ตอนที่ 0017 กรมอาญา



ม้าอาชาไนยกับชายชุดดำที่ควบม้าทะยานผ่านราตรี  เสมือนตัวละครในนิทานหนังตะลุง  ต่างก็เร่ร่อนในยุทธภพที่ไร้หนทางกลับ


ในยามนี้  อีกาตัวหนึ่งกระพือปีกร่อนลง  เกาะบนหลังคาโรงเหล้าหลังหนึ่งด้านหน้าพวกเขา  มันเพียงยืนนิ่งอยู่บนชายคา  เฝ้ามองเฉินจี้กับหยุนหยางที่ควบม้าผ่านไปอย่างไม่ขยับเขยื้อน  ราวกับว่ามันเองก็คือสัตว์ประดับชายคาของอาคารหลังนี้


ขนอีกาสะท้อนประกายใต้แสงจันทร์  ดุจคลุมด้วยผืนผ้าแพรเงิน  สงบนิ่งและลึกลับ


หืม  อีกา?


เฉินจี้หันกลับไปมองชายคานั้นอีกครั้ง  กลับพบว่าอีกากระพือปีกบินไปสู่แห่งหนใดไม่ทราบ


เขามั่นใจว่าเคยเห็นอีกาตัวนี้ที่ลานหลังโรงยา  สายตาที่มันมองสำรวจเขานั้น  ราวกับการพินิจจากผู้เหนือกว่า


ตอนที่เห็นอีกาตัวนี้  เขาเคยคิดว่าเป็นภาพลวงตาจากภาวะความเครียด  แต่ตอนนี้ที่ได้เห็นมันอีกครั้ง  เฉินจี้ไม่คิดแบบนั้นแล้ว  ความลึกลับของโลกนี้เกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  เอ่ยถามหยุนหยาง  “ท่านหยุนหยาง  กรมสืบลับของท่านน่าจะได้เห็นอะไรมามาก  เคยเห็นคนที่ควบคุมสัตว์ได้บ้างไหม”


“ไม่เคย”  หยุนหยางตอบอย่างไม่ใส่ใจ


“แล้วมีผู้ฝึกตนบ้างไหม  ข้าเคยได้ยินหนังตะลุงเล่าเรื่องเทพปีศาจ  เป็นเรื่องจริงหรือไม่”  เฉินจี้ถาม


“ไม่มี”


เฉินจี้จมอยู่ในความคิด  เขาได้ก้าวเดินบนเส้นทางการฝึกตนแล้ว  และมั่นใจว่าโลกนี้ต้องมีผู้ฝึกตนคนอื่นแน่นอน  แต่ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย


อะไรเป็นสาเหตุให้ผู้ฝึกตนเหล่านั้น  เร้นกายอยู่ในหมู่ผู้คนและราชสำนัก


ฉึก!


หยุนหยางหันไปมอง  เห็นเฉินจี้ฉีกชายเสื้อคลุม  แล้วผูกปิดบังใบหน้าตัวเอง


“เจ้าทำอะไร?  ทำงานให้กรมสืบลับของข้า  ต้องทำอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง  ไม่ต้องซุกหัวซ่อนหาง”  หยุนหยางกล่าวอย่างดูแคลน


เฉินจี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ  “ท่านหยุนหยาง  ข้าเป็นแค่คนตัวจ้อย  ระมัดระวังบ้างย่อมไม่ผิด  อีกอย่างท่านก็ต้องปกป้องตัวตนของข้าให้ดี  หากไม่แล้ว  ตระกูลหลิวแก้แค้นข้า  คราวหน้าจะไม่มีใครช่วยท่านสร้างความดีความชอบแล้ว”


หยุนหยางคิดอย่างละเอียดแล้วพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง  “งั้นเจ้าก็ปิดหน้าให้มิดชิดหน่อย...ยู่!”


เขาดึงบังเหียนอย่างกะทันหัน  ม้าจึงหยุดกึกบนถนนมืดสลัว


เฉินจี้กวาดสายตาไป  เห็นคนหลายสิบขี่ม้ายืนขวางอยู่ตรงหน้า


คนกลุ่มนี้สวมเสื้อกันฝนฟางข้าว  สวมหมวกสาน  แต่ละคนคาดดาบยาวไว้หลังเอว  กระแสฆ่าฟันพัดปะทะมาแรงกล้า


หัวหน้ากลุ่มเงยหน้ามองเฉินจี้แวบหนึ่ง  เฉินจี้เห็นในเงามืดใต้หมวกสาน  ชายวัยกลางคนผู้นี้มีแววตาดุจมีด  บาดแก้มจนเจ็บแสบ


“พวกเขาคือใคร?”  เฉินจี้กระซิบถามบนหลังม้า


“คนของ  ‘กรมอาญา’”  หยุนหยางตอบพลางรั้งบังเหียนแน่น  แล้วเอ่ยเสียงดัง  “ผู้บัญชาการหลินเดินทางมาไกล  คงจะนำกองทหารอวี๋หลงเร่งฝีเท้าทั้งกลางวันกลางคืน  จากจินหลิงมาถึงที่นี่กระมัง”


ชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวอย่างสงบ  “เจ้ากับเจียวถู่ก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้  ข้ามาเพื่อจับกุมพวกเจ้ากลับเมืองหลวง  รอฟังอัครเสนาบดีฝ่ายไต่สวน”


“ก่อเรื่อง?”  หยุนหยางหัวเราะเย็น  “ข้ากับเจียวถู่มาเมืองหลัวจับสายลับราชวงศ์จิ่ง  ผิดตรงไหน?”


ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเคร่งขรึม  “พวกเจ้าจับคนของตระกูลหลิว  แต่หาหลักฐานมัดมั่นมาลงโทษพวกเขาไม่ได้  บัดนี้ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิวใกล้สิ้นใจ  เรื่องนี้ปัดไม่หลุดแล้ว”


หยุนหยางไม่ตื่นตระหนก  “ข้ากับเจียวถู่หาหลักฐานได้นานแล้ว  ที่ไม่เอาออกมาแสดงเพราะจะปล่อยสายยาวตกปลาใหญ่  ไม่อยากตีหญ้าให้งูตื่น  หลินเฉาชิง  เพียงเจ้าได้ยินเสียงลมพัดหญ้าไหวนิดหน่อย  ก็ปรี่มาจับกุมพวกเราทันที  ขัดขวางการสืบสวน  หรือว่าแท้จริงแล้ว  เจ้าคือสายลับที่ราชวงศ์จิ่งส่งมาฝังตัวในกรมอาญา?”


“พูดจาเหลวไหล”  หลินเฉาชิงดูหมิ่น  “กรมอาญาของข้ามีหน้าที่ตรวจการขุนนาง  กรมสืบลับของเจ้าก็อยู่ในอำนาจกำกับดูแล  ข้าแนะนำให้เจ้าเลิกดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์  ตามข้ากลับเมืองหลวงแต่โดยดีเถิด!”


หยุนหยางกล่าวเสียงหนักแน่น  “หลินเฉาชิง  อยากจับข้า  อย่างน้อยก็รอให้ท่านผู้เฒ่าหลิวสิ้นลมก่อนค่อยว่ากัน”


หลินเฉาชิงเป็นคนนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว  ไม่อยากเสียเวลาพูดมากความ  “จับพวกเขา”


เสียงเพิ่งเงียบไป  ทหารม้าอวี๋หลงหลายสิบนายด้านหลังเขา  ต่างก็ควบม้าพุ่งเข้าโจมตีมา


เกือกเหล็กกระทบพื้นหินเขียว  ส่งเสียงสะเทือนขวัญ


ขณะนี้  ท้องฟ้าถูกเมฆดำบดบัง  ถนนยาวมืดมิดดุจหมึก


เหล่าทหารอวี๋หลงซ่อนใบหน้าไว้ใต้หมวกสาน  แววตาหลบอยู่ในเงามืด  เมื่อพวกเขาใกล้จะมาถึงตัวหยุนหยาง  ทุกคนก็ชักดาบยาวออกจากหลังเอวพร้อมเพรียงกัน!


หยุนหยางกล่าวเสียงทุ้มกับเฉินจี้  “นั่งให้ดี!”


พูดจบ  เขากระโดดลงจากหลังม้า  ปลายนิ้วแทงเข็มเงินใส่ก้นม้าดุจสายฟ้า  อาชาไนยร้องฮี้อย่างเสียขวัญ  พาเฉินจี้ควบหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง!


เฉินจี้ไม่ชำนาญการขี่ม้า  ทำได้แค่ก้มตัวต่ำกอดคอม้าไว้แน่น  พลางหันหลังกลับไปมอง  เห็นหยุนหยางในชุดดำไม่ได้ถอย  แต่กลับพุ่งเข้าหา  ก้าวยาวๆ รับหน้าทหารม้าอวี๋หลงหลายสิบนายตามลำพัง!


เปรี้ยง!


ขณะที่เขาปะทะกับทหารอวี๋หลงคนแรก  ทหารอวี๋หลงชูดาบฟัน  แต่ดาบยังไม่ทันตกลงมา  หยุนหยางก็ย่อเอวบิดสะโพก  หมัดหนึ่งกระหน่ำใส่หัวม้า!


อาชาไนยร้องโหยหวน  ม้าศึกใหญ่ดุจเกวียนกลับถูกหมัดเล็กๆ นี้สั่นคลอน  ล้มลงบนถนนยาวราวกับภูเขาถล่ม


“ขัดคำสั่ง  ต่อต้านการจับกุม  โทษหนักขึ้นอีกขั้น!”  ร่างของหลินเฉาชิงออกแรงทันที  เขาเหยียบอานม้า  ชักดาบฟันลงมากลางอากาศ  ดาบของเขายาวกว่าและหนักกว่าของคนอื่น!


เมื่อเขาเหยียบหลังม้าออกแรง  อาชาไนยที่แข็งแกร่งยังต้านแรงนี้ไม่ไหว  ข้อเข่าถึงกับทรุดงอลง


อีกฟากหนึ่ง  หยุนหยางเห็นดังนั้นก็กระโจนขึ้น  คนทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ  เกิดกระแสลมพัดปั่นป่วน  ไม่มีใครเห็นชัดว่าเกิดอะไรขึ้น  พริบตาเดียวทั้งสองก็แยกจากกันแล้ว


หลินเฉาชิงร่อนลงจากอากาศ  ยืนนิ่งบนหลังม้าของตน  


บนพื้นหินเขียวในจุดปะทะของทั้งสอง  ทิ้งรอยดาบยาวเอาไว้หลายเมตร!


ฝ่ายหยุนหยาง  อาศัยแรงปะทะกระโดดขึ้นชายคา  เคลื่อนไหวดุจเงาผี  ไล่ม้าของตนที่วิ่งหนีไปจนทัน  แล้วกระโจนขึ้นหลังม้าหลบหนีไปได้


บนถนนยาว  หลินเฉาชิงไม่รีบไล่ตาม  เพียงนั่งลงบนหลังม้า  กดปีกหมวกฟางตัวเองแผ่วเบา  เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบ  “คนที่นั่งหลังม้าเขาคือใคร” 


“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน  น่าจะไม่ใช่คนของกรมสืบลับขอรับ”


เสียงของหลินเฉาชิงหนักแน่นราวกับเสียงโลหะกระทบกัน  “ไปสืบ”


……


……


เฉินจี้พูดด้วยความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลือ  “ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่า  ท่านไม่เคยเห็นผู้ฝึกตน……”


หยุนหยางกำลังจะตอบ  แต่พออ้าปากกลับอาเจียนเลือดออกมาคำหนึ่ง  จึงใช้แขนเสื้อเช็ดมุมปาก  “เรื่องผู้ฝึกตนจะประกาศก้องไปทั่วฟ้าได้อย่างไร  เจ้าฝึกอะไร  ฝึกถึงขั้นไหน  ล้วนเป็นสิ่งที่บอกคนอื่นไม่ได้”


“ทำไม”


หยุนหยางพูดแฝงนัยลึกซึ้ง  “การฝึกตนเพื่อหวังอายุยืนยาวนั้น  ฟังดูสวยหรูไม่เบา  แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องในนิยาย  บนเส้นทางนี้มีแต่ความเป็นกับความตาย  ข้าเชื่อว่าเจ้ามีอนาคต  ภายหน้าอาจได้รับการยกย่องจากคนใหญ่คนโต  แต่จงจำเอาไว้  หากเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้อย่างแท้จริงแล้ว  อย่าได้บอกใครเด็ดขาดว่าตัวเองฝึกอะไร”


เฉินจี้รู้สึกหนาวเย็นจับใจ  คำพูดของหยุนหยางแฝงคำเตือนลึกซึ้ง  ย่อมเป็นประสบการณ์ชีวิตที่อีกฝ่ายผ่านเหตุการณ์สำคัญมาจึงตกผลึกได้


ขณะกำลังครุ่นคิด  หยุนหยางก็ไอเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง  “เจ้าหนุ่ม  คืนนี้หากเจ้าหาหลักฐานตัดสินโทษลูกหลานตระกูลหลิวไม่ได้  เราคงต้องตายด้วยกัน”


เฉินจี้กล่าว  “ก็หมายความว่า  ที่ท่านบอกว่าคืนนี้ต้องสืบหาหลักฐานให้ได้  เพราะกลัวถูก  ‘กรมอาญา’  เอาผิดสินะ?  ข้ายังนึกว่ากรมสืบลับของพวกท่านเก่งกาจที่สุดเสียอีก”


“ไม่ต้องเหน็บแนมกัน  กรมอาญาดูแลกองทหารองครักษ์  พวกนักรบหยาบคายนั่น  แน่นอนว่าฝีมือไม่เบา”  หยุนหยางเอ่ยเสียงเย็น  “เพียงแต่ทุกคนต่างรับใช้ใต้เสนาบดีฝ่ายในเหมือนกัน  พวกเรากรมสืบลับวันๆ เอาหัวไปเสี่ยง  ฆ่ากันไปมากับกรมข่าวกรอง  ส่วนพวกเขาวันๆ สอบสวนแต่คนใน  ต้องใช้ฝีมือตรงไหน?”


ทั้งสองมาถึงหน้าประตูจวนโจวแล้ว  หยุนหยางกระโดดลงจากม้าก่อน  ออกแรงผลักประตูใหญ่ทาสีแดงบานนั้น  เสียงอี๊ดอ๊าดดังขึ้นท่ามกลางความมืดยามราตรี  ฟังแล้วขนลุกไม่เบา


จวนโจวถูกทำความสะอาดแล้ว  โต๊ะจัดเข้าที่  เก้าอี้ยกตั้งขึ้น  ราวกับที่นี่ไม่เคยมีคนตายสิบกว่าคน


หยุนหยางยืนในลานบ้าน  หันมองเฉินจี้  เอ่ยเสียงจริงจัง  “เหลือเวลาไม่มากแล้ว  ข้าเดิมพันทั้งหมดไว้กับเจ้า  หวังว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง  บอกมา  ก่อนหน้านี้เจ้าพบอะไรที่จวนโจว?”


เฉินจี้เดินตรงไปยังเรือนหลักของจวนโจว  “หนังสือของโจวเฉิงอี้  ถูกเก็บรวมไว้ที่ใด?”


“ไม่ขาดเล่มไหน  อยู่ที่นี่หมดแล้ว”


เฉินจี้ยืนหน้าชั้นหนังสือ  รีบหยิบหนังสือลงมาเปิดดูเร็วๆ ทีละเล่ม


หยุนหยางเห็นเขาตั้งใจ  จึงเดินออกจากตัวเรือนหลัก  


ณ  สถานที่ไร้ผู้คน  เขาหยิบตัวหนังตะลุงออกมา  กัดนิ้วชี้ตัวเอง  ใช้เลือดสดแต้มดวงตาหนังตะลุง


ตัวหนังตะลุงมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน  บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มประหลาด  กระโดดขึ้นกำแพงลานบ้านอย่างโซเซ  วิ่งไปทางทิศบูรพา


เขากลับเข้าไปในตัวเรือนหลัก  กลับพบว่าเฉินจี้คัดหนังสือออกมาได้สองเล่ม  “เบาะแสน่าจะอยู่ในหนังสือสองเล่มนี้”


หยุนหยางรับหนังสือมาเปิดดู  พบว่าเนื้อหาของหนังสือทั้งสองเล่มเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน  “ทั้งสองเล่มเป็น  ‘บทที่สอง ว่าด้วยการปกครอง’  ซึ่งเป็นบทที่แปดใน ‘อรรถาธิบายสี่คัมภีร์’  เล่มหนึ่งน่าจะเป็นที่โจวเฉิงอี้คัดลอกเอง  ข้าเคยเห็นลายมือเขา”


ยุคนี้หนังสือหมุนเวียนด้วยวิธีปกติคือการซื้อขาย  การยืมอ่าน  การคัดลอก  รวมถึงการปล้นชิงและการขโมย


การพิมพ์หนังสือถูกผูกขาดโดยตระกูลใหญ่  ราคาแพง  ดังนั้นการยืมอ่านและคัดลอกจึงเป็นพฤติกรรมที่แพร่หลาย


แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้  โจวเฉิงอี้ไม่ขาดเงิน


เฉินจี้ชี้ไปทางผนังซึ่งมีหนังสือหลายร้อยเล่ม  แล้วกล่าว  “โจวเฉิงอี้แม้เป็นถึงรองเจ้าเมือง  ภายนอกดูเหมือนซื่อสัตย์  แต่เขาแอบเลี้ยงผู้หญิงไว้ที่เรือนนอก  กระทั่งคนรับใช้ยังมีสิบกว่า  เหตุใดเขาจึงจะคัดลอกหนังสือเอง?  ข้าเดาว่าทุกครั้งที่โจวเฉิงอี้ยืมหนังสือ  คืนหนังสือ  นั่นคือวิธีส่งข่าวกรอง  หนังสือเล่มนี้เพิ่งคัดลอกเสร็จยังไม่ทันได้คืน  ข้างในน่าจะมีความลับที่เขาต้องการส่งออกไป”


หยุนหยางมองเฉินจี้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด  “ครั้งก่อนเจ้าตรวจดูหนังสือพวกนี้เป็นอย่างแรก  ตอนนั้นเจ้าก็พบเบาะแสนี้แล้ว  เหตุใดไม่เอ่ยปากเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง  กลับไปหาเบาะแสอื่นต่อ?”


เฉินจี้กล่าว  “ข้อมูลที่ช่วยรักษาชีวิต  มีมากหน่อยย่อมไม่ผิด  อีกอย่าง  มีเวลาแค่หนึ่งเค่อ  ถึงข้าจะรู้ว่าหนังสือมีปัญหา  แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะถอดรหัสของกรมข่าวกรองได้ภายในหนึ่งเค่อ”


คืนนั้น  เฉินจี้แม้จะหวาดกลัว  แต่ไม่เคยตื่นตระหนก  ไพ่ตายของเขาเปรียบเสมือนเศษกระเบื้องแตกในมือ  ซึ่งเขากำแน่นตลอด  ไม่เคยปล่อย


หยุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนล้า  “แล้วตอนนี้เจ้ามั่นใจหรือ?”


“หากยังมีเวลาอีกสองชั่วยาม  ก็น่าจะได้”  เฉินจี้กล่าวอย่างมั่นใจ


คำพูดยังไม่ทันขาด  เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นด้านนอกจวนโจว  ทั้งสองเงยหน้ามอง  เห็นเจียวถู่นำสายลับสิบกว่านายกระโดดลงจากม้า  นางส่งบังเหียนให้สายลับนายหนึ่ง  เดินฉับๆ เข้ามาในจวน  “ปิดประตู!  ระหว่างทางกลับ  ข้าพบตระกูลหลิวถืออาวุธมาที่นี่อย่างเปิดเผย  คนเยอะมาก!”


หยุนหยางแปลกใจ  “พวกเขาจะทำอะไร”


เจียวถู่กล่าวเสียงหนัก  “ท่านผู้เฒ่าหลิวสิ้นลมแล้ว”


หยุนหยางมองเจียวถู่อย่างตกตะลึง  “ท่านผู้เฒ่าตระกูลหลิวตายแล้ว?!  เฉินจี้  อาจารย์เจ้าไปรักษาไม่ใช่หรือ  วิชาแพทย์ของเขาเป็นของเก๊หรือไง!”


ภายในเรือน  เจียวถู่กล่าวอย่างจริงจัง  “ตายมาชั่วยามแล้ว  ตอนนี้คนตระกูลหลิวโกรธแค้นกันทั่ว”


“บัดซบ!”  หยุนหยางยกมือขยี้หน้า  “พวกเราช่างโชคร้ายเหลือเกิน  ร่างกายเขาไม่ดีเองแท้ๆ จะมาโทษพวกเราได้ยังไง  หม้อขี้มหึมาใบนี้ดันมาคว่ำใส่หัวข้าได้ยังไง?!”


เจียวถู่กล่าว  “ลูกน้องข้าสองนายหายตัวไป  บางทีอาจถูกพวกเขาสังหารท่ามกลางความวุ่นวายไปแล้ว  ในกลุ่มคนพวกนี้มี  ‘นักฆ่า’  ที่ตระกูลหลิวเลี้ยงไว้ปะปนอยู่”


เสียงเพิ่งขาดหาย  เสียงกีบม้าและเสียงฝีเท้าก็ดังระงมจากด้านนอกจวน  คนตระกูลหลิวมาถึงเร็วยิ่ง  เร่งฝีเท้าเต็มพิกัด!


มีคนตะโกนเสียงดัง  “พวกเขาจับจู่เหริน*หนุ่มของตระกูลหลิวเราเข้าคุกหลวงโดยไร้หลักฐาน  แล้วสังหารเขา  ทำเอาท่านผู้เฒ่าโกรธจนสิ้นใจ  วันนี้ต้องมีคำตอบให้พวกเรา!”


“ใช่  ต้องมีคำตอบให้พวกเรา!”


(*จู่เหริน — ผู้ผ่านสอบคัดเลือกระดับมณฑล)


ท่ามกลางเสียงอึกทึก  ท่ามกลางแสงไฟที่ส่ายไหว  หยุนหยางมองเฉินจี้ด้วยสีหน้าซับซ้อน  “ยามนี้  เจ้าคงเหลือเวลาแค่หนึ่งเค่อแล้ว”


(จบตอน)  


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน: -
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกเทพ #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง