ตอนที่ 0104 ลู่จิ่น



หัวหน้ากรมข่าวกรอง


ห้าคำนี้ราวกับมีอานุภาพลึกลับเหนือหน่วยสืบลับ


นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าสังกัดกรมสืบลับ  ครูฝึกและผู้บังคับบัญชาต่างย้ำเตือนพวกเขาทุกขณะจิต  ให้ตามหาหัวหน้ากรมข่าวกรอง  จับกุมหัวหน้ากรมข่าวกรอง


ครั้นเฉินจี้เอ่ยวาจานั้นออกมา  ในตรอกมืดสลัว  เสียงเปลื้องดาบของหน่วยสืบลับชุดดำหลายนายดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว!


ใต้ม่านราตรี  นัยน์ตานับสิบคู่พร้อมใจหันมองซีเฟิง


ซีเฟิงยืนพิงกำแพงอิฐขาวหลังคาเทา  ถูกจ้องจนตื่นตระหนก  หันมองจินจู  “ใต้เท้า  ข้ากลายเป็นหัวหน้ากรมข่าวกรองได้อย่างไร  ข้าไม่ใช่หัวหน้ากรมอะไรนี่”


จินจูตกตะลึงในทีแรก  แต่พลิกสมองคิดจนเข้าใจแผนการของเฉินจี้  จึงยิ้มกริ่มตบบ่าซีเฟิง  “บอกว่าเจ้าเป็น  เจ้าก็เป็น”


ซีเฟิงยิ่งหวั่นวิตก  “ใต้เท้าคงไม่คิดฆ่าคนดีอ้างเป็นผลงาน  ส่งข้าเป็นหัวหน้ากรมข่าวกรองถวายราชสำนักกระมัง?”


จินจูหน้าถมึงทึง  ถอดหน้ากากไม้รูปวัวเคาะกบาลซีเฟิง  “ดูท่าทางขี้ขลาดของเจ้าสิ  มิน่าหลายปีมานี้  ข้าจึงยกเจ้าขึ้นตำแหน่งเหยี่ยวทะเลไม่ได้  ไม่รู้ว่าจะเสียเวลายกเจ้าไปทำไมแต่แรก!”


ซีเฟิงรีบเอ่ยตอบ  “แน่นอนว่าเพราะข้าจงรักภักดีต่อท่าน!”


จินจูหัวเราะขื่นขม  “พวกเราจะให้เจ้าปลอมเป็นหัวหน้ากรมข่าวกรองไปล่อลวงตระกูลหลิว  ไม่ได้จะมอบตัวเจ้าให้ราชสำนัก”


ซีเฟิงผ่อนลมหายใจ  ทว่าชั่วอึดใจก็ยิ่งหวาดหวั่น  “แต่ข้าปลอมตัวไม่เป็น”


เฉินจี้สวมหน้ากากเสือยืนอยู่ข้างๆ  เอ่ยเสียงสงบ  “ท่านทั้งหลาย  ยามนี้มิใช่เวลาหยอกล้อ  หัวหน้ากรมข่าวกรองลึกลับยิ่งนัก  กระทั่งสายลับราชวงศ์จิ่งหลายคนก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาเขา  พวกเราปลอมเป็นเขา  จะล่อความลับตระกูลหลิวออกมาได้มากขึ้น  ใต้เท้า  หากท่านยังไว้ใจข้า  ต่อจากนี้ขอให้ข้าจัดการ”


จินจูพินิจเฉินจี้  ทว่าใบหน้าเขายังซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเสือนั้น  เขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง  “เจ้าว่าพวกเราควรทำอย่างไร?  คราวนี้ยกให้เจ้าจัดการ”


หน่วยสืบลับพลันหันมองเฉินจี้


สายลับคนหนึ่งงุนงง  “ใต้เท้า?”


จินจูยกมือห้ามคำพูดเขา  “ไม่ต้องพูดมาก”


เฉินจี้หันมองซีเฟิง  “ซีเฟิง  ข้าขอถามท่าน  ผู้บังคับบัญชาของหัวหน้ากรมข่าวกรองคือใคร  ตำแหน่งอะไร?”


ซีเฟิงครุ่นคิดสองอึดใจแล้วตอบว่า  “ผู้บังคับบัญชาหัวหน้ากรมข่าวกรอง  ย่อมต้องเป็นเสนาธิการทหารราชวงศ์จิ่ง  เสนาธิการทหารคนก่อนคือลู่จิ่น  ตอนนี้เป็นลู่กวนอู้ที่เพิ่งรับตำแหน่ง”


เฉินจี้ถามต่อ  “ก่อนลู่กวนอู้เป็นเสนาธิการทหาร  เขาดำรงตำแหน่งอะไร?”


ซีเฟิงตอบ  “ก่อนหน้านั้นเป็น...ที่ปรึกษาฝ่ายบู๊ของสภาลับ?”


เฉินจี้ถาม  “แล้วก่อนนั้นอีกล่ะ?”


ซีเฟิงนิ่งงัน  “ก่อนลู่กวนอู้จะสะสมพลังในสภาขุนนาง  ชื่อเสียงไม่โด่งดังนัก  น้อยคนจึงจะสนใจว่าเขาเคยทำอะไรมาก่อน  อีกอย่าง  พวกข้าทหารระดับล่างไม่จำเป็นต้องจดจำเรื่องพวกนี้”


พูดพลางหันกลับไปมองตรอกเล็ก  กล่าวกับสายลับชุดดำสวมงอบหลายนาย  “พวกเจ้ารู้หรือไม่?”


หน่วยสืบลับสบตากัน  ส่ายหน้าเงียบงัน


เฉินจี้มองจินจู  “นี่แหละคือปัญหา  หลิวหมิงเสี่ยนระวังตัวแจ  สามวันข้างหน้าพบกันย่อมมีการทดสอบ  หากจะให้ซีเฟิงปลอมเป็นหัวหน้ากรม  ก่อนอื่นต้องให้เขาคุ้นเคยข้อมูลราชวงศ์จิ่งทุกอย่าง”


“สมเหตุสมผล”  จินจูพยักหน้า  “ไป  ออกเดินทางไปคุกใน  ทุกเดือนเมืองหลวงจะส่งจดหมายข่าวราชการไปยังกรมสืบลับแต่ละแคว้น  เพื่อปรับปรุงข้อมูลบางอย่าง  จดหมายข่าวของแคว้นยู่  เก็บไว้ในคุกในเมืองหลัวทั้งหมด”


เฉินจี้สงสัย  “ก่อนหน้านี้ข้าไปคุกใน  เหตุใดไม่เคยเห็นจดหมายข่าวเหล่านี้เลย”


จินจูเหลือบมองเขา  “จดหมายข่าวนี้  มีแต่สายลับใหญ่ระดับเหยี่ยวทะเลขึ้นไปเท่านั้นจึงอ่านได้  แน่นอนว่าให้เจ้าดูไม่ได้  แต่ยามฉุกเฉินต้องยืดหยุ่น  วันนี้คงต้องยอมผิดระเบียบสักครั้งแล้ว”


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  “ไม่ต้องไปคุกในหรอก  คุกในเดินทางไกล  ไปกลับแต่ละครั้งต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม  ยังต้องปิดตาเข้าออกอีก  ลำบากยากเข็ญ  ไม่สู้ทำเช่นนี้ดีกว่า  ใต้เท้าจินจูส่งคนไปขนจดหมายข่าวเหล่านี้มาไว้จวนโจวเฉิงอี้  ถือโอกาสตั้งห้องวางแผนชั่วคราวที่นั่นด้วยเลย”


จินจูตอบรับทันที  “ทุกอย่างฟังเจ้าจัดการ!  ซีเฟิง  เจ้านำคนไป!”


ซีเฟิงรับคำ  ตะโกนให้คนจูงรถม้าออกมาจากตรอกอีกสาย  แล้วหยิบตั่งเตี้ยวางลงพื้น  “ใต้เท้า  เชิญขึ้นรถขอรับ”


“ช้าก่อน”


ทุกคนหันไปตามต้นเสียง  เห็นเฉินจี้ค่อยๆ เดินมาข้างรถม้า  กวาดตามองซีเฟิง  “ท่าทางเช่นนี้  ไม่เหมือนหัวหน้ากรมข่าวกรองผู้ยิ่งใหญ่เลย  หัวหน้ากรมคนใดบ้างคอยปรนนิบัติผู้อื่น?”


ซีเฟิงตกใจ  “ไม่ใช่ต้องรออีกสามวันหรือ  ตอนนี้ข้ายังไม่ใช่นี่”


เฉินจี้กล่าว  “หากไม่ใส่ใจรายละเอียด  ช้าเร็วฝ่ายตรงข้ามต้องจับพิรุธได้  นับแต่ขณะนี้ไป  ท่านคือหัวหน้ากรมข่าวกรองตัวจริง  มีใครอยู่บ้าง  ช่วยส่งท่านหัวหน้ากรมขึ้นรถด้วย”


จินจูยิ้มกริ่มเดินมาวางตั่งเตี้ย  “ท่านหัวหน้ากรม  เชิญขอรับ”


ซีเฟิงตื่นตระหนก  “ใต้เท้า  ท่านขึ้นรถก่อนเถิดขอรับ”


รอยยิ้มจินจูดับวูบ  “อย่าพูดมาก  หากสามวันข้างหน้าทำแผนใหญ่ของข้าเสีย  ข้าจะเปลื้องผ้าเจ้าจนเกลี้ยง  แขวนไว้หน้าหอนางโลม  ให้เจ้าเงยหน้าไม่ขึ้นตลอดชีวิต!”


ซีเฟิงได้ฟังดังนั้น  สูดลมหายใจลึก  ชูอกตั้งตัว  เหยียบตั่งขึ้นรถม้า


ขณะเขากำลังจะเปิดม่านรถเอง  เฉินจี้ก้าวมายื่นมือเปิดม่านให้  “ท่านหัวหน้ากรม  เชิญ”


......


......


ในตัวรถโยกเยก  ประกอบเสียงล้อไม้บดถนนหิน  ซีเฟิงนั่งกลางท้ายรถ  เฉินจี้กับจินจูนั่งหันหน้าเข้าหากัน


ท่ามกลางบรรยากาศหนักอึ้ง  ซีเฟิงที่นั่งกระสับกระส่ายค่อยๆ  ล้วงเตาถ่านทองแดงออกมาจากใต้ที่นั่ง


เขาหยิบไม้ขีดไฟจากอกเสื้อ  เตรียมจุดผงถ่านเส้นเงินด้านใน


ทว่ากลับได้ยินเฉินจี้กล่าวเสียงเนิบนาบ  “นี่ไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้ากรมควรทำ”


ซีเฟิงยิ้มเก้อ  “อากาศหนาว  ข้าจะให้ใต้เท้าจินจูอุ่นมือ”


เฉินจี้สีหน้าไม่เปลี่ยน  กล่าวจริงจังว่า  “ข้าไม่ได้หยอกล้อกับท่านทั้งสอง  นี่คือครั้งที่กรมสืบลับเข้าใกล้ตระกูลหลิวมากที่สุด  หากได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา  ความดีความชอบมหาศาลย่อมอยู่แค่เอื้อม”


เขาเปลี่ยนน้ำเสียง  “หลิวหมิงเสี่ยนฉลาดเจ้าเล่ห์  การแสดงธรรมดาๆ ย่อมหลอกเขาไม่ได้  สามวันข้างหน้าตอนนัดพบ  หากเขาจับพิรุธได้  เกรงว่าจะหดหัวซุกตัวไม่ขยับเขยื้อนอีก  ดังนั้น  ท่านทั้งสองต้องแสดงอย่างจริงจัง  ต้องแสดงจนตัวเองยังเชื่อ  จึงจะทำให้หลิวหมิงเสี่ยนเชื่อได้”


ซีเฟิงชะงักงัน  แล้วหันมองจินจู  เอ่ยเสียงสั่นเครือ  “จ…จินน้อย  ช่วยข้าจุดเตาถ่านหน่อย?”


จินจู  “...”


มุมปากเขากระตุกแผ่วเบา  แต่รับไม้ขีดไฟกับเตาถ่านทองแดงมาโดยไม่ลังเล  ยิ้มประจบประแจงกับซีเฟิง  “ท่านหัวหน้ากรม  เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังต้องให้ท่านสั่ง  ข้าสมควรตายเป็นหมื่นครั้ง”


ซีเฟิงตัวสั่นแผ่วเบา  “ใต้เท้าอย่าทำเช่นนี้เลย  ข้ากลัว”


จินจูกดบ่าเขาไว้  เอ่ยเสียงเย็นเยียบ  “เจ้ารู้หรือไม่ว่า  ข้าอยากฆ่าล้างตระกูลหลิวแค่ไหน  ข้าจะให้ตระกูลหลิวทั้งจวน  ผู้ชายเป็นทาส  ผู้หญิงเป็นโสเภณี  ไม่มีวันฟื้นคืนชีพ  ต่อหน้าเรื่องนี้แล้ว  ทั้งตำแหน่ง  หน้าตา  ศักดิ์ศรี  ล้วนไม่สำคัญ  นั่งตัวตรง  ตั้งใจแสดงให้มันดีๆ!”


ซีเฟิงค่อยๆ สงบลง “ขอรับ  ข้าเข้าใจแล้ว!”


จินจูหัวเราะเย็น  “พูดใหม่!”


“ข้าเข้าใจแล้ว”


เฉินจี้เงียบมองดูฉากนี้  ในใจเริ่มเชื่อเรื่องราวที่จินจูเล่าบ้างแล้ว


จินจูจุดผงถ่านไปพลาง  ถามเฉินจี้เสียงเข้มว่า  “แล้วรองหัวหน้าสำนักช่าง  เราจะจัดการอย่างไร?”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “แสดงต้องแสดงให้สุด  ให้หน่วยสืบลับปลอมเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง  แอบส่งรองหัวหน้าคนนั้นไปทางเหนือ  อย่ากลับมาก่อนเรื่องสำเร็จ”


“ดี”  จินจูรั้งเตาถ่านทองแดงที่จุดแล้วไว้ในมือโดยไม่รู้ตัว


ซีเฟิงพลันยื่นมือมา  “จ…จินน้อย  เตาถ่าน”


จินจูสะดุ้ง  รีบยัดเตาถ่านใส่อกซีเฟิงทันที


รถม้าค่อยๆ หยุดลง


จินจูมุดออกจากตัวรถก่อน  ราวกับบ่าวรับใช้  วางตั่งเท้าให้ซีเฟิง  แล้วเปิดม่านรถให้


ซีเฟิงดูกระวนกระวาย  เฉินจี้กล่าวเสียงเรียบ  “ลองนึกถึงผู้มีอำนาจที่ท่านเคยพบ  ท่าทีของพวกเขาเป็นอย่างไร?”


ซีเฟิงลองถาม  “ใต้เท้าอู๋ซิ่ว?”


“ข้าไม่เคยพบใต้เท้าอู๋ซิ่ว  ท่านเลียนแบบได้เลย”


ซีเฟิงหลับตาระลึกความทรงจำ  พอลืมตาขึ้น  ท่าทางก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน


เห็นเขาหน้าตาเย่อหยิ่ง  ก้าวลงจากรถ  ลงรถแล้วยืดหลังตรง  ไม่แลจินจูแม้แต่น้อย  เดินเข้าจวนโจวราวกับไม่มีใครอยู่รอบข้าง


พอข้ามธรณีประตู  ซีเฟิงรีบหันกลับมาอย่างดีใจ  “ใต้เท้า  ใช่ความรู้สึกแบบนี้ไหม?”


เฉินจี้ยิ้ม  “ถูกต้องแล้ว  ท่านหัวหน้ากรม”


ซีเฟิงกางแขนพินิจตัวเอง  รู้สึกไม่เลว  พลิกกายกลับไปทำท่าองอาจเย่อหยิ่ง  เดินฉับๆ เข้าสู่ลานหลัง


ชั่วยามต่อมา  หน่วยสืบลับขนหีบไม้สี่ใบมาจากคุกใน  แต่ละใบติดยันต์กระดาษเหลืองผนึกไว้


ในห้องหนังสือของโจวเฉิงอี้  จินจูหยิบดาบสั้นมากรีดกลางคิ้วตนเอง  ใช้นิ้วจุ่มเลือดสดจากหว่างคิ้ว  ป้ายลงบนยันต์ผนึก  จึงค่อยลอกยันต์ทั้งสี่แผ่นออกทีละใบ  “ของในสามปีอยู่ที่นี่หมดแล้ว”


เฉินจี้หยิบราชกิจรายวันเล่มหนึ่งส่งให้ซีเฟิง  “สามวัน  ท่านต้องอ่านราชกิจรายวันพวกนี้ให้หมด  สามวันข้างหน้า  ท่านต้องเข้าใจกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งมากกว่าใครในกรมสืบลับ  ทุกคำถามของหลิวหมิงเสี่ยน  ท่านต้องตอบได้”


พูดจบ  เขาหยิบราชกิจรายวันเล่มหนึ่งขึ้นมาเอง  นั่งที่โต๊ะโจวเฉิงอี้เปิดอ่าน


จินจูเอื้อมมือกดมือที่เฉินจี้พลิกหน้า  จ้องหน้ากากเสือยิ้มๆ  “ราชกิจรายวันเป็นความลับสูงของกรมสืบลับ  ไม่ใช่สายลับระดับนกพิราบจะอ่านได้  ซีเฟิงยกเว้นได้เพราะภารกิจ  แต่เจ้า...ข้ารู้สึกว่าเจ้ามาเพื่อราชกิจรายวันชุดนี้มากกว่า?”


เฉินจี้ผลักมือจินจูออกแล้วขัดจังหวะ  “ใต้เท้าจินจู  ไม่เพียงแต่ข้าต้องอ่าน  แม้แต่ท่านก็ต้องอ่านซ้ำอีกรอบ  คนที่อยู่ข้างกายหัวหน้ากรม  แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งเลย  ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือ?  ใต้เท้า  มีอะไรสำคัญยิ่งกว่าการโค่นล้มตระกูลหลิวหรือ?”


เขานั่งหน้าโต๊ะ  เงยหน้าประสานสายตากับจินจู  แววตาใต้หน้ากากเสือไม่หลบไม่หลีก


ครู่ต่อมาจินจูพลันหัวเราะ  “ไม่รู้เพราะเหตุใด  ข้ารู้สึกประหนึ่งว่ากำลังทำคดีร่วมกับใต้เท้าปิ้งหู่  ราวกับเจ้ากลายเป็นใต้เท้าปิ้งหู่หนึ่งในสามอันดับสูงสุดจริงๆ”


“สมพรปากท่าน”


จินจูลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามเฉินจี้  “งั้นอ่านด้วยกัน”


เฉินจี้ก้มหน้าลง  พลิกราชกิจรายวันต่อ  แต่เพียงฉบับแรกก็ทำให้รูม่านตาเขาหดเล็ก  “เจียหนิงศกที่ 31  ฤดูร้อน  สือเฉาเหริน  อ้อมจากจินเหมินเข้าเมืองหลวง  ปลดผู้ติดตามแล้วหายสาบสูญ  คาดว่าติดต่อกับบุคคลสำคัญ  น่าจะเกี่ยวข้องกับการพ้นตำแหน่งของลู่จิ่น”


ประโยคสั้นๆ กลับแฝงข้อมูลมหาศาล  กรมสืบลับราชวงศ์หนิงรู้มานานแล้วว่า  สือเฉามิใช่คนเดียว  ยังรู้ชัดว่าสือเฉาทั้งสิบใช้ ‘สิบลำดับฟ้า*’ เป็นรหัส


ยิ่งกว่านั้น  กรมสืบลับราชวงศ์หนิงยังรู้ดีว่า  กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งกำลังสับเปลี่ยนอำนาจ


ขณะกำลังอ่าน  เฉินจี้เผลอเงยหน้า  กลับพบว่าจินจูไม่ได้อ่านราชกิจรายวันในมือตนเลย  เอาแต่เหลือบตามองมาทางเขา


จินจูเห็นเขามองมาจึงยิ้ม  “เจ้าสนใจใต้เท้าลู่จิ่นคนนี้?  นี่เป็นบุคคลสำคัญตัวจริง  กรมสืบลับของเราต่อกรกับเขามาหลายปี  เสียรู้ไปไม่น้อย”


เฉินจี้ใจหนักวูบ  แล้วตอบเรียบเฉยว่า  “ไม่ถึงกับสนใจ  ข้าแค่ครุ่นคิดว่า  ที่พวกโจรราชวงศ์จิ่งฆ่ากันเองก่อนหน้านี้  จะเพราะเรื่องลู่จิ่นพ้นตำแหน่งนี้หรือไม่”


(สิบลำดับฟ้า — ทวนความจำเล็กน้อย ‘สิบลำดับฟ้า’ คือระบบอักษรจีนโบราณที่ใช้ในการนับลำดับเวลา, ปฏิทิน, การพยากรณ์ 


ไล่จากหนึ่งถึงสิบประกอบด้วย: เจี่ย อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหริน กุ่ย)


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0203

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง