ตอนที่ 0101 สารลับ
ยามราตรีที่ตรอกชุดขาว ผู้คนพลุกพล่านขวักไขว่บนถนนหินสีเขียวคราม
เนื่องด้วยวันนี้เป็นการสอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วง สำนักขับร้องเสียงใสหลายแห่งจึงแขวนโคมไฟเต็มหน้าประตู บนโคมวาดกิ่งไผ่ใบสีเขียว ช่างสง่างามเรียบง่าย
โคมไฟนี้มีลูกเล่นซ่อนอยู่
นักปราชญ์บัณฑิตอาจจ่ายเงินห้าสิบตำลึงซื้อโคมหนึ่งดวง เขียน ‘ทายข้อสอบ’ หากผู้ใดทายถูกว่าข้อสอบ ‘สถานการณ์บ้านเมือง’ ปีนี้ออกเรื่องใด จะได้เป็น ‘เจี้ยหยวน’ หนึ่งคืนที่สำนักขับร้องเสียงใสในวันประกาศผล
คืนนี้ตรอกชุดขาวคึกคักราวกับงานวัดช่วงเทศกาลโคมไฟ แสงไฟระยิบระยับตลอดถนนหินสีเขียวคราม
ระหว่างนี้ รถม้าคันหนึ่งแล่นมาหยุดนอกตรอกชุดขาว จินจูผู้ขับมุดเข้าไปในตัวรถ ถอดผ้าปิดตาสีดำออกจากดวงตาเฉินจี้ “ถึงแล้ว”
เฉินจี้ลุกจะลงรถ แต่ถูกจินจูกดไหล่ให้นั่งกลับลงไป
จินจูสีหน้าเคร่งเครียด “ก่อนไปพบหลิวหมิงเสี่ยน เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่า พวกเราจะเข้าหาหลิวหมิงเสี่ยนด้วยเหตุผลใด? เจียวถู่กับหยุนหยางเปิดโลงศพผู้เฒ่าหลิวไปแล้ว ขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งในและนอกราชสำนักต่างโกรธแค้น บัดนี้หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด พวกเราจะแตะต้องคนตระกูลหลิวอีกไม่ได้เด็ดขาด”
เฉินจี้ลุกขึ้นอีกครั้ง ยิ้มพลางกล่าว “ใต้เท้าจินจู ใช้คนต้องไม่สงสัย สงสัยอย่าใช้ ท่านมาหาข้าแล้ว ก็อย่าลังเลกังวล”
พูดจบ เขาหยิบงอบในรถสวมบนศีรษะ กระโดดลงจากรถ เดินนำหน้าหายเข้าไปในกลุ่มคน
จินจูดึงชายงอบลงต่ำ พึมพำกับตัวเอง “ขอเชื่อเจ้าสักครั้งเถอะ”
ท่ามกลางฝูงชน เฉินจี้หยุดยืนใต้ชายคาห่างจากหออิ๋งเซียนไม่กี่สิบเมตร พิงกำแพงหลับตาพักผ่อน ราวกับสารถีของขุนนางผู้ใด ไม่สนใจผู้คนที่สัญจรไปมา
ครู่นั้น เขาพลันได้ยินเสียงคุ้นเคย จึงหันไปมอง กลับเห็นโอรสอ๋องกับไป๋หลี่พร้อมพวก เดินสนทนาหัวเราะเฮฮาตลอดทาง
เฉินจี้อึ้งไป
เขาได้ยินโอรสอ๋องหัวเราะพลางกล่าวกับคนข้างกาย “หออิ๋งเซียนแห่งเมืองหลัวนี้ มีประวัติกว่าสี่สิบปีแล้ว นับว่าเป็นร้านเก่าแก่ชั้นยอด เมื่อครั้งฮ่องเต้พระองค์ก่อนเสด็จประพาสใต้ ทรงระบุชื่อขอเสวย ‘แปดเซียนข้ามทะเล’ ของร้านนี้โดยเฉพาะ คุณชายหลี่มาจากเจียงหนาน ต้องลองชิมให้ได้”
บุรุษรูปงามข้างกายโอรสอ๋อง ริมฝีปากแดงฟันขาว กระบี่ห้อยเอว มวยผมรัดด้วยหยกอุ่นนวล ช่างสง่าผ่าเผยยิ่งนัก
ข้างกายคุณชายหลี่ยังมีชาวยุทธอีกสองคน ต่างอุ้มไหเหล้าห่อผ้าแดงไว้ไหละสองใบ
ด้านหลังพวกเขา ไป๋หลี่ หลิวฉวีซิง สามเณรน้อย และคนอื่นๆ กำลังหัวร่อต่อกระซิก ต่างสวมเสื้อผ้าสะอาดหรูหรา พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ท่ามกลางฝูงชนและแสงไฟ บรรดาผู้หัวเราะเฮฮาไม่ทันสังเกตเห็นเฉินจี้ที่ก้มหน้าอยู่ใต้ชายคา
จินจูหัวเราะร่า “เจ้าเสี่ยงอันตรายเพื่อล้างมลทินให้พวกเขา แต่พวกเขากลับผูกมิตรกับสหายใหม่แล้ว เฉินจี้เอ๋ยเฉินจี้ โลกนี้ไม่มีสหายที่ขาดไม่ได้หรอก แค่เจ้าจากไปสองสามเดือน เหล่าสหายก็ลืมเจ้าไปตามธรรมชาติ พวกเขาจะมีสหายใหม่ และเหล้าอร่อยใหม่ด้วย”
“ใต้เท้าจินจูดูเหมือนไม่เชื่อในมิตรภาพ?”
จินจูครุ่นคิดแล้วกล่าว “ไม่นับตำแหน่งนักษัตร ปกติข้าเป็นพ่อค้า ธุรกิจเหนือใต้ของกรมสืบลับล้วนอยู่ในความดูแล ทุกวันพูดไม่หมด ดื่มไม่หมด คบสหายไม่หมด พอเมาแล้วใครๆ ก็เป็นสหายกันทั้งนั้น แต่หากข้าประสบภัยจริง มีเพียงคนเดียวที่จะช่วย”
“เทียนหม่า?” เฉินจี้ถาม “ใต้เท้าจินจูกับใต้เท้าเทียนหม่า น่าจะนับว่าเป็นสหายรักกันกระมัง?”
จินจูยิ้มหน้าบาน “ข้ากับเทียนหม่าไม่นับว่าเป็นสหายรัก ยามนี้เขาเป็นนักษัตรสามอันดับบน เป็นแขนขวาของเสนาบดีฝ่ายใน ช่วยข้ายามยากลำบากสักครั้งก็พอแล้ว”
ขณะกำลังพูดกันอยู่นั้น โอรสอ๋องพร้อมพวกก็เดินผ่านหน้า เฉินจี้ก้มหน้าลง
หลิวฉวีซิงเดินผ่านหน้าเขา พลางบ่นกับไป๋หลี่ “เจ้าหนุ่มเฉินจี้ต้องไม่อยากเลี้ยงเราแน่ ถึงได้หนีไป ไม่งั้นเด็กฝึกโรงยาที่ไม่ต้องกลับบ้านอย่างเขา จะมีธุระอะไรให้ยุ่ง?”
เซ่อเติงเค่อก็ช่วยเสริม “ก่อนออกเดินทางยังบอกว่า จะเลี้ยงเองโดยไม่ขมวดคิ้วเลย สุดท้ายกลับหนีไป”
ไป๋หลี่ก็พูดอย่างฉุนเฉียว “ใช่เลย กลับไปต้องซักไซ้ให้ดี ไอ้ขี้เหนียวขี้ตืด ก่อนหน้านี้ยังเก็บค่าผ่านทางพวกเราตั้งเยอะ ให้เลี้ยงสักครั้งก็ไม่ยอม!”
หลิวฉวีซิงหัวเราะร่าว่า “ประมุขน้อยหลี่นี่ช่างใจกว้างเสียจริง เพิ่งมาถึงเมืองหลัว ยังอุตส่าห์ขนเหล้าฮัวเตียวเส้าซิงชั้นดีมาหลายไหเลย เหล้านี้ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยได้ลิ้มรสเลย!”
เฉินจี้เงยหน้ามอง ยืนพิงกำแพงอยู่ในเงามืดใต้ชายคา มองเงาในแสงไฟค่อยๆ ห่างไกลออกไป “ประมุขน้อยหลี่ผู้นั้นคือใคร?”
จินจูกล่าวเสียงแผ่ว “ประมุขน้อยหลี่เช่อโจว แห่งลัทธิอาภรณ์คราม ดูแลกิจการโรงละคร บ่อน และค้าทาสที่จินหลิง ประมุขเฒ่าหลี่ถูกคนทำร้ายเมื่อหลายปีก่อน จึงรีบส่งมอบเคล็ดวิชาสิงกวนตกทอดให้เขาแต่เนิ่นๆ กล่าวกันว่าประมุขน้อยหลี่ผู้นี้ ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนฟ้าตั้งแต่ปีที่แล้ว นับว่ามีพรสวรรค์ทีเดียว”
จินจูพูดต่อว่า “เจ้าดูสิ โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องมีสหายใหม่รวดเร็วจริงๆ...อ๊ะ?”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เฉินจี้ก็ลุกเดินตรงไปยังหออิ๋งเซียนแล้ว
จินจูเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง กลับเห็นหลิวหมิงเสี่ยนกำลังเดินออกมาจากหออิ๋งเซียนพอดี ข้าราชการนับสิบคารวะอำลาอย่างนอบน้อมเป็นแถว และเฉินจี้ก็เดินตรงดิ่งไปหาหลิวหมิงเสี่ยนเลย!
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที ไม่นึกเลยว่าเฉินจี้จะบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้ ตรงไปตรงมาขนาดนี้!
หน้าหออิ๋งเซียน หลิวหมิงเสี่ยนสวมเสื้อคอตั้งสีดำติดกระดุมข้าง ด้านหลังปักลายนกยูงหุบปีกด้วยด้ายเงินแวววาว รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน ยืนอยู่ท่ามกลางขุนนางอ้วนท้วนพุงพลุ้ยราวกับนกกระเรียนยืนอยู่กลางฝูงไก่
เขาคารวะตอบทุกคนอย่างเรียบง่าย “ท่านทั้งหลายกลับไปดื่มต่อเถิด ข้ายังมีราชการต้องจัดการ ขอตัวก่อน”
“ใต้เท้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
บริวารตระกูลหลิวเทียมรถม้ามาจอดหน้าประตูหออิ๋งเซียน ยกบันไดลงมาให้
ขณะที่คนขับรถกำลังจะประคองหลิวหมิงเสี่ยนขึ้นรถ เฉินจี้ก้มหน้าเดินเร็วผ่านมา ชนเข้ากับหลิวหมิงเสี่ยนเต็มแรง
“ขอโทษ” เฉินจี้พูดจบก็เดินจากไป
คนขับรถกำลังจะไล่ตาม แต่ได้ยินหลิวหมิงเสี่ยนสั่งว่า “ไม่ต้องสนใจเขา กลับศาลากลาง”
พูดจบก็ขึ้นไปนั่งในรถม้าเงียบๆ ครั้นรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว เขาจึงคลี่กระดาษพับในอุ้งมือออกดู
หลิวหมิงเสี่ยนกางกระดาษ อาศัยแสงไฟนอกหน้าต่างอ่านตัวอักษรบนนั้น “ได้คดีต้องดื่มสุรา หมากชวนพักผาขา”
รูม่านตาเขาหดเล็กลงทันที กลอนนี้อ่านแล้วดูคล้ายจะสมเหตุสมผลแต่ก็ไม่ใช่
แต่หากแยกอักษรตัวแรกของแต่ละครึ่งบท จะได้คำว่า ‘รุ่งเช้า ใต้สะพาน’
วิธีฝ่านเซี่ย!
นี่เป็นวิธีส่งข่าวลับเฉพาะของกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง อีกฝ่ายเสี่ยงอันตรายมาส่งกระดาษที่ตรอกชุดขาว นัดให้ตนไปพบใต้สะพานตอนรุ่งเช้า
เมืองหลัวมีสะพานทั้งสิ้นสามแห่ง คือสะพานอิ๋งโจว สะพานโบตั๋น และสะพานตำหนักประจิม สะพานอิ๋งโจวกับสะพานตำหนักประจิมไกลเกินไป ต้องเป็นสะพานโบตั๋นแน่นอน
หลิวหมิงเสี่ยนค่อยๆ หลับตาลง กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งนี่ กล้าข้ามคนกลางมาติดต่อเขาโดยตรง ช่างบังอาจยิ่งนัก
ไปดีหรือไม่ไป?
ครู่ต่อมา เขาลืมตาขึ้น โน้มตัวไปข้างหน้า เปิดม่านรถสั่งคนขับเสียงแผ่ว “คืนนี้ไม่ไปศาลากลางแล้ว ไปคฤหาสน์ริมสะพานโบตั๋น เจ้าส่งคนกลับไปจวนใหญ่ตระกูลหลิว เชิญแขกสามท่านจากเอี่ยนซือให้เข้าเมืองหน่อย”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น