ตอนที่ 0099 ตื่นขึ้นมา



บนถนนสายใหญ่นอกเมืองหลัว


วัวแก่ตัวหนึ่ง  ลากเกวียนไม้เดินอย่างเชื่องช้าทีละก้าว  ย่างเข้าสู่ยามสนธยา  ราวกับเวลาได้ชะลอตัวลงตามจังหวะก้าวเดินของมัน  ปล่อยให้แสงสีส้มแดงของดวงอาทิตย์ยามเย็นโอบกอดทุกคนอย่างอบอุ่นดุจคลื่นน้ำ


บนถนนสายใหญ่คึกคักไปด้วยรถม้าและผู้คน  บ้างก็ต้อนวัวเทียมเกวียน  มุ่งหน้าเข้าเมืองหลัว  บ้างก็หาบผลไม้ที่ขายไม่หมดกลับไปยังหมู่บ้านชานเมือง


ไป๋หลี่นั่งอยู่บนเกวียนวัว  โบกมือเรียกชายชราคนหนึ่งที่กำลังหาบของ  “ท่านลุง  ส้มของท่านทำไมขายไม่หมด  ในตะกร้าหาบยังเหลือเยอะขนาดนี้?”


ชายชราหาบตะกร้าเดินเข้ามาใกล้เกวียนวัว  “ท่านแขกโฉมงามเอ๋ย  ส้มพวกนี้เสียหายจากหิมะเมื่อวันก่อน  ไม่มีใครยอมซื้อเลยขอรับ”


ไป๋หลี่ถามด้วยความอยากรู้  “ส้มของท่านขายอย่างไร?”


ชายชราตอบรีบร้อน  “สองเหรียญเงินต่อหนึ่งชั่ง”


ไป๋หลี่ยิ้มพลางล้วงเงินแท่งเล็กจากมวยผมส่งให้  “รับไว้เถิด  ส้มทั้งหมดของท่านข้าขอซื้อ  ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากหาบกลับไปอีก”


ชายชราได้ยินดังนั้นก็ตกใจ  “ส้มพวกนี้มีตำหนินะขอรับ  ส้มที่เสียหายจากความหนาวเก็บไว้ได้ไม่นาน  ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อมากขนาดนี้”


ไป๋หลี่อารมณ์ดียิ่งนัก  “ไม่เป็นไร!  พี่มาวเอ๋อร์  ช่วยลงจากรถแล้วใช้ชายเสื้อรับส้มหน่อย  พวกเราแบ่งกันกิน”


เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มซื่อ  “ขอรับ”


ไป๋หลี่เอามือเกาะขอบเกวียนไม้  เอี้ยวตัวไปหยิบส้มลูกหนึ่งจากตะกร้าหาบของชายชราแล้วปอกเปลือก


นางฉีกเอากลีบหนึ่งใส่ปาก  แล้วส่งส้มที่เหลือให้โอรสอ๋องโดยไม่พูดไม่จา


โอรสอ๋องหยิบกลีบหนึ่งใส่ปากอย่างร่าเริง  แล้วยิ้มกว้าง  ส่งส้มที่เหลือต่อให้เฉินจี้


ส้มลูกนั้นถูกส่งต่อกันไปอย่างเงียบสงบ  สุดท้ายมาถึงมือเหลียงโก่วเอ๋อร์


เหลียงโก่วเอ๋อร์ยัดส้มเกือบครึ่งลูกเข้าปากทีเดียว  “...ถุดๆๆ  ข้าก็ว่า  ทำไมพวกเจ้าถึงใจดีปอกส้มให้ข้ากิน  เปรี้ยวจนฟันจะหลุดแล้ว!”


จนถึงตอนนี้  พวกที่กินส้มไปก่อนหน้า  ถึงได้ทำหน้าบิดเบี้ยว  แล้วพากันหัวเราะลั่น  “ฮ่าๆๆๆ  มิน่าเล่า  ชายชราถึงขายส้มไม่ออกสักลูก!”


ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง  เสียงหัวเราะดังกังวานไปไกล  ช่วงเวลาที่ได้แกล้งเพื่อนช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วและสนุกสนานเสมอ


ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน  เมื่อเกวียนที่เต็มไปด้วยเสียงหยอกล้อผ่านหน้าสนามสอบอีกครั้ง  โอรสอ๋องก็เชิดหน้าตั้งอกโดยไม่รู้ตัว  ทำท่าทางภาคภูมิใจ


ทว่าการสอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วงกินเวลาสามวันกว่าจะจบรอบแรก  วันนี้จึงไม่มีผู้ใดออกมาให้เห็น


โอรสอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่  “อยากให้พวกบัณฑิตนักปราชญ์รู้จริงๆ ว่าเราทำคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่มาแค่ไหน  ตอนนี้กลับเข้าเมืองอย่างเงียบงัน  เสมือนสวมอาภรณ์งามยามราตรี!  น่าเสียดายจริงๆ!”


ไป๋หลี่นั่งกอดเข่าบนเกวียนไม้  หัวเราะพลางกล่าว  “พี่  เมื่อไรจะเลิกนิสัยชอบโอ้อวดสักที  ต่อไปถ้าได้เป็นจิ้งอ๋องแล้วยังเป็นแบบนี้  ผู้คนจะหัวเราะเยาะเอานะ”


โอรสอ๋องโบกมือใหญ่  “ไม่เป็นไร  ท่านพ่อคงยังนั่งบัลลังก์อ๋องได้อีกหลายสิบปี  อีกหลายสิบปีข้างหน้า  ข้าคงเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมเยือกเย็นแล้วล่ะ”


ไป๋หลี่โต้กลับ  “แต่ท่านพ่อตอนอายุเท่าพี่  ก็ช่วยฝ่าบาทปราบพวกเครือญาติฝ่ายไทเฮาได้แล้วนะ”


โอรสอ๋องชะงักไป  พลันรู้สึกท้อแท้ใจ  “ช่วยฝ่าบาทปราบเครือญาติฝ่ายไทเฮาแล้วได้อะไร?  ตอนนี้ฝ่าบาทก็ยังปล่อยให้พวกขันทีกดขี่พวกเราอยู่ดี  พวกขันทีช่างน่าชิงชังยิ่งนัก!”


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “พวกขันทีกดขี่จวนจิ้งอ๋องมาตลอดหลายปีนี้หรือ?”


โอรสอ๋องหัวเราะเย็น  “หลายปีมานี้  กรมอาญาจับตามองขุนนางเก่าของพ่อข้าตลอด  จับเข้าคุกในไปแล้วยี่สิบกว่าคน  กรมสืบลับยังส่งสายลับมาฝังตัวในจวนอ๋องหลายครั้ง  คอยจับตาดูการกินอยู่หลับนอนของพวกเรา  เฝิงต้าป้านที่เจ้าเห็นนั่นแหละ  เขาก็เป็นคนของเสนาบดีฝ่ายใน  ถูกส่งมาติดตามท่านพ่อไม่ห่างเลยสักก้าว”


แม้แต่ไป๋หลี่ก็บ่นว่า  “พวกขันทีหยิ่งยโสโอหัง  น่าชิงชังยิ่งนัก”


เฉินจี้นิ่งเงียบ  แม้ไม่ใช่ความสมัครใจ  แต่ตอนนี้เขาก็เป็นสมาชิกของ ‘พวกขันที’ คนหนึ่ง  เขาติดอยู่ในรอยแยกระหว่างจวนจิ้งอ๋องกับพวกขันที  ไม่รู้จะหาทางรอดอย่างไร


ทว่าขณะนั้นเอง  สายตาของเขากลับเห็นร่างอ้วนท้วนยืนอยู่ริมถนน  กำลังยิ้มแย้มมองเขาอยู่


ร่างนั้นดุจระฆังใหญ่  ปลุกให้ตื่นจากความฝันอันงดงาม


ราวกับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้วย่อมต้องตก  ความฝันที่งามเพียงใดก็ต้องตื่น  เฉินจี้รู้ตั้งแต่หนีไปหมู่บ้านแซ่หลิวแล้วว่า  ตนหลบไม่ได้นาน  สิ่งที่ต้องมาก็จะมาถึง


จินจู


เห็นจินจูอยู่ท่ามกลางฝูงชน  ยิ้มแย้มโบกมือเรียกให้เขาตามไป  แล้วหันหลังหายเข้าไปในกลุ่มคนโดยไม่พูดอะไร


เฉินจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  หันไปกล่าวกับไป๋หลี่  “ธิดาอ๋อง  พวกท่านกลับไปก่อนเถิด  ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า  ยังมีธุระต้องจัดการ”


กล่าวจบก็กระโดดลงจากเกวียนไม้  ตามร่างของจินจูไป


หลิวฉวีซิงนั่งอยู่บนเกวียน  ตะโกนไล่หลังเฉินจี้มา  “เฮ้!  คงไม่ใช่ข้ออ้างไม่อยากเลี้ยงข้าวหรอกนะ?  เดี๋ยวพวกเราจะไปหออิ๋งเซียนกันนะ  กลับมาเร็วๆ ล่ะ!”


แต่เฉินจี้ไม่ตอบ


สีหน้าของเขาสงบนิ่ง  มองแผ่นหลังของจินจูข้างหน้า  ซึ่งปรากฏมาแล้วหายไปในฝูงชน


จินจูไม่หยุดฝีเท้าเลย  พาเฉินจี้อ้อมผ่านหัวมุมถนนนับไม่ถ้วน  จนผู้คนบนถนนเริ่มบางตา  จึงหยุดแล้วหันกลับมาในตรอกตันแห่งหนึ่ง


เฉินจี้หยุดฝีเท้า  “ใต้เท้า  พาข้ามาตรอกตันนี่ทำไม?”


จินจูยิ้มแย้มมองเขาไม่พูดจา  ชั่วพริบตาต่อมา  รถม้าคันหนึ่งจอดขวางปากตรอกด้านหลังเฉินจี้  ปิดทางออกแน่นหนา


เสียงลมพัดกรูมา  ยังไม่ทันให้เฉินจี้ตั้งตัวได้  ก็มีคนสับฝ่ามือลงที่ต้นคอ  ทำให้เขาสลบไป


......


......


เฉินจี้กำลังฝัน


เขาฝันเห็นตนเองยังนั่งอยู่บนเกวียนวัวเก่าๆ ใต้แสงสนธยาอันงดงามยามเย็น  เพื่อนฝูงยังอยู่เคียงข้าง


ทุกคนกินส้มหวานอร่อย  สายลมสีส้มแดงพัดผ่านใบหน้า  ทำเอาเส้นผมของแต่ละคนปลิวไสว  ไป๋หลี่ยิ้มแย้มพลางร้องเพลงกล่อม


แต่เมื่อฟ้าค่อยๆ มืดลง  มีคนสองคนกระโดดลงจากท้ายเกวียนไม้


พวกเขายืนนิ่งแล้วหันกลับมา  โค้งคารวะ  ยิ้มกล่าวกับเฉินจี้บนรถ  “ไว้พบกันใหม่”


รถยังคงเคลื่อนต่อไป  เฉินจี้ได้แต่มองเพื่อนที่ลงจากรถ  หายไปในความมืดด้านหลัง


ครั้นเมื่อสองคนนั้นลับตาไป  ก็มีอีกสามคนกระโดดลงจากรถ  คารวะยิ้มพลางกล่าว  “ไว้พบกันใหม่”


เพื่อนฝูงลงจากรถ  บอกลาทีละคน  ดุจละครอันงามถึงคราวปิดม่าน  ผู้ชมพากันแยกย้ายกลับ


เฉินจี้อยากจดจำใบหน้าพวกเขา  แต่เพื่อนเหล่านั้นถูกความมืดกลืนกิน  มองไม่เห็นชัดเจน


เขาถามคนข้างกาย  “พวกเขาจะไปไหนกัน?”


ไม่มีใครตอบ


เฉินจี้มองซ้ายขวาด้วยความประหลาดใจ  กลับพบว่าบนเกวียนวัวที่โยกเยกนี้  เหลือเพียงเขาผู้เดียวอย่างอ้างว้าง


ขณะนั้น  น้ำเย็นจากฟ้าสาดลงมา  ปลุกให้ตื่นจากความฝันอันยาวนาน


เฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  เงยหน้ามอง  มือทั้งสองถูกมัดแขวนไว้กับเพดานคุกใน  โซ่เหล็กเย็นเฉียบรัดข้อมือจนเจ็บปวด


เมื่อก้มมองลงมา  เขาเห็นตัวเองเปียกชุ่มทั้งตัว  เส้นผมยุ่งเหยิงกับคางยังมีน้ำหยดติ๋งๆ


เสื้อผ้าเย็นเฉียบติดแนบกาย  หนาวเข้าไปถึงกระดูก


คุกใน


นี่คือคุกในของกรมสืบลับ


ในห้องลับอันมืดมิดของคุกใน  เปลวไฟบนโคมยันต์แปดเหลี่ยมตามผนังส่ายไหวไม่หยุด  แต่ไร้ความอบอุ่น


จินจูวางถังน้ำลง  นั่งลงที่โต๊ะแปดเซียน*สีแดงเข้มตรงหน้าเขา  ใช้ตะเกียบคีบเนื้อนุ่มตรงแก้มปลาแผ่วเบา  “ตื่นแล้วหรือ?”


(โต๊ะแปดเซียน — โต๊ะที่นั่งได้ 8 คน มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม  นั่งฝั่งละสองคน)


เฉินจี้กล่าวเสียงแผ่ว  “ตื่นแล้ว”


จินจูหลับตากลืนเนื้อนุ่มชิ้นนั้น  เคี้ยวอย่างละเอียด  ชื่นชมเสียงหนึ่ง  “ทั้งสดทั้งนุ่ม!”


เขาลืมตาขึ้น  คีบเนื้อจากท้องปลาอีกชิ้นอย่างยิ้มแย้ม  ยืนบนเก้าอี้ป้อนมาที่ปากเขา  “กินซะ  กลืนให้หมด”


เนื้อท้องปลายังไม่ได้เอาก้างออก  เฉินจี้เคี้ยวเนื้อพร้อมก้างจนละเอียด  แล้วค่อยกลืนลงท้อง  ก้างปลาที่แหลมคมบาดคอหอยจนเจ็บแสบ


จินจูชูนิ้วโป้งชื่นชม  “กลืนลงไปโดยไม่ส่งเสียง  แข็งแกร่งดี!”


เขานั่งกลับลงที่โต๊ะแปดเซียน  ถามด้วยความอยากรู้  “หมอเฉินน้อย  เจ้าคิดจะหลบข้างั้นหรือ?”


“ใช่”


จินจูใช้ตะเกียบแกะหัวปลาออก  คีบเนื้อนุ่มอีกคำเข้าปาก  “คราวนี้เหตุใดจึงไม่หนี  หากเจ้าหลบเข้าจวนจิ้งอ๋อง  ข้าก็ไม่อาจทำอันตรายใดได้”


เฉินจี้ตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  “ใต้เท้าจินจูอำนาจล้นมือ  หากหาข้าไม่พบ  ย่อมนำไปลงกับคนที่โรงยา”


“ฉลาด…”  จินจูพึมพำ  “แต่ในเมื่อเจ้าฉลาดถึงเพียงนี้  เหตุใดจึงมองไม่ออกว่า  ข้าอยากผลักดันเจ้าด้วยใจจริง  หากวันใดเจ้าได้เป็นหนึ่งในสิบสองนักษัตร  เจ้า  ข้า  เทียนหม่า  คอยดูแลกันและกันในกรมสืบลับ  นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ”


เฉินจี้ตอบ  “คืนนั้น  ข้ากับซีเฟิงร่วมกันสืบหาชาวยุทธ  พบว่าผู้ปิดปากพวกเขา  มาจากสำนักพิธีการฝ่ายใน  ข้าเห็นว่าเรื่องนี้อันตรายเกินไป  จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป”


จินจูทอดถอนใจ  “ก็จริง  ตอนนี้เจ้าพึ่งพาจิ้งอ๋อง  ย่อมถอนตัวห่างจากเรื่องยุ่งยากได้  แต่กรมสืบลับข้า  ใครอยากเข้าก็เข้า  อยากออกก็ออกตามใจชอบได้หรือ?”


พูดไปพลาง  เขาแล่เนื้อปลาในจานออกจนหมด  ลุกขึ้นยื่นก้างปลาทั้งตัวมาจ่อปากเฉินจี้  “กินซะ  บำรุงกระดูกแข็งๆ ของเจ้า  กินเสร็จค่อยพูดต่อ”


เฉินจี้ไม่ลังเล  อ้าปากเคี้ยวก้างปลาจนละเอียด  แล้วกลืนลงไปอย่างยากลำบาก


จินจูยืนบนเก้าอี้  กอดอกสบตาเขา  “แม้ชาวยุทธพวกนั้นจะถูกลอกหนังหน้า  แต่ข้าก็ยังสืบพบว่า  พวกเขาเคยคลุกคลีดื่มสุรากับโอรสอ๋องแห่งจวนจิ้งอ๋อง  เงินในตัวพวกเขาก็ได้จากโอรสอ๋อง  ที่เจ้าไม่ยอมสืบต่อ  เพราะไม่อยากให้โอรสอ๋องพัวพันคดีกบฏคราวนี้สินะ?”


พูดถึงตรงนี้  จินจูทำเสียงดุดัน  “เจ้าคิดปกปิดอะไรให้โอรสอ๋อง?”


เฉินจี้จ้องตรงเข้าไปในดวงตาจินจู  “โอรสอ๋องไม่มีทางมีเอี่ยวกับเรื่องนี้  หากเขามีเอี่ยวจริง  คงไม่ทิ้งร่องรอยไว้มากมายเช่นนี้แน่  คนที่กล้าสมคบกับราชวงศ์จิ่งก่อกบฏ  จะปล่อยให้ท่านสืบพบได้ง่ายดายว่า  เคยคลุกคลีกับชาวยุทธพวกนี้ได้อย่างไร?  ใต้เท้าจินจูก็เป็นคนฉลาด  ย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดี”


จินจูสีหน้าผ่อนคลายลง


เขากระโดดลงจากเก้าอี้  ค่อยๆ นั่งกลับไปยังโต๊ะแปดเซียน  ยกจอกเหล้าดื่มรวดเดียวหมด  “เฉินจี้  เจ้าอย่าโกรธข้าที่แขวนเจ้าไว้  เข้ากรมสืบลับแล้วไม่มีทางย้อนกลับ  หนีหรือ?  เจ้าหนีไม่พ้นหรอก  ข้ายังหนีไม่พ้น  เจ้าจะหนีพ้นได้อย่างไร”


เฉินจี้เอ่ยเบาๆ  “ใต้เท้าจินจูก็เคยคิดจะหนีหรือ?”


จินจูมองเปลวไฟที่ส่ายไหวบนผนัง  สีหน้าฉายแววหวนระลึก  “ข้าเป็นลูกพ่อค้าจากอำเภอก่งอี้  เมืองหลัว  สมัยก่อนพ่อข้าเริ่มต้นจากเดินเร่ขายขนมหวาน  ท่านเป็นคนน่านับถือ  คนอื่นตื่นยามห้าขายขนม  ท่านกลับตื่นยามสาม  หาบคานออกจากบ้าน  ด้วยความขยันหมั่นเพียรนี้  ครอบครัวจึงอยู่ได้อย่างสุขสบาย”


เฉินจี้ฟังอย่างตั้งใจ


จินจูเล่าต่อ  “แม่ข้าอ่อนโยนใจดี  ยังมีพี่สาวที่เอ็นดูรักใคร่ข้า  ทุกครั้งที่ถึงตรุษจีน  พี่สาวไม่เคยตัดเสื้อใหม่ให้ตัวเอง  กลับตัดให้ข้าถึงสองชุด  หากพ่อจับปลาจากแม่น้ำกลับมา  พวกท่านจะเก็บหัวปลา  ส่วนเนื้อท้องที่นุ่มที่สุดไว้ให้ข้ากิน  หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน  ข้าคงมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้”


“น่าเสียดายตอนข้าอายุแปดขวบ  พ่อค้นพบวิธีทำน้ำตาลกรวด  วิธีนี้เปลี่ยนน้ำตาลแดงให้เป็นน้ำตาลกรวดขาวสะอาดได้ภายในเจ็ดวัน  พอน้ำตาลกรวดออกสู่ตลาด  ขุนนางผู้มั่งคั่งต่างชื่นชอบ  ข้ายังจำคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนั้นได้  พ่อยิ้มบอกข้าหน้าตะเกียงน้ำมันก๊าด  ว่าบ้านเราจะร่ำรวยแล้ว  เมื่อถึงเวลานั้น  ท่านจะเตรียมสินสอดหนาๆ ให้พี่สาว  หาตระกูลดีให้นาง  ไม่ให้ต้องก้มหน้าในบ้านสามี  ท่านยังจะซื้อตำแหน่งขุนนางให้ข้า  ไม่ต้องเป็นพ่อค้าต่ำต้อยอีกต่อไป”


“ไม่รู้พ่อข้าไปได้ยินมาจากไหนว่า  ในราชวงศ์หนิงเรา  บริจาคข้าวหนึ่งร้อยถัง  ได้ตำแหน่งนักเรียนกั๋วจื่อเจี้ยน  บริจาคสองร้อยห้าสิบถัง  ได้ขุนนางชั้น 9  แม้ไร้อำนาจ  แต่ก็มีหน้ามีตา”


จินจูรินเหล้าอีกจอก  “แต่ผลเป็นอย่างไร?  คืนนั้น  นายอำเภอเมืองหลัวพานายทหารบุกประตูเข้ามา  อ้างเกณฑ์แรงงาน  ลากครอบครัวข้าไปเหมืองถ่านของตระกูลหลิว  ในเหมืองถ่านมืดมิดนั้น  พ่อแม่ข้าถูกใช้แรงจนตาย  ก่อนตายข้าร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง  ก็เรียกพวกท่านกลับมาไม่ได้”


“พี่สาวเพื่อให้ข้ามีชีวิตรอด  จึงยอมพลีกายให้ผู้คุมเหมืองแลกข้าวกิน  นางแอบเก็บอาหารมาแบ่งข้าทุกวัน  ตัวเองกลับติดโรคร้ายจากผู้คุม  ข้าจะทำอย่างไรได้?  ทำได้เพียงมองนางซูบลงทุกวัน  ราวกับถูกถอดกระดูกออกทีละท่อน  ก่อนตาย  พี่สาวฝืนลืมตาบอกว่า  อยากเห็นหน้าข้าอีกครั้ง  ข้าอยากกอดนาง  แต่นางกลับบอกให้ข้าถอยไป  อย่าแตะตัวนาง”


“ตอนนั้น  ข้าคิดว่าตัวเองคงตายแน่  แต่แล้วก็มีคนพาข้าไปพบขุนนางขาพิการผู้หนึ่ง  ขุนนางผู้นั้นเอ่ยถามว่า  อยากแก้แค้นให้ครอบครัวหรือไม่  ข้าตอบว่าอยาก”


เฉินจี้แขวนอยู่บนเพดาน  ก้มถามลงมา  “เสนาบดีฝ่ายใน?”


จินจูกำจอกเหล้า  เอ่ยอย่างใจลอย  “ขุนนางผู้นั้นดูน่าเกรงขาม  รองเท้าหนังดำสะอาด  ชุดขุนนางแดงดั่งโลหิต  ทุกคนยืนข้างหลังท่านอย่างนอบน้อม  ข้าคิดว่า  ขุนนางใหญ่ถึงเพียงนี้  ย่อมช่วยข้าแก้แค้นได้แน่  ข้าจึงขอร้องว่า  ขอท่านช่วยข้าแก้แค้นด้วยเถิด”


เฉินจี้ถาม  “เสนาบดีฝ่ายในว่าอย่างไร”


จินจูยิ้มน้อยๆ  “ท่านบอกว่าจะแก้แค้นให้ข้า  แต่ข้าต้องมอบชีวิตให้ท่าน  ตอนนั้นข้าคิดว่า  ชีวิตเน่าๆ ของข้ายังแลกกับการแก้แค้นให้ครอบครัวได้  ช่างดีเหลือเกิน”


พูดไปพลาง  เขาเงยหน้ามองเฉินจี้  “หลายปีมานี้  ข้าตามหานายทหารเมื่อครั้งนั้น  ไล่เชือดทีละคน  ตามหาผู้คุมเหมืองพวกนั้น  ลอกหนังถอนเอ็นทั้งตัวพวกมันและครอบครัว  บางคนตายไปแล้ว  ก็ขุดขึ้นมาบดกระดูกโปรยลม”


“แต่ข้ายังแค้นอยู่!”  จินจูกัดฟันทีละคำ  “ข้าแค้น  เพราะตระกูลหลิวที่แย่งชิงธุรกิจน้ำตาลกรวดของบ้านข้า  ยังอยู่ดีมีสุข  เมื่อเสนาบดีฝ่ายในเลือกส่งข้ามาเมืองหลัว  ข้าก็รู้ทันทีว่าโอกาสแก้แค้นมาถึงแล้ว  เสนาบดีฝ่ายในต้องการให้ตระกูลหลิวตายหมดสิ้น!”


เฉินจี้ก้มมอง  เห็นนักษัตรที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอผู้นี้  เส้นเลือดบนหน้าผากกำลังปูดโปน


จินจูจ้องหน้าเฉินจี้  แล้วกล่าวอย่างดุดัน  “เฉินจี้  ข้าเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟัง  เพราะต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า  บัดนี้หน่วยสืบลับเมืองหลัวไม่อาจเชื่อใจ  องครักษ์เจี่ยฝานก็เช่นกัน  ข้าต้องการคนฉลาดอย่างเจ้า  ขอแค่เจ้าช่วยเหลือ  ข้าจะยกเจ้าขึ้นชิงตำแหน่งนักษัตรอย่างสุดชีวิต  ให้เจ้าก้าวหน้ารุ่งเรือง  ทะยานสู่ที่สูง”


“ข้ารอวันนี้มานานเกินไป……ใครขวางหน้า  ข้าฆ่าทิ้ง  ใครไม่ช่วยข้า  ก็ฆ่าทิ้งเช่นกัน”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0192
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง