการเลย  แม้อยากรู้หนังสือก็หาทางไม่ได้


ซีเฟิงกล่าว  “ใต้เท้า  ข้าจะช่วยท่านหา”


“ได้”


ทั้งสองนั่งร่วมกันหน้าตะเกียงน้ำมัน  พลิกค้นสำนวน  ผู้คุมต้มน้ำชงชาเข้มให้  จนทั้งคู่เริ่มตาพร่า  ซีเฟิงก็เอ่ยขึ้นมากะทันหัน  “ใต้เท้า  นี่ใช่สิ่งที่ท่านกำลังหาหรือไม่  เจียหนิงศก ปีที่ 9  คดีฆ่าล้างตระกูลอู๋แห่งจวนไคเฟิง!”


เฉินจี้รับสำนวนมา  เห็นบันทึกเขียนไว้ว่า  ยี่สิบสองปีก่อน  ตระกูลของอู๋จั่ว  ผู้คุมโรงเงินจวนไคเฟิง  ทั้งตระกูลสิบเจ็ดชีวิต  ถูกสังหารหมดในคืนเดียว  


ในคดีนี้  หลังจากนายหญิงตระกูลอู๋เสียชีวิตแล้ว  ปาก จมูก ตา หู ล้วนถูกตอกด้วยตะปูไม้  เป็นชนิดเดียวกับที่ร้านโลงศพใช้ตอกผนึกโลง


ไม่เพียงเท่านั้น  นายหญิงตระกูลอู๋ยังถูกตัดอวัยวะเพศอย่างทารุณ


เขาพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน  จนกระทั่งพบความผิดปกติ  “สำนวนบันทึกว่า  ทะเบียนราษฎรตระกูลอู๋ควรมีสิบแปดคน  ยังมีผู้รอดชีวิตหนึ่งคน”


ซีเฟิงโน้มตัวมาดู  “โรงเงิน……เขาสังกัด ‘ยี่สิบสี่หอขุนนาง’ ของสำนักพิธีการของเรานี่?  ขุนนางที่กำกับโรงเงินได้  ล้วนมีเส้นสายถึงเบื้องบน  ต้องมีชนชั้นสูงหนุนหลังจึงจะได้ตำแหน่งอ้วนพีนี้  แต่น่าแปลก สำนักพิธีการของเรานั้น  แต่ไหนแต่ไรมา  ปกป้องพวกพ้อง  คนของตัวเองถูกฆ่า  กลับจับคนร้ายไม่ได้?”


เฉินจี้ครุ่นคิด  “บางที  ฆาตกรอาจไม่ทิ้งร่องรอยไว้?”


“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทิ้งสำนวนไว้  ไม่ยอมแตะต้องเลยแบบนี้”  ซีเฟิงอธิบาย  “ธรรมเนียมสำนักพิธีการของเราคือ  แม้ปีนั้นจับฆาตกรไม่ได้  ทุกปีต่อมาก็ต้องทบทวนสำนวนใหม่  ดูว่าจะรวมคดีกับคดีอื่นได้บ้างหรือไม่  วันใดยังจับฆาตกรไม่ได้  วันนั้นยังไม่ยอมเลิกรา  แต่ใต้เท้าลองดูสิ  สำนวนนี้ถูกซุกไว้ก้นหีบ...”


เฉินจี้เอ่ยเสียงแผ่ว  “เว้นแต่ว่า…ฆาตกรคือบุคคลสำคัญในสำนักพิธีการ”


ซีเฟิงสะดุ้งเฮือก  ถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว  ห่างจากสำนวนออกไปสักหน่อย


เฉินจี้รู้สึกงุนงง  กลวิธีสังหารของฆาตกรในคดีนี้  คล้ายคลึงกับมือสังหารเมื่อคืนอย่างยิ่ง  แต่หากฆาตกรเป็นบุคคลสำคัญในสำนักพิธีการจริง  เหตุใดอีกฝ่ายจึงช่วยโอรสอ๋องฆ่าคนปิดปาก?


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0152
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง