ตอนที่ 0021 สิงกวน
ประตูใหญ่ทาสีแดงของคฤหาสน์หลิวเสินหยู บรรจงถูกดึงเปิดออกจากด้านใน
ภายในประตู หยุนหยางที่เดินนำหน้าออกมานั้น ท่าทางหยิ่งผยองยิ่งกว่าเดิม “หลักฐานอยู่นี่แล้ว ข้าจะส่งหลักฐานเหล่านี้ด่วนแปดร้อยลี้ไปยังเมืองหลวง ให้ฝ่าบาททรงวินิจฉัย!”
หลิวหมิงเสี่ยนนั่งอยู่บนหลังม้าศึก ใต้หมวกไว้ทุกข์ สีหน้าของเขาถูกแสงไฟส่องสว่างวูบหนึ่งมืดวูบหนึ่ง
เขาจ้องมองปึกหลักฐานในมือหยุนหยาง เส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆ เขาคิดไม่ถึงว่าหยุนหยางกับเจียวถู่จะหาหลักฐานเจอจริงๆ ยามนี้หากยังจะแก้แค้นให้ท่านปู่อีก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยืนหยัดได้แล้ว
ทว่า เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างกะทันหัน……จึงเงยหน้ามองไปด้านหลังหยุนหยาง และพบคนคลุมหน้าผู้หนึ่งกำลังก้มศีรษะอยู่
นี่ใคร?
เหตุใดจึงคลุมหน้า?
ขณะที่หลิวหมิงเสี่ยนกำลังจะมองให้ละเอียดกว่าเดิม ก็เห็นหยุนหยางขยับเล็กน้อยหนึ่งก้าว บังคนคลุมหน้าผู้นั้นไว้อย่างมิดชิด พลางมองมาที่ตนด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่ยิ้ม “ท่านหลิว ยังไม่ถอยหรือ?”
หลิวหมิงเสี่ยนนิ่งเงียบ ไม่มีท่าทีจะถอยแม้แต่น้อย
ทั้งสองฝ่ายตึงเครียดพร้อมจะปะทะ ต่างรอให้เขาเอ่ยปาก จะสู้หรือจะถอย ล้วนอยู่ที่ความคิดเขาในชั่วขณะ
หลิวหมิงเสี่ยนถามอย่างสงบ “เหลียงโก่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหน?”
คนหนุ่มที่จูงบังเหียนอยู่ข้างม้ากล่าวอย่างตื่นตระหนก “อาสอง เหลียงมาวเอ๋อร์เพิ่งมาส่งข่าว บอกว่าเหลียงโก่วเอ๋อร์ได้ชักมีดใส่พวกขันทีแล้ว ตอนนี้นอนหลับอยู่ที่ตรอกชุดแดงแล้ว”
หลิวหมิงเสี่ยนหน้าตาหม่นหมองลง เขากวาดตามองทหารอวี๋หลงของกรมอาญาที่ชักดาบออกมาแล้ว กัดฟันกล่าว “บอกให้เหลียงโก่วเอ๋อร์ถือดาบผุๆ ของมันไสหัวออกไปจากตระกูลหลิว ตระกูลหลิวไม่มีที่ให้มันอยู่อีกแล้ว!”
ทว่า เขายังไม่ยอมเลิกราอยู่ดี กลับขี่ม้าเข้าไปอีกครั้ง นำคนตระกูลหลิวหลายร้อยคนรุกเข้าไป
ขณะนั้น หลินเฉาชิงเอ่ยขึ้น “ท่านหลิว อย่าทำให้ทั้งตระกูลหลิวต้องพลอยผิดไปด้วย ท่านน่าจะรอให้ท่านอัครเสนาบดีหลิวกลับมาเมืองหลัวก่อน แล้วถามท่านดู ค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”
หลิวหมิงเสี่ยนจ้องมองหลินเฉาชิงนิ่ง ในที่สุด เขาโค้งคำนับในอากาศ “หลิวมักจะรอฟังคำตัดสินอยู่ในบ้าน กลับเรือน! จัดงานศพให้ท่านปู่!”
ขณะจากไป เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง พอดีเห็นหลินเฉาชิงกับคนคลุมหน้าผู้นั้น กำลังกระซิบกระซาบบางสิ่งระหว่างกัน
“สืบหาคนคลุมหน้านั่นให้ได้!” หลิวหมิงเสี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “หยุนหยางกับเจียวถู่ สองยมบาลเดินดินนี้ฆ่าคนเก่งจริง แต่ไม่เคยได้ยินว่าพวกเขามีฝีมือด้านการสืบคดีหาหลักฐาน คนคลุมหน้านั่นต้องเป็นส่วนสำคัญแน่นอน ต้องสืบให้รู้ตัวจริงเขาให้ได้!”
“รับทราบแล้วอาสอง”
ชั่วขณะหนึ่ง หลิวหมิงเสี่ยนถึงกับมีลางสังหรณ์ว่า หากคืนนี้ไม่มีคนคลุมหน้าผู้นี้ บางทีทุกอย่างคงแตกต่างออกไป
เมื่อพวกตระกูลหลิวจากไป หลินเฉาชิงก็พลิกตัวขึ้นม้า เขาจัดเสื้อฟางกันฝนแล้วก้มมองเฉินจี้ “เจ้าหนุ่ม คำสัญญาของข้ามีผลภายในสองเดือน บางทีไม่ต้องถึงสองเดือน เจ้าก็จะเข้าใจว่ากรมสืบลับมีคนประเภทใด”
หยุนหยางหน้าดำคล้ำ “พูดเสียดสีใครกันเล่า พวกเจ้ากรมอาญานอกจากจะกล่าวหาเพื่อนร่วมราชการแล้ว ยังทำอะไรได้อีก?”
หลินเฉาชิงนิ่งเงียบไม่พูดจา นำคนกรมอาญามุ่งไปทางตะวันออก เสื้อฟางกันฝนสีคล้ำ กระพือพลิ้วดุจปีกดำอยู่ด้านหลัง เดินทางไกลมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย และจากไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ขณะขี่ม้าจากไป มีทหารอวี๋หลงยิ้มให้เฉินจี้ใต้หมวกสาน พวกเขาให้ความเคารพผู้มีความสามารถ
แต่เฉินจี้คงไม่มีวันทำงานให้กรมอาญาอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เขาต้องการมิใช่ตำแหน่งขุนนาง และไม่เคยคิดจะรับใช้อำนาจหลวง
ตอนนี้เขาอยากฝึกตนมากกว่า และการฝึกตนต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมอาญาให้ไม่ได้
เสียงกีบม้าห่างออกไป หยุนหยางมองเฉินจี้แวบหนึ่ง “เมื่อเข้าร่วมกรมอาญาแล้ว ก็จะกลายเป็นศัตรูของขุนนางทั้งราชสำนัก ได้แต่เป็นขุนนางโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต ตั้งแต่โบราณมา ขุนนางโดดเดี่ยวมีสักกี่คนที่ได้อวสานอย่างดี?”
เฉินจี้ตอบอย่างสงบ “ขอบคุณท่านหยุนหยางที่เตือน”
หยุนหยางถาม “เจ้าคิดว่า จะมีคนตระกูลหลิวคนอื่นเกี่ยวข้องอีกหรือไม่?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ไม่ทราบ”
หยุนหยางถามอีก “ราชวงศ์จิ่งจะมีวิธีส่งข่าวสารอื่นอีกหรือไม่?”
เฉินจี้ส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่ทราบ”
“เจ้าจะเหมือนครั้งก่อนที่จวนโจวไหม ซ่อนไพ่ใบสุดท้ายไว้อีก?”
เฉินจี้ตอบอย่างมั่นใจ “ไม่มี”
หยุนหยางหัวเราะอย่างโมโห เจ้าหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ใสซื่ออย่างที่เห็นเลย แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้
เขายิ้มหวานมองเฉินจี้ “พรุ่งนี้ตอนค่ำ จะมีคนนำเงินห้าสิบตำลึงไปส่งที่โรงยาไท่ผิง ข้าขอตัว”
“เดี๋ยวก่อน! ขอเบิกล่วงหน้าแปดเหรียญได้ไหม?” เฉินจี้ถาม
หยุนหยางทำหน้าแปลกประหลาด หยิบเหรียญทองแดงแปดเหรียญออกมาจากแขนเสื้อ “เจ้ายาจกจนเป็นบ้าแล้วหรือ แปดเหรียญก็ยังกล้าขอ? นี่ข้าให้ไปเลย ไม่นับรวม”
เฉินจี้ยิ้มอย่างจริงใจ “ขอบคุณ ข้าขอลา”
เจียวถู่พลันตระหนักได้ทันที ว่านี่คือรอยยิ้มแรกของเฉินจี้ที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
หยุนหยางกล่าว “เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป”
ยังไม่ทันที่เฉินจี้จะตอบสนอง ก็เห็นมีดสั้นร่วงจากแขนเสื้อของเขา ฟันผ่านข้างหูเฉินจี้ ผมปอยหนึ่งร่วงลงในอุ้งมือของเขา “ตอนนี้ไปได้แล้ว”
เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จากไปโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเฉินจี้เดินไปไกลแล้ว เจียวถู่อดถามไม่ได้ “ทำไมไม่ดึงเขาเข้ากรมสืบลับเลยล่ะ ย้ายมาอยู่ใต้บังคับบัญชาพวกเรา จะได้ใช้งานเขาได้ตามใจชอบ ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนถึงห้าสิบตำลึง...เงินห้าสิบตำลึงซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ได้เท่าไร ข้าใส่หลายปีก็ไม่หมด!”
“ไม่ได้” หยุนหยางปฏิเสธ “ความสามารถของเจ้าหนุ่มนี่……อำมหิตกับคนอื่น แต่อำมหิตกับตัวเองยิ่งกว่า ทั้งยังฉลาด นี่เป็นแบบที่ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายในโปรดปรานที่สุด หากให้เขาเข้ากรมสืบลับมาจริง ไม่รู้เมื่อไรจะขึ้นมาขี่คอพวกเรา”
“แต่ตำแหน่งสิบสองนักษัตรก็ไม่มีที่ว่างแล้วนี่” เจียวถู่กล่าว
หยุนหยางกล่าวเสียงต่ำ “ข้าได้ยินมาว่า เสือป่วยกำลังจะออกจากตำแหน่ง……ข้าช่างมึนงงจริง ไปคิดได้อย่างไรว่าเขาจะมาแทนที่เสือป่วยได้”
เจียวถู่กล่าวขึ้นทันที “พวกเราต้องยืนยันให้แน่ใจว่า เขาเป็นสายลับราชวงศ์จิ่งหรือไม่ ต่อไปจึงจะใช้งานเขาได้อย่างสบายใจ”
หยุนหยางกล่าวอย่างสงบ “ข้าคิดเผื่อเรื่องนี้แล้ว เมื่อคืนได้ส่งพิราบสื่อสารไปหาเมิ่งจีที่จวนไคเฟิง เขาจะมาถึงเมืองหลัวในไม่ช้า มีเขาลงมือสอบสวนรับรองไม่พลาดแน่”
“ต้องแลกอะไรถึงเชิญเมิ่งจีมาได้?”
“แลกมาแพงมาก...ไปเถอะ ดึกแล้ว”
พริบตาเดียว หน้าประตูที่เคยคึกคักวุ่นวาย เหลือเพียงใบไม้ปลิวไสวท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ร่วง
ราวกับโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้แก่ทุกคน หลังความวุ่นวายและงานเลี้ยงผ่านพ้น เหลือไว้เพียงความเงียบเหงาและความว่างเปล่า
……
……
เฉินจี้เดินอยู่ในตรอกมืดแห่งหนึ่ง เดินไปเดินมา บนกำแพงก็ปรากฏแมวน้อยตัวดำขนฟู คาบหนังสือเล่มหนึ่งกับโสมหนึ่งรากไว้ในปาก
หนุ่มน้อยเดินอยู่บนพื้น มันค่อยๆ ตามไปบนกำแพง ภายใต้แสงจันทร์ เงาของหนึ่งคนหนึ่งแมวเคลื่อนไหวหน้าหลัง ราวกับมีความเข้าอกเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ มีจังหวะลีลาบางอย่าง
อูหยุนคลายปาก หนังสือและโสมร่วงลงมาจากกลางอากาศ
เฉินจี้ยกมือขึ้นอย่างไร้เสียง รับหนังสือและโสมไว้กลางอากาศ กระแสน้ำแข็งพุ่งออกมาตามแรง เปลี่ยนโสมส่วนน้อยให้กลายเป็นลูกปัดใสสี่เม็ด
เห็นเพียงเขายัดหนังสือกับโสมที่เหลืออยู่เข้าไปในอก แล้วโยนลูกปัดขึ้นไปบนชายคาทีละเม็ด อูหยุนเดินไปพลางรับลูกปัดเข้าปากได้อย่างแม่นยำ
หนึ่งคนหนึ่งแมวเคลื่อนไหวราวกับซักซ้อมมาล่วงหน้า ลื่นไหลดุจสายน้ำ กระแสอุ่นส่งผ่านจากอูหยุนมาสู่ร่างเฉินจี้ พลันจุดเตาไฟดวงที่สี่ข้างตันเถียนให้สว่างวาบ!
ชั่วพริบตา เตาไฟทั้งสี่ดวงปล่อยเปลวเพลิงเจือจางออกมา ดุจโซ่ตรวนเชื่อมเตาไฟทั้งสี่เข้าด้วยกัน ราวกับกรงขังอันสมบูรณ์แบบ ผนึกตันเถียนเอาไว้มิดชิด
เตาไฟทั้งสี่ดวงนี้ ราวกับมีพันธะบางอย่างมาแต่กำเนิด เมื่อมันเชื่อมต่อกันในชั่วพริบตา กลับก่อกระแสอุ่นมหาศาล ไหลชำระเนื้อหนังกระดูกของเฉินจี้อีกครั้ง ช่วยให้ความเหนื่อยล้าทั้งคืนของเขามลายหายเป็นปลิดทิ้ง
เฉินจี้เงยหน้า ชี้บอกทิศทางให้อูหยุนอย่างเงียบงัน
หนึ่งคนหนึ่งแมวแยกกันกะทันหัน ณ ทางแยกรูปตัวที หนึ่งไปข้างหน้า หนึ่งไปทางซ้าย
อึดใจต่อมา เฉินจี้วิ่งสุดฝีเท้า!
ตามมาไม่ห่างนัก ภายในหมอกเบาบาง ถัดจากด้านหลังเขาไปสิบกว่าก้าว มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมา ที่นั่นมีเงาร่างพร่ามัว โจมตีเข้าใส่อย่างเร็วรี่
เฉินจี้เดินอ้อมในความมืด พยายามสลัดคู่ต่อสู้ด้วยถนนอันซับซ้อนวกวน
แต่ผู้ไล่ตามมักหาทางที่ถูกต้องตรงทางแยกได้เสมอ เขาแทบได้ยินเสียงหอบหายใจของอีกฝ่ายอยู่ข้างหลังแล้ว
ไม่ได้ หนีไม่พ้นแน่
เสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายใกล้เข้ามาทุกที เฉินจี้พินิจว่าความเร็วของอีกฝ่ายเหนือกว่าตน อย่างน้อยก็ระดับหน่วยสืบลับ
เขาทราบดีว่า จะมีคนตามสะกดรอยตน หรือแม้แต่ต้องการสังหารตน ดังนั้น โสมที่แต่เดิมตั้งใจเก็บไว้ชดเชยความเสียหายของโรงยา ก็ถูกเขาใช้แปลงเป็นกระแสน้ำแข็งอย่างไม่ลังเล
คนต้องมีชีวิตรอดก่อน ทุกอย่างจึงจะมีความหมาย
หลังมาถึงโลกนี้ เฉินจี้ราวกับเจอจุดเริ่มต้น ‘ระดับนรก’ แม้เขาจะหลบอยู่ในโรงยาไม่ออกไปไหน อันตรายก็ยังหาทางมาเยี่ยมเยียนทีละเรื่องสองเรื่อง
แต่หากชีวิตถูกลิขิตให้เป็นเช่นนี้ เขาเลือกที่จะไม่หลบหนี
เสียงฝีเท้าข้างหลังดังใกล้มากแล้ว ดวงตาของเฉินจี้มีเพียงความสงบนิ่ง
เมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เมื่อระหว่างคนทั้งสองเหลือระยะห่างเพียงสามช่วงตัว เขาหันกลับฉับพลัน พุ่งเข้าหาผู้มาเยือน
ในยามปกติ ตรอกแคบจะกว้างพอให้สองคนเดินเรียงหน้ากระดาน สองฝั่งเป็นกำแพงสูงของบ้านเรือน พื้นเป็นทางหินขรุขระ
ผู้มาเยือนไม่คาดคิดว่า เหยื่อจะกล้าหันกลับมาสู้ เขาชักดาบข้างเอวตามสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ทันชักออก ข้อมือกลับถูกเฉินจี้กดไว้แน่น
พละกำลังของมือสังหาร แต่เดิมแข็งแกร่งกว่าเฉินจี้มาก แต่แรงเฉื่อยจากการปะทะกันครั้งนี้ กลับทำให้เฉินจี้กดมือเขาไว้ได้ด้วยพลังที่มากกว่า
แกร่ก! ดาบยังชักไม่ทันออกก็ถูกกดกลับเข้าฝักดังเดิม!
ใต้แสงจันทร์สลัว รูม่านตามือสังหารวัยกลางคนหดเล็กฉับพลัน เขาอดมองเฉินจี้ไม่ได้ กลับพบว่าเฉินจี้ก็จ้องเขาไม่วางตาเช่นกัน
นี่ไม่ใช่สายตาที่เหยื่อควรมี
เห็นมือสังหารวัยกลางคนถอยร่างไปด้านหลัง พลางยกเท้าถีบหน้าอกเฉินจี้ ทำให้หนุ่มน้อยกลิ้งหงายไปข้างหลัง
เขาชักดาบอีกครั้ง แต่คราวนี้ดาบชักได้แค่ครึ่งทาง เฉินจี้ตีลังกาแล้ว กลับไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย ย่อตัวพุ่งเข้ามาทันที
แกร่ก! ดาบถูกกดกลับเข้าฝักอีกครั้ง
สองครั้งติดต่อกัน มือสังหารชักดาบไม่ออกแม้แต่ครั้งเดียว!
มือสังหารหัวเราะเย็นในใจ เขาทิ้งดาบไม่ใช้เสียเลย เหวี่ยงกำปั้นใส่ใบหน้าอกเฉินจี้ติดต่อกัน
ในสายตาเขา หนุ่มน้อยตรงหน้าเปิดช่องโหว่กลางลำตัว เต็มไปด้วยจุดอ่อน ไร้ประสบการณ์การต่อสู้โดยสิ้นเชิง
มือสังหารมองเฉินจี้อีกครั้ง กลับพบว่าในดวงตาอีกฝ่ายไม่มีความกลัวหรือเจ็บปวด มีเพียงความตื่นเต้นคึกคัก ก้นตาราวกับมีไฟ
บัดนี้เฉินจี้แน่ใจแล้วว่า ผู้ฝึกตนบนโลกนี้ย่อมเป็นคนส่วนน้อย พวกเขาซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังของโลก ไม่ปรากฏตัวง่ายดายนัก
หากไม่แล้ว ไม่ว่าบุคคลที่ต้องการสังหารคนคืนนี้จะเป็นใคร ก็ไม่ควรส่งแค่ ‘คนธรรมดา’ ตรงหน้านี้มา
เมื่อเทียบกับหลินเฉาชิงและหยุนหยาง มือสังหารวัยกลางคนผู้นี้ถือเป็นเพียงคนธรรมดาอย่างแท้จริง!
ชั่วพริบตา เฉินจี้รับหมัดแล้วหมัดเล่า กลับพุ่งตัวเข้าหาอีกครั้ง กระแทกหน้าอกมือสังหาร หนีบแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ใต้รักแร้แน่น
ตอนนี้แหละ!
บนชายคากำแพง เงาดำก้อนหนึ่งถลันโจมตีเข้าใส่ มือสังหารตกใจหันกลับ เขานึกว่ามีคนซุ่มอยู่ด้านหลัง แต่เห็นเพียงแมวดำตัวจ้อย
ยังไม่ทันผ่อนลมหายใจ ร่างแมวดำก็ผ่านตัวเขาไปแล้ว
เมื่อสวนกัน กรงเล็บคมกริบของอูหยุนกรีดผ่านลำคอมือสังหาร
ฉึก!
เลือดสดกระเซ็นบนกำแพง
เฉินจี้ปล่อยมือสังหาร นั่งหอบหายใจบนพื้น มองอย่างเย็นชาขณะที่มือสังหารกุมคอถอยหลังด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ ก่อนจะพิงกำแพงทรุดลงอย่างเชื่องช้า
มือสังหารวัยกลางคนเห็นแมวดำตัวนั้นกระโดดแผ่วเบา เข้าไปในอ้อมอกหนุ่มน้อย จึงถามอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “สิงกวน?”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว สิงกวน? นี่เป็นคำเรียกรวมสำหรับผู้ฝึกตนของโลกนี้หรือ?
(จบตอน)
______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน: -
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกเทพ #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น