ตอนที่ 0019 ฟันผิด
ถนนและตรอกอันคดเคี้ยวของเมืองหลัว ดุจดั่งเส้นลายมือของนครแห่งนี้
กองกำลังตระกูลหลิวที่กำลังไล่ล่าเฉินจี้กับพรรคพวก แตกกำลังออกเป็นห้าทาง ราวกับอุ้งมือที่กำลังหุบเข้า บีบอากาศในเมืองให้หนาแน่นขึ้นทุกขณะ
พวกหน่วยสืบลับแล่นผ่านเงามืดระหว่างบ้านเรือน ด้านหลังห่างออกไปหลายร้อยก้าว คือร่างของคนตระกูลหลิวที่ถือหอกถือไม้ ชูคบเพลิงส่องสว่าง
เจียวถู่หันกลับมองเฉินจี้ที่ท้ายขบวนแวบหนึ่ง ก่อนหันไปถามหยุนหยาง “เจ้าเชื่อคำของเจ้าหนุ่มนั่นหรือ หากเขาหาหลักฐานไม่เจอ เราสองคนก็จะพลาดโอกาสออกจากเมืองหลัวในคืนนี้แล้วนะ”
“ตอนนี้พวกเราก็ได้แต่เชื่อเขา” หยุนหยางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากคืนนี้หาหลักฐานไม่พบ แม้แต่ด่านของกรมอาญา พวกเราก็ผ่านไม่ได้”
เจียวถู่พูดอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายในคงไม่ทำอะไรพวกเราจริงๆ หรอก เราสองคนยังมีประโยชน์อยู่ อย่างมากก็แค่ฆ่าคนให้ท่านเพิ่มอีกหน่อย”
“ใต้บัญชาของอัครเสนาบดีฝ่ายในมีทั้งคนดีและเลว แต่ที่ไม่มีคือคนโง่ เจ้ากับข้าทำเรื่องนี้พัง ในกรมสืบลับคงไม่มีที่ให้พวกเรายืนแล้ว...บางที เจ้าหนุ่มนั่นอาจหาหลักฐานเจอจริงๆ ก็ได้?”
เจียวถู่พูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “ภาวนาให้เป็นแบบนั้น หากเขาหาหลักฐานไม่เจอ พวกเราก็ตีฝ่ากลับเมืองหลวง ไปขอร้องไป๋หลง ยังไงก็ห้ามตกอยู่ในมือกรมอาญาเด็ดขาด”
พูดไปพลาง นางก็หันกลับมามองเฉินจี้
เด็กฝึกน้อยคนนี้ กำลังหายใจหอบตามอยู่ท้ายขบวน ผมเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ ผ้าที่คลุมใบหน้าเปียกโชกแต่ก็ไม่ยอมถอดออก
“ร่างกายเจ้าหนุ่มนี่ไม่เลวเลย ยังตามพวกหน่วยสืบลับทันได้” เจียวถู่ชื่นชม
หน่วยสืบลับในสังกัดกรมสืบลับ หยิบใครก็ตามไปใส่ใน ‘กองทัพหมื่นปี’ ก็เป็นยอดฝีมือในบรรดายอดฝีมือ ดังนั้นไม่ว่าเฉินจี้จะดูอับจนขนาดไหน การตามฝีเท้าพวกเขาทันได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน
ขณะนี้ เฉินจี้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายตน เมื่อเขาหมดแรง เตาไฟสามดวงข้างตันเถียนกลับส่งกระแสอุ่นออกมาไม่ขาดสาย ค้ำจุนให้เขาวิ่งต่อไปได้
เตาไฟพวยพุ่งดุจกระแสน้ำเชี่ยว ช่วยให้ร่างกายเขาเกิดการแปรสภาพอย่างลึกลับ
ราวกับดาบเต็มไปด้วยสนิมกำลังถูกขัดเพื่อขจัดคราบสนิมออก
ขณะผ่านถนนจ่างหนิง เสียงโห่ฆ่าด้านหลังใกล้เข้ามาแล้ว หยุนหยางเอ่ยเสียงต่ำ “พวกตระกูลหลิวคุ้นเคยเมืองหลัวกว่าพวกเรา พวกมันกำลังลัดทางมาล้อม หนีแบบนี้ต่อไปต้องถูกไล่ทันแน่”
“แล้วจะทำอย่างไร?” เจียวถู่ถาม
“สละเบี้ยรักษาตัวหมาก”
ขณะผ่านลานบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง หยุนหยางสั่งการ “ชีว่าน เจ้าพาทุกคนไป ล่อพวกตระกูลหลิวไปทางตะวันตก นับเป็นความดีความชอบใหญ่ของเจ้า!”
หน่วยสืบลับชุดดำชื่อชีว่านพูดเสียงแผ่ว “รับทราบ คนอื่นตามข้ามา!”
เฉินจี้ยืนอยู่ข้างกำแพงลาน มองแผ่นหลังของพวกหน่วยสืบลับที่จากไปโดยไม่พูดอะไร หยุนหยางกับเจียวถู่ปีนข้ามเข้าไปในลานบ้านหลังเล็กนั่นแล้ว เห็นเขายังไม่ปีนเข้ามาสักที จึงโผล่หัวออกมาจากหลังกระเบื้องสีเทา “มัวเหม่ออะไรอยู่?!”
“มาแล้ว” เฉินจี้กระโดดอย่างแรง คว้ามือที่หยุนหยางยื่นออกมา ปีนเข้าไปในลานอย่างงุ่มง่าม
ทั้งสามยืนอยู่หลังกำแพง แนบตัวชิดผนัง กลั้นหายใจฟังเสียงเคลื่อนไหวด้านนอก
พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายหนาแน่น เดินผ่านขวักไขว่นอกกำแพง ยังได้ยินเสียงคนพูดว่า “ต้องไม่ให้พวกมันหนีออกจากเมืองหลัวเด็ดขาด ต้องแก้แค้นให้ท่านผู้เฒ่า”
ใกล้กันเพียงแค่กำแพงกั้น เฉินจี้ถึงกับได้กลิ่นคบเพลิงที่ลุกไหม้อยู่นอกกำแพง มันคือกลิ่นเปลือกต้นสนผสมกับน้ำมันยางสน แห้งและแตกปะทุ
ฝูงชนมืดฟ้ามัวดินไล่ตามไปทางที่พวกหน่วยสืบลับจากไป จนกระทั่งนอกกำแพงกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เฉินจี้จึงกล้าหายใจ “พวกหน่วยสืบลับจะรอดไหม?”
หยุนหยางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูด “ในกลียุค ความเป็นความตายอยู่ที่ชะตา เจ้าก็เช่นกัน พวกเขาก็เช่นกัน ข้ากับเจียวถู่ก็เช่นกัน ครั้งที่ข้ากับเจียวถู่ยังเป็นหน่วยสืบลับตัวน้อย ก็ไม่รู้ว่าถูกทิ้งมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”
เจียวถู่พูด “อย่าพูดมาก รีบไปกันเถอะ”
เมื่อทั้งสามปีนข้ามกำแพงลานออกมาอีกครั้ง ถนนก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน พวกเขามุ่งหน้าไปทางตะวันออก แต่หยุดลงที่สี่แยกแรก
หยุนหยางหรี่ตามองไปอีกฟากถนนหินสีเขียว หลินเฉาชิงพร้อมทหารอวี๋หลงขี่ม้านับสิบนาย กำลังหยุดม้ายืนนิ่ง รออยู่ที่นั่นเงียบงัน ราวกับพร้อมจะตะครุบเหยื่อได้ทุกเมื่อ
กรมอาญาอยู่ตะวันออก กรมสืบลับอยู่ตะวันตก ต่างฝ่ายจ้องกันข้ามระยะทางไกล แต่ไม่มีใครพูดจา ทั้งสองฝ่ายยืนอยู่ในเงามืด รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากก่อน
กองทหารอวี๋หลงสวมเสื้อกันฝน สวมหมวกไม้ไผ่ ทุกคนนำมือกดที่ด้ามดาบหลังเอว ความกดดันพรั่งพรูเข้ามาดุจภูเขา
ท่ามกลางความเงียบนี้ หลินเฉาชิงบังคับม้าเดินหน้า มุ่งมาหาหยุนหยางอย่างไม่รีบร้อน
สีหน้าของเขาซ่อนอยู่ใต้หมวกไม้ไผ่ ไม่มีใครมองเห็นชัดเจน “ต่างก็ทำงานในกรมพิธีการด้วยกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน พวกเราก็ไม่อยากให้คนของกรมสืบลับถูกพวกขุนนางฝ่ายบุ๋นโค่นล้ม เมื่อครู่ที่ปล่อยพวกเจ้าไป ก็เป็นการให้โอกาสแล้ว หนึ่งชั่วยามผ่านไป ตอนนี้หาหลักฐานมาได้หรือยัง?”
หยุนหยางทำหน้านิ่งขรึม เงียบไม่ตอบ ถึงตอนนี้แล้ว ลำพังการขู่ด้วยลมปากคงไม่ช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤติ
“ดูเหมือนจะยังไม่มีเหมือนเดิม” หลินเฉาชิงบังคับม้าศึกใต้อาน เคลื่อนดันไปข้างหน้า “จับกุมพวกเขา...”
คำพูดยังไม่ทันจบ กลับถูกเสียงอึกทึกจากตำแหน่งไกลขัดจังหวะ “เหลียงมาวเออร์ เจ้าจะแบกข้าไปไหน? แม่นางเยียนเอ๋อร์ยังรอข้าอยู่ที่หงจั้งนะ!”
“พี่ พวกตระกูลหลิวดูเหมือนจะโกรธแล้ว เราต้องรีบไปสังหารพวกขันที ไม่งั้นเงินค่าเหล้าของพี่จะขาด ยาสำหรับฝึกตนก็จะขาดด้วย!”
“อะไรนะ! ตัดเงินค่าเหล้า?”
“พี่ ยาสำคัญกว่านะ!”
กรมอาญากับกรมสืบลับหันไปมองทางซ้ายพร้อมกัน เห็นชายหนุ่มอ้วนผู้หนึ่ง กำลังแบกชายวัยกลางคนเมามายวิ่งมา
ชายวัยกลางคนผู้นั้น เสื้อคลุมเปิดอ้า คลุมอยู่บนตัวหลวมๆ ศีรษะเอียงเอนพิงบ่าชายหนุ่ม คนผู้นี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ซอมซ่อสกปรก มีเพียงดาบตรงเอวที่ดูเหมือนถูกเช็ดถูบ่อยครั้ง งดงามเป็นพิเศษ
เมื่อหลินเฉาชิงเห็นคนผู้นี้ ก็ดึงบังเหียนม้า เหล่าทหารอวี๋หลงของกรมอาญาก็พร้อมใจกันหยุดฝีเท้า
เจียวถู่พูดเสียงแผ่ว “เหลียงโก่วเอ๋อร์”
ทุกคนมองคนอ้วนกับคนผอมอย่างเงียบงัน ท่ามกลางความเงียบอันแปลกประหลาด พวกเขาเห็นเหลียงมาวเออร์แบกเหลียงโก่วเอ๋อร์ เดินเข้ามาใกล้พลางตัดพ้อรำพัน
เมื่อผ่านสี่แยก เหลียงมาวเออร์ร่างท้วมจึงเห็นกรมอาญากับกรมสืบลับในเงามืดข้างทาง เขาตกตะลึงจนไม่กล้าหายใจ ก้อนไขมันบนตัวสั่นระริก
“พ……พี่ ตื่นเร็ว! เหมือนข้าจะเห็นพวกเขาแล้ว!” เหลียงมาวเออร์พูด
เหลียงโก่วเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอย่างมึนเมา “เจอพวกขันทีแล้วหรือ?”
เหลียงมาวเออร์เหงื่อซึมบนหน้าผาก อยากจะทิ้งเหลียงโก่วเอ๋อร์แล้ววิ่งหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขากดเสียงต่ำพูดว่า “พี่ พวกเขาได้ยิน...”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หันมองหลินเฉาชิง พอเห็นหมวกฟางกับเสื้อกันฝนเรียงรายเป็นระเบียบ ก็ยิ้มร่าดีใจทันที “หมวกฟางกับเสื้อกันฝน พวกขันทีไม่ผิดแน่! แต่เราไม่ยุ่งกับใคร กลับไปอย่าลืมบอกตระกูลหลิวด้วย ข้าชักดาบแล้วนะ......”
ในพริบตา เหลียงโก่วเอ๋อร์ที่นอนคว่ำบนหลังเหลียงมาวเออร์ ใช้นิ้วกลางกับนิ้วชี้รวมกัน เกี่ยวด้ามดาบดึงออกมาแผ่วเบา
ชิ้ง! ดาบยาวถูกชักออกจากฝัก
แสงดาบอันกว้างใหญ่ ฟันตรงไปหาหลินเฉาชิงในพริบตา ทุกคนยังไม่ทันได้สติ ดาบก็กลับเข้าฝักเรียบร้อยแล้ว
กร๊อบ! หมวกฟางบนศีรษะหลินเฉาชิงแยกเป็นสองซีกแล้วหล่นกระทบพื้น เผยให้เห็นใบหน้าเหลี่ยมคมดุดันของเขา ดาบผ่าอากาศนี้วิเศษถึงขีดสุด พลังดาบทำลายหมวกฟางแล้วก็หยุด ใบหน้าหลินเฉาชิงไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย
บนถนนกลายเป็นเงียบสงัด ทุกคนตะลึงงันกับภาพตรงหน้าจนขาดสติ
เหลียงมาวเออร์มองกรมอาญาทางขวา แล้วหันมองกรมสืบลับทางซ้าย “พ…พี่ ฟันผิดตัวแล้ว......”
“อะไรนะ?” เหลียงโก่วเอ๋อร์หรี่ตามองกรมสืบลับ แล้วหันไปมองหลินเฉาชิง
หลินเฉาชิงนั่งบนหลังม้านิ่งสนิท เอ่ยเสียงเย็น “เหลียงโก่วเอ๋อร์ เบิกตาสุนัขของเจ้าให้กว้าง ดูให้ดีว่าข้าเป็นใคร”
“อ๊ะ!”
วินาทีถัดมา เหลียงโก่วเอ๋อร์กระโดดลงจากหลังเหลียงมาวเออร์ กลิ้งคลานมาตรงหน้าม้าหลินเฉาชิง แจงยิ้มประจบประแจง “นึกว่าใคร ที่แท้ก็ผู้บัญชาการหลินนี่เอง ขออภัยๆ ไปโทษตระกูลหลิวเถิด ข้าบอกว่าจะไปดื่มเหล้าที่ตรอกชุดแดง พวกเขาดันบังคับให้ข้ามาฟันพวกท่าน!”
หลินเฉาชิงเหวี่ยงแส้ม้าฟาดบ่าเหลียงโก่วเอ๋อร์ “วันนี้ไม่ทำอะไรเจ้า ไสหัวไป”
“ดีๆๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ!” พูดจบ เหลียงโก่วเอ๋อร์ก็กลิ้งไปด้านข้างจริงๆ
หลินเฉาชิงเงยหน้ามองฝั่งตรงข้าม
บัดนี้ หยุนหยาง เจียวถู่ กับเฉินจี้บนถนนฝั่งตรงข้ามหายตัวไปแล้ว
“ไล่ตาม คงไปไม่ไกลนักหรอก”
ทหารอวี๋หลงหลายสิบนายขี่ม้าไล่ตาม เหลียงโก่วเอ๋อร์จึงค่อยโงนเงนลุกขึ้นยืน เหลียงมาวเออร์เดินมาปัดฝุ่นให้ด้วยความเป็นห่วง “พี่ จะไปรับลมปากพวกนั้นทำไม?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยิ้มร่า รวบผมยุ่งเหยิงมัดไว้กับปิ่นกลางศีรษะ “มาวเอ๋อร์ ข้าฉลาดไหมเมื่อกี้ แก้วิกฤตได้อย่างแยบยล!”
เหลียงมาวเออร์บ่นงึมงำ “ไม่แยบยลเลยสักนิด!”
“ไป! ทำงานเสร็จแล้ว ไปดื่มต่อ!”
“ข้าไม่ดื่ม! พี่ดื่มไปเท่าไรแล้ว เลิกดื่มได้แล้วน่า!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ “ข้ายังดื่มไม่พอ......โอ้ก!”
……
……
“จมูกกรมอาญาไวเหลือเกิน หนีไปไหนก็ตามเจอ” เจียวถู่บ่น
หยุนหยางแบกเฉินจี้ไหล่เดียว วิ่งไปพลางพูดไปพลาง “ใครๆ ก็ว่าพวกเราเป็นเหยี่ยวสุนัขของเสนาบดีฝ่ายใน เราเป็นเหยี่ยว พวกเขาเป็นสุนัข จมูกกรมอาญาเลื่องชื่อลือชาว่าไวว่อง หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวพวกเขาก็ลากตัวเจ้ากลับมาได้”
ขณะวิ่งสุดชีวิต เขาไอเลือดออกมาอีกคำ
เจียวถู่ตกใจ “เจ้าบาดเจ็บหรือ? ข้าแบกเขาเอง”
“เพิ่งปะทะกับหลินเฉาชิงไปรอบหนึ่ง ไม่เป็นไร แค่เจ็บเล็กน้อย” หยุนหยางว่า “เจ้าหนุ่มนี่เป็นผู้ชาย เจ้าจะแบกเขาทำไม......ถึงแล้ว!”
มาถึงหน้าประตูคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งติดตราประทับ หยุนหยางจึงโยนเฉินจี้ลง “ที่นี่แหละ เร่งมือหน่อย กรมอาญาจะมาถึงแล้ว!”
เฉินจี้เดินไปข้างหน้า ฉีกตราประทับ แล้วออกแรงผลักประตูทาสีแดงบานใหญ่ให้เปิดอ้า เขาอ้อมภูเขาจำลองกับบ่อปลาหน้าประตู เดินเร่งฝีเท้าเข้าไปข้างใน “ห้องหนังสืออยู่ไหน?”
“ในสุด!”
แต่ไกล พวกเขาได้ยินเสียงกีบม้าดังห้าวหาญราวกลองศึก!
เห็นเฉินจี้เดินเข้าห้องหนังสือ หยิบหนังสือจากชั้น ทุกเล่มเพียงอาศัยแสงจันทร์ พลิกดูแบบขอไปที สองตาก็โยนลงพื้น เหมือนกับที่เขาทำในจวนโจวไม่มีผิด!
หยุนหยางดึงไม้ขีดไฟจากอก จุดเทียนไขภายในห้อง ชูขึ้นหน้าชั้นหนังสือ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบ่าวหนังสือของเฉินจี้ อยากจะโกรธอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ภัยใหญ่ใกล้ตัว จึงได้แต่อดกลั้นไว้
หยุนหยางสงสัย “เจ้าหาอะไรกันแน่? ข้ารู้สึกเหมือนเจ้าเป็นแมลงวันไร้หัว กำลังลองเสี่ยงโชคอยู่”
เฉินจี้ว่า “บางครั้ง โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของฝีมือ”
ขณะพูด เสียงกีบม้าหยุดลงหน้าประตู พวกเขาได้ยินเสียงเสื้อกันฝนเสียดสีกับอานม้า กรมอาญาจะบุกเข้ามาแล้ว!
เจียวถู่หน้าถมึงทึง ร่างเล็กแต่ว่องไวขวางหน้าประตู มือกดดาบสั้นตรงเอว
นางหันเผชิญทหารอวี๋หลงที่พุ่งเข้ามา พูดว่า “กรมสืบลับอยู่ในช่วงสำคัญของการจับกุมสายลับ ขืนใครเดินเข้ามาอีกก้าวเดียว ตาย!”
แต่หลินเฉาชิงไม่สนใจคำขู่ของนาง ยังคงรุกคืบทีละก้าว “บุกเข้าไป ใครขัดขืนฆ่าได้ไม่ต้องละเว้น”
การประหัตประหารของทั้งสองฝ่ายจวนจะปะทุ เจียวถู่ชักดาบสั้นกรีดกลางหว่างคิ้วของตน ที่กลางหว่างคิ้วนั้น ดูเหมือนมีหมอกดำกลุ่มหนึ่งกำลังจะพุ่งออกมา
ภายในคฤหาสน์ที่มีบรรยากาศอันน่าสะพรึง หลินเฉาชิงคาดดาบยาวตรงเอวเดิน ย่างสามขุมไปข้างหน้าทีละก้าว ดาบบรรจงถูกชักออกทีละนิด แสงหนาวส่องออกมาจากใต้เสื้อกันฝน เย็นยะเยือกน่าสะพรึง
ชายวัยกลางคนร่างกำยำล่ำสัน ดุจพยัคฆราชตัวโต นัยน์ตาจับจ้องแผลสีแดงเข้มกลางหว่างคิ้วเจียวถู่ตลอดเวลา บนแผลนั้นเสมือนมีพลังลึกลับพลุ่งพล่านออกมา
หลินเฉาชิงหัวเราะเยาะหยัน “ตัวข้าขุนนางชั้น 4 แห่งต้าหนิง กลปาหี่อย่าเอามาอวดให้ขายหน้าเลย”
เจียวถู่พูดเสียงเรียบ “เป็นกลปาหี่หรือไม่ ลองดูก็รู้เอง”
ทันใดนั้นเอง ในห้องมีเสียงเฉินจี้ดังขึ้น “เจอแล้ว!”
เด็กหนุ่มเดินออกจากห้อง มือถือม้วนหนังสือม้วนหนึ่ง
(จบตอน)
______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน: -
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกเทพ #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น