ตอนที่ 0105 ทดสอบ



ลู่จิ่น


ลุง


ชื่อและคำเรียกที่แปลกหูแต่คุ้นเคย


บุคคลผู้นี้ดำรงอยู่ในโลกของเฉินจี้ดุจตำนาน  แม้ห่างไกลนับพันลี้  แต่เสมือนขุนเขาตระหง่านริมทะเลสาบชุนเหลย  ยากที่จะมองข้าม


ในห้องหนังสือจวนโจว  เหลือเพียงเฉินจี้  จินจู  และซีเฟิงกำลังพลิกอ่านราชกิจรายวัน


ซีเฟิงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ไท่ซือ  สีหน้าเรียบเฉยและหยิ่งผยอง  ราวกับสิ่งที่พลิกอ่านมิใช่ราชกิจรายวัน  หากแต่เป็นรายงานของข้าหลวงใหญ่แต่ละแคว้นของราชวงศ์จิ่ง


จินจูนั่งข้างโต๊ะไม้แดง  วางราชกิจรายวันในมือลง  หันไปมองใบหน้าเสือตรงข้าม  “เจ้าคิดว่าคดีระเบิดอาวุธไฟที่เมืองหลัวก่อนหน้านี้  ล้วนเกิดจากการแย่งชิงอำนาจภายในกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งหรือ”


เฉินจี้ถือราชกิจรายวันในมือ  คลี่ให้จินจูดู  “ลู่จิ่นพ้นตำแหน่งเพราะแพ้การต่อสู้ทางการเมือง  ศัตรูการเมืองของเขาย่อมรีบกำจัดลิ่วล้อ  นี่จึงอธิบายได้ว่า  เหตุใดมือสังหารราชวงศ์จิ่งที่โจมตีใต้เท้า  กลับฆ่าฟันกันเองกับพระจากวัดขู่เจวี๋ยแห่งราชวงศ์จิ่ง”


จินจูปรบมือ  “สิ่งที่ข้าใช้เวลาทั้งวันกว่าจะคิดออก  เจ้ากลับเพียงอ่านประโยคเดียวในราชกิจรายวันก็เข้าใจแล้ว  เก่งจริงเก่งจริง”


“ใต้เท้าเองก็ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว”


จินจูยิ้มพลางกล่าว  “การล้างบางภายในกรมข่าวกรอง  มิได้เกิดเฉพาะที่เมืองหลัว  ทั้งเมืองหลวง  จินหลิง  แคว้นซู  แคว้นหยาง  จินเหมิน  ล้วนเกิดความวุ่นวาย”


เฉินจี้ไม่เข้าใจ  “พวกเขาแย่งชิงกันเช่นนี้  ไม่กลัวเสียการใหญ่หรือ”


จินจูตอบอย่างมีนัยยะ  “ในโลกนี้  ยังมีสิ่งใดใหญ่กว่าอำนาจอีกหรือ”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม  “การแย่งชิงภายในกรมข่าวกรอง  จบสิ้นแล้วหรือยัง”


จินจูหัวเราะพลางกล่าว  “ยังอีกนานเลย”


“อ้อ?”


ขณะนั้นหน่วยสืบลับคนหนึ่งถือถาดเข้ามาจากนอกประตู  นำชาร้อนหนึ่งกามาส่ง


จินจูยกแขนเสื้อ  พลางรินชาร้อนให้เฉินจี้  พลางทอดถอนใจ  “ลู่จิ่นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก  คนแบบเขา  กว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ไม่อาจตัดสินความสำเร็จหรือความพ่ายแพ้ของเขาได้โดยง่าย”


“ใต้เท้าดูจะยกย่องเขานัก?”


จินจูรินชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย  ค่อยๆ เล่าอย่างไม่รีบร้อน  “ลู่จิ่นเดิมเป็นทายาทตระกูลแม่ทัพราชวงศ์จิ่ง  ครั้นตระกูลตกต่ำ  เขาจึงใจแข็งคุกเข่าหน้าจวนของ ‘หยวนจง’ รองประธานสภาลับ  ยอมรับหยวนจงเป็นบิดาบุญธรรม  พร้อมถวายที่นาและเงินทองที่เหลืออยู่ทั้งหมด  แลกกับตำแหน่ง ‘สือเฉา’ ในสภาลับ”


“ครั้งนั้น  พวกทายาทขุนนางราชวงศ์จิ่งนิยมรับตำแหน่งเล็กๆ ในสภาลับ  ทุกวันเอาแต่เลี้ยงนกล่อสุนัขชน  เล่นการพนันเที่ยวซ่อง”


“แต่ลู่จิ่นผู้นี้มิได้อยู่เฉยๆ ในสภาลับ  หากแต่ทูลขอจัดตั้งกรมข่าวกรอง  หยวนจงเยาะเย้ยเขาต่อหน้าคนทั้งหลาย  บอกให้อยู่เฉยๆ ในสภาลับก็พอแล้ว  อย่าไม่รู้จักประมาณตน  ลู่จิ่นไม่ยอมแพ้  เขาคุกเข่าหน้าคฤหาสน์หยวนจงอีกครั้งถึงสามวันสามคืน  หยวนจงรำคาญจึงประกาศต่อหน้าผู้คน  ‘เจ้าไปฆ่าเสนาบดีอาวุโสราชวงศ์หนิงมาสักคน  ข้าจะให้เจ้าตั้งกรมข่าวกรองไร้สาระนั่น’”


จินจูถอนหายใจ  “นับแต่วันนั้น  ลู่จิ่นก็หายตัวไป  กว่าจะปรากฏกายอีกครั้งก็ผ่านไปหลายปีแล้ว  ครั้นกลับมา  เขากลับถือศีรษะเสนาบดีกระทรวงการคลังราชวงศ์เราที่ดองด้วยปูนขาว  ยืนอยู่หน้าประตูทาสีชาดของสภาลับ  เรื่องนี้สะเทือนทั้งสองราชวงศ์  ราชวงศ์หนิงของเราโกรธจัด  ส่งมือสังหารไปกว่าสามสิบชุดเพื่อปลิดชีพเขา  แต่กลับคว้าน้ำเหลว  ในเวลาเดียวกัน  ลู่จิ่นได้รับความสนใจจาก ‘หยวนเม่า’ อัครมหาเสนาบดี  เลื่อนขั้นราบรื่นตลอดทาง”


อัครมหาเสนาบดี  เทียบเท่านายกรัฐมนตรีแห่งราชวงศ์จิ่ง  รองจากฮ่องเต้เพียงคนเดียว  เหนือคนนับหมื่น


เฉินจี้รู้สึกแปลกใจ  “เหตุใดใต้เท้าจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก”


จินจูดื่มชาในถ้วยจนหมด  หลับตาลิ้มรสครู่หนึ่ง  จึงลืมตาเปิดปากจ๊ะๆ พลางกล่าว  “ใบชาเหมาเจียนซิ่นหยางชั้นเลิศ  น่าเสียดายที่พ้นฤดูแล้ว...ที่ข้ารู้เรื่องนี้ไม่แปลกหรอก  ตั้งแต่ลู่จิ่นได้รับความโปรดปรานจากอัครมหาเสนาบดี  หยวนจงปากบอนนั่นก็ดื่มเหล้าเมามาย  ป่าวประกาศให้คนฟังทุกวันว่า  ลู่จิ่นเคยคุกเข่าให้ตนถึงสองครั้ง  ไม่เพียงเท่านั้น  แม้ลู่จิ่นจะมีตำแหน่งเท่าเขา  เขาก็ยังเรียกใช้ลู่จิ่นเหมือนลูกชาย”


เฉินจี้หัวเราะ  “หยวนจงผู้นี้  คงมีหญ้าบนหลุมศพสูงเมตรกว่าแล้วกระมัง”


จินจูยิ้มหน้าบาน  “หากลู่จิ่นฆ่าหยวนจงจริง  นั่นก็เป็นเพียงเรื่องน่าเบื่อ  ลู่จิ่นก็คงเป็นแค่คนธรรมดา  ไม่คุ้มให้กรมสืบลับของข้าตื่นตระหนกเช่นนี้  ความจริงก็คือ  ลู่จิ่นไม่เพียงไม่ฆ่าหยวนจง  หากยังคงเรียกว่าบิดาบุญธรรมตลอดมา  ทุกเทศกาลสำคัญล้วนถวายของขวัญใหญ่  ขอบคุณบุญคุณที่ชูตัวในวันนั้น”


เฉินจี้ตกตะลึง


จินจูยังคงชื่นชม  “ทุกวันนี้  ราษฎรราชวงศ์จิ่งอาจไม่รู้ว่าฮ่องเต้ประกาศกฎหมายอะไรบ้าง  แต่ต้องรู้แน่ว่าลู่จิ่นตอบแทนบุญคุณเสมอ  ขอเพียงเจ้าเคยช่วยเขา  ก็เสมือนมีแผ่นทองคำกันตาย”


เฉินจี้สงสัย  “คนผู้นี้มีปัญญาทางการเมืองสูงล้ำ  เหตุใดจึงแพ้ลู่กวนอู้”


จินจูส่ายหน้า  “มิใช่เขาที่แพ้  หากเป็นอัครมหาเสนาบดีหยวนเม่าต่างหากที่พ่ายแพ้...ไม่พูดแล้ว  อ่านราชกิจรายวันต่อเถิด”


“อืม”


เฉินจี้พลิกราชกิจรายวันทั้งหีบอย่างรวดเร็วจนหมด  เขาพลันตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง  ในราชกิจรายวันทุกฉบับ  ไม่เคยกล่าวถึงว่าลู่จิ่นมีน้องสาว


ราวกับหญิงผู้นั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง


......


......


แต่ขณะนั้นเอง  หน่วยสืบลับคนหนึ่งอาศัยม่านราตรี  เคาะประตูคฤหาสน์จวนโจว


เสียงประตูไม้เอี๊ยดอ๊าด  หน่วยสืบลับผู้นั้นไม่รอให้ประตูเปิดเต็มที่  ก็เอียงตัวมุดเข้าสู่ลานบ้าน  คุกเข่าข้างเดียวประสานมือ  “ใต้เท้า  ไม่ดีแล้วขอรับ!”


จินจูก้าวข้ามธรณีประตู  เดินจากห้องหนังสือมายังลานบ้าน  “เจ้าต้องคอยคุ้มกันแก๊งหกกับพวก  ขนย้ายรองหัวหน้าสำนักออกนอกเมืองไม่ใช่หรือ?  เหตุใดจึงกลับมาตัวคนเดียว”


หน่วยสืบลับกล่าวเสียงเข้ม  “แก๊งหกยัดรองหัวหน้าสำนักเข้าช่องลับในรถส้วมของคนเทส้วม  กำลังจะลักลอบขนออกประตูชิงหลงทางเหนือ  แต่กรมทหารเมืองหลัวบังเอิญค้นพบตัวรองหัวหน้าสำนัก!  ก่อนข้าน้อยจะเข้าช่วย  พลทหารของกรมทหารก็ล้อมแก๊งหกไว้แน่นหนา  ตั้งแนวรบยี่สิบกว่านาย  ล้วนฝีมือฉกาจ  ข้าน้อยไม่มั่นใจ”


จินจูเปลี่ยนสีหน้า  “อะไรนะ?  แค่ให้พวกเจ้าขนคน  ทำไมถึงพลาดใหญ่โตเช่นนี้!”


หน่วยสืบลับเอ่ยอย่างขมขื่น  “วิธีนี้ขนคนได้ผลทุกครั้ง  ไม่นึกว่าคราวนี้จะพลาดครั้งใหญ่  ใต้เท้า  ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?  แก๊งหกกับพวกคงต้องทนทุกข์แล้ว  ใต้เท้า  หรือจะให้พวกเราเปิดเผยตัวตนให้กรมทหารเมืองหลัวปล่อยคน?  คนของเราจะตกอยู่ในมือพวกไก่อ่อนได้อย่างไร?”


ขณะนั้นเอง  เฉินจี้ก้าวออกจากห้อง  “ไม่ได้”


หน่วยสืบลับทุกนายหันมองเขา  สายตาคมกริบราวกับมีดนับร้อยเล่มกรีดลงบนตัว


จินจูหันมองเฉินจี้  “ว่าอย่างไร?”


เฉินจี้มองท้องฟ้ายามราตรี  ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “หากเปิดเผยตัวตนเวลานี้  เผอิญหลิวหมิงเสี่ยนล่วงรู้  ย่อมสูญเปล่าทุกอย่าง  ท่านจินจู  โค่นตระกูลหลิวสำคัญกว่า  หรือช่วยลูกน้องไม่กี่คนสำคัญกว่า?”


“สำคัญทั้งคู่”


เฉินจี้ปลอบโยน  “บางทีพอฟ้าสาง  พวกเขาอาจกลับมาเองก็ได้?”


“อืม?”  จินจูครุ่นคิด


เฉินจี้ไม่ตอบอีก  หันกลับเข้าไปในห้อง  หยิบราชกิจรายวันจากหีบมาอ่านเร็วๆ เล่มแล้วเล่มเล่า  ค้นหาข้อมูลไม่หยุดหย่อน


จินจูหันกลับมองร่างผอมบางในห้อง  รู้สึกราวกับอีกฝ่ายต่างหากคือสิบสองนักษัตร  ส่วนตนเองกลับย้อนไปเป็นหน่วยสืบลับนกพิราบอีกครั้ง


เมื่อครั้งนั้น  ต่อให้ฟ้าถล่มก็มีคนตัวสูงค้ำไว้  ไม่มีทางเดือดร้อนมาถึงตนผู้มีนามว่า ‘ซ่งเฉียน’   ขอเพียงหัวหน้าสั่งคำเดียว  เขาก็เสี่ยงชีวิตพุ่งไปจับโจรราชวงศ์จิ่ง  จับเสร็จระหว่างทางก็กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามร้อนๆ  ราวกับกลืนกลิ่นคาวเลือดในสมองลงไปด้วย


จินจูยิ้มเย้ยตัวเอง  เข้าไปในห้องอ่านราชกิจรายวันต่อ  ปล่อยให้เหล่าหน่วยสืบลับมองหน้ากันงุนงง


ยามสี่  ฟ้านอกจวนโจวสว่างสดใสแล้ว


ซีเฟิงง่วงจนหัวโยกเยก  เฉินจี้กลับยังกระปรี้กระเปร่า  หยิบราชกิจรายวันจากหีบใบที่สอง


เขายืนข้างหีบ  พลิกหน้าแรกก็เห็นข้อความ  “ฤดูใบไม้ร่วง  เจียหนิงศกปีที่ 25  เฉินหลี่ฉินแห่งตระกูลเฉินเข้ารับตำแหน่งรองเจ้าเมืองหลัว  บุตรชายโดยภรรยาเอกมีปฏิภาณ  บุตรนอกสมรสเงียบขรึมพูดน้อย...”


อ่านมาถึงตรงนี้  มือข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านข้าง  ชิงราชกิจรายวันจากมือเขาไป


เฉินจี้เงยหน้าตะลึง  จินจูยิ้มแย้มปิดราชกิจรายวัน  “ราชกิจรายวันนี้เป็นเอกสารลับที่กรมสืบลับของข้าส่งไปยังแคว้นต่างๆ  ให้เหยี่ยวทะเลและสิบสองนักษัตรตรวจดู  ต้องใช้เลือดหว่างคิ้วของเหยี่ยวทะเลหรือนักษัตรจึงจะเปิดอ่านได้  วันนี้ยอมให้เจ้ากับซีเฟิงดูข้อมูลราชวงศ์จิ่งก็ผิดระเบียบแล้ว  ที่เหลืออ่านต่อไม่ได้อีก”


ทั้งคู่สบตากัน  บรรยากาศเยือกแข็งไปชั่วขณะ


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  แล้วยิ้มกว้าง  “งั้นก็ไม่อ่านแล้ว”


จินจูยิ้มตบบ่าเขา  “รีบสร้างความดีความชอบเถอะ  รอเจ้าเป็นเหยี่ยวทะเล  ย่อมอ่านอะไรก็ได้ตามใจ  หากได้เป็นนักษัตร  ยังสามารถไปหอเจี่ยฝาน  ดูเอกสารลับสุดยอดได้ด้วยซ้ำ”


เฉินจี้อธิบาย  “สร้างความชอบเป็นเรื่องรอง  ข้าช่วยโค่นตระกูลหลิวครั้งนี้  สำคัญที่สุดคือแก้แค้นให้ท่าน”


“พี่น้องที่ดี!”


ขณะนั้น  หน่วยสืบลับหลายคนพลิกตัวข้ามหลังคากระเบื้องเทาเข้ามาในคฤหาสน์โจว


“อ๊ะ?  แก๊งหก!”  หน่วยสืบลับในลานสงสัย  “ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าถูกกรมทหารเมืองหลัวจับไปแล้วหรือ?  พวกเขาปล่อยตัวได้อย่างไร?”


จินจูเดินมากลางลาน  ถามเสียงเคร่งขรึม  “พวกเจ้าเปิดเผยตัวตนหรือไม่?”


แก๊งหกส่ายหน้า  “ไม่ขอรับ  เมื่อคืนก่อนออกเดินทาง  ใต้เท้าท่านนี้ข้างตัวท่าน  กำชับว่าห้ามเปิดเผยตัวหน่วยสืบลับโดยเด็ดขาด  พวกข้าจึงปล่อยให้กรมทหารจับตัวไป  พวกเขาพาพวกข้าไปกักบนหอคอย  แล้วพารองหัวหน้าสำนักแยกไปสอบสวนต่างหาก  ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป  ใต้เท้าหลิวแห่งกรมทหารก็มาบอกพวกข้าว่า  กลับไปได้แล้ว  สามวันข้างหน้าเชิญหัวหน้าสำนักมาเยือน”


หน่วยสืบลับทั้งหมดต่างตกตะลึง  “ปล่อยออกมาง่ายๆ เลยหรือ?”


จินจูถาม  “มีคนตามสะกดรอยหรือไม่?”


“มีขอรับ  แต่พวกข้าสลัดหลุดแล้ว”


หน่วยสืบลับทั้งหลายมองจินจู  “ใต้เท้า  มีพิรุธ”


เฉินจี้เอ่ยเรียบนิ่ง  “นี่คือการทดสอบของตระกูลหลิว  รองหัวหน้าสำนักผู้นั้น  น่าจะเป็นคนของตระกูลหลิวเช่นกัน  หลิวหมิงเสี่ยนจงใจส่งมอบเขาให้พวกเรา  เพื่อดูว่าเราจะจัดการเขาอย่างไร  พวกเจ้าถูกจับแล้วไม่เปิดเผยตัวตน  แผนการสวมบทบาทกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งของพวกเรา  ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว”


จินจูชื่นชม  “ไม่นึกว่าเจ้าอายุยังน้อย  กลับทำงานกลับรัดกุมไร้ที่ติ”


เฉินจี้คารวะ  “ล้วนเพราะท่านสั่งสอนดี  ตอนนี้ตระกูลหลิวน่าจะเชื่อพวกเราแล้ว  สามวันหน้าพบกันอีกครั้ง  คงมีเรื่องน่าประหลาดใจ  ข้าขออวยพรให้ท่านแก้แค้นสมใจ  เพียงแต่ครั้งนี้ข้าออกมานานเกินไป  ต้องรีบกลับบ้านแล้ว”


“ไปเถอะไปเถอะ  คืนมะรืนนี้  อย่าลืมมาพบกันที่นี่ด้วย”


“ขอรับ”


จินจูยืนบนขั้นบันไดหน้าห้องหนังสือ  มองแผ่นหลังเฉินจี้เดินออกจากคฤหาสน์โจว  รอยยิ้มค่อยๆ จางหาย  เขาโบกมือเรียกแก๊งหก  “จัดม้าเร็วไปจวนไคเฟิงเชิญเมิ่งจีมา  เรื่องตระกูลหลิวเสร็จเมื่อไร  ข้ามีคนต้องสอบสวนอีกไม่น้อยเลย”


ขณะนั้น  ซีเฟิงลุกจากเก้าอี้ไท่ซือ  เอ่ยอย่างสงสัย  “...ข้าอยู่กับเจ้ามาเจ็ดปี  ไฉนไม่เคยรู้ว่า  เจ้ามีความแค้นกับตระกูลหลิว?”


จินจูชะงัก  แล้วทอดถอนใจ  “หัวหน้ากรม  ท่านช่างเข้าบทลึกเสียจริง”


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0205
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง