ตอนที่ 0107 กิตติศัพท์



ยามเที่ยง  แสงตะวันส่องจ้า


หน้าโรงยา  พลเสลี่ยงสี่นายค่อยๆ ยกเกี้ยวสีแดงเข้มของจางจัว  แล้วเคลื่อนเข้าสู่กระแสผู้คนบนถนนอันซี


ภายในโรงยา  กลิ่นหอมอ่อนๆ แผ่ซ่าน  ไป๋หลี่เดินเข้ามาใกล้โต๊ะบัญชี  มองออกไปนอกประตูแล้วถาม  “ข้าเห็นใต้เท้าจางจัวแว่บๆ  ทำไมพอเห็นพวกเราแล้วรีบไปเสียล่ะ”


เฉินจี้เก็บหมากใส่กระบุงทีละเม็ด  “ใต้เท้าจางบอกว่า  ยามเที่ยงต้องไปงานเลี้ยง  เลยขอตัวกลับก่อน”


ไป๋หลี่สงสัย  “ใต้เท้าจางตั้งใจมาหาเจ้าหรือ?  มาเป็นแม่สื่อให้ตระกูลเฉิน  ชวนเจ้ากลับบ้านรึเปล่า”


เฉินจี้ก็งงเต็มหัว  “ไม่ใช่  ดูเหมือนเขามาห้ามไม่ให้ข้ากลับบ้านเสียมากกว่า...”


ไป๋หลี่  “อะไรนะ?”


โอรสอ๋องที่เพิ่งปีนกำแพงเข้ามา  ปัดฝุ่นตามตัวพลางล้อเลียน  “บางที  ใต้เท้าจางอาจหมายตาเจ้า  อยากชวนไปรับราชการที่ศาลากลางก็ได้”


“ไม่สอบขุนนางก็เป็นข้าราชการได้หรือ”


โอรสอ๋องหัวเราะ  “แน่นอนสิ  ด้วยฐานะภูมิหลังของใต้เท้าจาง  จะเสนอตำแหน่งให้เจ้าก็ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ  เขาอาจจะมาชวนเจ้ารับตำแหน่งจริงๆ ก็ได้  ไปเป็นที่ปรึกษาที่ศาลากลางสักสองปี  แล้วก็ออกไปรับราชการต่างเมือง”


หลิวฉวีซิงพูดอย่างเปรี้ยวปาก  “เฉินจี้จะไปเป็นขุนนางอะไรได้  เรียนวิชาแพทย์ยังสู้ข้าไม่ได้เลย  ต้นปีนี้ข้าจำตำแหน่งเส้นลมปราณหลักสิบสองเส้นได้หมดแล้ว  เขายังจำไม่ได้เลยว่าจุดหย่งฉวนอยู่ตรงไหน...”


เซ่อเติงเค่อกอดอกยิ้มเย็น  “เจ้าจำจุดลมปราณได้ก็จริง  แต่จำบุญคุณคนอื่นไม่ได้สักนิด”


หลิวฉวีซิงคอแข็ง  หน้าแดงก่ำ  “เจ้าพล่ามบ้าอะไร!”


โอรสอ๋องถอนใจ  “โรงยาไท่ผิงนี่  ไม่มีปากไหนงอกมาเฉยๆ จริงๆ”


ขณะนั้น  เฒ่าเหยากำลังดีดลูกคิด  จดบัญชีไปพลางพูดเรียบๆ โดยไม่เงยหน้า  “อย่าเดาส่งเดชกันเลย  ใต้เท้าจางเข้ามาก็ถามข้าว่า  เฉินจี้มีใจให้ลูกสาวตระกูลไหนหรือยัง  ข้าตอบว่าไม่มี  เจ้าหนุ่มคนนี้หัวคงยังไม่สุก  ยังไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เลย”


หลิวฉวีซิงลมหายใจสะดุด


เฒ่าเหยาวางพู่กัน  เงยหน้าพูดต่อ  “จากนั้น  ใต้เท้าจางก็เริ่มชมว่า  ลูกสาวตนเองนั้นอ่อนโยน  รู้กาลเทศะ  ถนัดงานบ้านงานเรือน  ใต้เท้าจางหมายความว่าอะไร  พวกเจ้ายังไม่รู้อีกหรือ”


ในโรงยาเงียบสนิททันใด


หลิวฉวีซิงอ้าปากค้าง  เหลือบมองเฉินจี้เงียบๆ  อยากจะพูดแต่รีบกลืนกลับ


เฉินจี้มองหลิวฉวีซิง  “พี่จะพูดอะไรหรือ”


หลิวฉวีซิงกัดฟันกรอด  “เจ้านี่สมควรตายจริงๆ!”


เฉินจี้  “...”


อาจารย์พูดชัดขนาดนี้แล้ว  ทำเป็นโง่ต่อก็ไม่เหมาะ  “อาจารย์  ท่านไม่ได้รับปากอะไรใช่ไหม”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “ข้าไม่ใช่พ่อเจ้า  จะมีสิทธิ์อะไรไปรับปากเรื่องแบบนี้  แต่เขามาแต่เช้าตรู่ถึงโรงยา  ก็เพื่อดูใกล้ๆ ว่าเจ้านิสัยเป็นยังไง  ตอนนี้พอใจแล้วจากไป  คงไม่ใช่ไปงานเลี้ยง  แต่ไปจวนตระกูลเฉินต่างหาก”


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  “ปุบปับขนาดนี้เชียว?  ข้ากับใต้เท้าจาง  รวมแล้วพบกันสามหนเองกระมัง  แค่นี้เขาก็ตัดสินนิสัยข้าได้แล้ว?”


คราวนี้เฒ่าเหยาชะงัก  “สามหนยังไม่พอหรือ?  เขายอมมาถึงโรงยาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  ก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว  ดูท่าทางลูกสาวคนนี้คงเป็นคนโปรด”


เฉินจี้นึกขึ้นได้ทันใด  การแต่งงานในยุคนี้  ไม่ได้เลือกตัวบุคคล  แต่เลือกเชื้อสายตระกูลต่างหาก


ดังที่อาจารย์ว่า  จางจัวยอมมาดูนิสัยเฉินจี้ด้วยตนเองถึงโรงยา  นับว่ารับผิดชอบต่อลูกสาวอย่างยิ่งแล้ว


เซ่อเติงเค่อพูดเสียงอู้อี้  “ใต้เท้าจางมีลูกสาวกี่คน?  จะเป็นพ่อสื่อให้คนไหนกันแน่”


โอรสอ๋องเอนพิงโต๊ะบัญชี  ครุ่นคิด  “ใต้เท้าจางมีลูกสาวแค่สองคน  คนโตแต่งเข้าตระกูลหลิวไปแล้ว  น่าจะเป็นคนเล็กที่อายุน้อยกว่า  แต่ว่า...”


เฉินจี้สงสัย  “แต่อะไร”


หลิวฉวีซิงพูดตรงๆ  “แต่ลูกสาวที่เหลือเป็นบุตรีภรรยาเอก  ส่วนเจ้าเป็นบุตรอนุภรรยา  เป็นไปได้ไหมว่า  ใต้เท้าจางมีธิดานอกสมรสอยู่อีก?”


โอรสอ๋องส่ายหน้า  “เฉินจี้ถึงจะเป็นบุตรอนุ  ก็ยังเป็นบุตรอนุของตระกูลเฉิน  ตระกูลเฉินมั่งคั่งเรืองอำนาจ  สืบเชื้อสายขุนนางมาหลายชั่วคน  ประมุขตระกูลเฉิน  เฉินลู่ฉือ  ยังเป็นเสนาบดีอาวุโสประจำราชสำนัก  ดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวงการคลัง  หากใต้เท้าจางมาสู่ขอให้ลูกนอกสมรส  คงถูกท่านเสนาบดีเฉินไล่ออกจากจวนแน่  ดังนั้น  ใต้เท้าจางคงจะทำสื่อให้บุตรีโดยภรรยาเอกของตนจริงๆ”


บุตรีเอกแต่งให้บุตรอนุ...


หลิวฉวีซิงยิ่งอิจฉาหนักข้อ


ขณะกำลังครุ่นคิด  ไป๋หลี่พูดขึ้นข้างๆ  “แต่ว่า  กิตติศัพท์ของใต้เท้าจางจัวนี่...”


“หืม?”  เฉินจี้หันมองไป๋หลี่


ไป๋หลี่ลังเลอยู่นาน  ค่อยๆ ดึงชายแขนเสื้อโอรสอ๋องเบาๆ  “พี่  ท่านช่วยพูดแทนข้าหน่อย”


โอรสอ๋องถอนหายใจ  พูดแทนอย่างจำใจ  “หากอยากเลื่อนขั้นภายใต้การปกครองของใต้เท้าจาง  เลื่อนเป็นเสมียนใหญ่อำเภอแปดร้อยตำลึงเงิน  เลื่อนเป็นเจ้าอำเภอสามพันตำลึงเงิน  ติดป้ายราคาชัดเจน  จวนใต้เท้าจางคึกคักดุจตลาดนัด  หน้าประตูเต็มไปด้วยผู้เข้าแถวรอซื้อตำแหน่ง  ว่ากันว่ายังมีขุนนางจากแคว้นอื่นด้วย  แต่ใต้เท้าจางก็มีความน่าเชื่อถือดีทีเดียว  ท่านจ่ายเงิน  เขาจัดการให้จริง”


หลิวฉวีซิงที่อยู่ข้างๆ ตื่นตัวทันที  “ข้าได้ยินมาว่า  ใต้เท้าจางรับอนุภรรยางามหลายสิบนาง  จริงหรือไม่”


โอรสอ๋องหัวเราะ  “เรื่องจริงแน่นอน  มีขุนนางส่งอนุภรรยางามถวายเขาทุกปีนับไม่ถ้วน  เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ  รับไว้หมดทุกนาง”


หลิวฉวีซิงทอดถอนใจ  “ต้องใช้เรือนกี่หลังกันเล่า”


โอรสอ๋องกล่าว  “ใต้เท้าจางแบ่งอนุภรรยาเป็นสามหกเก้าชั้น  สามชั้นบนพำนักในเรือนตน  หกชั้นล่างส่งไปทำไร่ทำนาที่คุ้มนอกเมืองหมดเลย...”


ไป๋หลี่พูดขึ้นข้างๆ  “ตระกูลเฉินเป็นขุนนางสายบริสุทธิ์แห่งแคว้นเหนือ  ในราชสำนักมีความบาดหมางกับตระกูลสวีแห่งแคว้นใต้มาแต่ไรแล้ว...”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “เรื่องราชสำนักพวกนี้  มิใช่สิ่งที่ข้าต้องคำนึง  ข้าแค่ไม่สนใจการแต่งงานจริงๆ”


เฒ่าเหยาพูดเย้ยหยัน  “พูดราวกับเจ้าตัดสินใจได้เองงั้นแหละ  คำสั่งบิดามารดา  คำพูดพ่อสื่อ  เจ้าจะไปมีอำนาจกำหนดอะไร”


เฉินจี้ตอบ  “ใต้เท้าจางคิดถึงเรื่องนี้  คงเพราะหมายตาสูตรซีเมนต์ในมือข้า  บัดนี้ข้ายังมิได้ลงนามในสัญญามอบสูตรให้ท่านอ๋อง  ยังพอมีทางกลับลำ  ใต้เท้าจางจึงคิดการใหญ่  ข้าเพียงแต่รีบลงนามในสัญญากับท่านอ๋องโดยเร็ว  ให้ใต้เท้าจางรู้ว่าเรื่องซีเมนต์หมดหนทาง  เขาย่อมทิ้งข้าดุจรองเท้าขาด”


เฒ่าเหยาลูบเคราตนเอง  “ก็จริงอยู่  คนผู้นี้ไม่มีกำไรไม่ขยับ  นับเป็นคนเลวโดยแท้”


โอรสอ๋องพูดขึ้นทันใด  “แต่ว่า  สมัยยังหนุ่ม  ใต้เท้าจางไม่ได้เป็นเช่นนี้  เขาสอบได้ซิ่วไฉตอนอายุสิบสอง  สอบได้จอหงวนตอนอายุสิบห้า  ตอนนั้นเขามีภรรยาผูกผมเป็นมวยแล้ว  เสนาบดีสวีส่งคนมาเป็นแม่สื่อ  อยากให้เขาหย่าภรรยา  แต่งใหม่กับธิดาตระกูลสวี  แต่ถูกเขาปฏิเสธ  ตอนนั้นเขาบอกแม่สื่อว่า  ‘ธิดาผู้สูงศักดิ์ไม่มีข้า  ยังคงเป็นธิดาผู้สูงศักดิ์  ภรรยาข้าไม่มีข้า  คงเหลือแต่กระดูก’”


“ตอนอายุสิบเก้า  ภรรยาใต้เท้าจางถึงแก่กรรมด้วยโรคภัย  เขาหมดอาลัยตายอยาก  จึงลาออกจากราชการกลับบ้านเกิดที่เจียงหลิง  ภูมิภาคหูกว่าง”


ไป๋หลี่สงสัย  “อ๊ะ?  แล้วเขามาแต่งกับหลานสาวเสนาบดีสวีได้อย่างไร”


“ได้ยินมาว่า  ใต้เท้าจางพักผ่อนอยู่บ้านหนึ่งปีแล้วคิดได้  หันมาแต่งกับหลานสาวเสนาบดีสวี  ตั้งแต่นั้นมาก็เรืองอำนาจราบรื่น”


ทว่าระหว่างนี้เอง  ไป๋หลี่กดเสียงต่ำลงทันใด  “เฉินจี้  ฝั่งตรงข้ามโรงยามีคนจ้องข้าอยู่  ข้าเคยเห็นเขา  ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว”


เฉินจี้ใช้หางตามองไป  เห็นชายวัยกลางคน  รูปร่างกำยำ  ยืนอยู่ใต้ร่มเงาชายคาร้านซาลาเปา  จับจ้องไป๋หลี่อย่างเงียบงัน


ชายวัยกลางคนผู้นี้  สวมชุดคล่องตัวสีดำ  หลังกว้างดุจเสือ  เอวเล็กดั่งต่อ  ขายาวราวตั๊กแตน  ดูองอาจผึ่งผาย


เฉินจี้อยากเห็นใบหน้าอีกฝ่ายให้ชัด  แต่อีกฝ่ายสวมงอบ  ใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืดใต้งอบ


หน่วยสืบลับของกรมสืบลับหรือ?  ไม่น่าใช่  หน่วยสืบลับไม่จ้องมองผู้คนตรงๆ เช่นนี้


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม  “ธิดาอ๋องเคยเห็นเขากี่ครั้ง”


ไป๋หลี่หวนนึก  “สี่ห้าครั้ง  ครั้งแรกในโรงเหล้าเชิงเขาสำนักตงหลิน  วันนั้นข้าตามพี่ลงจากเขา  เขานั่งอยู่ในโรงเหล้าเพียงลำพัง  คนผู้นี้รูปร่างแปลกตา  ลักษณะท่าทางก็พิเศษ  มองครั้งเดียวก็จำได้ง่าย”


“หลังจากนั้นเคยเห็นที่ไหนอีก”


“ข้าลองนึกดู  ตอนกลับจากสำนัก  พอเข้าเมืองหลัวมา  เขาก็ยืนอยู่ข้างทางแล้ว”  ไป๋หลี่กล่าว  “ตอนแรกเห็นเขาก็กลัวอยู่เหมือนกัน  นึกว่าเป็นคนชั่วในยุทธภพ  แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ชิน  เขาแค่มองอยู่เฉยๆ  มองสักพักก็จากไป”


“เขามีลักษณะพิเศษอื่นอีกไหม”


ไป๋หลี่หวนนึกอยู่ครู่ใหญ่  แล้วพลันกล่าว  “นึกออกแล้ว  ครั้งหนึ่งเคยเดินสวนกับเขา  ข้าเห็นข้อมือข้างที่พับแขนเสื้อขึ้น  มีรอยสัก  เหมือนสักรูปพระพุทธเจ้า”


“พระพุทธเจ้า?”  เฉินจี้ขมวดคิ้วมองออกไปนอกโรงยา  แต่ใต้ชายคาร้านซาลาเปา  ร่างของบุคคลดังกล่าวได้หายไปแล้ว


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0213
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง