ตอนที่ 0179 ฆาตกรรม
รถม้าพุ่งตรงสู่ตลาดบูรพา
เฉินจี้เปิดม่านรถ ชำเลืองพื้นถนนอันวังเวงอย่างเงียบงัน ขณะม่านหน้าต่างไหวระริก แสงเงาในดวงตาของเขาก็สั่นไหวไม่ขาด
จินจูนั่งอยู่ตรงข้าม กอดเตาทองแดงแนบอก เอ่ยเสียงอุ่นว่า “ธิดาอ๋องมิใช่ผู้ชำนาญการโกหก ผู้มีใจบริสุทธิ์ไม่คำนวณธรรมชาติมนุษย์ คำลวงของพวกเขาหลอกใครมิได้ หลอกได้ก็แต่ตัวเอง”
เฉินจี้ถามโดยมิหันหน้า “ใต้เท้าจินจูประสงค์จะกล่าวสิ่งใด”
จินจูนิ่งไปครู่หนึ่ง “ธิดาอ๋องย่อมรู้ชะตาตน นางไม่อยากให้เจ้าต้องพัวพันจึงกล่าวเช่นนั้น ข้ามองออก เจ้าก็มองออกแน่ ไม่ว่าที่เขาอู๋เนี่ยนหรือกรมสืบลับ ช้าก็เห็นเล่ห์กลมานักต่อนัก พอเห็นภาพเช่นนี้ก็มิอาจไม่ปลง แต่ข้าขอเตือน—กระแสใหญ่ ฝืนมิได้”
เฉินจี้ถาม “ใต้เท้าจินจู กระแสใหญ่คือสิ่งใด”
จินจูตอบ “ฝ่าบาททรงประสงค์ให้จิ้งอ๋องตาย เสนาบดีฝ่ายในก็ประสงค์ให้จิ้งอ๋องตาย ผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชวงศ์หนิงล้วนประสงค์ให้เขาตาย ดังนั้นเขาย่อมต้องตาย—นี่แหละ กระแสใหญ่”
“อา…”
เฉินจี้นึกถึงคำอาจารย์ว่าด้วยลางบอกเหตุ จวนจิ้งอ๋องหนีเคราะห์ไม่พ้น—นี่คือลิขิตฟ้า
จินจูเอ่ยจริงจัง “ฟังข้าสักคำ หันหลังเสีย แล้วลืมพวกเขาให้สิ้น ทำดุจไม่เคยพบพาน”
เขากล่าวต่อ “ครั้งข้าถูกส่งไปเขาอู๋เนี่ยนใหม่ๆ ข้ามีสหายดีนัก ยังมีเด็กสาวที่ข้าชอบอยู่คนหนึ่ง ครานั้นคิดว่าชั่วชีวิตคงลืมมิได้ บัดนี้เมื่อย้อนคำนึง แม้เค้าหน้าก็เลือน จำมิได้แล้ว”
เฉินจี้ยิ้มน้อยๆ “ใต้เท้าวางใจเถิด ข้าเข้าใจ”
จินจูมองสำรวจเขาอย่างเคลือบแคลง สุดท้ายเพียงถอนหายใจ “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
เฉินจี้เหลียวมองนอกหน้าต่างแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม “ใต้เท้า หลังจับหยุนเฟยได้แล้วมีแผนใดต่อ”
จินจูนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ต่อจากนี้เป็นงานของไป๋หลง ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ไป๋หลงคงเร่งตอกย้ำหลักฐาน ป้ายผิดให้จวนจิ้งอ๋องกับสำนักหลัวเทียนอย่างฉับไว...”
เขามองสีหน้าเฉินจี้ “แล้วก็ริบทรัพย์ ประหารชีวิต”
เฉินจี้นิ่งเงียบ
จินจูนั่งตรงข้ามทอดถอนใจ “ไม่รู้ว่าเหตุใดหยุนเฟยจึงระแวดระวังถึงเพียงนี้ หนีไปก่อนตระกูลหลิวจะลุกฮือเสียอีก ต้องมีผู้แจ้งข่าวให้นางแน่”
เฉินจี้ปล่อยม่านรถลงอย่างนิ่งเฉย “ใต้เท้า ถึงแล้ว”
พูดจบ เขาก็แหวกม่าน โค้งกายลงจากรถ
บริเวณใกล้ถนนอันเล่อถูกองครักษ์เจี่ยฝานปิดล้อม ห้ามเข้าห้ามออก หน่วยสืบลับไล่ค้นตามตรอกซอกซอยทีละเรือน ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดถูกพาออกมายืนเรียงแถวในตรอกรอสอบสวน
ในทุกเรือน ที่ใดซ่อนคนได้ล้วนถูกรื้อจนราบคาบ แม้พื้นไม้ยังใช้ด้ามดาบเคาะตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน มองหาว่ามีโพรงซ่อนหรือไม่
เฉินจี้แหงนหน้า เห็นหยุนหยางในชุดดำกอดอก ยืนอยู่บนสันหลังคาโรงเหล้าแห่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองพื้นถนน
เจียวถู่นอนเอกเขนกบนสันหลังคาข้างหยุนหยาง ไขว่ห้างสบายอารมณ์ ไม่รู้ว่าฉกงอบจากศีรษะองครักษ์เจี่ยฝานผู้ใด มาคลุมหน้าไว้ ปลายเท้าแกว่งไกวเรื่อยเฉื่อย
จินจูยักปาก “ทำเป็นวางมาดเสียใหญ่โต!”
เขาโบกมือเรียกซีเฟิงกับพวกที่อยู่หลังรถม้า “เข้าไปค้น ค้นเจอได้ความชอบใหญ่”
ขณะนั้น อารมณ์ของเฉินจี้ค่อยๆ ดิ่งสู่ก้นหุบเหว
เขาเคยคิดว่า ข่าวที่ไป๋หลงบอกว่า พบเบาะแสหยุนเฟยแล้ว ล้วนเป็นเพียงม่านควัน—หากไม่ล่อหันถง ประมุขสำนักหลัวเทียนให้ออกมา ก็ต้องหวังล่อไส้ศึกในกรมสืบลับ
แต่มีเพียงเขารู้ชัดแจ้งกว่าใคร—ย่านนี้คือแหล่งกบดานของหยุนเฟยจริง ดูจากความละเอียดถี่ถ้วนของการค้นโดยกรมสืบลับ การที่หยุนเฟยจะถูกพบเป็นเพียงเรื่องของเวลา
ทว่าเฉินจี้กลับติดใจ การทรยศของแม่นมซีถังเกิดฉับพลัน อีกทั้งหยุนเฟยระแวดระวังถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงเผยที่ซ่อนให้ซีถังรู้ ซีถังย่อมมีผู้สั่งการเบื้องหลังแน่!
ไป๋หลงหรือ? ไม่ใช่ หากกรมสืบลับรู้ที่ซ่อนของหยุนเฟย ย่อมไม่ต้องอ้อมค้อมถึงเพียงนี้
มิใช่กรมสืบลับ แล้วอีกผู้ใดกันที่อาจรู้ที่ซ่อนของหยุนเฟย
เขาสูดลมหายใจลึก ก้าวนำสู่ส่วนลึกของตรอก “ซีเฟิง ท่านพาคนไปค้นทางซ้าย ข้าจะนำคนไปค้นทางขวา”
เฉินจี้คุมหน่วยสืบลับกว่ายี่สิบ ไล่ตรวจเรือนในตรอกทีละหลัง สายตาเขาเผลอวาบสู่เรือนหนึ่งลึกสุดตรอกเป็นระยะ คิ้วขมวดแน่น
อูหยุนอยู่ที่ใด
ตามเหตุ ยามนี้อูหยุนควรเฝ้าจับตาดูหยุนเฟยไม่ห่าง เหตุใดถึงไร้เงาของอูหยุน
เดี๋ยว—หากอูหยุนไม่อยู่ที่นี่ ก็หมายความว่าหยุนเฟย…ไม่อยู่ที่นี่เช่นกัน
เฉินจี้เหลือบมองหน่วยสืบลับคนอื่นเพียงแวบ แล้วตรงสู่เรือนนั้นลึกสุดตรอก เขาเพียงผลักประตูเบาๆ ด้วยฝ่ามือ บานไม้ก็แอ่นเปิดพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ภายในมิได้ลงกลอน
เขาเข้าไปสำรวจ ตะกร้าผักที่หยุนเฟยหิ้วเมื่อวานวางอยู่บนโต๊ะแปดเซียน และในตะกร้านั้น กลับมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางเอียง
เฉินจี้เร่งก้าวเข้าไปคลี่กระดาษ รูม่านตาหดวูบ—บนกระดาษลงรายละเอียดทั้งเวลาและสถานที่ ตลอดจนวิธีที่จิ้งอ๋องสั่งให้หยุนเฟยติดต่อกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง ผู้บงการคือจิ้งอ๋อง ส่วนหยุนเฟยเพียงทำตามคำสั่ง!
เกิดอันใดขึ้น
จดหมายนี้—หยุนเฟยจงใจทิ้งไว้หรือ หากใช่ การที่แม่นมซีถังรีบไปแจ้งกรมสืบลับ ย่อมเป็นคำสั่งของนาง!
ทว่า นางทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด หากจดหมายตกในมือกรมสืบลับ จิ้งอ๋องย่อมพ่ายราบคาบ ไร้หนทางกู้คืน
หยุนเฟยกับจิ้งอ๋องมีแค้นลึกล้ำเพียงใด จึงผลักให้นางทำถึงเพียงนี้
เฉินจี้ยืนกลางห้องดังรูปสลัก ปล่อยให้ธุลีในอากาศค่อยๆ หล่นทับบ่า
เมตตาชั่วครู่ เกือบก่อโทษใหญ่หลวง
ขณะนั้น หยุนหยางบนสันหลังคาสูงเอ่ยขึ้นฉับพลัน “นี่…เจ้าหนุ่มเฉินจี้นั่นเข้าไปในเรือนหนึ่งลำพังนานแล้ว จะมีปัญหาหรือไม่”
เจียวถู่หน้าคลุมใต้งอบเอ่ยเนิบช้า “จะมีปัญหาอันใดเล่า เมิ่งจีทดสอบเขาสองคราแล้ว หากมีเงื่อนงำจริง เมิ่งจีจะไม่บอกหรือ”
หยุนหยางขมวดคิ้ว “ข้ารู้สึกว่ามิชอบมาพากล”
เจียวถู่ถอดงอบ นอนราบแล้วเหลือบตามอง “ข้าว่า พวกเรายอมรับผิดกับเขาเถอะ พวกเราเก่งลงมือ เขาใช้สมองหลักแหลม หากร่วมมือกันได้ ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในคงประทานทรัพยากรฝึกตนให้อเนก”
หยุนหยางเหลือบตามองนาง “ผูกเวรกันแล้ว”
เจียวถู่ยิ้มหวาน “ก็แค่เคยแทงเขาสองสามที จะนับเป็นแค้นมากมายอะไรนัก โลกนี้มีแต่ผลประโยชน์นิรันดร์ ไม่มีความแค้นนิรันดร์ อย่างมากข้าก็เสียสละความงามหน่อย หนุ่มน้อยกำลังเลือดฉาบฉานเพียงนี้ จะทนสิ่งล่อใจของข้าได้หรือ”
หยุนหยางตัดสินใจเฉียบขาด “ไม่ได้!”
เจียวถู่อุทานแผ่วหนึ่งเสียง แล้วเอางอบมาคลุมหน้าอีกครั้ง
หยุนหยางกดเสียงต่ำ “ข้าจะไปดูหน่อย”
สิ้นคำ เขาพลิ้วกายกระโดดลง ลอยตัวกลางอากาศเบาดุจแผ่นกระดาษ แล้วแตะพื้น
หยุนหยางถึงหน้าประตูเรือนนั้นเงียบเชียบ แล้วผลักบานเปิดฉับพลัน “เจ้ากำลังทำอะไร!”
ในห้อง เฉินจี้ใช้นิ้วเคาะผนังอยู่ พอเห็นหยุนหยางโผล่มาก็ฉงน “ข้ากำลังค้นเรือนนี้ ใต้เท้าหยุนหยางมาด้วยเหตุใด”
หยุนหยางวนรอบเฉินจี้สองสามก้าว สายตาเคลือบแคลง “ไฉนเจ้าค้นนานถึงเพียงนี้”
เฉินจี้เอ่ยอย่างจนใจ “ใต้เท้าหยุนหยาง สหายร่วมงานล้วนค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้าก็ทำแบบเดียวกัน มีสิ่งใดผิดกว่าคนอื่น”
ชั่วพริบตา หยุนหยางหัวเราะเย็น “ยืนนิ่ง ไม่งั้นข้าฟันแน่”
เขาคลำตรวจเสื้อผ้าเฉินจี้จากหัวจรดเท้า ต้องการดูว่าเฉินจี้ซ่อนสิ่งใดไว้หรือไม่ ทว่าแม้ค้นอยู่นานก็ไม่พบสักอย่าง
เฉินจี้ยิ้ม “ใต้เท้าหยุนหยาง ก่อนนี้เรามีความเข้าใจคลาดเคลื่อน บัดนี้ล้วนเป็นสหายร่วมงาน วางความระแวงลงก่อน ออกแรงทำงานถวายใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในจะดีกว่า”
หยุนหยางยิ้มตาม “เช่นนั้นก็ดี เจ้าค้นต่อ ข้าจะไปดูที่อื่น”
เขาหันกายก้าวออกไปนอกห้อง ผ่านธรณีประตู
เฉินจี้ในห้อง หยุนหยางนอกห้อง ต่างเก็บรอยยิ้มพร้อมกัน
……
……
ท้องฟ้าในฤดูหนาวมืดลงเร็วดุจฉากผืนใหญ่ถูกดึงปิด คนเดินถนนก้มหน้าฝ่าลม เร่งเท้ากลับบ้านด้วยสีหน้าเร่งรัดปนชาหนาว
จินจูบ่นพึมพำ พลางนำเฉินจี้เข้าร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง เขานั่งข้างโต๊ะแปดเซียน ถูมือที่เย็นเฉียบ “ไป๋หลงนั่น น่าเชื่อถือหรือไม่กัน? หนาวเพียงนี้ คนมากมายค้นหามาทั้งวันยังไม่เห็นแม้เงาของหยุนเฟย ชัดเจนว่าเป็นข้อมูลเท็จ”
เฉินจี้ดึงตะเกียบออกมา ขอเจ้าของร้านรินน้ำร้อนล้าง “ใต้เท้าโปรดใจเย็นๆ บัดนี้การค้นหาหยุนเฟยถือเป็นภารกิจใหญ่หลวง แม้เป็นข้อมูลเท็จก็ต้องไล่ตรวจทีละซอก”
เมื่อเจ้าของร้านยกก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้อนฉ่ามาวาง จินจูคีบเนื้อทุกชิ้นลงชามเฉินจี้ “รีบกินเถอะ กินเสร็จแล้วกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้ไป๋หลงนั่นยังไม่รู้จะก่อเรื่องอันใดอีก”
เฉินจี้เพียงอืมรับในคอ
ขณะนั้นเอง จินจูชะงักช้อน เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วเตือนเสียงขรึม “อย่าคิดวู่วามเป็นอันขาด จำคำข้าไว้ สิ่งใดควรลืมก็ลืมมันไปเสีย นั่นแหละชะตา”
“ชะตาหรือ”
จินจูยิ้มบาง “ทุกสิ่งล้วนเป็นชะตา มิใช่เรื่องที่มนุษย์จะบังคับได้แม้แต่กระผีกเดียว”
เฉินจี้มองเนื้อในชามตรงหน้า “ใต้เท้าจินจู หากได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ท่านจะเลือกเป็นคนดีหรือคนชั่ว”
จินจูนิ่งตรึกชั่วกะพริบตา “คนชั่ว”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใด”
จินจูหัวเราะอย่างผ่อนคลาย “สิ่งที่ข้าใคร่ทำที่สุด คนดีย่อมทำไม่สำเร็จ รีบกินเถอะ”
เฉินจี้อืมรับในคอ ก้มหน้าซดก๋วยเตี๋ยวเนื้อจนเกลี้ยงในไม่กี่คำ “ใต้เท้า ข้าขอตัวก่อน ท่านก็กลับไปพักผ่อนเถิด”
“หือ…ทำไมกินเร็วนัก” จินจูเงยหน้าด้วยความฉงน พอดีเห็นเฉินจี้ลุกขึ้น เดินลุยราตรีอันมืดมิดไปเพียงเดียวดาย
……
……
นอกประตู ลมหนาวพัดโชย เฉินจี้รู้สึกว่ากระทั่งลมหายใจสีขาวที่พ่นออก ยังเหมือนจะแข็งเป็นน้ำแข็งฉับพลัน
ท้องยังตึงอยู่ กระดาษแผ่นที่กลืนก่อนหน้าแน่นคาในกระเพาะ เขารั้งปกเสื้อให้แน่น ก้มหน้า ฝ่าลมหนาวมุ่งสู่ไกลโพ้น
ไม่รู้ล่วงนานเพียงใด เข้าถึงหน้าตรอกมืดแห่งหนึ่ง เอ่ยเสียงแผ่ว “เจ้าฟ้านวสวรรค์ก่อกำเนิดอสนีคำรามแปรผัน”
ชั่วอึดใจ อูหยุนร้องเหมียวจากเงามืดในตรอก เป็นสัญญาณให้เขาตาม
เฉินจี้ยืนที่ปากตรอก กังวลปนลังเล แต่ท้ายสุดก็ยกเท้าตามไป หยุดหน้าประตูไม้ทรุดโทรมบานหนึ่ง
เขายกมือขึ้น ใช้ข้อนิ้วเคาะประตูแผ่วเบา “ท่านหญิง ช่วยเปิดประตูหน่อย”
ประตูไม้ถูกดึงเปิดฉับพลัน หยุนเฟยแต่งกายเรียบง่ายราวสตรีเพื่อนบ้าน ดวงตาเยียบเย็น “เจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร ไฉนไม่ยอมปล่อยวาง หากกรมข่าวกรองของเจ้าทรงอำนาจถึงเพียงนั้น ไยจึงถูกพวกขันทีกวาดล้าง”
เฉินจี้เงยหน้าสบตาหยุนเฟย “นายหญิง บัดนี้ในเมืองหลัว ไม่มีผู้ใดที่ข้าตามหาไม่พบ ท่านหลบซ่อนก็ไร้ประโยชน์ คืนนี้ข้ามาเพราะมีคำถามมากมายใคร่ถามท่าน…เข้าไปคุยข้างในดีกว่า”
หยุนเฟยนิ่งงัน ถอยกายไปข้างหนึ่ง แล้วปิดประตูให้แน่น
เฉินจี้ยืนในลานเล็ก หันหลังให้หยุนเฟย ค่อยเอ่ยถาม “นายหญิงเกลียดท่านอ๋องหรือไม่”
หยุนเฟยหน้าสงบ “เกลียดเขาเรื่องอันใด”
เฉินจี้นิ่งตรึกครู่ แล้วกล่าว “เกลียดที่เขาเมินเฉยท่านมาหลายปี…จดหมายแจ้งความลับที่ท่านทิ้งไว้ ณ ตรอกหมิ่นจง ข้าแอบซ่อนไว้แล้ว”
หยุนเฟยสีหน้าเปลี่ยน “เจ้าซ่อนไว้หรือ เรื่องนี้ข้องเกี่ยวอันใดกับเจ้า ไยต้องสอดมือในเรื่องผู้อื่น”
เฉินจี้เอ่ยเสียงแผ่ว “นายหญิงทราบหรือไม่ หากจดหมายฉบับนั้นถูกกรมสืบลับพบ จิ้งอ๋อง โอรสอ๋อง และธิดาอ๋องย่อมถึงฆาตแน่ แท้จริงท่านอ๋องรู้อยู่แล้วว่าธิดาอ๋องมิใช่สายเลือดตน วันนั้นเมื่อเขาพบหันถง สีหน้าเขาบอกชัดว่าเข้าใจทุกอย่าง ท่านไม่จำเป็นต้องทำร้ายชีวิตเขาเพราะเรื่องนี้เลย”
หยุนเฟยนิ่งเนิ่น แล้วหัวเราะเย็น “เขารู้ เขาย่อมรู้ เพราะตั้งแต่แต่งข้าเป็นเฟยเข้าจวนอ๋อง เขามิเคยแตะต้องข้าเลย”
เฉินจี้ชะงักงัน เดิมที เขาแค่จะวางกับดักให้หยุนเฟยหลุดปาก คาดไม่ถึงเลยว่า ความจริงจะตรงตามถ้อยที่นำมาล่อลวง
หยุนเฟยก้าวเข้าห้อง นั่งอย่างองอาจ จ้องเฉินจี้ด้วยสายตาเยียบเย็น “ข้าให้กำเนิดไป๋หลี่ก็เพื่อให้เขาโกรธ ทว่าไม่เพียงเขาจะไม่โกรธ ยังถือไป๋หลี่เป็นสายเลือดแท้ของตน…สายตาน่าหวาดที่สุดในโลก หาใช่การดูแคลน หากคือการไม่ยอมเหลียวแลเจ้าเลยต่างหาก”
เฉินจี้นิ่งงัน ไร้ถ้อยคำ
หยุนเฟยกล่าวราบเย็น “หลายปีมานี้ ปวงชนต่างร่ำลือว่าจิ้งอ๋องคืออ๋องน้ำดี แต่พวกเขาจะรู้สิ่งใด ‘อ๋องน้ำดี’ ในปากพวกเขา ก็เพียงมือขวาผู้ภักดีของจักรพรรดิหนิงเท่านั้น ปีนั้นเขาแต่งกับข้า ก็เพราะนิกายหลัวเทียนที่อยู่เบื้องหลัง บัดนี้เมื่อใกล้สิ้นใจ กลับคิดลากตระกูลหลิวกับนิกายหลัวเทียนลงสู่หลุมศพร่วมกัน”
เฉินจี้ถามเสียงแผ่ว “ท่านอ๋องกำลังจะตายหรือ”
หยุนเฟยกลั้นหัวเราะ “ที่แท้เจ้าก็รู้เพียงเปลือก สามปีก่อน อาจารย์ของเจ้านำยาลูกกลอนกำเนิดปีกจากนครหลวง เม็ดเดียวกับที่หอเต๋าภูเขาหวงถวายแด่จักรพรรดิหนิง บัดนี้ครบกำหนดสามปี เขาย่อมใกล้สิ้นลมแล้ว”
เฉินจี้พลันเข้าใจ มิน่าเล่า จิ้งอ๋องถึงไม่เหลียวแลยาลูกกลอนกำเนิดปีกที่จิ้งเฟยนำกลับมา นั่นเพราะเขากลืนไปแล้วหนึ่งเม็ด จะกินอีกเม็ดก็ไร้ผล
แท้จริงจิ้งอ๋องกำลังจะตาย…แต่โอรสอ๋องกับไป๋หลี่จะเป็นเช่นไรต่อ
หยุนเฟยกล่าวช้าๆ อย่างสง่า “ตลอดหลายปี ข้าปรารถนาเพียงประการเดียว—ให้กำเนิดบุตรชาย เพียงเช่นนั้น นิกายหลัวเทียนจึงจะมีที่ยืนอย่างแท้จริง ข้าจัดการกิจการนิกายให้เขา จัดหาเสบียงและค่าใช้จ่ายทัพให้เขา ทว่ากระทั่งยามใกล้สิ้นใจ เขาก็ยังไม่ยอมมอบโอกาสนี้แก่ข้า”
เฉินจี้เอ่ยถาม “ดังนั้น ท่านจึงจงใจไม่บอกข่าวการซุ่มโจมตีที่จินฟางในตรอกชุดแดงแก่โอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง ลวงพวกเขาไปสังเวย เพื่อตัดทายาทของจิ้งอ๋อง”
หยุนเฟยมองสำรวจด้วยความพิศวง “ถึงว่าจูหยุนซีกับไป๋หลี่ยังปลอดภัยดี ที่แท้มีเจ้าคอยขัดขวางอยู่”
เฉินจี้ไม่อาจเข้าใจ “แต่ไป๋หลี่เป็นบุตรีของท่าน ไป๋หลี่ผิดอันใด”
หยุนเฟยผุดลุก กล่าวอย่างเดือดดาล “แล้วข้าผิดอันใด”
เฉินจี้ทอดสายตามองหยุนเฟย เอ่ยแผ่ว “ท่านหญิง ข้าลังเลมาสักพักแล้วว่า ตัวเองควรเป็นคนเช่นใด ข้าถามอาจารย์ ท่านว่า ‘หัวใจอาจร้อนแรงได้ แต่โลหิตต้องเย็น’ ข้าถามอาจารย์หวัง ท่านว่า ‘จงทำตามมโนธรรม ไม่เช่นนั้น หัวใจจะหายไปหนึ่งเสี้ยว’”
เฉินจี้เอ่ยว่า “วันนี้ข้าครุ่นคิดถ้อยคำของพวกเขามิได้ขาด อาจารย์ทั้งสองต่างกล่าวถูก แต่ใต้เท้าจินจูกล่าวถูกยิ่งกว่า—สิ่งที่เขาปรารถนาจะทำ คนดีย่อมทำไม่สำเร็จ ต้องเป็นคนชั่วเท่านั้น ข้าก็เช่นกัน”
เขาว่าต่อ “จิ้งอ๋องมิใช่คนดี เขายอมสละผู้คนมากมายเพื่อแผนของตน แต่ธิดาอ๋องไม่ควรต้องถูกฝังร่วมชะตากับพวกท่าน วันนี้เมื่อท่านปิดประตู ข้าก็คิดแล้วว่า—ต้องทำให้นางมีชีวิตรอดให้จงได้”
หยุนเฟยขมวดคิ้ว “เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือ ข้าเขียนความจริงที่เจ้าทรยศต่อราชวงศ์จิ่งไว้แล้ว หากเจ้าลงมือ กระดาษแผ่นนั้นย่อมถูกส่งถึงกรมสืบลับ”
“มันคงไปไม่ถึงแล้ว”
ถ้อยคำยังไม่จบ อูหยุนคาบกระดาษแผ่นหนึ่ง กระโดดขึ้นสู่ไหล่เฉินจี้ ครั้นคลายปาก กระดาษก็พลันร่วงสู่มือเขา
เฉินจี้ก้าวเข้าห้อง วางกระดาษลงเหนือเปลวเทียนต่อหน้าหยุนเฟย “ท่านหญิงหมายถึงแผ่นนี้หรือ”
หยุนเฟยจ้องดูตัวอักษรบนกระดาษค่อยๆ ถูกไฟเลีย ลุกไหม้ทีละน้อย แสงเปลวทำให้ใบหน้ายามค่ำของนางสว่างวาบ แล้วค่อยย้อนคืนสู่ความมืด
นางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน จ้องเฉินจี้ “ข้าเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดไป๋หลี่ หากเจ้าฆ่าข้า ภายหน้าจะเผชิญหน้ากับนางได้อย่างไร แม้นางไม่รู้ความ เพียงเจ้าเห็นหน้านางในแต่ละวัน ก็จักระลึกว่า เจ้าเคยสังหารมารดาของนางด้วยสองมือตนเอง”
เฉินจี้คลายมือ ปล่อยให้กระดาษแผ่นนั้นมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีปลิวหาย แสงไฟในดวงตาค่อยดับลง “ข้าทราบดี ขอแค่นางมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็เพียงพอแล้ว”
กล่าวจบ เขาชักดาบสั้นเล่มหนึ่งจากแขนเสื้อ “ท่านหญิง ข้าต้องล่วงเกินแล้ว”
ครู่ต่อมา เฉินจี้ผลักบานประตู ค่อยๆ ก้าวออกจากตรอกมืด ย่ำไปทีละก้าว
อูหยุนกระโดดซุกอกเขา เงยหน้าเอ่ย “ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”
เฉินจี้ก้าวสู่ถนนอันซี แล้วหยุด หันกลับไปมองเบื้องหลัง
ตลาดบูรพาที่ควรสว่างไสวด้วยแสงโคม กลับมืดมิดทั้งผืน ถนนหินครามทอดยาวสุดปลายโลก ราวเส้นทางไร้หวนกลับที่นำลงสู่นรก
“อูหยุน”
“หือ?”
“ข้าคงเป็นคนดีมิได้แล้ว”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น