ตอนที่ 0098 ไม่อาจพากลับ
“นี่ เซ่อเติงเค่อ ถ้าเจ้ามีเงินแล้วจะทำอะไร?” หลิวฉวีซิงนั่งบนขอบแท่นหินโม่ ปากเคี้ยวแผ่นแป้งม้วนที่อาจารย์นำมาให้ พลางถามอย่างงึมงำ
“แน่นอนว่าต้องซื้อเรือนให้ครอบครัวข้าก่อน ข้าอยากได้เรือนสองหลัง เรือนหลังให้พ่อแม่ข้า กับพี่ใหญ่พี่สะใภ้อยู่ เรือนหน้าให้พี่รองพี่สะใภ้รอง กับพี่สามพี่สะใภ้สามอยู่ พวกเขาลำบากมาหลายปีแล้ว ทั้งครอบครัวเบียดเสียดนอนบนพื้นในห้องเดียวกัน แค่พลิกตัวยังลำบาก”
“แล้วตัวเจ้าล่ะ จะไปอยู่ที่ไหน?”
เซ่อเติงเค่อยัดแผ่นแป้งม้วนชิ้นสุดท้ายเข้าปาก “ข้าก็อยู่โรงยาไง ที่บ้านไม่ต้องเก็บห้องไว้ให้ข้า...หลิวฉวีซิง ถ้ามีเงินแล้วเจ้าจะทำอะไร?”
หลิวฉวีซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าว “ข้าอยากพาแม่ออกจากตระกูลหลิว นางจะได้ไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้านายหญิงอีก ทุกครั้งที่นางมาส่งเงินส่งอาหารให้ข้า กลับบ้านไปต้องโดนถากถางดูถูก ยังต้องถูกประชดประชัน”
“มีเงินช่างดีเสียจริง” เซ่อเติงเค่อก้มหน้าพูด “เงินเหมือนเทพเซียน ช่วยให้คนสมปรารถนาได้”
หลิวฉวีซิงถามขึ้นทันที “พอมีเงินแล้ว เจ้ายังจะเป็นเด็กฝึกที่โรงยาต่อไหม?”
เซ่อเติงเค่อชะงักไป ลังเลอยู่บ้าง “นั่นสินะ มีเงินแล้วจะเป็นเด็กฝึกต่อไหม...”
ผัวะ!
ไม้เรียวฟาดลงบนหลังเซ่อเติงเค่อ ความเจ็บแสบร้อนแล่นปราดขึ้นมาทันที
เซ่อเติงเค่อหันไปมอง เห็นเฒ่าเหยามายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ เขาจึงถลึงตาจ้องหลิวฉวีซิงอย่างขุ่นเคือง “บัดซบ! เจ้าขุดหลุมให้ข้าอีกแล้วนะ!”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย็นพลางมองทั้งสองคน “ดีจริง มีเงินแล้ว ไม่เป็นเด็กฝึกที่โรงยาไท่ผิงข้าแล้วสินะ”
หลิวฉวีซิงรีบกระโดดลงจากแท่นหินโม่ ยิ้มประจบประแจง “อาจารย์ นั่นเซ่อเติงเค่อพูดเองขอรับ ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าต้องอยู่ที่โรงยาต่อ เรียนวิชาแพทย์กับท่านอย่างมั่นคงแน่นอน ภายภาคหน้าจะได้รับความเคารพนับถือเหมือนท่าน!”
เฒ่าเหยาพูดประชดประชัน “เศรษฐีทั้งหลายจะมาลำบากลำบนที่โรงยาไท่ผิงข้าทำไมกัน?”
เซ่อเติงเค่อเริ่มกระวนกระวาย “อาจารย์อย่าเข้าใจผิดเลย พวกข้าต้องอยู่โรงยารับใช้ท่านต่อแน่นอน สองปีมานี้ ท่านดีกับพวกเราแค่ไหน ทางนี้ย่อมไม่ทางเนรคุณ”
ระหว่างนี้ เหลียงโก่วเอ๋อร์นอนบนเสื่อสานไม่ไกลนัก คาบก้านหญ้า ไขว้ขาโยกไปมา “ห้าพันตำลึงเงินเชียวนะ พวกเจ้าจะแบ่งกันยังไง? ฮ่าๆ แต่โบราณมา พี่น้องกี่คู่ต้องแตกร้าวเป็นศัตรู ไม่ใช่เพราะร่วมทุกข์ แต่เพราะร่วมสุขต่างหาก”
เหลียงมาวเอ๋อร์รีบยกมือ “ข้ามาช่วยเท่านั้น ไม่ขอร่วมแบ่ง”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้นนั่ง เจ็บใจที่น้องตนไม่รู้จักคิด “หลายวันมานี้ นอกจากเฉินจี้ ก็เจ้านี่แหละที่ออกแรงมากกว่าใคร จะไม่ร่วมแบ่งได้ยังไง?”
เหลียงมาวเอ๋อร์เหลือบมองพี่ชาย “พี่อย่าพูดเลย ยังไงก็ไม่มีส่วนของท่าน”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ “...”
เขาอ้าปากค้างอยู่นาน ไม่อาจเอ่ยคำใด สุดท้ายล้มตัวลงนอนหงาย เอาหมวกสานคลุมหน้า ขาที่ไขว้อยู่ก็กระดิกเร็วขึ้น
บรรยากาศค่อยๆ เงียบลง ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากก่อน
ห้าพันตำลึงเงิน ทุกคนจะแบ่งกันอย่างไรดี? แบ่งเท่าๆ กันก็สะดวกดี แต่ใครๆ ก็รู้ว่าแบ่งเท่ากันไม่ยุติธรรมกับเฉินจี้
ท่ามกลางความเงียบงัน ไป๋หลี่คิดจะก้าวออกมาพูด แต่จิ้งอ๋องยื่นมือดึงนางไปด้านข้าง
เขามองเหล่าคนหนุ่มด้วยความสนใจ “ใต้หล้านี้ ผู้คนพลุกพล่านล้วนมาเพื่อผลประโยชน์ ใต้หล้านี้ ผู้คนวุ่นวายล้วนไปเพื่อผลประโยชน์ มีเพียงในยามเผชิญผลประโยชน์ที่แท้จริงเท่านั้น เจ้าจึงจะมองเห็นธาตุแท้ของคน ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งพูด เราลองมาดูกันก่อนว่า สหายกลุ่มนี้ของเจ้า จะผ่านการทดสอบหรือไม่”
ไป๋หลี่ลังเลครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงแผ่ว “แต่เหตุใดต้องทดสอบธรรมชาติมนุษย์ด้วย มันไม่ยุติธรรมกับผู้ถูกทดสอบ”
จิ้งอ๋องชะงักไป จากนั้นหัวเราะ “เด็กโง่ โลกนี้ไหนเลยจะยุติธรรม เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง”
เสียงพูดจบลง รถม้าคันหนึ่งก็ค่อยๆ หยุดนอกโรงเผา
จางจัวเปิดม่านรถม้า จับชายเสื้อขุนนางของตนกระโดดลงมา หลังจากเหยียบพื้นแล้ว ก็ไม่ลืมหันไปพยุงเฉินหลี่ฉิน แล้วจึงเดินฉับๆ เข้าโรงเตาด้วยกัน
ทั้งสองมาถึงข้างกายจิ้งอ๋อง จางจัวทำท่าคารวะ “ท่านอ๋อง...”
จิ้งอ๋องยกมือห้าม “อย่าเพิ่งพูดรบกวนพวกเขา ดูก่อนว่าพวกเขาจะแบ่งเงินกันอย่างไร การแบ่งเงินระหว่างพี่น้องเป็นละครดีเสมอ ท่านทั้งสองมาถูกจังหวะพอดี ทันชมความสนุกที่หาได้ยาก”
จางจัวแปลกใจ “แบ่งเงิน? แบ่งเงินอะไรกัน?”
จิ้งอ๋องยิ้ม “เดี๋ยวค่อยอธิบายให้ฟังทีหลัง จริงสิ ใต้เท้าเฉิน เฉินจี้ก็อยู่ในนั้นด้วยนะ”
ระหว่างนี้ จางจัวหรี่ตามอง พินิจพิจารณาทุกคนในกลุ่ม แล้วดึงเฉินหลี่ฉินไปด้านข้าง กดเสียงถาม “นี่ ทำไมลูกชายท่านถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย?”
เฉินหลี่ฉินลังเลครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบา “ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน ยังตั้งใจมารับเขากลับจวน แต่เขาไม่ยอมกลับไปด้วยกัน”
จางจัวประหลาดใจ “เด็กคนนี้ดื้อดึงจริงเชียว ยอมมาทำงานหนักที่โรงเตา แต่ไม่ยอมกลับจวนเฉินกับท่าน?”
เฉินหลี่ฉินถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้ ข้าในฐานะบิดาก็ละเลยเช่นกัน หลังจากเขาไปโรงยาไท่ผิง ข้าสั่งพ่อบ้านให้ส่งบ่าวไปมอบเงินรายเดือนให้เขาทุกเดือน ไหนเลยจะคิดว่า เจ้าบ่าวนี่แอบยักยอก เปลี่ยนจากเดือนละสามตำลึงเงินเป็นเดือนละสามร้อยเหรียญ ภายหลังยังผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมให้เลย คิดว่าที่เขามาโรงเตา คงจะหาเงินค่าเรียนให้ตัวเองกระมัง?”
จางจัวมองเฉินหลี่ฉิน “ใต้เท้าเฉิน บ่าวนั่นเป็นอย่างไรแล้ว?”
เฉินหลี่ฉินตอบ “ตีตายแล้ว”
จางจัวลูบเคราถามต่อ “แล้วพ่อบ้านล่ะ ตีตายหรือยัง?”
เฉินหลี่ฉินส่ายหน้า “ยัง โบยสิบทีเพื่อตักเตือน”
จางจัวยิ้มอย่างมีนัยยะ “ลูกชายท่านนี่ อดทนยิ่งกว่าลูกชายข้าเสียอีก ยอมเป็นทุกข์ แต่ไม่ยอมกลับไปรับความอัปยศ คงหลงระเริงในบ่อนพนันเพราะเพื่อนชั่วชักนำกระมัง? ลองฟังข้าสักคำ ท่านให้เงินลูกชายท่านสักสองร้อยตำลึง บรรเทาความกังวล แล้วตีพ่อบ้านโง่นั่นให้ตาย เพื่อระบายแค้นให้เขา รับรองพาเขากลับได้แน่”
“ตีพ่อบ้านให้ตาย?” เฉินหลี่ฉินมองจางจัวด้วยความประหลาดใจ “ต้องทำถึงขั้นนั้นเชียว? พ่อบ้านผู้นี้เป็นคนเก่าแก่ในจวน ข้าพามาจากเมืองหลวง ทำงานขยันขันแข็ง ช่วยดูแลทุกอย่างมานานกว่าสิบปี ถึงไม่มีความดีความชอบ แต่ก็ผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาไม่น้อย”
จางจัวหัวเราะ “สมัยจักรพรรดิองค์ก่อน แม่ทัพหูก่วงมีความดีความชอบมากพอหรือไม่? เขายึดด่านฉงหลี่คืน ต้านทัพม้าราชวงศ์จิ่งนานกว่าสิบปี ความดีความชอบใหญ่หลวง จนเขากล้ากุมกำลังทหารคำรามในราชสำนัก สุดท้ายจบลงอย่างไร? จักรพรรดิองค์ก่อนแต่งตั้งหลิวเหวินเฉิงเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมคณะขุนนาง จากนั้นก็ปล่อยให้เสนาบดีอาวุโสหลิวกำจัดบริวารของแม่ทัพหูก่วง ริบทรัพย์สินแล้วประหารล้างตระกูล พอเสนาบดีอาวุโสหลิวถูกผู้คนรุมก่นด่าว่าเป็นขุนนางชั่ว จักรพรรดิองค์ก่อนออกพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียว ขับไล่เสนาบดีอาวุโสหลิวกลับบ้านเกิด เพียงชั่วข้ามคืน พระองค์ก็ถูกสรรเสริญว่าเป็นมหาราชผู้ปราดเปรื่อง”
เฉินหลี่ฉินพลันเปลี่ยนสีหน้า “ใต้เท้าจางระวังคำพูด!”
จางจัวหัวเราะร่า พูดอย่างมั่นใจ “ท่านเป็นคนเถรตรง ย่อมไม่เอาข้าไปขายพวกขันทีแน่ เพียงแค่หัวโบราณเกินไปเท่านั้น”
เฉินหลี่ฉินถูกแดกดันว่าหัวโบราณ ในใจก็เริ่มขุ่นเคือง เน้นน้ำเสียง “ใต้เท้าจางไม่เหมือนบัณฑิต กลับเหมือนวายร้ายมากกว่า”
จางจัวคารวะอย่างยิ้มแย้ม ไม่แยแสเลย “ขอบคุณที่ชม ขอบคุณที่ชม”
ลมหนาวกรีดกราย
หลิวฉวีซิงและพวก มือแดงก่ำจากความหนาว แต่ไม่รู้สึกตัว ต่างปิดปากคิดคำนวณว่า ห้าพันตำลึงเงินควรแบ่งอย่างไร
ทุกคนมองหน้ากัน ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า ไม่มีใครอยากพูดก่อน
เฉินจี้เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ มองไปยังหลิวฉวีซิงและพวก ยิ้มพลางกล่าว “ข้าจะไม่ถ่อมตัวกับพวกท่าน เงินนี้ข้าขอเอาสามส่วนต่อปี ที่เหลือพวกท่านแบ่งกันเอง”
เอาสามส่วนงั้นหรือ?
จางจัวมองเฉินหลี่ฉินโดยไม่รู้ตัว นับดูแล้วตรงนี้มีหกเจ็ดคน เจ้าหนุ่มตระกูลเฉินเอ่ยปากก็จะเอาไปสามส่วนคนเดียวเลย? แล้วคนที่เหลือจะแบ่งกันอย่างไร
เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้วแน่น คารวะจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง ข้าอบรมลูกไม่ดี ต่อไปจะพากลับจวนไปสั่งสอนอย่างเข้มงวด สอนให้เขาถ่อมตัวและมีมารยาท”
“ฮ่าๆ” จิ้งอ๋องหัวเราะเสียงดัง “ใต้เท้าเฉินอย่าเพิ่งร้อน คนที่จะแบ่งเงินยังไม่ร้อน ท่านจะร้อนไปไย?”
เฉินหลี่ฉินชะงักงัน
อึดใจต่อมา กลับได้ยินเซ่อเติงเค่อเอ่ยเสียงอู้อี้ “ไม่ได้!”
ในโรงเตาเงียบสนิทอีกครั้ง เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้วมองไป เกรงว่าเฉินจี้จะทะเลาะวิวาทเรื่องแบ่งเงินกับคนอื่นจนเสียมารยาทผู้ดี
ทว่าเซ่อเติงเค่อกลับพูดขึ้นทันใด “เฉินจี้ พวกเราทุกคนรู้อยู่แก่ใจดี ไม่มีเจ้าก็ไม่มีเงินก้อนนี้ พวกเราแม้จะช่วยออกแรง แต่ก็แค่ทนหนาวสองวัน ทำงานใช้แรงสองวัน งานแบบนี้เจ้าไปตลาดบูรพา ใช้เงินสองสามตำลึง จ้างกรรมกรก็ทำได้เหมือนกัน เจ้าเอาไปครึ่งหนึ่งเถอะ ที่เหลือพวกเราค่อยแบ่งกัน หลิวฉวีซิง เจ้าว่าอย่างไร?”
หลิวฉวีซิงหน้าดำคล้ำ “มองข้าทำไม อย่าทำเหมือนข้าละโมบเงินทองคนเดียวสิ!”
เซ่อเติงเค่อถามต่อ “แล้วเจ้าตกลงหรือไม่ตกลงล่ะ!”
หลิวฉวีซิงกัดฟันขบกราม “ตกลง! ตกลง! เจ้าโง่เอ๊ย เขาบอกแล้วว่าเอาแค่สามส่วน เจ้ารับปากไปเลยไม่ได้หรือ? คิดว่าสองส่วนที่เสียไปเป็นเงินเท่าไรกัน!”
เซ่อเติงเค่อถลึงตาขวาง “เจ้านี่นะ เผยธาตุแท้ออกมาจนได้!”
โอรสอ๋องหัวเราะชอบใจ “ดี ดี ดี! หากทุกคนเก็บไว้ในใจ นานไปย่อมเกิดความขุ่นเคืองต่อกัน บัดนี้พูดความในใจออกมาจนหมด กลับดูใสสะอาด ว่ากันตามตรง แม้แต่ข้าก็ยังอิจฉาเงินก้อนนี้ คืนนี้อย่าให้ไป๋หลี่เลี้ยงข้าวเลย ต้องให้เฉินจี้เป็นเจ้ามือ ห้องส่วนตัวดีที่สุดของหออิ๋งเซียน สั่งเมนูเด็ดของร้าน ชุดแปดเซียนข้ามสมุทร ถ้าเฉินจี้กล้าขมวดคิ้วแม้แต่นิด พวกเราจะรุมซ้อมเขา!”
หลิวฉวีซิงพูดด้วยความเจ็บใจ “ใช่ เขาได้เงินมากขนาดนั้น ตอนเลี้ยงข้าวถ้ากล้าขมวดคิ้วแม้แต่นิด พวกเราจะรุมซ้อมเขา!”
เฉินจี้ยิ้มพูด “วางใจเถอะ ข้าจะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่นิด สามเณรน้อยถือศีลห้ามแตะต้องเงินทอง ที่เหลือโอรสอ๋อง ธิดาอ๋องไป๋หลี่ พี่มาวเอ๋อร์ พี่เซ่อ พี่หลิว พวกท่านห้าคนแบ่งกันเองเถอะ”
สามเณรน้อยประนมมือ ถามด้วยความอยากรู้ “แล้วพอกินข้าวเสร็จ พวกเราจะไปตรอกชุดแดงกันไหม?”
ทุกคนหัวเราะเฮฮา “ไอ้สามเณรชีกอ!”
......
......
ไป๋หลี่ยิ้มหวานมองจิ้งอ๋อง “ไม่เป็นดั่งที่ท่านหวัง พวกเขาไม่ได้ชกต่อยกันเลย!”
จิ้งอ๋องถอนใจเสียดาย “ข้านึกว่าจะได้ดูละครดีๆ สักเรื่อง ทว่าต่างก็มีจิตใจบริสุทธิ์ หาได้ยากยิ่ง หวังแต่เพียงว่า จิตใจบริสุทธิ์เหล่านี้ อย่าได้ถูกเตาหลอมแห่งโลกมนุษย์หลอมจนกลายเป็นสีดำเลย”
ถึงตอนนี้ จางจัวกับเฉินหลี่ฉินเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
ก่อนหน้านี้ พวกเขานึกว่ากำลังแบ่งค่าแรงทำงานโรงเตา แต่หากเป็นแค่ค่าแรง เหตุใดจึงไปหออิ๋งเซียนและตรอกชุดแดงได้?
จางจัวมองไปยังจิ้งอ๋อง ถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋อง พวกเขากำลังแบ่งเงินเท่าไร?”
จิ้งอ๋องยิ้มอธิบาย “ปีละห้าพันตำลึงเงิน”
จางจัวสูดลมหนาวเข้าปอดโดยไม่รู้ตัว “หรือก็คือ เจ้าหนุ่มตระกูลเฉินคนเดียว ได้ไปตั้งสองพันห้าร้อยตำลึงเงิน?”
จิ้งอ๋องพยักหน้า “ถูกต้อง”
จางจัวค่อยๆ หันมองเฉินหลี่ฉิน “ใต้เท้าเฉิน เจ้าหนุ่มบ้านท่าน เกรงว่าท่านคงพากลับไม่ได้แล้ว”
เฉินหลี่ฉินนิ่งเงียบ ยังไม่ปริปาก
จางจัวพูดต่อ “ค่าใช้จ่ายทั้งจวนเฉินของท่านต่อปี คงยังไม่มากเท่าเงินปีละสองพันห้าร้อยตำลึงของเขา เขาใช้ชีวิตข้างนอก สบายกว่าอยู่ในจวนเฉินของท่านมากโข คำพูดก่อนหน้านี้ ให้ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน อยากดึงเขากลับไป ใช้เงินไม่ได้หรอก ต้องใช้ใจโน้มน้าว ใช้เหตุผลเกลี้ยกล่อม...”
เฉินหลี่ฉินไม่สนใจเขา เพียงก้าวเข้าไปข้างหน้า ถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋อง ห้าพันตำลึงเงินนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ มันมาจากไหนหรือ?”
จิ้งอ๋องนำทั้งสองเดินไปยังกำแพงอิฐ แล้วให้พวกเขาลองถือค้อนใหญ่ทุบดู “พวกเขาคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า ‘ซีเมนต์’ ขึ้นมา แข็งตัวเร็วกว่าปูนข้าวเหนียวหลายเท่า ต้นทุนเพียงแค่สองส่วนของปูนข้าวเหนียว จวนอ๋องของข้าซื้อสูตรนี้แล้ว สัญญาจะแบ่งปันผลกำไรให้พวกเขาปีละห้าพันตำลึงเงิน เป็นอย่างไรบ้าง ใต้เท้าทั้งสองคิดว่าสูตรนี้คุ้มค่าหรือไม่?”
จางจัวตาเป็นประกาย หยิบซีเมนต์มาขยี้ดูพลางถาม “ต้นทุนแค่สองส่วนของปูนข้าวเหนียว ยังแข็งตัวเร็วกว่าปูนข้าวเหนียวอีก? คุ้ม คุ้มยิ่งนัก! ท่านอ๋อง ท่านบอกว่าเหล่าคนหนุ่มตรงหน้านี้คิดค้น ‘ซีเมนต์’ ขึ้นมาหรือ?”
จิ้งอ๋องพยักหน้า “ถูกต้อง สูตรเป็นความคิดของเฉินจี้ ส่วนงานร่วมกันทำ”
จางจัวเข้าใจในทันที “มิน่าเล่า ตอนแบ่งเงิน เขาบอกว่าเอาสามส่วน แต่คนอื่นกลับยกให้เขาห้าส่วน ที่แท้สิ่งนี้เขาคิดค้นขึ้นมาเอง”
เฉินหลี่ฉินเพิ่งนึกได้ เมื่อวานเฉินจี้พูดกับจิ้งอ๋องถึง ‘เติมคาร์บอนถลุงเหล็กกล้า’ จิ้งอ๋องยังยื่นมือขวางตน ไม่ให้พาเฉินจี้กลับจวน...
ในโรงเตา เฉินหลี่ฉินเผยสีหน้าซับซ้อน มองไปยังเฉินจี้ที่ถูกคนห้อมล้อมอยู่
เขาเคยคิดว่า ขอเพียงตนจัดการบ่าวในจวน ให้เฉินจี้ระบายความแค้นได้ แล้วอ้อนวอนด้วยถ้อยคำดีงาม ย่อมพาเฉินจี้กลับไปได้
เขายังเคยคิดว่า บางทีตนตัดเงินทองของเฉินจี้ เฉินจี้ก็จะกลับบ้านอย่างว่าง่าย
แต่ถึงวันนี้ ลูกชายที่เขาเคยไล่ออกจากบ้านไป กลับไม่ต้องการบ้านหลังนั้นอีกแล้ว
ระหว่างนี้ เฉินจี้และพวกคารวะจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง พวกเราเหนื่อยมาหลายวัน วันนี้จะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าฉลองกันหน่อย ขอทูลลา”
จิ้งอ๋องโบกมือ “ไปเถอะ วันนี้อนุญาตให้พวกเจ้าดื่มสุราได้”
เฉินจี้ยิ้มรับคำ “ขอบคุณท่านอ๋อง”
กล่าวจบ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หันไปคารวะจางจัวและเฉินหลี่ฉิน “ใต้เท้าจาง ใต้เท้าเฉิน ขอตัว”
เฉินหลี่ฉินเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่เอ่ยคำใด
จางจัวมองพวกหนุ่มน้อยขึ้นเกวียนวัว แล่นโยกเยกออกจากโรงเตา แววตาเขาวาววับ “เจ้าหนุ่มบ้านท่านดูจะเข้าหาจวนอ๋องได้แล้ว หากเขาเป็นคนสนิทจิ้งอ๋อง ท่านกับข้าอาจอาศัยเขาเข้าหาจิ้งอ๋อง แบ่งปันผลประโยชน์จากตระกูลหลิวในแคว้นยู่นี้ได้บ้างก่อนจากไป”
เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “ใต้เท้าจาง ตระกูลหลิวดุดัน ท่านกับข้าสองคนอยู่ในแคว้นยู่ยังต้องระวังตัว หวาดผวาอยู่ตลอด เหตุใดต้องลากเด็กที่ยังอ่อนต่อโลกเข้ามาพัวพันด้วย?”
จางจัวกลอกตาขาว “ไม่ได้ส่งเขาไปตายสักหน่อย ท่านรีบปกป้องลูกทำไม ถ้าท่านดูแลเขาให้ดีแต่แรก เขาคงไม่เรียกท่านว่าใต้เท้าเฉินหรอก ตอนนี้มาทำเป็นเก่งกับข้าทำไม!”
เฉินหลี่ฉินหน้าดำคล้ำยิ่งขึ้น “เจ้า!”
ทว่าขณะนั้นเอง จางจัวกลับยกมือห้ามคำพูดของเฉินหลี่ฉิน
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “ใต้เท้าเฉิน ไม่ทราบว่าเฉินจี้มีคนมาสู่ขอหรือยัง? บ้านข้ามีบุตรสาวเพิ่งโตเป็นสาว ยังรออยู่ในเรือนหอ...”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น