ตอนที่ 0106 จางจัว
ในห้องหนังสือจวนโจว
จินจูนั่งประทับหลังโต๊ะไม้แดง เหลือบมองซีเฟิงพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “หัวหน้ากรม เจ้าแสดงเก่งเหลือเกิน ที่ปกติทำท่าจงรักภักดีต่อข้า คงไม่ใช่แสดงด้วยกระมัง?”
ซีเฟิง “อ้าว?”
ประโยคของจินจูดุจสายฟ้าฟาด ผ่าลงใส่ซีเฟิงที่ยังจมอยู่ในบทบาทหัวหน้ากรม
ฟาดจนสติแจ่มแจ้ง
ซีเฟิงร้องอุทานในใจ รีบกล่าว “ใต้เท้า ความจงรักภักดีของข้าต่อท่าน สุจริตดุจอาทิตย์จันทรา ไร้ซึ่งความเท็จแม้แต่น้อย”
จินจูยิ้มน้อยๆ ไม่ถือสาเรื่องนี้นาน “เจ้าว่าคนสวมหน้ากากเสือเมื่อครู่ เป็นอย่างไรบ้าง?”
ซีเฟิงตอบทันควัน “เก่งกาจยิ่งนัก อย่างไรก็เหนือกว่าข้า”
จินจูเอ่ยอย่างลึกลับ “หากข้าบอกเจ้าว่า เขาเป็นเพียงลูกจ้างเล็กๆ ในร้านค้าแห่งหนึ่ง เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
ซีเฟิงชะงักงัน “เป็นไปได้อย่างไร?!”
จินจูเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ค่อยๆ หลับตาลง “นั่นสิ เป็นไปได้อย่างไร”
ตามหลักแล้ว คนที่เมิ่งจีสอบสวนมาแล้ว ตนไม่ควรสงสัยอีก
แต่ที่จินจูยังคงระแวง ก็เพราะประโยคนี้นี่แหละ ‘เป็นไปได้อย่างไร’
เฉินจี้ช่วยเจียวถู่กับหยุนหยางฝ่าวิกฤต ช่วยตนจับจุดอ่อนตระกูลหลิว ยังคลุกคลีกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋องจนผูกมิตร กระทั่งเข้าตาจิ้งอ๋อง
เด็กฝึกตัวเล็กๆ จะทำเช่นนี้ได้อย่างไร?
ที่สำคัญ ราชกิจรายวันของกรมสืบลับระบุชัดว่า บุตรนอกสมรสตระกูลเฉินเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย แต่เฉินจี้ที่เห็นตรงหน้า มีท่าทีเงียบขรึมตรงไหนกัน?
ซีเฟิงถาม “ใต้เท้า ท่านจ่ายค่าตัวสูงลิ่วเชิญเมิ่งจีมา ก็เพื่อสอบสวนเขาหรือ?”
จินจูตอบเสียงเรียบ “ข้าเชิญเมิ่งจีมา แต่แรกเพื่อสอบสวนคนตระกูลหลิว แต่ในเมื่อเชิญมาจากเมืองไคเฟิงแล้ว สอบเพิ่มอีกคนก็ไม่เสียหาย คนผู้นี้คงไม่ธรรมดาแน่ ไม่สอบให้กระจ่าง ข้าไม่วางใจ”
ซีเฟิงถามด้วยความสงสัย “ท่านจะสอบเขาเมื่อใด?”
จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไว้จัดการเรื่องตระกูลหลิวเสร็จ ก็จับเขาขังคุกในทันที”
“ขอรับ”
ห้องหนังสือกลายเป็นเงียบสงัด
ซีเฟิงถามขึ้นฉับพลัน “ใต้เท้า ท่านมีความแค้นกับตระกูลหลิวจริงหรือ ที่มีเรื่องกับท่าน คือตระกูลสวีมิใช่หรือ?”
จินจูเอนกายพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตาลงเล็กน้อย “ใครบอกว่าข้ามีความแค้นกับตระกูลสวี?”
ซีเฟิงยื่นถ้วยชามาตรงหน้าจินจู กล่าวเสียงแผ่ว “ใต้เท้าเสวียนเซ่อบอกขอรับ เรื่องนี้ลือกันทั่วกรมสืบลับแล้ว เมื่อวันก่อนยังมีคนแอบถามข้าด้วย”
จินจูไม่รับถ้วยชา ปล่อยให้ซีเฟิงชูถ้วยค้างไว้ ถามเรื่อยเปื่อย “เสวียนเซ่อพูดอะไรบ้าง?”
“ใต้เท้าเสวียนเซ่อบอกว่า บ้านท่านแต่ก่อนค้าขายทางทะเล สินค้าส่งไกลถึงลูซอน จ้านเฉิง ชวา ภายหลังตระกูลสวีเกณฑ์ทั้งครอบครัวท่านไปเป็นแรงงาน มีแต่ท่านคนเดียวที่รอดชีวิต”
(ลูซอน — เกาะลูซอนของฟิลิปปินส์, จ้านเฉิง — ตอนกลางของเวียดนาม, ชวา — เกาะของอินโดนีเซีย)
จินจูขมวดคิ้ว “เขาบอกไหมว่ารู้มาได้อย่างไร?”
“ไม่ได้บอกขอรับ” ซีเฟิงแอบสังเกตจินจู “ใต้เท้า เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”
จินจูรับถ้วยชาในที่สุด ดื่มรวดเดียวหมด เอ่ยเรียบเฉย “จริง”
“แล้วเหตุใดท่านไม่ไปแก้แค้นตระกูลสวี” ซีเฟิงงุนงง
จินจูลุกขึ้นยืน เท้ามือไพล่หลัง จ้องมองนอกหน้าต่าง “ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในของเรานั้น หากยังเค้นไม่หมดแรงเฮือกสุดท้ายของเจ้า ย่อมไม่ปล่อยให้เจ้าสมหวัง ข้าก็รออยู่เช่นกัน รอวันที่เขาอนุญาตให้ข้าแก้แค้น”
“เมื่อถึงคราวนั้น ข้าจะลุยน้ำร้อนฝ่าเปลวไฟ สละชีวิตเพื่อท่าน!”
จินจูหัวเราะเยาะ “แสดงความจงรักภักดีทั้งวันทั้งคืน ไม่เบื่อบ้างหรือ?”
“ไม่เบื่อขอรับ คุ้นชินแล้ว!”
จินจูหันมามองซีเฟิง “หลายปีมานี้ ข้ากดไม่ให้เจ้าเลื่อนขั้นเป็นเหยี่ยวทะเล เจ้าโกรธข้าไหม?”
“นิดหน่อยขอรับ”
จินจูอารมณ์ดี ทอดถอนใจ “เจ้านี่ซื่อตรงดี สักวันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจเอง พอขึ้นไปถึงตำแหน่งเหยี่ยวทะเล ก็จะเข้าตาใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน ถึงตอนนั้น สิ่งที่เจ้าได้รับจะไม่ใช่ความสุข หากแต่เป็นความทุกข์ทรมาน เป็นหน่วยสืบลับระดับนกพิราบก็ดีอยู่แล้ว เงินเดือนไม่น้อย เสี่ยงชีวิตทำงานไปวันๆ ไม่ต้องคิดมาก”
“ใต้เท้า ที่ท่านพูดนี่จริงหรือหลอกขอรับ?”
“ไสหัวไป”
“ขอรับ...”
ซีเฟิงรีบผลุบออกจากห้อง จินจูนั่งลงบนเก้าอี้ ค่อยๆ เอนกายพิงพนัก
เขาหยิบราชกิจรายวันมาปิดหน้า
โกหกมากเข้า บางครั้งแม้แต่ตัวเขาเองก็แยกไม่ออกว่า สิ่งที่พูดไปนั้นเป็นความจริงหรือคำลวง
......
......
ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน หน่วยสืบลับสองนายแอบติดตามเฉินจี้ห่างๆ ราวกับมีเชือกล่องหนสองเส้นเชื่อมอยู่ ขาดจากกันไม่ได้
ทันใดนั้น ฝูงชนพลันอึกทึก ม้าเร็วตัวหนึ่งควบฉิวบนถนน ชายฉกรรจ์คาดผ้าแดงรอบเอวตะโกนลั่น “เฉินเวิ่นจงแห่งตระกูลเฉิน เจี้ยหยวน!”
ด้านหลังเขา ชายหนุ่มอีกคนขี่ม้าเร็วร้องประกาศเช่นกัน “บุตรชายคนโตของรองเจ้าเมืองหลัว เฉินเวิ่นจงแห่งตระกูลเฉิน สอบได้เจี้ยหยวน!”
“บุตรชายตระกูลหลิน หลินเฉาจิง สอบได้อันดับรอง!”
“บุตรชายคนรองของตระกูลเฉิน เฉินเวิ่นเสี้ยว สอบได้อันดับห้า!”
เหล่า ‘ผู้แจ้งข่าวดี’ ต่างแย่งชิงกันไปรายงานข่าวห้าอันดับแรก
การแจ้งข่าวห้าอันดับแรกนั้น คือการที่ ‘ผู้แจ้งข่าวดี’ ไปรอหน้าสนามสอบตั้งแต่เช้าตรู่ พอประกาศผลก็รีบแย่งกันไปแจ้งข่าวดีแก่ผู้สอบได้ห้าอันดับแรก ใครไปถึงบ้านก่อนจะได้รางวัลอย่างงาม
น้อยสุดห้าตำลึง มากสุดห้าสิบตำลึง อย่างตระกูลเฉินที่มีหน้ามีตา ย่อมให้รางวัลสูงสุดห้าสิบตำลึง พวกผู้แจ้งข่าวจึงแย่งชิงกันเต็มฝีมือ ระหว่างทางอาจชกต่อยกันก็เป็นได้
เฉินจี้เงียบมองฉากดังกล่าว ในใจเริ่มรู้สึกลางเลือน ราวกับเมื่อวานยังคลุกคลีกับฝุ่นซีเมนต์ในโรงเผา พริบตาเดียวการสอบฤดูใบไม้ร่วงก็ประกาศผลแล้ว
ชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากนั่งในสำนักศึกษาที่สะอาดสว่าง เรียนหนังสืออย่างไร้กังวล...ช่างเถิด คัมภีร์ปรัชญาลึกซึ้งพวกนั้น เรียนไม่รู้เรื่องสักนิด
เฉินจี้ยิ้มน้อยๆ “ข้าคงเหมาะกับการเดิมพันชีวิตกับผู้คนมากกว่า”
ขณะนั้น ชาวบ้านบนถนนพากันหลีกทาง แม้แต่เกวียนวัวก็ลากไปข้างทาง ราวกับเรื่องสำคัญใดๆ ในโลกก็ต้องหลีกทางให้การแจ้งข่าวดีการสอบฤดูใบไม้ร่วง
หน่วยสืบลับทั้งสองไม่สนใจผู้แจ้งข่าวดี จับจ้องแต่แผ่นหลังเฉินจี้ในฝูงชน แต่เมื่อม้าเร็วพุ่งผ่านระหว่างพวกเขา เพียงชั่วลมหายใจเดียว ม้าทะยานพ้นไป ร่างเฉินจี้กลับอันตรธานไปแล้ว ดุจหายวับไปกับตา
ม้าเร็วที่พุ่งผ่านราวกับดาบคม ตัดขาดเชือกล่องหนที่มองไม่เห็น
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เฉินจี้ถือไก่ย่างสองตัว ยืนหน้าโรงยาไท่ผิง ปล่อยให้ผู้คนที่ไปตลาดเช้าเดินผ่านไปมา
เขาสูดลมหายใจลึกสองสามครั้ง ยกมือลูบใบหน้าที่แสดงความอ่อนล้าเล็กน้อย
ครั้นสีหน้าอ่อนโยนลง จึงยิ้มก้าวข้ามธรณีประตู “อาจารย์ ข้ากลับมาแล้ว”
ริมโต๊ะบัญชีไม้แดง
เฒ่าเหยากำลังเล่นหมากข้ามโต๊ะกับแขก พอได้ยินเสียงเฉินจี้จึงเงยหน้ามอง “เจ้ายังรู้จักกลับมาอีกหรือ อยากกลับก็กลับ อยากไปก็ไป เอาโรงยาไท่ผิงข้าไปเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเตี๊ยมไท่ผิงเสียเลยสิ”
ยามนั้น คู่หมากของเฒ่าเหยาหันกายมา “หมอเฉินน้อยกลับมาแล้ว ข้ากังวลแทบแย่ว่าจะรอท่านไม่ไหว!”
เฉินจี้ชะงักงัน
ผู้มาหาคือเจ้าเมืองหลัว จางจัว!
จางจัวในวันนี้แต่งกายผิดวิสัย สวมชุดบัณฑิตธรรมดา สวมหมวกอูซาสีดำ ประดับพู่ตามสมัยนิยม เท้าสวมรองเท้าหนังดำเอี่ยมอ่อง
ดูไม่เหมือนขุนนางเลยสักนิด กลับคล้ายคุณชายเจ้าสำราญกำลังจะไปงานเลี้ยง
เฉินจี้ส่งไก่ย่างในมือให้เซ่อเติงเค่อ แล้วถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้าจางมีธุระอันใด?”
จางจัวตบบ่าเขาอย่างเป็นกันเอง “ผลงานของเจ้า สิ่งที่เรียกว่า ‘ซีเมนต์’ นั้น ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนของข้าได้ สมควรมาขอบคุณด้วยตนเอง”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ใต้เท้าจางไม่ต้องขอบคุณข้า ข้าก็ทำเพื่อการค้าเท่านั้น”
จางจัวสีหน้าเคร่งขรึม “จะไม่ขอบคุณได้อย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่า แคว้นยู่ของเราทุกฤดูหนาวมีคนแข็งตายกี่ราย?”
“เท่าใดขอรับ?”
จางจัวกล่าว “เจียหนิงศกที่ 19 แคว้นยู่มีโรงเก็บศพสามสิบเอ็ดแห่ง รวบรวมศพแข็งตายได้ 33,421 ศพ เจียหนิงศกที่ 20 รวบรวมได้...”
เฉินจี้ฟังใต้เท้าจางนับจำนวนคนแข็งตายแต่ละปี ยิ่งฟังยิ่งสะเทือนใจ เพียงแคว้นยู่แคว้นเดียว ทุกปีมีคนแข็งตายมากมายเพียงนี้เชียวหรือ?
แต่ได้ยินจางจัวกล่าวว่า “ปีนี้หากสร้างบ้านอีกชุดเสร็จก่อนหิมะตกรอบสอง เมืองหลัวคงมีผู้เสียชีวิตน้อยลง ข้าในฐานะพ่อเมืองหลัว สมควรมาขอบคุณต่อหน้า”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ได้ทำประโยชน์แก่ราษฎรเมืองหลัว นับเป็นเกียรติของข้าแล้ว”
เดิมเขาคิดว่า หลังจากทักทายสังสรรค์พอเป็นพิธีแล้ว จางจัวคงลาจากไป ไม่นึกว่าจางจัวไม่ยอมไป กลับจับแขนลากเขามาที่กระดานหมาก “มาเถิดมาเถิด ได้ยินท่านอ๋องว่าเจ้าเล่นหมากเก่งกาจ เรามาชิงไหวชิงพริบกันสักสองสามตา”
เฉินจี้มองเฒ่าเหยาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกพิกลในใจ ใต้เท้าจางผู้นี้มาโรงยาเฉยๆ อ้างว่ามาขอบคุณ แต่มือเปล่าไร้ของกำนัล
ขอบคุณลวกๆ แล้วก็ไม่ยอมจากไป กลับชวนเล่นหมาก
ถ่วงเวลาอีกหน่อย ก็จะถึงเวลามื้อเที่ยง เกรงว่าต้องตกค้างกินข้าวด้วยกัน
นิสัยประหลาดผาดโผนเช่นนี้หรือ?
เฒ่าเหยาเห็นเขามองมา ก็หัวเราะเยาะ “ใต้เท้าจางชวนเจ้าเล่นหมากก็เล่นไปสิ มองข้าทำไม เรื่องดีออก คนอื่นอยากเล่นหมากกับเจ้าเมืองยังไม่มีโอกาสเลย เล่นถูกใจใต้เท้าจางแล้ว เผื่อเรียกเจ้าเข้าจวนไปเล่นหมากทุกวัน”
คำพูดนี้ทำให้เฉินจี้งุนงง
ฟังน้ำเสียงอาจารย์แล้ว หรือว่าจางจัวมาครั้งนี้ จะชวนตนไปเป็นที่ปรึกษาศาลากลาง?
เฉินจี้ยืนหลังโต๊ะบัญชี มือหยิบตัวหมาก พลางคิดหาทางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ทว่าจางจัวมิได้ชักชวน กลับพูดอย่างเนิบนาบ “หนุ่มน้อยใจสูงถือตัวเป็นเรื่องดี คนอื่นว่าเจ้าผิดครรลองคลองธรรม ข้ากลับเห็นว่าเจ้ามีกระดูกสันหลัง เพียงแต่ คนเราหากไร้บ้าน ก็ไร้รากแก้ว ดุจแพลอยน้ำไร้รากเพียงล่องลอย……จะอย่างไรก็ต้องมีบ้านอยู่”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “ใต้เท้าจางมาเป็นปากเป็นเสียงให้ใต้เท้าเฉินหรือ?”
จางจัวหัวเราะร่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ถ้าให้ข้าพูด เจ้าไม่กลับตระกูลเฉินนั้นถูกแล้ว ตระกูลเฉินทั้งบ้านล้วนเป็นบัณฑิตหัวโบราณคร่ำครึ คนทั้งหลายต่างยกย่องว่า พวกเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ข้ากลับมองว่าหัวไม้ไม่รู้จักยืดหยุ่น อย่างเรื่องซ่อมคันกั้นน้ำ ใต้เท้าเฉินดันจะก้าวก่ายทุกเรื่อง ทำเอาบนล่างไม่มีน้ำมันให้หยิบฉวย สุดท้ายงานก็ยืดเยื้อไม่รู้จบ ไม่มีใครอยากทำงานเลย!”
จางจัวพูดต่อ “ว่ากันถึงเรื่องบ้านเจ้า หากไม่มีคนชั้นบนสั่งการ บ่าวเล็กๆ คนหนึ่งจะกล้ายักยอกเดือนละสองตำลึงเงินหรือ? ตีให้ตายก็ไม่กล้าหรอก เจ้าอย่ากลับไปเด็ดขาด กลับไปก็ถูกกลั่นแกล้งเหมือนเดิม อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าได้ส่วนแบ่งจากจวนอ๋องปีละสองพันห้าร้อยตำลึง แยกออกมาอยู่ข้างนอก ไม่สบายกว่าอยู่จวนเฉินอีกหรือ? ถ้ากลับไป เจ้าก็คือไอ้โง่ตัวเป้ง!”
เฉินจี้งุนงงจนสมองตื้อไปหมด
ใต้เท้าจางผู้นี้มาทำอะไรกันแน่?
เฉินจี้ถามอย่างสงสัย “แล้วท่านมาโรงยาวันนี้เพื่อ?”
จางจัวหัวเราะฮ่าๆ ตอบไม่ตรงคำถาม “เล่นหมากเล่นหมาก”
จางจัวข้ามขั้นตอน ‘เสี่ยงทายเริ่มก่อน’ ชิงวางหมากเม็ดแรกลงทันที
เฉินจี้อึ้งไป “ท่านวางหมากเลยหรือ ไม่จับฉลากก่อนหรือขอรับ?”
จางจัวยิ้มร่าเริง “ไม่จับแล้ว กลยุทธ์ข้านี่ ถือดำลงก่อนชนะง่ายกว่า”
เฉินจี้ “...”
ตาแรก
เฉินจี้เดิมคิดว่าจางจัวเป็นมือหมากสมัครเล่น แต่เขาเพิ่งแสดงเจตนา ‘รักษาผู้โดดเดี่ยว’ ก็ถูกจางจัวบีบจนติดตายในมุมกระดาน
ครั้งก่อนจิ้งอ๋องยังต้องใช้ถึงสามตาจึงหยั่งรู้เชิงหมากเฉินจี้ แต่จางจัวใช้เพียงครึ่งตา ก็จับทางเฉินจี้ได้หมดแล้ว
เฉินจี้สีหน้านิ่งขรึม ใช้กลยุทธ์อัลฟาโกะ (Alpha-Go) แย่งมุม พอเห็นจางจัววางหมากตั้งแต่สองเม็ดขึ้นไปที่ใด ก็พลันทิ้งแบบแผนพุ่งเข้าชนทันที
จางจัวตาเป็นประกาย เอาอย่างบ้าง เลียนแบบบ้าง กัดไม่ปล่อย
หมากล้อมในสายตาบัณฑิต เดิมเป็นศิลปะแห่งวิถีสวรรค์ แต่ในมือคนทั้งสอง กลับกลายเป็นหมัดอันธพาลข้างถนน ขอแค่ชนะ ไม่สนอะไรทั้งนั้น
จางจัวเงยหน้ามองเฉินจี้ เอ่ยชื่นชมว่า “เจ้าก็เป็นคนไม่เลือกวิธีเพื่อความชนะเหมือนกัน ดีมาก ดีมาก!”
เฉินจี้งุนงงว่า “ก่อนหน้านี้ได้ยินใต้เท้าจางยกยอหมากท่านอ๋อง เกือบจะว่าเป็นเอกของจงหยวน ไม่นึกว่าใต้เท้าจางจะเก่งยิ่งกว่าท่านอ๋องเสียอีก”
“ชู่ว!” จางจัวยิ้มกริ่ม “แพ้สักสองสามตาจะเป็นไร หน้าตามีค่ากี่เหรียญกัน หากท่านอ๋องชนะหมากแล้วดีพระทัย ตอบรับสิ่งที่ข้าขอ ผู้ได้ประโยชน์คือราษฎรเมืองหลัวหลายแสนคน”
เฉินจี้ครุ่นคิด
ขณะนั้นเอง เสียงปีนกำแพงดังจากลานหลัง จางจัวยื่นคอมองไปยังโถงทางเดิน เห็นไป๋หลี่ธิดาอ๋องเพิ่งข้ามชายคากระเบื้องเทามาได้
เขาหันมายิ้มให้เฉินจี้ “วันนี้ข้าต้องไปงานเลี้ยงแล้ว ไว้คราวหน้าค่อยคุยกัน!”
พูดจบ จางจัวเดินตรงขึ้นเกี้ยวขุนนางหน้าประตูโดยไม่หันกลับ
เฉินจี้มองเฒ่าเหยาอย่างมึนงง “เขามาทำอะไรกันแน่?”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น