ตอนที่ 0185 แสงเพลิง



เสียงกลองเร่งรัวดังจากหอกลองตลาดบูรพา  กลองตียามสนธยาเคาะครบแปดร้อยครั้ง  ประกาศการมาถึงของราตรี


นอกหออิ๋งเซียน  ตะวันอัสดงลอยคล้อยหลังกำแพงเมือง  รูปปั้นนกกระเรียนดุจนาฬิกาแดด  เงาค่อยๆ  ยืดยาว  แล้วเลือนหาย


เฉินจี้ยืนรับแขกอยู่หน้าประตู  วันนี้หออิ๋งเซียนมีเพียงโต๊ะของเขา  เดิมทีมีการจองเลี้ยงกว่าสิบโต๊ะ  ทว่าเมื่อได้ยินว่าเหยี่ยวทะเลผู้เพิ่งเลื่อนขั้นจากกรมสืบลับจะจัดฉลองที่นี่  เหล่าผู้จองต่างเร่งถอนนัด


เพราะเหตุนี้  ตรอกชุดขาวทั้งสายจึงเงียบงัน


นอกตรอกชุดขาว  รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ  แล่นเข้ามา


จินจูเปิดม่านรถม้า  พาซีเฟิงกระโดดลง  เขาทำหน้าพิกล  เดินวนรอบเฉินจี้กวาดตามอง  ตั้งแต่เมื่อครู่  ขั้นการฝึกตนของเฉินจี้พุ่งทะยานอย่างน่าพิศวง  เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะแตะขั้นแสวงเต๋า


ความเร็วในการฝึกตนเช่นนี้  จินจูไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อน


เฉินจี้ยิ้มถาม  “ใต้เท้าจินจู  มัวจ้องข้าทำไม”


จินจูลังเลเล็กน้อย  “คืนนี้เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องเชียว  ห้ามทำอะไรงี่เง่าเด็ดขาด”


เฉินจี้หัวเราะ  “ใต้เท้าจินจูพูดอะไรกัน  จิ้งอ๋องข้าก็เป็นคนชี้โทษด้วยมือตัวเอง  หากข้าคิดไม่ซื่อจริง  แค่ซ่อนหนังสือเลือดเล่มนั้นไว้ก็พอแล้วนี่  จริงไหม  ข้างหน้ามีแต่ความรุ่งเรืองร่ำรวยรออยู่  ควรเงยหน้ามองไปข้างหน้าได้แล้ว”


จินจูครุ่นคิด  “ก็จริง…”


ยังไม่ทันจบคำ  หยุนหยางกับเจียวถู่สวมชุดดำ  เดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้ามา  เบื้องหลังยังมีหน่วยสืบลับตามมาหลายสิบนาย


สีหน้าจินจูหม่นหมองลงทันที


เฉินจี้ทำหน้างุนงง  “ใต้เท้าหยุนหยาง  ใต้เท้าเจียวถู่  ไฉนพาคนมามากมายนัก?  เงินข้าเป็นคนจ่าย  จองโต๊ะได้แค่โต๊ะเดียว  นั่งคงไม่พอหรอก”


หยุนหยางยิ้มมุมปาก  “วางใจเถอะ  พวกนี้ไม่ได้มากิน”


พูดจบ  เขาโบกมือให้หน่วยสืบลับด้านหลัง  เหล่าหน่วยสืบลับวางมือแตะดาบที่เอว  โผนพรวดเข้าไปในหออิ๋งเซียนประหนึ่งฝูงตั๊กแตน


ครั้นพวกหน่วยสืบลับเข้าไปหมดแล้ว  หยุนหยางจึงเอ่ยอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ  “ตอนนี้ในเมืองหลัวยังมีเศษเสี้ยวตระกูลหลิวก่อความวุ่นวาย  น่าปวดหัวไม่น้อย  สุภาษิตว่าไว้ดี  แมลงร้อยขายังไม่สิ้นแรงแม้ยามตาย  คืนนี้สามนักษัตรของกรมสืบลับมารวมตัวกัน  ย่อมต้องระมัดระวังป้องกัน  เกรงว่าจะมีเศษเสี้ยวตระกูลหลิวแฝงตัวอยู่ในหออิ๋งเซียน  หากพวกเราสามคนพลั้งพลาดติดกลเข้า  นั่นย่อมเป็นความสูญเสียของกรมสืบลับ”


เฉินจี้นิ่งเฉย  “สามคนหรือ  ใต้เท้าไป๋หลง  ใต้เท้าเมิ่งจี  ไม่มาหรือ”


เจียวถู่ยิ้มหวาน  “ใต้เท้าไป๋หลงไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยง  อย่างไรเสีย  ท่านสวมหน้ากากอยู่  ทั้งดื่มสุราและกินข้าวไม่สะดวก  ส่วนเมิ่งจีเดิมทีจะมาด้วย  แต่มีธุระต้องกลับเมืองไคเฟิงกะทันหัน  วางใจเถอะ  ไม่ต้องใช้คนอื่น  หากเจ้าอยากดื่ม  ข้าจะดื่มเป็นเพื่อน”


หยุนหยางหน้าบึ้ง  “ข้าดื่มเป็นเพื่อนเขาก็พอแล้ว”


เจียวถู่ปลิ้นตา


ขณะนั้น  หน่วยสืบลับที่ตรวจค้นหออิ๋งเซียนทยอยออกมา  หนึ่งในนั้นส่ายศีรษะเงียบๆ  ให้หยุนหยาง


หยุนหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง  ยังดูไม่วางใจนัก  เขาเหลือบมองเฉินจี้  “หออิ๋งเซียนนี่  อาหารทุกจานมักเล่นใหญ่  แต่รสจริงไม่ค่อยอร่อยนัก  ไม่สู้ย้ายไปตำหนักไผ่เขียวในตรอกชุดขาวดีกว่า  ข้าเคยลิ้มตีนห่านดองเหล้ากับลิ้นเป็ดที่นั่น  เลิศเลออย่างแท้จริง”


เฉินจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย  “ใต้เท้าหยุนหยาง  ข้าจองโต๊ะที่หออิ๋งเซียนเรียบร้อย  เปลี่ยนตามใจย่อมไม่งาม  หรือท่านยังระแวงว่าข้าจะคิดร้ายต่อพวกท่านอยู่  บัดนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันนะ”


หยุนหยางย้อนถาม  “หรือว่าเจ้าจัดเตรียมสิ่งใดไว้ในหออิ๋งเซียน?  ถึงไม่ยอมเปลี่ยนสถานที่  เจ้าหนุ่มนี่เล่ห์เหลี่ยมจัดจ้าน  ใครจะรู้ว่าเจ้าไม่รอโอกาสแก้แค้นข้ากับเจียวถู่”


เฉินจี้เหลือบมองไปที่จินจู  ทว่าจินจูกลับไม่เปิดปากโต้เถียงหยุนหยางดังเคย  เพียงก้มหน้านิ่งเงียบ


เฉินจี้สูดลมหายใจลึกๆ  “ข้าจะจัดเตรียมอันใดไว้ในหออิ๋งเซียนกัน  ใต้เท้าหยุนหยางกังวลเกินไป  แต่หากท่านยืนยันจะเปลี่ยนสถานที่  ข้าย่อมเชื่อฟังคำสั่ง”


หยุนหยางหัวเราะ  “งั้นก็ไปกัน  ตำหนักไผ่เขียวอยู่ไม่ไกล”


ว่าแล้ว  เขาก็เป็นผู้นำ  เดินล้ำหน้าไปหลายสิบก้าว  แล้วหยุดเท้าหน้าลานบ้านแห่งหนึ่ง


เสียงกู่เจิ้งดังแว่วจากในตำหนักไผ่เขียว  หยุนหยางโบกมือเอื่อยๆ  “ให้คนข้างในออกไปให้หมด”


เพียงชั่วหนึ่งก้านธูป  แขกทั้งสวนก็แตกฮือหนีกระเจิง


หยุนหยางสะบัดมืออีกครั้ง  หน่วยสืบลับหลายสิบกระจายกำลังทันที  โอบล้อมคุ้มครองตำหนักไผ่เขียวแน่นหนา  มีรถม้าแล่นผ่านหน้าประตู  ก็ถูกสกัดแล้วขับไล่ไสส่ง


หยุนหยางปรายตามองเฉินจี้  “แบบนี้แหละดีแล้ว  ในเมืองหลัวคงไม่มีใครซุ่มโจมตีเราได้  เฉินจี้อย่าคิดมาก  นี่ก็ถือเป็นการคุ้มครองเจ้าเช่นกัน”


“หือ?”  เฉินจี้ขมวดคิ้ว  “หมายความว่าอย่างไร”


หยุนหยางเอ่ยเสียงหยอกล้อ  “กรมสืบลับของเรา  ชื่อเสียงไม่ค่อยงามนัก  ช่วงนี้ยังมีคนไม่มากที่รู้ว่าเจ้าเป็นเหยี่ยวทะเลของเรา  เก็บเงียบไว้ย่อมดี  ยิ่งไปกว่านั้น  เจ้าเพิ่งแทงจิ้งอ๋องจากข้างหลัง  ทรยศต่อโอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง…ด้วยเกียรติของจิ้งอ๋องในยุทธภพ  หากให้ชาวยุทธเห็นหน้าเจ้า  เกรงว่าแค่จะออกไปซดก๋วยเตี๋ยวสักชามหนึ่ง  ยังไม่อาจนิ่งนอนใจ  วันนี้วางยา  พรุ่งนี้ยิงศรลับ—แล้วจะอยู่ยังไง”


เฉินจี้เอ่ยเรียบ  “ใต้เท้าหยุนหยางกล่าวได้ถูกต้องแล้ว  ข้าต้องขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยคุ้มครอง  เชิญด้านในเถิด”


หยุนหยางหัวเราะ  เดินนำเข้าตำหนักไผ่เขียวไปก่อน


เฉินจี้กำลังจะก้าวเข้าไป  แต่ถูกจินจูคว้าข้อมือไว้  “น้องชาย  กระแสใหญ่ฝืนไม่ได้”


เฉินจี้ทำเป็นไม่เข้าใจ  “ใต้เท้าพูดถึงอะไร?  วันมงคลเช่นนี้  จะมีกระแสใหญ่ใดให้ฝืนเล่า”


ในแสงสลัวตรงรอยต่อระหว่างพลบค่ำกับราตรี  จินจูเพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน  มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้—ขั้นการฝึกตนของเฉินจี้เพิ่งพุ่งทะยานอย่างฉับพลันในยามเย็นวันนี้


แม้เขาไม่รู้ว่าเฉินจี้ทำเช่นนั้นได้อย่างไร  หรือแลกมาด้วยราคาใด  ทว่าเขารู้ชัด—ค่ำคืนนี้ย่อมสำคัญยิ่งต่อเฉินจี้


เฉินจี้เพิ่งแทงหลังจิ้งอ๋องไป  ตามเหตุผลเขาควรโล่งใจแล้ว  ทว่าหนังตาขวายังเต้นไม่หยุด  ราวกับมีเภทภัยใหญ่ใกล้เข้ามา


เขากลับมือกุมข้อมือจินจู  กล่าวเสียงอ่อนโยน  “ใต้เท้าจินจู  ในยุทธภพนี้มีกี่คนจริงใจ  กี่คนสวมหน้ากาก  ใครจะมองออกชัด  ท่านกับข้าบัดนี้อยู่เรือลำเดียวกัน  อย่าหวั่นใจไปเลย”


จินจูมองเงาหลังเฉินจี้ลับหายเข้าไปในตำหนักไผ่เขียว  กัดฟัน  แนบกายตามเข้าไป


ในขณะเดียวกัน  อูหยุนนำแมวสลิดกำยำกว่าสิบตัว  แทรกซึมเข้าตรอกด้านหลังตำหนักไผ่เขียวอย่างเงียบเชียบไร้เสียง  แต่ละตัวคาบท่อไม้ไผ่ไว้ตัวละท่อน  แมวทุกตัวขดกายในเงามืด  หลับตาสนิท  เฝ้ารออย่างสงบนิ่ง


ชั่วขณะต่อมา  แมวสามสีตัวหนึ่ง  คลานออกจากช่องสุนัขตรงโคนกำแพง  ส่งเสียงเมี้ยวแผ่วหนึ่ง  


อูหยุนลืมตาขึ้นฉับพลัน  คาบหลอดไม้ไผ่ไว้  แล้วแทรกร่างเข้าไปดุจสายน้ำไหล


……


……


บนชั้น 2 ของตำหนักไผ่เขียว  อาหารถูกยกขึ้นอย่างไม่ขาดสาย  ทั้งเป็ดนึ่งเหล้าหอม  ซุปลูกชิ้นกุ้งหนังไก่  เนื้ออกห่านสีแดงสด  ขนมปังม้วนกรอบไส้ถั่วครีม  ล้วนเป็นเมนูที่หาไม่เห็นได้ในวันธรรมดา


มีนางคณิกาชั้นสูงสวมผ้าคลุมหน้า  อุ้มกู่เจิ้งเดินผ่านมา  ทว่าถูกหน่วยสืบลับกีดขวางไว้  “พวกใต้เท้ากำลังดื่มเหล้าสนทนากัน  หากไม่มีธุระอย่าได้เข้าใกล้”


ณ ที่นั่งสำรับ  หยุนหยางนั่งตรงข้ามเฉินจี้  คีบเนื้อเป็ดด้วยตะเกียบ  “เฉินจี้  ข้าได้ยินว่าเจ้าสนิทกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง  เมื่อครั้งพักอยู่ที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  เจ้าถึงกับโต้ธรรมระบายแค้นให้นาง  ครั้นจากไปยังลงมือจูงม้าให้นางอีก  คล้ายคู่เทพเซียนในตำนาน...นักเล่าเรื่องทั่วทั้งเจียงหนาน  ทั้งเหนือทั้งใต้  คงต้องยกมือขอบคุณเจ้าไม่น้อย  เรื่องของเจ้าน่ะ  เขาเล่ากันเป็นเดือนก็ยังไม่เบื่อ”


เฉินจี้กระดกเหล้าอึกหนึ่ง  “ใต้เท้าหยุนหยาง  อยากถามสิ่งใดกันแน่”


หยุนหยางยิ้มน้อยๆ  “สิ่งที่ข้าอยากรู้คือ  เจ้าตั้งใจจะทรยศพวกเขาแต่แรก  หรือเพิ่งทรยศภายหลังเพื่อรักษาตัวเอง?  แล้วเจ้าคิดว่า  ยุทธภพจะเล่าเรื่องของพวกเจ้าต่อไปเช่นไร”


เฉินจี้ยิ้มบาง  “ใต้เท้าหยุนหยางล้อข้าเล่นแล้ว  ท่านกับข้าล้วนรับใช้ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน  จะมีสัมพันธ์หญิงชายได้อย่างไร  เมื่อจิ้งอ๋องลงมือก่อกบฏ  พวกข้าย่อมต้องรับหน้าที่โดยไร้ข้ออ้าง—ยามเผชิญหน้าบ้านเมือง  ย่อมไม่มีเรื่องส่วนตัว”


หยุนหยางเอ่ยชม  “พูดได้ดี!”


จินจูเอ่ยเสียงเย็น  “พอได้แล้ว  หลายปีมานี้  เจ้าไม่เคยทรยศผู้ใดหรือไร?  ปีก่อน  ตอนยังเป็นแค่เหยี่ยวทะเล  เย่หยาง (แพะราตรี) เชื่อข่าวจากเจ้า  จึงถูกพวกโจรราชวงศ์จิ่งซุ่มโจมตี  หากไม่แล้วตำแหน่ง ‘แพะ’ จะว่างให้เจ้าได้อย่างไร”


หยุนหยางยังคงเฉยเมย  “ครานั้นข้าเพิ่งได้รับข่าว  จะรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือเท็จ  อีกทั้งพวกโจรราชวงศ์จิ่งน่ะ  สุดท้ายก็ตายสิ้นในการล้อมปราบของกรมสืบลับ  ใต้เท้าเย่หยางก็นับว่าตายอย่างคุ้มค่า  ข้ารู้ว่าเย่หยางเคยช่วยเจ้าที่เขาอู๋เนี่ยน  แต่ความตายของเขาไม่เกี่ยวกับข้าจริงๆ”


จินจูหัวเราะเยาะแผ่วหนึ่ง  กระดกเหล้ากลั่นในถ้วยจนหมด


เจียวถู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ  “ดื่มเหล้ากันทุกวันไม่เคยหยุด  เวลาสนุกเช่นนี้จะพูดถึงเขาอู๋เนี่ยนไปทำไม  พวกท่านยังมีความรู้สึกกับที่นั่นอยู่อีกหรือ”


เฉินจี้ถามอย่างสงสัย  “เขาอู๋เนี่ยนเป็นสถานที่แบบใดกันแน่”


เจียวถู่หันมามองเขาพร้อมยิ้มกว้าง  “เจ้าเพียงต้องรู้ว่า  การไม่เคยไปเขาอู๋เนี่ยนคือโชคดีของเจ้าในชีวิตนี้  เรื่องอื่นอย่าซัก  ดื่มเหล้าเถอะ—เอ้าชน”


เฉินจี้รีบลุกขึ้นยืน  “ใต้เท้าทั้งหลาย เชิญทานดื่มกันต่อ  ข้าขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่  เดี๋ยวก็กลับมา”


เจียวถู่บ่นพึมพำ  “ไม่สนุกเลย!”


‘เข้าห้องน้ำ’ เป็นคำอ้อมหมายถึงการขับถ่าย  การเอ่ยถึงเรื่องนี้ขณะนั่งสำรับ  ย่อมทำลายความอยากอาหารแท้จริง


ทว่าเขาเพิ่งขยับลุก  หยุนหยางก็ลุกตาม  “ข้าไปด้วย”


เฉินจี้ยิ้มบาง  “เช่นนั้น  ไปด้วยกัน”


จินจูมองตามสองคนจากที่นั่ง  สีหน้าเหยียดตึงทีละน้อย  หากเฉินจี้คิดจะลงมือ—ก็เห็นจะเป็นยามนี้


เขากวาดตามองรอบวง  ไม่แลเห็นสิ่งผิดสังเกต


ชั่วครู่ถัดมา  เฉินจี้กับหยุนหยางกลับมาพร้อมกัน  เขายิ้มกล่าว  “เห็นได้ชัดว่า  ใต้เท้าหยุนหยางมิจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ  แต่ก็ยังตามข้าไป  คงเกรงว่าข้าจะถูกลอบทำร้าย  หรือไม่ก็กลัวว่าข้าจะทำร้ายท่านกระมัง”


จินจูลุกขึ้นยืน  กล่าวเสียงดูแคลน  “เขามีใจคับแคบ  วันๆ คิดแต่จะทำร้ายคนอื่น  เลยกลัวคนอื่นทำร้ายกลับทุกลมหายใจ…ข้าก็ขอไปเข้าห้องน้ำบ้าง”


เขาออกจากที่นั่งอย่างช้าๆ  พอจะก้าวพ้นก็เผลอหันกลับไปมอง  เห็นเพียงเฉินจี้ก้มหน้าจิบเหล้า  แววตาถูกเงามืดกลบเสียสิ้น


เมื่อเขาเดินลงบันไดไปสองสามขั้น  แล้วหันกลับมามองอีกครั้ง  กลับเห็นเฉินจี้ยิ้มคุยกับเจียวถู่  ไร้วี่แววผิดปกติ


เขาถอนหายใจโล่งอก  เปลี่ยนสถานที่ดื่มแล้ว  อีกทั้งยังมีหน่วยสืบลับหลายสิบคนคอยเฝ้า  ค่ำนี้เฉินจี้คงไม่คิดทำอะไรจริงๆ


จินจูเดินออกจากห้องอาหาร  แล้วเข้าไปในส้วมไม่ไกลนัก  บีบจมูกก่อนค่อยแก้กางเกง


มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้—เฉินจี้คือนักดาบผู้ใช้อาวุธไฟ ณ ตรอกชุดแดงเมื่อครั้งอดีต...เฉินจี้มีอาวุธไฟ!


เมื่อครู่ยามเฉินจี้ลุกไปเข้าห้องน้ำ  เขาเกือบคิดว่า  ชายคนนี้กำลังจะลงมือ  โชคดีที่ไม่เป็นแบบนั้น


จินจูพึมพำกับตนเองแผ่วเบา  “ทำถูกแล้ว  เดี๋ยวก็ลืมไปเอง...เดี๋ยวก็ลืมไปเอง  เบื้องหน้ามีความร่ำรวยรุ่งเรือง  ควรมองไปข้างหน้าได้แล้ว”


คำยังไม่ทันขาด  ก็ได้ยินเสียงระเบิดสนั่นสิบกว่าครั้ง  กระแสลมรุนแรงพลิกส้วมคว่ำ  กำแพงอิฐถล่มทับเขาอยู่ใต้ซากอิฐ


เพียงชั่วพริบตา!


เปลวไฟบานสะพรั่ง!


ฐานรากไม้ชั้น 2 ของตำหนักไผ่เขียว  ถูกเปลวไฟกัดกินดังเปรี้ยะๆ เหมือนไม้ผุ  โครงตึกทั้งหลังคล้ายซี่โครงถูกชำแหละ  กระหน่ำครืนถล่มลง  กลายเป็นกองซากปรักหักพังมโหฬาร


หูของจินจูอื้ออึง  เขาคลานขุดซากส้วมออก  จ้องกองซากตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน


ทำไม?


ทำไม?


เฉินจี้ยังอยู่ข้างในชัดๆ  เหตุใดจึงจุดระเบิดอาวุธไฟ?!


สิ่งที่จินจูไม่รู้คือ  นับแต่เฉินจี้ก้าวออกจากโรงยาไท่ผิง  เขามิได้คิดเลยสักขณะว่า  จะกลับไปได้ทั้งเป็น


ยามนี้นอกเรือนตำหนักไผ่เขียว  เสียงตะโกนสู้รบดังกระชั้น  ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดโถมเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้


เสียงปริแตกดังขึ้น  มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากซากปรักหักพัง  แขนนั้นค่อยๆ ดันซากกำแพงพังออกทีละน้อย


ซากปรักหักพังค่อยๆ ถูกผลักสูงขึ้น  ในที่สุด  เฉินจี้ลุกยืนจากตรงนั้น  เตาไฟในกายโชติช่วงชัชวาล  ปล่อยให้หิมะใหญ่ตกกระหน่ำลงบนตน


ท่ามกลางเปลวไฟ  เฉินจี้ยืนอยู่บนซากปรักหักพัง  ปล่อยให้หิมะใหญ่โปรยปราย  เขาหอบหายใจ  จ้องไปยังจินจู


จินจูตะลึงงัน  นัยน์ตาคู่นั้นมีทั้งการไม่ยอม  โทสะ  ความทุกข์  


มีทั้งแสงอรุณ  มีพลบค่ำ  มีปีแล้วปีเล่า


จินจูถอนหายใจยาว  พลิกกลับนอนลง  แล้วหลับตา


เฉินจี้กวาดตามองไปรอบๆ  พร้อมตะโกนก้อง  “ศัตรูบุก!  รีบมาช่วยใต้เท้าหยุนหยาง  ใต้เท้าเจียวถู่เร็วเข้า! ใต้เท้าจินจู—ใต้เท้าจินจู!  ท่านอยู่ที่ไหน?!”


เขาตั้งใจจะค้นหาหยุนหยางกับเจียวถู่  ทว่าขณะนี้กลายเป็นกองซากปรักไปหมด  ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายถูกฝัง ณ จุดใด


ไม่มีกระแสน้ำแข็ง—สองคนนี้ไม่ตาย!


ระหว่างคิด  ชายวัยกลางคนร่างกำยำสวมงอบฝ่าเข้ามา  ขาดั่งตั๊กแตน  เอวดั่งผึ้ง  โชกเลือดทั้งตัว  ดุร้ายถึงขีดสุด


เฉินจี้คำรามด้วยโทสะ  “โจรชั่วรนหาที่ตาย!”


ชายวัยกลางคนไม่คิดปะทะ  หันหลังผละออกไป  คนสองคนไล่ล่ากัน—หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง—หายลับเข้าไปในค่ำคืนหิมะอเวจีอันมืดมิดไร้ก้นบึ้ง


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0476

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง