ตอนที่ 0123 ประวัติศาสตร์จารึกข้า



ณ  ซุ้มประตูเมือง  จางจัวจูงบังเหียนม้ายืนนิ่ง


เขาเพ่งมองเฉินจี้ด้วยแววตาคมกริบดุจดาบ  “เจ้ามีกลวิธีตามหาคนตระกูลหลิวได้หรือไม่  หากเจ้าสามารถระบุตัวพวกเขาได้  ข้า...ข้า...”


จางจัวแทบจะเอ่ยว่า  ‘ข้าจะประกันให้เจ้าได้รับบำเหน็จความชอบ’  ทว่าครั้นคิดได้ว่าเฉินจี้เป็นคนในวังหลวง  ต่อให้เขามีอำนาจมากเพียงใด  ก็ไม่อาจแต่งตั้งยศถวายแก่เฉินจี้


เขาใคร่ครวญชั่วครู่แล้วเอ่ยปาก  “วันนี้ข้ารักษาหมวกขุนนางไว้ได้ก็เพราะเจ้า  หากเจ้ายังช่วยระบุตัวโจรได้อีก  ข้าจะถือว่าติดหนี้บุญคุณเจ้าใหญ่หลวง  ภายภาคหน้าหากเจ้าเจอพบความยากลำบาก  ต้องการความช่วยเหลือ  ตราบใดที่ข้าทำได้  จะไม่ปฏิเสธเป็นอันขาด”


เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย  “ไม่มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือ  อย่างเช่น  ‘ต้องไม่ขัดต่อหลักการ’ ?”


จางจัวหัวเราะพลางตบบ่าเฉินจี้เบาๆ  “วางใจเถิด  ข้าไม่มีหลักการ”


เฉินจี้  “...”


จางจัวปัดเศษฝุ่น  จัดรอยยับบนชุดขุนนางให้เรียบ  แววตาคมกริบจ้องมองเฉินจี้  “บอกมาเถิด  เจ้ามีกลวิธีใดในการระบุตัวพวกเขา?”


เฉินจี้มองไปยังฝูงผู้ประสบภัยที่เบียดเสียดดำทะมึน  เอ่ยเสียงแผ่วเบา  “พวกเขาจะโผล่ออกมาเอง”


ระหว่างนี้  รถม้าคันหนึ่งพุ่งฝ่าฝุ่นควันมาจากในเมือง  พร้อมด้วยข้ารายการผู้น้อยนับร้อยคน  ติดตามมาอย่างเนืองแน่น


จางจัวเผลอเหลือบมองเฉินจี้วูบหนึ่ง  ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเฉย  “นั่นรถม้าของเฉินหลี่ฉิน  รองเจ้าเมืองหลัวของพวกเรา  คงเพิ่งได้ยินข่าวการจลาจล  จึงรีบรุดมาโดยไม่เห็นแก่อันตราย  เอ่อ...รองเจ้าเมืองผู้นี้  แม้จะหัวโบราณไปสักหน่อย  แต่ก็นับว่าเป็นคนตรง  หาได้ยากยิ่งในแวดวงขุนนาง”


พูดถึงตรงนี้  จางจัวก็เปลี่ยนเรื่อง  ยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ  “แน่นอนว่า  ใต้เท้าเฉินยังห่างไกลนักเมื่อเทียบกับข้า  อย่างน้อยข้าก็เข้าถึงง่ายกว่าเขา”


รถม้าแล่นมาจอดใกล้ๆ


ไม่ทันรอให้รถหยุดนิ่ง  เฉินหลี่ฉินก็เปิดม่านผ้า  คว้าตะบองข่มขวัญจากมือข้ารายการผู้น้อย  เดินกระแทกเท้ามาอย่างเกรี้ยวกราด  “ใต้เท้าจาง  เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไร?”


จางจัวเย้าหยัน  “ใต้เท้าเฉิน  หากรอท่านมาช่วยเหลือเอาป่านนี้  เกรงว่าชาวเมืองหลัวคงประสบเคราะห์กรรมไปเป็นพันๆ หลังคาเรือนแล้วกระมัง”


เฉินหลี่ฉินชะงักงัน  สีหน้าฝืดเฝื่อน  “เมื่อคืนหลังดื่มสุราในงานเลี้ยงลู่หมิง  ข้าเข้านอนแต่หัวค่ำ  ข้า...”


จางจัวหัวเราะพลางโบกมือเป็นพัลวัน  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร  การจลาจลสงบลงชั่วคราวแล้ว  ใต้เท้าเฉินไม่ต้องโทษตัวเอง  ขอเพียงท่านมาควบคุมการแจกข้าวต้มใหญ่ภายหลังก็พอ”


เฉินหลี่ฉินถอนหายใจโล่งอก


จางจัวกวาดตามองเฉินหลี่ฉินขึ้นลง  “ใต้เท้าเฉินมาจากที่ใด?”


เฉินหลี่ฉินทำหน้าบึ้งตึง  “วันนี้เป็นวันเข้าเรียนยามเหม่าที่สำนักจือสิง  ข้าพาเวิ่นจงกับเวิ่นเสี้ยวไปแต่เช้า  พอดีได้เข้าพบอาจารย์หวัง  ขอให้ท่านอบรมสั่งสอนลูกชายข้าให้เข้มงวดยิ่งขึ้น  ไหนเลยจะคิดว่า  วันแรกเข้าสำนัก  เจ้าหนุ่มเฉินจี้ก็ทำให้ข้าหน้าแหกเสียแล้ว...”


จางจัวสะดุ้งเฮือก  แทบจะเผลอหันไปมองเฉินจี้  แต่ก็ข่มใจกลั้นไว้ได้ทัน


วันนี้คือวันเข้าเรียนของเฉินจี้นี่นา!


อาจารย์หวังต้าวเซิ่งมีกฎเหล็กว่า  ต้องลงชื่อให้ตรงยามเหม่า  แต่บัดนี้ผ่านยามเหม่าไปสามเค่อแล้ว!


ยังได้ยินเฉินหลี่ฉินพูดต่อ  “ใต้เท้าจาง  เมื่อวานท่านยังบอกว่า  เฉินจี้รับปากจิ้งอ๋องแล้ว  ตอนนั้นข้าคิดว่าตราบใดที่เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  เรื่องอื่นก็ไม่ต้องถือสา  แต่เจ้าหนุ่มนี่ช่างดื้อด้านหัวแข็ง  รักษาไม่หายจริงๆ!”


จางจัวอ้าปากค้าง  นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยออกมาได้  ลังเลอยู่นาน  เขาเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ  “เจ้าหนุ่มเฉินจี้นั่น...หรือจะติดธุระสำคัญกว่า?”


เฉินหลี่ฉินหัวเราะเยาะ  “ธุระสำคัญอันใดเล่า?  เดิมทีข้าคิดว่า  เขาคงหลับใหลไม่ยอมตื่น  ซึ่งก็พอจะให้อภัยได้  ถือว่าเด็กหนุ่มใจลอยชอบเล่นชอบนอน  พอเข้าใจได้  แต่ข้ายังแวะไปที่โรงยาด้วยตัวเอง  กลับพบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น”


“หมอหลวงเหยาได้บอกบ้างไหมว่าเขาไปที่ใด?”


เฉินหลี่ฉินยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล  “หมอหลวงเหยาไม่ยอมเอ่ยปาก  เด็กฝึกสองคนนั้นก็ปิดปากสนิท  แต่คิดดูก็รู้ว่า  เจ้าหนุ่มนั่นคงไปมั่วสุมบ่อนพนันข้ามคืนไม่กลับอีกแล้ว  อ้างว่าจะล้างตัวเป็นคนใหม่  สุดท้ายก็เหมือนสุนัข  ลืมนิสัยกินขี้ได้ที่ไหน!”


จางจัวเห็นเขาพูดจาหยาบคายยิ่งขึ้น  ความโกรธก็พลันปะทุ  “ท่านเป็นพ่อประสาอะไร  ทำไมชอบคิดร้ายใส่ลูกตัวเองอยู่ร่ำไป  ครั้งก่อนเมื่อมีคนกล่าวหาว่า  เฉินจี้เป็นผีพนัน  ท่านได้สืบสวนอย่างถี่ถ้วนบ้างหรือไม่?”


เฉินหลี่ฉินงุนงง  “บ่อนพนันถือสัญญากู้ยืมขาวดำเป็นลายลักษณ์อักษรมาทวงถึงหน้าประตู  จะปลอมได้อย่างไร?”


จางจัวเบิกตาโพลง  “เพียงเพราะเห็นสัญญากู้ก็เชื่อแล้วหรือ?  หากมีใครมาใส่ร้ายป้ายสีลูกข้า  ย่อมต้องไล่เบี้ยจนกระจ่างให้ได้ความจริง  ใต้เท้าเฉิน  โชคดีที่ท่านเป็นแค่รองเจ้าเมือง  ไม่ใช่ผู้ตรวจการ  ไม่งั้นหลายปีมานี้  ศาลากลางเมืองหลัวคงมีคดีเคลือบแคลงมากมายเพียงใด?!”


เฉินหลี่ฉินจ้องเขม็งด้วยความเกรี้ยวกราด  “ท่าน!”


เสียงหนึ่งขัดจังหวะการโต้เถียงของทั้งคู่  “ใต้เท้าทั้งสอง  คุยธุระสำคัญกันก่อนเถิด”


น้ำเสียงนิ่งสงบราวกับสายน้ำเย็นเฉียบ  สาดซัดลงบนศีรษะทั้งสองคน


จางจัวหันกลับไปมอง


เห็นเฉินจี้ยังคงสวมหมวกคลุมหน้า  บดบังโฉมหน้าไว้มิดชิด  เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ราบเรียบไร้คลื่น


เขารู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง  แต่ไม่รู้จะเอ่ยปากปลอบประโลมอย่างไรดี


ทว่าเฉินจี้เพียงวิเคราะห์อย่างใจเย็น  “ขอใต้เท้าทั้งสองรีบจัดแจงเรื่องแจกข้าวต้มเถิด  อย่าว่าแต่ลากยาวแล้วจะเกิดความวุ่นวายอีกคำรบเลย  ข้าพินิจดูราษฎรเหล่านั้นแล้ว  ต่างก็หมดแรงดุจตะเกียงใกล้ดับ  หากไม่ได้กินอะไรเข้าไปอีก  เกรงว่าคงจะทนไม่ไหว”


ไม่รู้เพราะเหตุใด  จางจัวพลันรู้สึกในใจ  เด็กฝึกโรงยาผู้นี้ได้ตัดขาดสายใยเครือญาติตระกูลเฉินอย่างสิ้นซากแล้วจริงๆ


ดุจต้นหญ้ากลางทุ่งรกร้าง  ไม่แยแสว่ามาจากแห่งหนใด  ไม่สนว่าจะไปสู่แดนไหน  เติบโตอย่างอิสระเสรี  แต่การที่เขาลุกขึ้นต่อสู้เมื่อคืนนั้น  กลับเหมือนสายฝนหนาทึบในเดือนแปด  ถาโถมหนักหน่วงทรงพลัง


เฉินหลี่ฉินเหลือบมองเฉินจี้  “ผู้นี้คือ?”


จางจัวชี้ไปยังเฉินจี้  “การปราบจลาจลราษฎรคราวนี้  ต้องขอบคุณสหายจากกรมสืบลับผู้นี้  อายุยังน้อยแต่มีปัญญาดุจแม่ทัพใหญ่”


เฉินหลี่ฉินในอาภรณ์ขุนนางสีแดง  กวาดตามองเฉินจี้แต่หัวจรดเท้า  พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย  “กรมสืบลับ?”


จางจัวกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง  “ใต้เท้าเฉิน  ท่านควรขอบคุณเขาให้ดี  หากเมื่อคืนเขาไม่อาสาออกไปเป็นตัวประกันนอกเมืองตามลำพัง  เพื่อถ่วงเวลาผู้ประสบภัย  ตอนนี้หมวกขุนนางของท่านกับข้าคงร่วงแล้ว”


เฉินหลี่ฉินตอบอย่างเยือกเย็น  “ข้าจะไม่สมคบกับฝ่ายขันทีเพียงเพราะพวกเขาทำดีเป็นครั้งคราว  ใต้เท้าจาง  ข้าขอเตือนให้ท่านถอยห่างจากฝ่ายขันทีด้วย”


จางจัวโมโหจนหัวเราะ  “ใต้เท้าเฉิน  วันหนึ่งท่านต้องหกล้มคว่ำเพราะความหัวโบราณของตัวเองแน่!”


พูดจบก็หันกลับโบกมือเรียกพวกข้ารายการผู้น้อยจากศาลากลาง  “ยืนงงอะไรกันอยู่  รีบไปยืมหม้อเหล็กจากบ้านราษฎรใกล้ๆ มาต้มข้าวต้มเดี๋ยวนี้!”


......


......


นอกเมืองตั้งหม้อเหล็กใหญ่สิบหกใบ  ข้าวต้มในหม้อเดือดพล่าน  ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง  เหล่าผู้ประสบภัยต่างยื่นคอ  เขย่งปลายเท้ามองเข้ามา


แต่หน้าโรงทานกลับถูกแถวข้ารายการผู้น้อยจับมือกัน  ขวางเป็นกำแพงแน่นหนา  มองอะไรไม่เห็น


หลังกำแพงมนุษย์  เฉินหลี่ฉินเดินตรวจตราหม้อข้าวต้มทุกใบ


เขาเก็บแขนเสื้อขุนนางข้างซ้าย  มือขวาถือตะเกียบปักลงในข้าวต้มข้น  จนแน่ใจว่าตะเกียบตั้งตรงไม่ล้มจึงคลายใจ


จางจัวส่ายหน้า  “ใต้เท้าเฉิน  ผู้ประสบภัยเหล่านี้ได้ข้าวต้มน้ำกินก็บุญแล้ว  ยังจะมาถือกฎเรื่องตะเกียบปักไม่ล้ม  ผ้าขาวห่อไม่ซึมอีกหรือ?”


เฉินหลี่ฉินตอบเคร่งขรึม  “ใต้เท้าจาง  ตะเกียบปักไม่ล้ม  วันละสองมื้อ  คือกฎเหล็กของราชสำนักในการแจกข้าวต้ม  ท่านกับข้ารับราชการ  ย่อมต้องปฏิบัติตาม  ไม่มีกฎก็ไม่เป็นระเบียบ  หากใครๆ ก็ไม่ทำตามกฎ  ท้ายสุดผู้ได้ประโยชน์คือขุนนางผู้มีอำนาจ  ผู้เจ็บปวดคือราษฎร”


“ตระกูลเฉินของท่านก็คือพวกขุนนางผู้มีอำนาจนั่นแล…”  จางจัวเย้ยหยัน  “ท่านรู้หรือไม่  หากแจกข้าวต้มแบบท่าน  ข้าวในเมืองหลัวใช้ได้อย่างมากแค่สิบห้าวัน  พอครบสิบห้าวันแล้ว  พวกเขาจะกินอะไร  ดื่มอะไร?  หากท่านมีฝีมือจริง  ก็จงยึดที่นาจากตระกูลใหญ่ตามกฎหมายแล้วแจกให้ราษฎร  เมื่อนั้นราษฎรจะต้องการข้าวต้มของท่านทำไม?”


เฉินหลี่ฉินโบกมือ  “ใต้เท้าจาง  เรื่องโต้เถียงบิดเบือนข้าสู้ท่านไม่ได้  ทางนี้แค่ทำตามกฎระเบียบและกฎหมายเท่านั้น”


ขณะทั้งสองโต้เถียงกัน  กลับเห็นเฉินจี้หิ้วถุงดินทรายกลับมา  แล้วกำทรายกำหนึ่ง  ทำท่าจะโยนลงหม้อ


“เจ้าจะทำอะไร?”  เฉินหลี่ฉินคว้าข้อมือเฉินจี้  จ้องด้วยแววตาเดือดดาล  “นี่ข้าวต้มสำหรับผู้ประสบภัย  เจ้าโยนทรายลงไป  ไม่ใช่จงใจดูถูกคนหรือไร?”


เฉินจี้เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง  ไม่พูดไม่จา  กระชากข้อมือหลุด  เตรียมจะโยนทรายลงหม้อต่อ


แต่เฉินหลี่ฉินตวาดเสียงดัง  “ใครก็ได้มานี่!  ช่วยข้าขวางมันไว้!”


ข้ารายการผู้น้อยหลายนาย  ถือไม้ตะบองขวางหน้าเฉินจี้  จินจูพาหน่วยสืบลับมาขวางหน้าเฉินจี้เช่นกัน  แล้วพูดยิ้มๆ  “ทำอะไรกัน  พวกข้าช่วยรักษาหมวกขุนนางของใต้เท้าทั้งสอง  แต่ใต้เท้ากลับใช้ตะบองต้อนรับพวกข้าเชียวหรือ?”


เฉินหลี่ฉินกล่าวด้วยโทสะ  “เลิกพูดเรื่องหมวกขุนนางสักที  ผู้ประสบภัยเหล่านี้ทุกข์ทรมานพอแล้ว  เหตุใดยังจะใส่ทรายในข้าวต้มดูหมิ่นพวกเขาอีก?”


จินจูลังเลครู่หนึ่ง  หันกลับไปมองเฉินจี้


เฉินจี้อธิบาย  “ในหมู่ผู้ประสบภัยมีมือสังหารของตระกูลหลิวปะปนอยู่  หากเปิดโปงพวกเขาไม่ได้  ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดจลาจลอีก  แต่ผู้ประสบภัยมีมากมายถึงเพียงนี้  ดูจากภายนอกไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าใครคือผู้ประสบภัย  ใครคือมือสังหาร”


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการใส่ทรายของเจ้า?”


เฉินจี้หิ้วกระสอบ  กำทรายออกมากำหนึ่งกล่าว  “ผู้ประสบภัยเหล่านั้น  แทะเปลือกไม้จนเกลี้ยง  จะมาสนใจอะไรว่าข้าวต้มมีทรายหรือไม่  แต่กับมือสังหารแล้วต่างกัน  พวกเขาไม่หิว  จึงใส่ใจกับทรายในข้าวต้มเป็นพิเศษ  บางทีอาจโผล่หางออกมาเอง  ถือโอกาสยุยงให้เกิดจลาจลอีกครั้ง”


เฉินหลี่ฉินส่ายหน้า  “การกระทำนี้ขัดกับกฎหมายต้าหนิงเรา  แจกข้าวต้มก็คือแจกข้าวต้ม  ทำลายกฎไม่ได้  อีกอย่าง  หากผู้ประสบภัยเข้าใจว่าขุนนางราชสำนักใส่ทรายในอาหารเพื่อยักยอกเสบียงผู้ประสบภัย  พวกเราจะแก้ตัวไม่ได้”


เฉินจี้เห็นเขายืนกราน  จึงโยนกระสอบทิ้งข้างกาย  “งั้นยังมีวิธีหนึ่ง  ในเมืองหลัว  ข้างทางมีต้นหนานตงชิงใบใหญ่เรียงเป็นทิวแถว  ให้ข้ารายการผู้น้อยเก็บมาใส่หม้อ  เพิ่มรสขมให้ข้าวต้ม”


เมื่อมนุษย์หิวโหยสุดขีด  เซลล์ประสาทในสมองส่วนโค้งและส่วนข้างจะทำงานแข็งขันเป็นพิเศษ  ในเวลานั้น  มนุษย์จะไวต่อรสหวานมากขึ้น  ทนรสขมและรสเปรี้ยวได้ดีขึ้น


นี่คือเหตุผลที่ทุกคนรู้สึกว่าอาหารหวานหอมยิ่งขึ้นเมื่อหิว


ดังนั้น  การใส่ใบหนานตงชิงใบใหญ่เพิ่มรสขมก็นับเป็นวิธีหนึ่ง  แต่ไม่ตรงไปตรงมาและได้ผลเท่าทราย


เฉินจี้มองไปยังจางจัว  “ใต้เท้าจาง  ให้ข้ารายการผู้น้อยไปเก็บหนานตงชิงใบใหญ่เถิด”


แต่จางจัวชั่งใจครู่หนึ่ง  กลับหยิบกระสอบขึ้นมาเอง  กำทรายทีละกำโยนลงหม้อ  “กฎบ้าบออะไร  ตอนนี้ไปเก็บหนานตงชิงใบใหญ่  ต้องรอจนถึงเมื่อไร?  ผู้ทำการใหญ่ย่อมไม่ยึดติดรายละเอียดปลีกย่อย  หากเกิดปัญหา  ข้ารับผิดชอบคนเดียว!”


เฉินหลี่ฉินสะบัดแขนเสื้อยืนอยู่ข้างๆ  “ใต้เท้าจางช่างมีความกล้า  แต่ไม่รักษาชื่อเสียงเช่นนี้  รู้ได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์จะประณามท่านเช่นใด?”


หน้าหม้อใบใหญ่  มือที่โยนทรายของจางจัวชะงักค้าง  หลังผ่านไปหลายลมหายใจ  เขากำทรายกำหนึ่งขึ้นมาใหม่  โปรยลงหม้อ  แล้วหยิบตะบองขึ้นคนข้าวต้มในหม้อ  “จะให้ประวัติศาสตร์บันทึกข้าอย่างไรก็ช่าง  ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดต้องละอายใจ”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0255
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง