ตอนที่ 0118 เคล็ดวิชาฝึกตน
คุณหนูรองจางก็จะมาเรียนด้วยหรือ?
เฉินจี้ประหลาดใจเล็กน้อย
จิ้งอ๋องเอ่ยเย้าหยอก “ใต้เท้าจาง จางเซี่ยจะมาฟังคำสอนอาจารย์หวังน่ะ ข้าไม่มีปัญหาหรอก แต่ท่านกับอาจารย์หวังสอบหน้าพระพักตร์ปีเดียวกัน เขาได้รองจอหงวน ท่านได้จอหงวน ท่านจะส่งจางเซี่ยไปเรียนกับอาจารย์หวัง สู้สั่งสอนเองไม่ดีกว่าหรือ”
จางจัวหัวเราะฮ่าๆ “สมัยนั้นฝ่าบาททรงเห็นว่า เขายังหนุ่มเลือดร้อน จึงจงใจไม่ประกาศให้เป็นจอหงวน หากว่ากันด้วยความรู้ ข้าสู้เขาไม่ได้หรอก”
จิ้งอ๋องยิ้มน้อยๆ “ใต้เท้าจางถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
จางจัวส่ายหน้า “มิใช่การถ่อมตัวหรอก ยังจำได้สมัยนั้น ในหอเฟิ่งเทียน ใต้หลังคาทับซ้อน คานค้ำยันเรียงรายดุจบ่อน้ำ ฝ่าบาทประทับบนบัลลังก์ทองคำ ข้าแม้แต่เงยหน้าก็ไม่กล้า แต่หวังต้าวเซิ่งกลับกล้าสบพระเนตรฝ่าบาท แค่ความกล้าหาญข้อนี้ ข้าก็สู้เขาไม่ได้แล้ว”
จางจัวมือจับสายรัดเอว เงยหน้ามองต้นแอปริคอตพลางหวนคิดถึงอดีต “วันนั้นหน้าพระที่นั่ง ฝ่าบาทตรัสถามข้าแต่ไกลว่า อ่านหนังสือเพื่ออะไร ข้าก็ตอบตรงไปตรงมาว่า เพื่อเป็นขุนนาง ฝ่าบาทหัวเราะเบาๆ แล้วรับสั่ง ‘บทความเรื่องภาษีอากรของเจ้า เพียงพอให้เป็นขุนนางได้แล้ว’ ฝ่าบาทตรัสถามหวังต้าวเซิ่งว่า อ่านหนังสือเพื่ออะไร หวังต้าวเซิ่งกลับทูลว่า อ่านหนังสือย่อมเพื่อเป็นปราชญ์เหนือปราชญ์ ฝ่าบาทรับสั่งเรียบง่ายว่า ‘ยุทธศาสตร์ปราบโจรญี่ปุ่นสิบสองประการ เพียงพอให้เป็นขุนนางได้ แต่จะเป็นนักปราชญ์ยังขาดอยู่’ ปีนั้นข้าอายุสิบห้า เขายี่สิบสาม ข้าได้เป็นจอหงวน เขาได้เป็นรองจอหงวน”
พูดจบ จางจัวหัวเราะฮ่าๆ อีกครั้ง “หลายปีมานี้ วันๆ ข้าเอาแต่ดื่มสุรา สังสรรค์กับสหายขุนนาง วิชาความรู้ล้วนถูกทิ้งร้างไปหมดแล้ว เรียนกับข้าสู้เรียนกับเขาไม่ได้ อีกอย่าง จางเซี่ยมาเมืองหลัวได้แค่สามปี ตลอดมาไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หากได้เรียนร่วมกับเด็กคนอื่นบ้าง ก็จะได้แก้นิสัยเก็บตัวของนาง ได้คบหาสมาคมกับเพื่อนดีๆ บ้าง”
หลิวฉวีซิงพึมพำเบาๆ “นางไม่ได้เก็บตัวเลยสักนิด...”
ขณะกำลังพูดกันอยู่นั้น ก็พลันได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากนอกกำแพง “เฉินจี้ รีบหนีเร็ว! พ่อข้ารับสินบนจากใต้เท้าเฉินแล้ว จะให้เจ้าไปเรียนกับอาจารย์หวัง เพื่อประสานความสัมพันธ์สามพี่น้องของพวกเจ้า! รีบหนีเถิด อย่าให้พ่อข้าหลอกใช้เจ้าเชียว อาจารย์หวังเข้มงวดมากเลยนะ!”
ลานเล็กในโรงยาไท่ผิงเงียบสนิททันใด
ทุกคนค่อยๆ หันไปมอง ครู่ต่อมาก็เห็นศีรษะของไป๋หลี่ธิดาอ๋องโผล่ขึ้นมาเหนือกระเบื้องสีเทาบนกำแพงลาน
“อ๊ะ!”
ไป๋หลี่เห็นสภาพในลานชัดเจน ตกใจจนเอนหงายไปข้างหลัง โชคดีที่โอรสอ๋องด้านล่างไหวตัวรับนางไว้ทัน ไม่งั้นคราวนี้คงกระแทกแรงแน่
โอรสอ๋องบ่นว่า “ปีนกำแพงมาตั้งหลายสิบครั้งแล้ว ยังพลาดได้อีกเหรอ?”
ไป๋หลี่กดเสียงต่ำ “รีบหนีเร็ว ท่านพ่ออยู่ในโรงยา!”
โอรสอ๋องหน้าเปลี่ยนสี “แย่แล้ว รีบหนี!”
จิ้งอ๋องเอ่ยเสียงเย็น “พวกเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก? กลิ้งมานี่!”
“อื้อ...”
เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากอีกฝั่งกำแพงลาน ไป๋หลี่ โอรสอ๋อง สามเณรน้อย พากันปีนข้ามกำแพงเข้ามาในลาน ก้มหน้ายืนเรียงแถวกัน
จิ้งอ๋องเหลือบมองเฉินจี้แวบหนึ่ง หันไปถามเสียงขรึม “ไป๋หลี่ เจ้าว่าข้ารับสินบนอะไรนะ?”
ไป๋หลี่เอ่ยเสียงเบา “ข้าไปหาท่านที่โถงหมิงเจิ้งเพื่อขอเงินปันผลโรงเครื่องเคลือบ แต่กลับได้ยินท่านเสนอเงื่อนไขกับใต้เท้าเฉินข้างนอก ว่าหากกระทรวงการคลังอนุมัติเงินพิเศษให้กองทัพชายแดนจัดซื้อถุงมือผ้าฝ้าย ท่านจะช่วยพูดจูงใจให้เฉินจี้เข้าเรียน”
จิ้งอ๋องเลิกคิ้ว “นี่เป็นเรื่องบ้านเมือง ข้ามิได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ผิดตรงไหนเล่า?”
ไป๋หลี่พึมพำ “ท่านพ่อ ถูกจับได้แล้วจะยังดันทุรังแก้ตัวอีก”
จิ้งอ๋องไม่มีท่าทีอายแม้แต่น้อยที่ถูกเปิดโปง กลับยิ้มถาม “เฉินจี้ ด่านฉงหลี่หน้าหนาวหนาวจัด ทหารชายแดนทุกคนมือเท้าเป็นแผลน้ำเหลือง บนมือแทบไม่มีเนื้อดีเหลือให้ดู เจ้าว่าพวกเขาควรได้ถุงมือผ้าฝ้ายสักคู่ไหม?”
เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง “...ควรขอรับ”
จิ้งอ๋องพึงพอใจ “เห็นเจ้ารู้จักการใหญ่เช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว ไป๋หลี่ เฉินจี้ตอบรับแล้ว เจ้ายังจะพูดอะไรอีก?”
ไป๋หลี่อ่อนใจ “ไม่มีเจ้าค่ะ”
เฉินจี้ยกมือ “ท่านอ๋องช้าก่อน เรื่องบ้านเมืองใหญ่โตเช่นนี้...”
จิ้งอ๋องตัดบทเฉินจี้ หันไปมองเฝิงต้าป้าน “แบ่งให้พวกเขาเถอะ”
เฝิงต้าป้านยิ้มอ่อนโยน หยิบเงินตราวัดหลายสายออกมาจากอก แจกให้เฉินจี้และคนอื่นๆ ตามลำดับ
จิ้งอ๋องถอนใจ “เฉินจี้ เงินก้อนนี้เดิมทีจะใช้ซื้อฝ้าย แต่จวนจิ้งอ๋องรักษาคำพูด ต้องแบ่งเงินปันผลให้พวกเจ้าก่อน ข้าไม่บังคับให้เจ้าปรองดองกับตระกูลเฉิน นั่นเรื่องของเจ้าเอง เจ้าแค่ไปหาอาจารย์หวัง ทำเป็นเรียนพอเป็นพิธี ก็ถือว่ามีบุญคุณใหญ่ต่อข้าแล้ว”
เฉินจี้ก้มหน้ามองเงินตราวัดในมือ เป็นเงินแท้ๆ สองพันห้าร้อยตำลึง แลกโสมได้เจ็ดสิบราก จุดเตาไฟได้หนึ่งร้อยสี่สิบเตา!
เขาหันไปมองหลิวฉวีซิงกับเซ่อเติงเค่อ “ศิษย์พี่ทั้งสองอยากไปเรียนกับอาจารย์หวังหรือไม่?”
เซ่อเติงเค่อส่ายหัวราวกับกลองสะบัด “เรียนไม่ไหว”
หลิวฉวีซิงลังเลอยู่ครู่ สุดท้ายเอ่ยว่า “ข้าอยากอยู่ปรนนิบัติอาจารย์มากกว่า”
เฉินจี้เก็บลูกประคำใส่แขนเสื้อ หันมามองจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง ข้าไปเรียนกับอาจารย์หวังคนเดียวก็พอแล้ว หากโรงยาไม่มีคนอยู่ อาจารย์คนเดียวคงทำงานไม่ทัน”
จิ้งอ๋องปรบมือหัวเราะ “หมอน้อยเฉินรู้จักการใหญ่ นับถือนับถือ งั้นก็เป็นอันตกลงนะ พรุ่งนี้เช้า ต้นยามเหม่า* (ตี 5-7 โมงเช้า) เจ้าไปหาอาจารย์หวังที่สำนักจือสิงข้างจวนอ๋อง เพื่อลงชื่อเข้าเรียน”
พูดจบจิ้งอ๋องก็จากไป เหลือทุกคนในโรงยามองหน้ากันงงๆ
เซ่อเติงเค่อพูดเสียงอู้อี้ “หลิวฉวีซิง ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นขุนนางหรอกหรือ ทำไมไม่ไปเรียนกับอาจารย์หวังเล่า? นี่เป็นโอกาสหาได้ยากยิ่ง รอเขาไว้ทุกข์ครบกลับมารับตำแหน่งเดิม เผื่อจะจัดแจงให้เจ้าได้เป็นขุนนาง”
หลิวฉวีซิงกลอกตาขาว “เจ้าจะไปรู้อะไร อาจารย์หวังน่ะ เป็นขุนนางมายี่สิบปี ถูกลดขั้นถึงห้าครั้ง แม้ปราบโจรที่แคว้นเจียง ปราบโจรญี่ปุ่นที่แคว้นหมิ่น สร้างความดีความชอบมากมาย ก็ยังไม่เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท หากเป็นศิษย์ของท่านจริง กลับอาจไม่ใช่เรื่องดีก็ได้”
“แล้วเฉินเวิ่นจง เฉินเวิ่นเสี้ยว ทำไมถึงไปเรียนกับท่าน?”
หลิวฉวีซิงพูดอย่างหงุดหงิด “สองท่านนั้นเป็นคนตระกูลเฉิน ข้าจะไปเทียบได้อย่างไร แทนที่จะไปร่วมความวุ่นวาย สู้ตั้งใจเรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ดีกว่า ความฉลาดเล็กๆ น้อยๆ ของข้า เป็นหมอหลวงขั้น 7 ยังพอไหว แต่ถ้าเป็นเจ้าอำเภอขั้น 7 เผลอๆ อาจถูกเนรเทศไปหลิ่งหนานเลยก็ได้!”
จางจัวที่อยู่ข้างๆ ลูบเคราพลางยิ้ม “หมอหลิวรู้จักยอมถอยเมื่อควรถอย นี่แหละที่หาได้ยากยิ่ง หากข้ารู้ความจริงข้อนี้ตั้งแต่อายุเท่าเจ้า บางทีตอนนี้อาจกลับเข้าเมืองหลวง เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีกระทรวงแล้วก็ได้!”
หลิวฉวีซิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า จางจัวยังอยู่ข้างๆ รีบคารวะทันที “ใต้เท้าชมกันเกินไปแล้ว”
“ช่างเถิด ช่างเถิด” จางจัวมองไปยังโอรสอ๋องและเฉินจี้ “จางเซี่ยนิสัยไม่เลว ขอให้พวกคนหนุ่มอย่าถือสาการเข้าใจผิดก่อนหน้านี้เลย ดังคำกล่าวที่ว่า น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ลองคบหากันไปนานๆ พวกเจ้าจะรู้ว่านางเป็นคนอย่างไร ข้าขอตัวก่อน”
ไป๋หลี่มองตามแผ่นหลังของจางจัวที่เดินออกจากโรงยา พูดด้วยความงุนงง “ข้ารู้สึกว่าท่านจางพูดอะไรแฝงนัยอยู่นะ?”
......
......
ขณะนั้น เสียงนกร้องดังมาจากนอกโรงยา
เฉินจี้ขมวดคิ้ว นี่คือสัญญาณจากนกหวีดทองแดงของกรมสืบลับ
เขารีบก้าวออกจากโรงยา เห็นบนถนนอันซีที่คึกคักไปด้วยผู้คน มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้านซาลาเปาฝั่งตรงข้าม ประตูหน้าต่างถูกม่านผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มปิดบังมิดชิด
ข้างรถม้า ซีเฟิงแต่งกายเป็นสารถี สวมงอบ
จากด้านใน จินจูเปิดม่านหน้าต่างแง้ม ขยับปากเป็นคำอย่างไร้เสียง “ขึ้นรถ!”
เฉินจี้หันกลับมองโรงยาแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไป ฝ่าฝูงชนเข้าไปในรถม้า
จินจูเคาะตัวรถ ซีเฟิงชักแส้ม้า ขับรถม้าแล่นไป ไม่รู้ว่าปลายทางคือแห่งหนใด
ในห้องโดยสารมืดสลัว เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้า เพิ่งแยกกันไปแค่ไม่กี่ชั่วยาม ทำไมถึงมาหาที่โรงยาอีก?”
จินจูทำท่าลึกลับ “อย่าถามมาก เจ้าพักผ่อนบนรถสักครู่ก็แล้วกัน พอถึงที่หมายเจ้าจะเข้าใจเอง มีเรื่องดีเหมือนฟ้าประทานกำลังรอเจ้าอยู่!”
เฉินจี้มองท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่าย รู้สึกอึดอัดทันที “ใต้เท้า หรือว่าท่านจะกลับไปสงสัยข้าอีกแล้ว? ท่านทำตัวแบบนี้ ข้ากลัวนิดหน่อย”
จินจูหัวเราะพอเป็นพิธี “พูดอะไรของเจ้าน่ะ? ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีแค้นในใจ แต่ต่อไปนี้ พวกเราคือพี่น้องกันแล้ว อย่าถือสาข้าเลยนะ รอข้าไปขอเคล็ดวิชาฝึกตนมาให้เจ้าก่อน เดี๋ยวจะได้เห็นความจริงใจของข้าเอง”
เฉินจี้เปลี่ยนท่านั่งพิงข้างรถม้า “ข้าจะกล้ารบกวนให้ท่านไปขอเสนาบดีฝ่ายในได้อย่างไร รับสิ่งของโดยไม่มีผลงานนั้นไม่สมควร ข้าสะสมความดีความชอบไปเรื่อยๆ ก็ได้ รอเลื่อนขั้นเป็นเหยี่ยวทะเล แล้วค่อยฝึกตนก็ยังไม่สาย”
จินจูเปลี่ยนสีหน้าทันที “ไม่ได้!”
เฉินจี้มองจินจู พูดด้วยความระแวง “ใต้เท้าเป็นอะไรไป?”
จินจูรีบยิ้มพูด “เจ้าหนุ่มน้อยนี่ ไม่รู้ถึงข้อดีของเคล็ดวิชาฝึกตนเอาเสียเลย เทียนหม่าเจ้าก็เคยเห็นแล้ว วิชาฝนธนูดาวตกนั่น อลังการเหลือหลาย แม้แต่กองทัพร้อยนายก็ต้องหลบคมศร...เจ้าไม่อิจฉาบ้างหรือ?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “เก่งแค่ไหนก็เป็นฝีมือคนอื่น ไม่อิจฉาหรอก”
จินจูหมดปัญญา ได้แต่ยุแหย่ต่อ “พอเจ้าได้เคล็ดวิชาฝึกตน ก็จะไม่ใช่สามัญชนอีกต่อไป แต่จะเป็นสิงกวนผู้สูงส่ง หากเจ้าก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนฟ้าได้เร็ว จะต้องมาเป็นเด็กฝึกตัวเล็กๆ ที่โรงยาไท่ผิงทำไม?”
“ข้าอยู่ที่โรงยาก็ดีอยู่แล้ว...”
จินจูรู้สึกเหมือนสอนหนังสือสังฆราช “ข้ารู้ว่าเจ้าบาดหมางกับตระกูลเฉิน ข้าขอเปรียบเทียบใหม่ หากเจ้าก้าวเข้าสู่ขั้นแสวงเต๋าได้ แม้แต่บิดาเจ้า เขาก็ต้องให้ความเคารพ หากเจ้าบรรลุขั้นวิถีเทพ เจ้ากับเฉินลู่ฉือประมุขตระกูลเฉิน ก็นั่งเสมอกันได้”
เฉินจี้เริ่มสนใจ “ใต้เท้า ท่านอยู่ขั้นวิถีเทพหรือไม่?”
จินจูสะดุดหายใจ “ไม่ใช่ ทั้งราชวงศ์หนิงมีผู้บรรลุขั้นวิถีเทพแค่สามคน ข้าตอนนี้อยู่ขั้นก่อนฟ้า”
“ท่านฝึกตนมากี่ปีแล้ว?”
“สิบห้าปี...”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “งั้นข้าคงฝึกไม่ถึงขั้นแสวงเต๋าหรอก”
จินจูร้อนรน โน้มตัวไปข้างหน้าแทบจะชิดหน้าเฉินจี้ “ข้ามีเหตุพิเศษถึงได้ตกจากขั้นแสวงเต๋าลงมาขั้นก่อนฟ้า แน่นอนว่าเจ้าจะไม่เป็นเหมือนข้า!”
เฉินจี้ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ทำไมใต้เท้าถึงใส่ใจกับการฝึกตนของข้านัก?”
จินจูหัวเราะแห้งๆ พลางเอนตัวถอยหลัง “ก็บอกแล้วไง ต่อไปนี้เราเป็นพี่น้องกัน”
เฉินจี้ไม่พูดต่อ ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่า จินจูได้ลงเดิมพันกับตัวเขา
รถม้าโคลงเคลงไปเรื่อยๆ ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไรจึงค่อยๆ หยุด ซีเฟิงเอ่ยเสียงเบาจากนอกประตู “ใต้เท้า ถึงแล้วขอรับ”
จินจูไม่ลงรถ เพียงเปิดม่านจ้องมองเงียบงัน
เฉินจี้มองผ่านช่องม่าน ตกใจเมื่อเห็นรถม้าจอดอยู่ไม่ไกลจากหอไป๋ลู่
หน้าหอไป๋ลู่ถูกหน่วยสืบลับล้อมไว้แน่นหนา ราวกับแม้แต่น้ำก็ซึมไม่ผ่าน ผู้คนทั้งถนนต่างหลบเข้าไปในร้านค้าริมทาง เกรงว่าจะโดนลูกหลง
เฉินจี้ไม่เข้าใจ “ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไม?”
จินจูเหลือบมองเฉินจี้แวบหนึ่งแล้วอธิบาย “นี่คือฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งในเมืองหลัว พวกโจรราชวงศ์จิ่งใช้ที่นี่ส่งข่าว รวบรวมค่าใช้จ่ายทัพ เลี้ยงดูสายลับไว้ไม่น้อย ตอนนี้กรมสืบลับเราทลายมันได้ นับเป็นความชอบใหญ่ ข้าส่งนกพิราบไปรายงานเสนาบดีฝ่ายในแล้ว ความดีความชอบนี้จะเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว ใช้แลกเคล็ดวิชาฝึกตนชั้นเจี่ยจากหอเจี่ยฝาน วางใจได้ อย่างช้าครึ่งเดือน เคล็ดวิชาจะส่งมาถึงเมืองหลัว”
เฉินจี้ถาม “เราไม่ลงรถหรือ?”
จินจูจ้องนอกรถนิ่ง ไม่หันหน้ากลับมา “ยังไม่ถึงเวลา รอคนกรมอาญาไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ขณะนั้น หน่วยสืบลับกลุ่มแรกคุมตัวลูกจ้างหอไป๋ลู่ที่ถูกมัดแน่นหนาออกมา กลุ่มที่สองหามหีบใหญ่หลายใบมาวางไว้หน้าประตู
หน้าประตูมีทหารอวี๋หลงจากกรมอาญาสวมเสื้อฟางกันฝน คาดดาบยาวที่เอวรออยู่ก่อนแล้ว ลงมือค้นตัวหน่วยสืบลับทีละคน เพื่อกันไม่ให้มีใครแอบเอาเงินทองติดตัวหลังจากตรวจค้น จากนั้นก็เปิดหีบตรวจนับของที่ยึดมา บันทึกลงสมุดทีละรายการ
จินจูแอบด่าเบาๆ “ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืน รู้แต่จะตรวจคนของตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมัน ข้าจะต้องมาหาเงินแบบลับๆ ล่อๆ ทำไม”
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หน่วยสืบลับกับกรมอาญาถอนกำลังไปหมด จินจูจึงลงจากรถอย่างเงียบเชียบ ฉีกป้ายผนึกหอไป๋ลู่ทิ้ง
พอเข้าไปในหอ ภายในระเกะระกะยุ่งเหยิง โต๊ะบัญชี โต๊ะเก้าอี้ถูกพลิกคว่ำจนหงายท้อง
จินจูก้มตัวค้นหาอะไรบางอย่างท่ามกลางความยุ่งเหยิง พลางสั่งซีเฟิง “ซีเฟิง เจ้าไปดูที่ห้องเก็บของว่า พวกลิ่วเถียวซ่อนของไว้ที่ไหน! เฉินจี้ ปิดประตู!”
เฉินจี้ปิดประตูใหญ่ ถามด้วยความอยากรู้ “ใต้เท้ากำลังหาอะไรอยู่?”
วินาทีต่อมา เห็นจินจูพลิกกองขยะ ดึงกล่องไม้เล็กๆ ออกมาจากข้างใต้ แววตาเปี่ยมด้วยความดีใจ “เจอแล้ว!”
จากลานหลัง เสียงซีเฟิงดังแว่วมา “ใต้เท้า ที่ซ่อนไว้ลานหลังเจออีกกล่องหนึ่งขอรับ”
จินจูเปิดกล่องตรวจดู แล้วยัดใส่อ้อมอกเฉินจี้ “ในนี้มีโสมแก่สิบห้าราก มูลค่าสี่ร้อยตำลึงเงิน เจ้าเก็บไว้ก่อน พอเคล็ดวิชาฝึกตนส่งมาจากเมืองหลวง จะได้ใช้ประโยชน์ใหญ่ทันที!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น