ตอนที่ 0108 จางเซี่ย



เฉินจี้มองออกไปนอกประตูโรงยา  หน้าร้านซาลาเปาว่างเปล่าไร้ผู้คน  ราวกับไม่เคยมีใครยืนจ้องมองพวกเขาอยู่ตรงนั้น


เขาอ้าปากถาม  “ต้องสืบให้แน่ชัดก่อนว่า  คนผู้นี้ติดตามโอรสอ๋องหรือติดตามธิดาอ๋อง  โอรสอ๋อง  ท่านเคยถูกคนผู้นี้ติดตามตอนอยู่ลำพังหรือไม่”


โอรสอ๋องส่ายหน้า  “ไม่เคย”


“ธิดาอ๋อง  ท่านเคยพบคนผู้นี้ตอนออกนอกบ้านลำพังหรือไม่”


ไป๋หลี่ตอบ  “เคยพบ  ข้าจำได้ว่าเมื่อปีกลาย  ตอนเทศกาลโคมไฟที่งานวัด  พี่ข้าไปดื่มสุรากับสหายชาวยุทธ  ข้าพาสาวใช้ไปทายปริศนาโคม  คนผู้นั้นก็แอบซ่อนตัวในฝูงชน  แอบมองข้าอยู่”


“ธิดาอ๋องเคยเอ่ยเรื่องนี้กับนายหญิงหยุนเฟยหรือไม่”


“เคยแล้ว  แม่บอกข้าว่าอย่าคิดมาก  อาจเป็นแค่ความบังเอิญ”


เฉินจี้ชะงักงันเล็กน้อย


หากอิงตามหลักคิดคนปกติ  ลูกสาวตนถูกชายแปลกหน้าติดตาม  สิ่งแรกที่ควรทำคือส่งคนไปคุ้มกัน  มิใช่บอกลูกสาวว่าอย่าคิดมาก


หยุนเฟยน่าจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายคือใคร


ทว่าขณะนั้นเอง  เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังกระหึ่ม  ดับความคิดของเฉินจี้และคนที่เหลือ  ม้าสีแสดตัวหนึ่งพรวดพราดหยุดฉับพลันหน้าประตูโรงยาไท่ผิง


คนในโรงยาต่างหยุดสนทนา  สายตาทุกคู่หันไปมอง  ม้าสีแสดและคนบนหลังม้าราวกับเกิดมาเป็นตัวเอกบนเวที  ไม่ว่าจะรับบทนางเอกหรือนางรอง  ย่อมเป็นผู้เฉิดฉายที่สุดเสมอ


ม้าสีแสดเหงื่อโซมกาย  ภายใต้แสงตะวันต้นหนาว  ไอร้อนลอยอ้อยอิ่งเป็นหมอกควัน


อานม้าไม้หุ้มเงินประดับเส้นทองและอัญมณี  บนอานม้านั้น  เด็กสาวชุดแดงสดกระโดดลงจากหลังม้า  สะบัดแส้ในมือทิ้งไปเรื่อยเปื่อย  ม้าเชื่องราวถูกผีสิง  คาบแส้ไว้ในปากด้วยตัวเอง


ไม่ต้องผูกบังเหียนที่ใด  ม้าสีแสดก็ยืนนิ่งหน้าประตูโรงยา  ไม่ไปไหนทั้งสิ้น


เด็กสาวแต่งกายคล่องตัวสำหรับเล่นโปโล  เดินตรงเข้ามาในโรงยาไท่ผิง  ถามเสียงดังว่า  “ใครคือเฉินจี้”


ทุกคนหันไปมองเฉินจี้โดยไม่รู้ตัว  เฉินจี้ยืนหลังโต๊ะบัญชีตอบเนิบนาบ  “ข้าเอง”


เด็กสาวเดินมาหน้าโต๊ะบัญชี  ราวกับไร้ผู้คนรอบข้าง  พินิจปิ่นไม้บนศีรษะเฉินจี้  รวมถึงเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาบนร่าง  ซึ่งถูกซักจนเป็นขุย


เด็กสาวมองเฉินจี้ข้ามโต๊ะบัญชีไม้แดง  เอ่ยถามตรงๆ  “อ่านหนังสือบ้างไหม”


“อ่านบ้าง”


เด็กสาวถามต่อ  “คัมภีร์ต้าเสวีย  หลุนอวี่  เมิ่งจื่อ  จงยง  ถนัดเล่มไหนที่สุด”


เฉินจี้ชะงักงัน  “ข้าไม่ถนัดเรื่องพวกนี้”


เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย  ถามต่อ  “หลักพิธีห้า  ธนูห้า  ดนตรีหก  ขับขี่หก  อักษรหก  คณิตเก้า  ในหกศิลป์นี้เจ้าถนัดอันไหน”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ  “คณิตเก้าน่าจะพอได้”


เด็กสาวขมวดคิ้วแน่นขึ้น  “แต่งกวีเป็นไหม  ถ้าเคยแต่ง  เอามาดูหน่อย”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่เป็น”


หลิวฉวีซิง  เซ่อเติงเค่อ  ไป๋หลี่  โอรสอ๋อง  ต่างมองหน้ากันงุนงง  ยังไม่เข้าใจสถานการณ์


เด็กสาวผู้นี้ราวกับร่วงหล่นจากฟ้า  ปรากฏตัวขึ้นอย่างดุดันฉับพลัน


เด็กสาวยืนหน้าโต๊ะบัญชีพินิจพิเคราะห์เฉินจี้  นิ่งเงียบครู่ใหญ่ราวลังเลใจขัดแย้งในอก


ในที่สุดนางพับแขนเสื้อขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว  วางข้อมือเรียวบางบนโต๊ะบัญชี  “ตรวจโรคให้ข้า”


เฉินจี้กล่าวแผ่วเบา  “แม่นาง  ข้าเป็นแค่เด็กฝึกกระจ้อยร่อยของโรงยาไท่ผิง  ยังไม่แตกฉานวิชา  ตรวจโรคให้คนยังไม่เป็น  ท่านผู้เฒ่าตรงนั้นคืออาจารย์ของข้า  ตรวจโรคต้องไปหาท่าน”


ตึง!


เด็กสาวควักเงินก้อนจากถุงเอว  กระแทกลงบนโต๊ะบัญชี  แล้วพูดห้วนๆ  “ต้องให้เจ้าตรวจ”


เฉินจี้เตรียมจะกล่าวบางสิ่ง  แต่เห็นเฒ่าเหยาเก็บเงินก้อนไปเรียบร้อยแล้ว


เฒ่าเหยายัดเงินก้อนเข้าแขนเสื้อ  พลางกล่าวเนิบนาบ  “ผู้ป่วยมีความประสงค์เช่นนี้  พวกเราผู้เป็นหมอก็ควรทำตาม  อาการใจก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง”


เด็กสาวมองเฉินจี้  “อาจารย์เจ้าเอ่ยปากแล้ว  อย่าอืดอาด”


ไป๋หลี่เห็นนางวางอำนาจ  เตรียมจะก้าวออกมาเถียง  แต่ถูกโอรสอ๋องจับแขนดึงกลับที่เดิม


เฉินจี้พินิจเด็กสาว  นางปักปิ่นหยกสีแดงเข้มบนศีรษะ  ใสแวววาวดุจเมฆอัคคียามอัสดง  ดวงตาหงส์คมกริบแฝงความเฉียบขาด


แต่ไหนเลยเฉินจี้จะตรวจโรคเป็น


ตอนแรกที่เพิ่งข้ามภพมา  เขายังคิดจะขวนขวายเรียนวิชาแพทย์ให้แตกฉาน  แต่ภายหลังพบว่า  สิ่งที่เฒ่าเหยาถ่ายทอดให้ศิษย์รับตรงมิใช่วิชาแพทย์  หากแต่เป็นเคล็ดวิชาสำนักเจ้าเขา  จึงปล่อยวางอย่างสิ้นเชิง


บัดนี้จะตรวจโรคให้คนได้อย่างไร


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “แม่นาง  ข้าต้องขอถามสักสองสามข้อ  หลังท่านตอบแล้ว  ข้าจะพินิจให้คะแนนตาม  ‘ไม่มี’  ‘เล็กน้อย’  ‘ปานกลาง’  ‘รุนแรง’  ‘รุนแรงยิ่ง’  ห้าระดับนี้  ได้หรือไม่”


ถ้าเป็นวิธีนี้เขาชำนาญ


แม่นางฝั่งตรงข้ามโต๊ะบัญชีชะงักงัน  แล้วเริ่มทำหน้าบึ้งตึง  “เจ้ากำลังหลอกข้าหรือ”


เฉินจี้ตอบสงบนิ่ง  “แม่นางต่างหากที่มาหลอกข้าก่อน”


แม่นางดุจเปลวเพลิงขมวดคิ้ว  “ข้าหลอกเจ้าตอนไหน”


เฉินจี้กล่าว  “ท่านไม่ได้มาตรวจโรค  พอเข้ามาก็เอาแต่ถามไร้สาระ  ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นใคร  ชื่ออะไร  ที่ตอบคำถามเหล่านั้นก็นับว่าให้เกียรติมากแล้ว”


แม่นางเม้มริมฝีปาก  “ข้าแค่อยากดูว่า  เจ้าอยู่ในโรงยามาสองปี  ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”


เฉินจี้กล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง  “ข้าเรียนรู้อะไร  หรือไม่ได้เรียนรู้อะไร  ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับท่าน  ดูท่าทางท่านก็เป็นคนตรงไปตรงมา  หากมีเรื่องใดจงพูดตรงๆ  ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมทดสอบ”


แม่นางมิได้พลุ่งพล่าน  กลับค่อยๆ สงบลง  “เจ้านี่ช่างเหมือนคำเล่าลือในตลาดจริงๆ”


“ในตลาดเล่าลือข้าว่าอย่างไร”


แม่นางครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงกล่าว  “ในตลาดเล่าลือว่า  เจ้านิสัยเอื่อยเฉื่อย  อารมณ์แปรปรวนหาที่สุดมิได้  ชอบมั่วสุมการพนัน  เที่ยวเตร่ตรอกชุดแดงแหล่งอบายมุข  มาเป็นเด็กฝึกที่โรงยาไท่ผิงก็เพราะถูกขับไล่ออกจากบ้าน”


เฉินจี้พยักหน้า  “สิ่งที่พวกเขาเล่าลือ  ล้วนเป็นความจริง  เป็นเช่นนั้นแหละ”


แม่นางชะงักไปชั่วครู่  “เจ้าไม่คิดจะแก้ต่างเลยหรือ”


เฉินจี้ยิ้มพลางกล่าว  “หากเป็นความจริง  ย่อมไม่ต้องแก้ต่าง...หรือจะว่าไป  ไม่จำเป็นต้องแก้ต่างกับท่าน”


แม่นางเลิกคิ้ว  “ข้าชื่อจางเซี่ย”


“จางเซี่ย?”  เฉินจี้มองไปด้านข้างด้วยแววตางุนงง  หลิวฉวีซิงร้อนรนใช้มือเป็นท่าทางสื่อความ  แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเขาทำท่าอะไร


จางเซี่ยขมวดคิ้วสงสัย  “เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อข้าหรือ”


เฉินจี้ตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ  “ไม่เคยได้ยินเลย”


จางเซี่ยยืนนอกโต๊ะบัญชี  พูดขึ้นเองราวกับไม่มีใครอยู่รอบข้าง  “เจ้าไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่เคยได้ยินชื่อข้า  วันนี้ข้ามาโรงยาเพื่อกำชับเจ้าบางเรื่อง  อนาคตข้าจะไปไหน  ทำสิ่งใด  ล้วนเป็นเรื่องของข้า  อย่ามายุ่งเกี่ยว  หากฝืนจู้จี้ขัดขืน  ย่อมหาความลำบากใส่ตัว”


“ตราบใดที่เจ้าอยู่อย่างสงบเสงี่ยม  ข้าย่อมส่งเงินให้เจ้าใช้ทุกเดือน  แต่เจ้าห้ามไปบ่อนพนัน  ห้ามไปตรอกชุดแดงอีก  หากมารู้ทีหลังว่าเจ้าทำให้ข้าเสียหน้าในที่แจ้ง  ข้าจะตัดเบี้ยของเจ้าทันที”


“อีกอย่าง  ตระกูลเฉินก็อย่าไปมาหาสู่มากนัก  ยามเทศกาลสำคัญ  ข้าจะจัดแจงของขวัญส่งไปให้เอง  แต่เจ้าอย่ากลับไปบ่อยนัก”


โรงยาไท่ผิงเงียบสนิททันใด


เซ่อเติงเค่อที่กำลังยกตาชั่งทองเหลืองชั่งยา  มือค้างกลางอากาศ  หลิวฉวีซิงอ้าปากกว้างพอยัดซาลาเปาได้ทั้งลูก  โอรสอ๋องที่จับแขนไป๋หลี่ไว้  ค่อยๆ เพิ่มแรงมากขึ้น


เฒ่าเหยาลูบเคราขาวโพลนอย่างเนิบช้า  สีหน้าซับซ้อนยากจะอ่าน


เฉินจี้ถอนหายใจแผ่วเบา  “แม่นางจางเซี่ยคงเข้าใจอะไรผิดไป  สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด  ข้าฟังไม่เข้าใจเลย”


จางเซี่ยใช้สองมือยันโต๊ะบัญชี  เอ่ยเสียงต่ำ  “พ่อข้าตอนนี้อยู่ในจวนเฉินของเจ้า  ยังจะบอกว่าฟังไม่เข้าใจอีกหรือ  ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อเตือนสติเจ้า  สอนให้รู้ว่าภายหน้าควรวางตัวอย่างไร”


เฉินจี้เห็นอีกฝ่ายพูดตรงไปตรงมา  จึงโยนหมากในมือทิ้งลงกระบุง  “คุณหนูสองตระกูลจาง  ข้าแม้แต่จวนเฉินยังไม่กลับ  พวกเขาย่อมตัดสินเรื่องของข้าไม่ได้  ข้ามองออกว่าท่านดูแคลนข้า  หากเป็นเช่นนั้น  เหตุใดท่านไม่ไปเกลี้ยกล่อมบิดาท่านให้ล้มเลิกความคิดงมงายนี้เสียเลย?”


จางเซี่ยส่ายหน้า  “นี่คือคำสั่งบิดามารดา  พวกท่านตัดสินใจได้เอง  อีกอย่าง  สำหรับข้าแล้ว  จะครองคู่กับใครก็ไม่ต่างกัน  ขอแค่เชื่อฟังก็พอ  เจ้าไม่ต้องรู้สึกเสียเปรียบ  ข้าเป็นบุตรีเอก  แต่งกับเจ้าที่เป็นบุตรชายจากภรรยารอง  นับว่าให้หน้าให้ตาเจ้าแล้ว  ภายหน้าจะได้กินอิ่มนุ่งอุ่น  ไม่ต้องห่วงปากท้อง  ย่อมมีชีวิตที่สุขสบาย”


เฉินจี้มองไปยังจางเซี่ยฝั่งตรงข้ามโต๊ะบัญชี  “ขอความกรุณากลับไปเรียนใต้เท้าจางว่า  วันนี้ข้าจะลงนามในสัญญากับจิ้งอ๋อง  ท่านเลิกหวังสูตรซีเมนต์ได้เลย……แม่นางจางรอง  ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไร  ข้าก็ไม่มีแผนจะแต่งงานสร้างครอบครัว  เชิญกลับเถิด”


จางเซี่ยประหลาดใจ  “เจ้าไม่ได้หลงใหลข้าหรือ  เจ้ามีสิทธิ์อะไร?  เจ้ากับพี่ชายร่วมสายเลือดเฉินเวิ่นจงผู้นั้น  ต่างกันราวฟ้ากับเหว  ไม่รู้บิดาข้าถูกใจเจ้าตรงไหนกัน”


ไป๋หลี่ที่อยู่ด้านข้าง  ทนไม่ไหวอีกต่อไป  “คำที่เจ้าพูดเมื่อครู่นั้น  ต่างอะไรกับการเข้าเรือนหอ?  แม้เฉินจี้จะเป็นบุตรชายภรรยารอง  ก็ยังไม่จนตรอกถึงขั้นต้องเข้าเรือนตระกูลจางของเจ้า!”


จางเซี่ยเหลือบมองไป๋หลี่  “เจ้าเป็นใครกัน  เรื่องระหว่างข้ากับเขา  เกี่ยวอะไรกับเจ้า”


ไป๋หลี่โกรธจนพลุ่งพล่าน  “พวกข้าล้วนเป็นมิตรสหายของเขา  ยอมให้เจ้ามาดูถูกเขาเช่นนี้ไม่ได้!  อีกอย่าง  เจ้าว่าเขาสู้เฉินเวิ่นจงไม่ได้  พวกข้ากลับมองว่า  เขาเก่งกว่าเฉินเวิ่นจง  เฉินเวิ่นเสี้ยวร้อยเท่า!”


จางเซี่ยงุนงง  “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ  เฉินเวิ่นจงวันนี้เพิ่งคว้าเจี้ยหยวน  แตกฉานคัมภีร์สี่เล่ม  ชำนาญศิลปะหกประการของบัณฑิต  เจ้าบอกว่าเฉินจี้เก่งกว่าเฉินเวิ่นจงร้อยเท่า  เก่งตรงไหนกัน”


ไป๋หลี่โมโหจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน  “ก็เก่งกว่าเฉินเวิ่นจงนั่นแหละ!”


จางเซี่ยไม่โต้เถียงกับไป๋หลี่ต่อ  หันกลับมามองเฉินจี้  “เจ้าดูแคลนข้าก็ยิ่งดีเลย  จงไปบอกพ่อเจ้าเอง  ให้ท่านตัดความหวังของพ่อข้าเสีย  หากเจ้าไม่กล้าไปพูด  ก็ทำตามที่ข้าบอกเมื่อครู่นี้”


พูดจบ  จางเซี่ยก็หันหลังเดินออกจากโรงยา


เห็นนางก้าวข้ามธรณีประตูโรงยา  ดึงแส้ม้าออกจากปากม้าแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า  “เจ๋าจ่าว  กลับบ้าน!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0215
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง