ตอนที่ 0184 ก่อนฟ้า



กลางดึกสงัด


หิมะหนาปกคลุมตรอกชุดแดง  จนไม่เหลือแสงโคมรุ่งเรืองดังแต่ก่อน


เซ่อเติงเค่อท่วงทีรีบร้อน  ฝ่าหิมะเดินมาถึง


เขาลังเลเมื่อมาถึงหน้าประตู ‘วังแก้วมณี’  จนกระทั่งลองยกมือเคาะประตู  แต่ไร้ผู้มาเปิด


เขาถอยหลังสองสามก้าว  แล้วเงยหน้าขึ้นมอง  เห็นเพียง ‘วังแก้วมณี’ อันโด่งดังในตรอกชุดแดง  ปิดประตูหน้าต่างสนิท  ม่านถูกดึงลง  มืดสนิท


เซ่อเติงเค่อพึมพำ  “ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่โก่วเอ๋อร์อยู่ข้างในหรือ…ทำไมถึงมืดนัก  ไม่เหมือนจะมีคนเลย”


ทันใดนั้น  บ่าวเล็กคนหนึ่งโผล่จากตรอกข้าง  ก้มตัวต่ำ  เอ่ยเสียงเบาพร้อมยิ้มเจื่อน  “ท่านมาเที่ยววังแก้วมณีหรือ”


เซ่อเติงเค่อตอบ  “ข้ามาหาคน  หาเหลียงโก่วเอ๋อร์”


บ่าวเล็กยิ้มแฉ่ง  “อ้อ  แขกของพี่ใหญ่โก่วเอ๋อร์นี่เอง  เชิญทางนี้  เชิญทางนี้”


ว่าแล้ว  บ่าวเล็กก็พาเซ่อเติงเค่อเลาะตรอก  เข้าไปจนถึงประตูหลังอันมืดมนของวังแก้วมณี


พอผลักบานประตู  เสียงหัวเราะกับถ้อยคำอ่อนหวานของหญิงสาวก็ทะลักออกมา  แสงสีละลานตา  ลมอุ่นหอมกรุ่นปะทะหน้า  คึกคักยิ่งนัก


เซ่อเติงเค่อตาค้าง  ปากอ้า  “ข้านึกว่าข้างในไม่มีใครเสียอีก...”


บ่าวเล็กยิ้มขอโทษพลางอธิบาย  “ยามนี้ในเมืองเต็มไปด้วยยมทูตเดินดินจากกรมสืบลับ  พวกเราไม่กล้าอวดตัวเลย”


เซ่อเติงเค่อก้าวเข้าสู่ตัวตึก  พลันประหลาดใจ—ใต้พื้นวังแก้วมณีมีเตาไฟลุกโชติช่วง  ภายในอุ่นยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิ  นางระบำเฉิดฉายไปมา  ผิวขาวเนียนดังหิมะ  จนแทบทำให้เขาตาลาย


บ่าวเล็กพาเขาขึ้นชั้นบน  เคาะประตูห้องหรู ‘ชุนอี้หว่าน’


ทว่ากลับได้ยินเสียงของเหลียงโก่วเอ๋อร์ดังมา  “เข้ามา!”


เมื่อบานประตูเปิด  เห็นเพียงเหลียงโก่วเอ๋อร์นั่งข้างโต๊ะกลม  โอบนางระบำสองคน  หัวเราะอย่างไม่ยั้ง  ส่วนเหลียงมาวเอ๋อร์นั่งอยู่ข้างๆ อย่างช่วยไม่ได้  มือยัดของเข้าปากกินไม่หยุด


เซ่อเติงเค่อก้าวฉับสองสามก้าว  ดึงนางระบำออกหนึ่งคน  แล้วทรุดนั่งข้างเหลียงโก่วเอ๋อร์  ก้มกระซิบถ้อยคำสั้นๆ สองสามประโยค


เหลียงโก่วเอ๋อร์ยังโอบนางระบำ  เหลือบตามองเขา  “น้องเซ่อ  เจ้ารู้กฎของข้าเหลียงโก่วเอ๋อร์  ข้ามีสามอย่างที่ไม่ช่วย  อย่างแรก—ไม่ช่วย...”


เซ่อเติงเค่อเอ่ยจริงจัง  “พี่ใหญ่โก่วเอ๋อร์  เราคบหากันมา  จะแหกกฎสักครั้งเพื่อข้าไม่ได้หรือ”


เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ  “สหายอันใดกัน  ข้าเพียงต้องการเงินใช้  สหายกินดื่มน่ะใช่  เราเคยดื่มกันบ้างสักจอกสองจอก  แต่เจ้าจะเอาชีวิตเพื่อนกินดื่มเชียวหรือ  ไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ...”


เซ่อเติงเค่อเงียบครู่หนึ่ง  ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งจากอก  “หากท่านทำตามแผน  เสร็จแล้วถือจดหมายฉบับนี้ไป  ข้ารับรองว่าท่านจะได้พบเจียงหลิวเซียน”


เหลียงโก่วเอ๋อร์ชะงัก  นั่งตัวตรงทันที  “เจ้าพูดอีกครั้งสิ”


เซ่อเติงเค่อกล่าวหนักแน่น  “เจียง  หลิว  เซียน”


สีหน้าเหลียงโก่วเอ๋อร์ค่อยๆ เย็นเฉียบ


เซ่อเติงเค่อพูดต่อ  “หากท่านไม่ทำตามแผน  ก็ไม่มีวันได้พบ...”


คำยังไม่ทันจบ  เหลียงโก่วเอ๋อร์ผลักนางระบำข้างกายออก  สั่งเสียงหนัก  “ออกไปให้หมด!”


เมื่อนางระบำทุกคนออกจากห้องหรูแล้ว  เขาจึงรับซองจดหมาย  ดึงกระดาษหนึ่งแผ่นออกมาพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า  สีหน้าแปรปรวนไม่แน่นอน


ชั่วครู่เดียว  ความมึนเมาในดวงตาสลายสิ้น  เขาจ้องเซ่อเติงเค่อไม่วางตา  “หนุ่มน้อยอย่างเจ้า  ไม่มีหลักประกันมากพอจะมาพูดกับข้าแบบนี้  และอย่างเจ้าก็ไม่ควรรู้ว่า  เจียงหลิวเซียนอยู่ที่ไหน  ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?”


เซ่อเติงเค่อลังเลเพียงชั่วกะพริบตา  ก่อนเงยหน้ามองเหลียงโก่วเอ๋อร์  ไม่หลบไม่หลีก  “ไม่มีใครส่งข้ามา”


“แค่เจ้าตามลำพัง  ยังกล้าพูดสามคำว่า  ‘เจียงหลิวเซียน’  ต่อหน้าข้าอีกหรือ”  เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะเย็นชา  “ข้าเดาได้แล้วว่าเป็นใคร—หนุ่มน้อยมากความคิด  ไม่เลือกวิธีเพื่อให้งานสำเร็จ...เขาไม่กลัวหรือว่าข้าจะตามไปเรียกบัญชีภายหลัง?”


เซ่อเติงเค่อเริ่มหมดความอดทน  “จะทำหรือไม่ทำ—ให้คำตอบชัดๆ มาเถอะ  ข้ายังมีหลายแห่งต้องไป  คืนนี้ยุ่งมาก”


เหลียงโก่วเอ๋อร์หลับตาตรึกตรอง


เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง  เขายกถ้วยหยก  กระดกเหล้าองุ่นหมดแก้ว  “บอกเขาไป—เขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ”


เซ่อเติงเค่อรีบจากไปอย่างเร่งรีบ


ขณะออกจากประตู  เขาเงยมองหิมะที่โปรยจากฟ้าอยู่ชั่วครู่  แล้วกำปกเสื้อด้วยมือขวา  ก้มหน้าเร่งเท้าไป


……


……


เช้ามืด  ท้องฟ้ายังมืดสนิท


เสียงกีบม้าดังก้องนอกยุ้งข้าวเมืองหลัว  ทหารบนหอคอยชูโคม  หรี่ตามอง  “ใคร!?”


ชั่วพริบตา  เขาเห็นท่ามกลางลมและหิมะ  จางจัวสวมเสื้อคลุมข้าราชการสีแดง  บังคับม้าพุ่งมา  ข้างหลังนำทหารเมืองกว่าร้อยนาย


จางจัวรั้งบังเหียนหยุดหน้าประตูค่าย  เอ่ยเสียงเย็นชา  “เปิดประตู!”


ประตูค่ายค่อยๆ แง้ม  รองแม่ทัพดึงกางเกงพลางวิ่งออกมา  “ใต้เท้าจาง  ท่านมาทำไมยามดึกดื่น”


จางจัวยกคางเล็กน้อย  “ปลุกทหารทุกนาย  ก่อนหน้านี้  จลาจลประชาชนทำให้การขนส่งเสบียงฤดูใบไม้ร่วงกับเงินภาษีล่าช้า  พรุ่งนี้ต้องตรวจนับให้ครบ  แล้วขนส่งไปท่าเรือคลอง”


รองแม่ทัพสะดุ้ง  “ใต้เท้า  เหตุใดเร่งด่วนถึงเพียงนี้  แค่ตรวจนับเสบียงฤดูใบไม้ร่วงก็ต้องใช้สามวัน...”


จางจัวหัวเราะเย็น  “เมืองหลัวนี่เจ้าสั่งหรือข้าสั่ง  แค่เตรียมตามที่ข้าบอกก็พอ  ก่อนยามเซิน (ตีสาม) ของวันนี้  ตรวจได้เท่าไร  ขนเท่านั้น”


รองแม่ทัพลังเล  ไม่แน่ใจ


จางจัวบนหลังม้ามองลง  “ข้าเพิ่งประหารรองแม่ทัพไปคนหนึ่ง  จะให้ประหารอีกคนก็ไม่ติดหรอกนะ”


รองแม่ทัพสะดุ้ง  ก้มหน้าลง  “ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”


จังหวะนั้น  จางจัวเอ่ยขึ้นอีก  “อ้อ  จริงสิ—เส้นทางขนเสบียงต้องเปลี่ยน  ครั้งนี้ให้เลี่ยงผ่านถนนกว่างจี้  แล้วคุ้มกันไปส่งที่ท่าเรือ  อย่าให้พวกโจรคุ้นเส้นทางเดิมจนวางแผนปล้นไว้ล่วงหน้า”


รองแม่ทัพสงสัย  “ใต้เท้า  ยามนี้เมืองหลัวเต็มไปด้วยสุนัขล่าเนื้อของพวกขันที  ต่อให้โจรในยุทธภพเก่งกาจเพียงใด  ต่อให้มีเก้าเศียร  ก็ไม่กล้ามาปล้นเสบียงราชการกับเงินราชการแน่!”


จางจัวหรี่ตาเล็กน้อย  “ข้าสั่ง  เจ้าก็ทำ  จะซักไซ้ทำไมนัก”


รองแม่ทัพสะดุ้ง  “ผู้น้อยเข้าใจแล้ว!”


เสียงไก่ขันดังขึ้น  จางจัวเงยหน้ามองเส้นขาวเรื่อริบขอบฟ้า—ยามเหม่าแล้ว


ในกองทหารเมืองด้านหลัง  จางเจิงที่ซ่อนตัวในแถวค่อยๆ บังคับม้าออกมาข้างหน้า  “ท่านพ่อ  ทันไหม”


จางจัวครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “น่าจะทัน...เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก  ข้าเอาชะตากรรมสายตระกูลจางเดิมพัน”


จางเจิงยิ้ม  “ไม่เป็นไร  อย่างไรเสีย  ข้ากับท่านพี่ก็ไม่เหมาะจะรับราชการหรอก”


จางจัวตาเบิกโพลง  “ยังกล้าพูดอีก”


จางเจิงรีบเปลี่ยนเรื่อง  “จริงสิ  ท่านพ่อ  น้องสาวล่ะ?”


จางจัวทอดมองความมืด  “นางมีเรื่องต้องไปจัดการ”


……


……


ยามสี  แสงอรุณสาดเต็มฟ้า  ลานเล็กของโรงยาไท่ผิงขาวโพลน  หิมะทับถมหนาทึบ  เสมือนฟ้าหล่นลงมาคลุมทั้งหลังคาและรอยเท้า


หิมะบนถนนอันซีถูกพ่อค้ากวาดเกลี้ยงแล้ว  เพียงแต่หน้าประตูโรงยายังไม่มีใครมาแตะต้อง  ขาวสะอาดดุจผืนกระดาษรอหมึกแรกแต้ม


เฒ่าเหยายืนหลังโต๊ะบัญชีในห้องโถงหน้า  ตรวจชีพจร  จ่ายยาให้ผู้ป่วย  ครั้นเงียบคน  ก็แอบเหลียวไปทางลานหลังเป็นระยะ  เพื่อดูว่าเฉินจี้ตื่นแล้วหรือยัง


อูหยุนขดเล็บอยู่ข้างมือเขา  ร้อง ‘เมี้ยว’ แผ่วเบา  “อาจารย์  เฉินจี้ป่วยหรือเปล่า  เขาไม่เคยนอนตื่นสายมาก่อนเลย”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง  “ป่วยอะไรกัน  ผู้ที่ได้เคล็ดวิชาเจ้าเขา  แม้มีบาดแผลภายนอกก็ประสานหายได้รวดเร็ว  จะให้ป่วยง่ายๆ ได้อย่างไร”


“อา...แล้วทำไมเขายังไม่ลุกขึ้นมาอีก”


เฒ่าเหยายืนหลังโต๊ะบัญชี  ซุกมือทั้งสองไว้ในแขนเสื้อ


เขาเหลือบมองหิมะหน้าประตู  ตอบอย่างไม่ใส่ว่า  “บางที...คงไม่มีอะไรให้คาดหวังอีกแล้วกระมัง”


เมื่อไม่มีใครจะปีนกำแพงเข้ามาแต่เช้าตรู่  หม้อไฟวันหนาวและเหล้ายามเย็นก็พลันไร้ความหมาย


ขณะนั้น  ในห้องนอนของเด็กฝึก  เฉินจี้ลืมตาเงียบๆ  มองคานบ้าน  เศษฝุ่นลอยโคลงในแสงจางขึ้นลง  ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาคิดสิ่งใด


ไม่รู้ว่ากี่ครู่ผ่าน  เฉินจี้จึงลุก  คว้าไม้กวาดไผ่ในลาน  แล้วเดินออกไป


เมื่อเห็นเฒ่าเหยากับอูหยุน  เขายิ้มทัก  “อรุณสวัสดิ์”


เฒ่าเหยาเหลือบตามองครั้งหนึ่ง  “ยังรู้จักลุกขึ้นด้วยหรือ?  นึกว่าจะรอให้ข้ากวาดหิมะจนเกลี้ยงก่อน”


เฉินจี้หัวเราะแจ่มใส  “อาจารย์อย่าโกรธเลย  ข้าจะไปกวาดเดี๋ยวนี้”


ยังพูดไม่ทันขาดคำ  เสียงกระดิ่งทองแดงกังวานยาว  ก็ลอยมาจากถนนอันซี


ชั่วพริบตาต่อมา  พระภิกษุสามสิบสองรูปในจีวรสีเทา  กลางฤดูหนาวกลับยังเปลือยบ่าข้างหนึ่ง  หามฐานชุกชีมหึมาแน่วแน่  พร้อมพระโพธิสัตว์กวนอิมองค์หนึ่ง  เคลื่อนมาอย่างมั่นคง


ข้างฐานชุกชี  พระภิกษุซ้ายถือกระดิ่งทองแดง  ขวาถือธูปเทียน  ชนมือเข้าหากันเป็นครั้งคราว  เปลวเทียนสะบัดไหว  เสียงกระดิ่งใสกังวาน


ทุกแห่งที่ขบวนผ่าน  ประชาชนต่างก้มกราบจรดพื้น


ครอบครัวเศรษฐีแซ่จวง  มีบิดาชราอายุครบแปดสิบ  จึงบริจาคธูปเทียนพิเศษ  นิมนต์พระพุทธและพระโพธิสัตว์  เสด็จลงมามองโลกมนุษย์


เฉินจี้ยืนในธรณีประตู  ประนมมือ  หลับตาอธิษฐานแผ่วเบา


เฒ่าเหยามองแผ่นหลังเขาแล้วยิ้มเย้ย  “คืนนี้จะไปฆ่าคน  จึงรีบอุทิศส่วนกุศลล่วงหน้าหรือไร  มิใช่ว่าเจ้าเคยโต้ธรรมกับพุทธหรอกหรือ  กลายเป็นอุบาสกใต้ฐานชุกชีของพุทธไปตั้งแต่เมื่อไร?”


เฉินจี้ลืมตา  หันหลังกลับมายิ้ม  “อาจารย์  ในเมื่อโลกนี้มีสี่สิบเก้าชั้นฟ้าอยู่แล้ว  เตรียมการไว้หลายทางก็ย่อมไม่ผิด  วันหนึ่งพระโพธิสัตว์อาจเมตตาปกป้องข้าจริงๆ ก็ได้”


เฒ่าเหยาหลับตาลง  “โลกมนุษย์วุ่นวายเพียงไหนแล้ว  หากพวกเขามีเมตตาจริง  ก็ควรลืมตาดูบ้าง”


เฉินจี้ถามอย่างอยากรู้  “อาจารย์  ในเมื่อสวีซู่กับหูจวินเยี่ยนสามารถลงมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าได้  ย่อมมีวิธีขึ้นไปด้วยใช่ไหม”


เฒ่าเหยาเงยหน้ามองเขา  “ทำไม  อยากขึ้นไปดูบ้างหรือ”


เฉินจี้พิงไม้กวาดไผ่  ยิ้มพูดว่า  “แค่ถามเล่นๆ”


เฒ่าเหยายืนหลังโต๊ะบัญชี  ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “ลือกันว่า  สี่สิบเก้าชั้นฟ้าเป็นสถานที่ประทับของเซียน  หากวันหนึ่งเจ้าก้าวข้ามวิถีเทพ  ฝ่าภัยพิบัติ  แล้วเหาะขึ้นสวรรค์ได้  บางทีเจ้าก็อาจขึ้นไปเป็นเทพเซียน”


เฉินจี้ดวงตาสว่างวาบ  “อาจารย์  หลายปีมานี้  มีผู้ใดฝ่าภัยพิบัติ  เหาะขึ้นสวรรค์สำเร็จบ้างไหม”


“มี”


“อาจารย์  ท่านอยากเป็นเทพเซียนไหม”


เฒ่าเหยาหยันยิ้ม  “ถ้าไม่มีอายุขัยแสนปี  จะขึ้นไปเป็นเซียนบนสวรรค์ให้เสียเวลาทำไม”


เฉินจี้นิ่งคิดอยู่ครู่  แล้วเอ่ยอีก  “อาจารย์  ข้าไม่ได้ทรยศจิ้งอ๋อง”


เฒ่าเหยาอืมรับสั้นๆ หนึ่งคำ


เฉินจี้เอ่ยต่อ  “อาจารย์  หากเพื่อให้สำเร็จสิ่งที่ข้าปรารถนา  จำต้องใช้วิธีไม่เลือกหน้า  ควรทำอย่างไร”


เฒ่าเหยาตอบเนิบช้า  “เห็นต้นแอปริคอตในลานหลังหรือไม่  คนก็เหมือนต้นไม้  ยิ่งโหยหาแสงแดดเท่าใด  รากยิ่งต้องทอดลึกลงสู่ความมืดในดินเท่านั้น”


เฉินจี้สะดุ้ง  ครุ่นคำนึงขณะกวาดหิมะหน้าประตูอย่างเนิบช้า  ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงยามเย็น


ครั้นกวาดหิมะก้อนสุดท้ายจนสะอาด  เขาหันกลับเข้าบ้าน  หยิบโสมที่ซื้อไว้ก่อนหน้า  แปรเปลี่ยนเป็นลูกปัดคริสตัลต่อหน้าเฒ่าเหยา  แล้วให้อูหยุนกลืนทีละเม็ด


เฒ่าเหยามองอยู่นิ่งๆ ครู่หนึ่ง  แล้วจึงเข้าไปในห้องหลัก  หยิบโสมสิบรากออกมาวางบนโต๊ะบัญชี


เฉินจี้เงยหน้า  มองผ่านโต๊ะบัญชี  “อาจารย์  ท่านจะขายโสมนี้ราคาเท่าไร”


เฒ่าเหยาผลักโสมมาตรงหน้าเขา  “ครั้งนี้ไม่ต้องจ่าย”


เฉินจี้ชะงัก  “ท่าน...”


เฒ่าเหยาพูดเรียบ  “อย่าแซงข้าก็พอ”


เฉินจี้ยิ้มกว้าง  แปรกระแสน้ำแข็งในกายทั้งหมดให้เป็นกระแสหลอมเหลว  เตาไฟหนึ่งร้อยสิบดวงลุกโชนโชติช่วง  ดวงตาทั้งสองราวดาวสว่างจ้า


ร่างของอูหยุนพลันขยายใหญ่  จากเดิมเท่าฝ่ามือสองข้าง  บัดนี้ยืดยาวเท่าแขนข้างหนึ่งแล้ว


มันสั่นตัว  สลัดขนหลวมออก  ปลิวเป็นฝุ่นลอยในอากาศ  ขนที่งอกใหม่ดำมันวาว


เฉินจี้วางอูหยุนบนไหล่  เดินออกไป  ถึงหน้าประตูจึงหันกลับ  เห็นเฒ่าเหยายืนหลังโต๊ะบัญชี  จ้องเขาอย่างเงียบงัน


เฒ่าเหยาพูดเนิบช้า  “ก้าวหนึ่ง  หนึ่งชั้นฟ้า  ร้อยก้าว  ขึ้นสู่ปลายเมฆ  ไปเถิด  นับแต่นี้  เจ้าก็เป็นยอดฝีมือก่อนฟ้าแล้ว”


เฉินจี้คุกเข่า  โขกศีรษะกราบเฒ่าเหยาสามหน  แล้วลุกขึ้น  ก้าวยาว  รีบออกไป


โรงยาไท่ผิงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง  เฒ่าเหยาสะบัดลูกคิดอย่างไม่ใส่ใจ  ไม่ใครรู้ว่ากำลังคำนวณสิ่งใด


เงียบอยู่นานพอควร  เขาหยิบเหรียญทองแดงกำหนึ่งจากแขนเสื้อ  โปรยลงบนโต๊ะบัญชี  เห็นเส้นกว้าแล้วก็เก็บขึ้นมา  โปรยใหม่อีกครั้ง


โปรยอยู่สิบกว่าครั้ง  จึงถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง


อีกาไม่รู้บินมาจากที่ใด  ร่อนลงบนไหล่ของเขาแผ่วเบา  แล้วส่งเสียงกา


เฒ่าเหยาไม่เอื้อนเอ่ย  เพียงเก็บเหรียญทองแดง  ประสานมือไพล่หลัง  เดินฮัมเพลงออกจากโรงยาอย่างเนิบช้า  ก้าวเข้าสู่แสงอาทิตย์อัสดง


คนดีเช้าเย็นทุกข์ตรม  คนชั่วคืนวันเพลิดเพลิน  เอาเปรียบผู้อื่นได้ขี่ม้า  ซื่อตรงยุติธรรมอดอยาก  ซ่อมสะพานซ่อมทางตาบอด  ฆ่าคนวางเพลิงลูกหลานเต็มบ้าน…


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0471
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง