ตอนที่ 0024 เมิ่งจี



เด็กหนุ่มแห่งเมืองหลัวอุ้มแมวดำตัวน้อยไว้  เดินไปบนถนนหินยามราตรี  ฝีเท้าที่เดิมเคยหนักอึ้ง  กลับค่อยๆ  เบาเมื่อเวลาผ่านไป


ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปมิใช่หรือ  เขามีความหวังใหม่แล้ว


“อูหยุน  คุยเรื่องสนุกๆ  กันหน่อยเถอะ”  เฉินจี้กล่าวพลางยิ้ม  “เจ้าเล่าเรื่องในจวนจิ้งอ๋องให้ข้าฟังได้ไหม”


อูหยุนขดตัวอยู่บนแขนเฉินจี้อย่างเบื่อหน่าย  หยิบปลาแห้งเล็กๆ ออกมาจากห่อผ้าสีน้ำเงินแล้วแทะกิน  “ที่แบบนั้นจะมีอะไรดีให้เล่า  จวนกว้างใหญ่  แค่พวกแม่นมกับสาวใช้ก็มีเรื่องสกปรกเพียบ  อย่างเช่นชุนหวาเป็นคนที่จิ้งเฟยซื้อมาเพื่อล่อลวงจิ้งอ๋อง  แต่จิ้งอ๋องไม่แม้แต่จะมองชุนหวาสักครั้ง  อย่างเช่นชุนหรงนางงูพิษนั่น  ริษยาชุนหวาที่อ่อนเยาว์งดงาม  จึงแอบถ่มน้ำลายใส่ข้าวกับแกงของชุนหวา......”


เฉินจี้ยิ้มพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา  “เจ้ามาอยู่จวนจิ้งอ๋องสามเดือนแล้ว  มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นบ้างไหม”


“แน่นอนสิ!”  อูหยุนกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา  “จวนกำลังจะคึกคักแล้ว”


เฉินจี้ทำหน้าตาคาดหวัง  “โอ้?”


อูหยุนกล่าวด้วยความตื่นเต้น  “ใกล้ถึงเทศกาลฉงหยางแล้ว  จูหยุนซี  โอรสองค์โตของจิ้งอ๋อง  จูหลิงยุ่น  ธิดาของจิ้งเฟย  จูไป๋หลี่  ธิดาของหยุนเฟย  ทุกคนจะกลับมาจากสำนักตงหลิน  กล่าวกันว่ายังมีพระน้อยรูปหนึ่งด้วย”


“พระน้อย?”  เฉินจี้ถามอย่างสงสัย


อูหยุนกล่าว  “ได้ยินจิ้งเฟยพูดว่า  เป็นพุทธบุตรกลับมาจุติของนิกายเก๋อหนิง  สายวัชรญาณแห่งแคว้นหยุน  เพราะนิกายเก๋อหนิงต้องการแรงสนับสนุน  ต้องการพระราชโองการจากราชสำนัก  จึงส่งเขามาเป็นตัวประกันที่จงหยวน”


“สำนักตงหลินมีชื่อเสียงมากหรือ”  เฉินจี้ถามอย่างอยากรู้  เขาจำได้ว่า  พี่ชายทั้งสองของตนก็กลับมาจากสำนักตงหลินเช่นกัน


อูหยุนอธิบาย  “ได้ยินว่าสำนักตงหลินกับสำนักชิงหยา  สำนักเยว่ลู่  ล้วนนับเป็นสามสำนักใหญ่แห่งราชวงศ์หนิง  สถานที่ซึ่งบรรดาอัจฉริยบุคคลทั่วหล้าต่างพากันแห่แหน  ได้ยินว่าค่าเล่าเรียนรายเดือนแพงเหลือหลาย  ยังต้องเป็นบุตรตระกูลใหญ่เท่านั้นจึงจะเข้าไปศึกษาได้  ทุกครั้งที่มีการสอบบรรจุราชการ  ในบรรดาจู่เหรินที่สอบผ่าน  สามส่วนล้วนเป็นศิษย์สำนักตงหลิน”


“ลูกหลานจากบ้านไปสามปี  ย่อมควรคึกคักเป็นธรรมดา......จิ้งเฟยกับหยุนเฟย  ใครเป็นเฟย*เอก  จูหยุนซีเป็นบุตรของใคร” (*เฟย—พระสนม)


อูหยุนตอบ  “พวกนางไม่ใช่เฟยเอกทั้งคู่  เฟยเอกคือมารดาของจูหยุนซี  สิ้นบุญไปหลายปีแล้ว......ข้าต้องกลับตำหนักหวั่นซิงก่อนแล้ว!”


พอใกล้จะถึงประตูโรงยาไท่ผิง  มันกระโดดพรวดลงจากอ้อมอกเฉินจี้ทันที  วิ่งหายไปในพริบตา


เฉินจี้เดินต่อไปอีกมุมหนึ่ง  ก็เห็นหมอเฒ่าเหยายืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย  เอ่ยถามว่า  “เจ้าไปไหนมา”


เฉินจี้ครุ่นคิด  ถ้าข้าตอบว่าพาแมวน้อยไปหาแม่  ท่านคงไม่เชื่อแน่......


เขาเอ่ยตอบ  “วันนี้วันหยุด  มีของลืมไว้ที่บ้าน  จึงกลับไปเอาอีกรอบขอรับ”


หมอเฒ่าเหยาขมวดคิ้ว  รอยย่นบนหน้าผากถูกบีบรวมกัน  “ความจริงแล้ว  เงินค่าเรียนวันนี้ไม่ใช่บ้านเจ้าจ่าย  ข้าพูดถูกไหม?”


เฉินจี้ตะลึงงัน


หมอเฒ่าเหยายิ้มเย็น  “ข้าตงิดใจมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว  แม่เลี้ยงของเจ้าใจแคบเป็นทุนเดิม  ครั้งก่อนเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าเรียนให้เจ้าที่สำนักตงหลินเดือนละสิบตำลึงเงิน  ก็ส่งเจ้ามาเป็นเด็กฝึกที่นี่  ทุกวันนี้แค่จ่ายค่าเล่าเรียนก็นับเป็นวาสนามากแล้ว  จะซื้อของขวัญมากมายมาฝากข้าได้อย่างไร”


เฉินจี้นิ่งเงียบไม่พูดจา  ไม่รู้จะตอบอย่างไร


หมอเฒ่าเหยาพูดอย่างสงสัยอีก  “เดี๋ยวนะ  ถ้าไม่ใช่เงินจากบ้าน  แล้วค่าเรียนของเจ้ามาจากไหน  อย่าบอกนะว่าไปเกาะแข้งสตรีบ้านไหน......”


พูดจบ  หมอเฒ่าเหยาหน้าเปลี่ยนสี  หนวดเคราโกรธจนแทบจะชี้ขึ้น  “จะดีร้ายเจ้าก็เป็นเด็กฝึกโรงยาไท่ผิงของข้า  หากทำเรื่องพรรค์นั้นแล้วถูกลือออกไป  จะต่างอะไรกับขี้ใส่กระเป๋ากางเกงข้า”


เฉินจี้  “......อ๊ะ?”


“อ๊ะอะไร”


เฉินจี้รีบกล่าว  “ท่านเข้าใจผิดแล้ว  ข้าจะทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร”


“แล้วเงินของเจ้ามาจากไหน”


เฉินจี้เงียบไปครู่  “อาจารย์  ข้าบอกไม่ได้  ไม่อยากให้ท่านเดือดร้อน”


หมอเฒ่าเหยามองสำรวจเขาหัวจรดเท้า  “กรมสืบลับ?  เจ้ากำลังช่วยกรมสืบลับทำงานอยู่?”


เฉินจี้นึกชื่นชมในใจ  สมคำที่ว่า  คนแก่ย่อมเจนโลก  ตนเพียงเปิดเผยข้อมูลเสี้ยวเดียว  กลับถูกอีกฝ่ายเดาถูกในทันที


เขาได้แต่อธิบายว่า  “อาจารย์  หยุนหยางมาหาถึงที่  ข้าไม่มีทางเลือก”


หมอเฒ่าเหยาจ้องเขานิ่งนาน  แล้วหันกลับเดินเข้าไปในโรงยา  “จะเลือกได้หรือไม่ได้  เจ้าก็เลือกแล้ว  ข้าไม่สนใจและไม่ถาม  เจ้าส่งค่าเรียนมาทุกเดือนได้ก็พอ  หากวันไหนตายข้างนอก  ก็อย่าให้ข้ารู้ดีกว่า......รีบไปนอนเดี๋ยวนี้!”


ประตูโรงยาปิดลง  ตรงมุมสุดถนนอันซีมีคนสามคนเดินออกมา  หยุนหยางกอดอกไขว่ห้าง  พลางบ่นพึมพำ  “หมอหลวงเหยาดูเหมือนไม่ค่อยชอบกรมสืบลับเราเท่าไรนะ”


เจียวถู่ยักไหล่  “ชอบสิแปลก”


หยุนหยางมองไปยังคนที่สาม  “เมิ่งจี  เด็กฝึกคนนั้นคือเป้าหมายที่ข้าอยากสืบ  จะได้แน่ใจเสียทีว่าเขาเป็นสายลับของราชวงศ์จิ่งหรือไม่”


ชายเจ้าของนามเมิ่งจี  สวมเสื้อคลุมกระดุมจีนสีน้ำตาลอ่อนสดใส  บนอาภรณ์ปักลายไก่ฟ้าหลายสิบตัวสีสันฉูดฉาด  ราวกับชุดละครงิ้ว


เมิ่งจีลูบจอนผมเรียบร้อยของตน  พูดเสียงแหลมเล็ก  “เด็กฝึกคนเดียว  คุ้มที่เจ้าจะลงทุนขนาดนี้เชียวหรือ  ถึงกับเจาะจงเชิญข้ามาจากจวนไคเฟิง”


“ข้าจ่ายเงิน  เจ้าทำงาน  ข้อมูลที่ควรบอกก็บอกหมดแล้ว  อย่างอื่นอย่าถาม”  หยุนหยางกล่าวเรียบเฉย


“ได้  รับรองว่าท่านพอใจแน่  ในความฝันจะทำอะไร  ข้าเป็นคนกำหนด”  เมิ่งจีหัวเราะเสียงแหลม  เจียวถู่อดไม่ได้ที่จะลูบขนลุกบนแขนตน


หยุนหยางถามด้วยความสงสัย  “ข้าสงสัยมาตลอด  ไฉนเจ้าถึงกล้าเปิดเผยวิชาที่ตนฝึก  ไม่กลัวจะเป็นภัยแก่ตัวหรือ”


เมิ่งจีหัวเราะตอบ  “อัครเสนาบดีฝ่ายในตรัสแล้ว  ผู้ฝึกวิชานี้บนโลก  มีแค่ข้าคนเดียว  ข้าจะไปก่อเรื่องอะไรได้”


ทันใดนั้น  เขานั่งขัดสมาธิบนพื้น  หยิบกระดาษเครื่องรางสีเหลืองออกมาจากอก


เมิ่งจีกัดนิ้วจนแตก  ใช้เลือดวาดเขียนบนกระดาษเครื่องราง  สุดท้ายใช้กระดาษเครื่องรางนั้นห่อผมเส้นหนึ่ง  แล้วกลืนลงคอ!


ในชั่วพริบตา  รูม่านตาของเมิ่งจีกลอกขึ้น  ในดวงตาเหลือแต่ตาขาว!


……  


……


เฉินจี้ไม่ได้กลับห้องพัก  เขาเพียงย่องเท้าแผ่วเบา  เข้าไปในโถงใหญ่ของโรงยา  จุดตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง  เพื่ออ่านตำราแพทย์บททั่วไปอย่างเงียบเชียบ


แค่จุดลมปราณ 618 จุดในเส้นลมปราณหลัก 12 เส้นของร่างกายมนุษย์  ก็ท่องจำได้ยากแล้ว


เขาเหมือนกลับไปยังห้องเรียนในฤดูร้อนอันร้อนอบอ้าว  ตรงหน้ามีแบบฝึกหัด  มีหนังสือกองพะเนิน  ข้างหูมีเสียงอ่านหนังสือดังก้อง  ความทรงจำเกี่ยวกับการเรียน  แทบจะเป็นความทรงจำลึกซึ้งที่สุดของนักเรียนทุกคนในวัยเยาว์  พร้อมกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์


ช่วงเวลานี้  เฉินจี้อยากให้มีหนังสือ  ‘ห้าปีการแพทย์แผนจีน  สามปีแบบฝึกหัด’  อยู่ตรงหน้าเสียเหลือเกิน


ขณะกำลังศึกษาอยู่  ความง่วงก็ถาโถมเข้ากะทันหัน  ราวกับอยู่ในฤดูกาลอบอุ่น  ทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยน้ำทะเลอุ่น  พัดพาเขาล่องลอยไปสู่ห้วงลึกของมหาสมุทร


เฉินจี้ตื่นตัวทันที  นับตั้งแต่เขาจุดเตาไฟสี่ดวงในร่างกาย  ก็มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมตลอดมา  ความง่วงครั้งนี้จึงมาอย่างไร้เหตุผล


แต่ไม่ว่าเขาจะระแวงเพียงใด  สุดท้ายก็ไม่แคล้วต้องหลับตาลง 


ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด  เฉินจี้ลืมตาขึ้นในความฝัน  เขากลับยืนอยู่หน้าประตูใหญ่สีชาดของคฤหาสน์โจวเฉิงอี้


หืม? นี่เรามาทำอะไรตรงนี้? 


เฉินจี้มองห่อยาในมือ  มันถูกห่อด้วยกระดาษป่านสีเหลือง  เขียนว่า  ‘โรงยาไท่ผิง’  แล้วเงยหน้ามองป้าย  ‘จวนโจว’


ใช่แล้ว  ตัวเองมาส่งยาบำรุงให้ท่านโจว


ตุก  ตุก  ตุก!  เฉินจี้หยิบห่วงทองแดงเคาะประตู  ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ  เขาลืมไปแล้วว่านี่คือความฝัน


เอี๊ยดอ๊าด  ประตูใหญ่สีชาดเปิดออก  เห็นพ่อบ้านหวังยิ้มต้อนรับอยู่ข้างใน  “หมอน้อยเฉินมาแล้วหรือ  เชิญเข้ามาเร็ว”


“ท่านโจวอยู่ไหนหรือ  ยาที่ท่านสั่งส่งมาแล้ว”  เฉินจี้เดินตามพ่อบ้านหวังเข้าไปข้างใน  ประตูใหญ่ปิดลงตามหลังพวกเขาอย่างเชื่องช้า


เฉินจี้มองสำรวจรอบตัว  สาวใช้กำลังเช็ดเครื่องเรือนไม้แดงในเรือนหลัก  ในลานมีสตรีผู้หนึ่ง  อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยอย่างยิ้มแย้ม  ข้างกายยังมีเด็กชายคนหนึ่งเตะลูกขนไก่


พ่อบ้านหวังพาเขาเข้าเรือนหลัก  เฉินจี้รู้สึกเพียงว่า  ที่นี่คุ้นเคยเป็นพิเศษ  แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นตอนไหน


ขณะนี้  โจวเฉิงอี้นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ  ถือพู่กันคัดลอกหนังสือเล่มหนึ่ง  พอเห็นเฉินจี้มาก็สั่งให้พ่อบ้านกับสาวใช้ออกไป


เฉินจี้วางห่อยาบนโต๊ะ  “ท่านโจว  นี่คือยาของท่าน”


โจวเฉิงอี้เงยหน้า  ถามขึ้นทันใด  “จิ้งอ๋องมีข่าวใหม่จะส่งถึงข้าหรือไม่”


เฉินจี้งงงัน  “ท่านโจวพูดอะไรขอรับ”


น้ำเสียงโจวเฉิงอี้ค่อยๆ กลายเป็นเย็นชา  “เจ้าลืมแล้วหรือ  เจ้ากับข้าคือสายลับที่กรมข่าวกรองทหารราชวงศ์จิ่งส่งมาทางใต้  ข้ารับผิดชอบติดต่อตระกูลหลิว  เจ้ารับผิดชอบติดต่อจิ้งอ๋อง!  ข้าขอถามอีกครั้ง  ทางจิ้งอ๋องมีข่าวใหม่หรือไม่”


เฉินจี้ขมวดคิ้วไม่ตอบ  ความคิดในสมองพลิกไปมารวดเร็ว


ขณะเดียวกันก็ได้ยินโจวเฉิงอี้ถามซ้ำ  “เจ้าลืมสถานะของตัวเองแล้วหรือ”


“เจ้าลืมแล้วหรือว่า  กรมข่าวกรองทหารราชวงศ์จิ่งของเรา  ฝึกฝนเจ้ามาอย่างไร”


เสียงของโจวเฉิงอี้ยิ่งดังก้อง  ยิ่งทะลุทะลวง  “เจ้าลืมแล้วหรือว่าตัวเองเป็นสายลับ”


คำซักไซ้ทีละประโยค  เสมือนเสียงมารร้ายแทรกหู  ทำให้เฉินจี้มึนศีรษะ  เขารู้สึกเพียงว่า  จิตสำนึกของตนเหมือนถูกคนควบคุม  ตากลอกขึ้นอย่างไม่อาจต้านทาน


อึดใจต่อมา  ในดวงตาเฉินจี้เหลือเพียงตาขาว  เอ่ยตอบกลับมาว่า  “ท่านโจวคงเข้าใจผิดแล้ว  ข้าไม่ใช่สายลับอะไรทั้งนั้น!”


โจวเฉิงอี้ยิ้มอย่างพอใจ  เขาได้คำตอบที่ต้องการแล้ว  สามารถไปหาหยุนหยางเพื่อบรรลุข้อตกลง


ทว่าเขากลับเกิดความสงสัยขึ้นอีก  “เจ้ารู้จักหยุนหยางได้อย่างไร”


เสียงเพิ่งขาดหาย  เฉินจี้รู้สึกเพียงว่า  จากจุดตันเถียนของตน  เตาไฟสี่ดวงลุกโชน  เผาผลาญภูตผีปีศาจ  อสุรกายทั้งหมดในร่างกายจนสิ้น!


บัดนี้  โจวเฉิงอี้ลุกขึ้นยืนแล้ว  มือทั้งสองยันโต๊ะ  โน้มตัวมาข้างหน้า  “หยุนหยางสงสัยเจ้าเป็นสายลับราชวงศ์จิ่งได้อย่างไร  เจ้ามีอะไรพิเศษ  ถึงทำให้หยุนหยางไม่สังหารเจ้าทันที”


ประโยคสุดท้ายนี้  ไม่ใช่เสียงดั้งเดิมของโจวเฉิงอี้อีกต่อไป  หากแต่เป็นเสียงแหลมเล็ก


ขณะนี้  รูม่านตาของเฉินจี้กลับมาเป็นปกติ  พร้อมกับหันตัวเดินออกไปข้างนอก!


‘โจวเฉิงอี้’  มองอย่างตกตะลึงเมื่อเฉินจี้หันตัวเดินออกไป  ฝ่ายหลังเดินราวกับไม่มีใครอยู่  ไปถึงหน้าประตูใหญ่สีชาด  ดึงประตูบานนั้นเปิดอย่างแรง


เมื่อประตูเปิดกว้าง  ‘โจวเฉิงอี้’ พบว่า  ด้านนอกประตูมีหยุนหยางกับเจียวถู่ยืนยิ้มเย้าหยัน  เขาเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง  “หือ?  หยุนหยาง  เจียวถู่  พวกเจ้าเข้ามาในความฝันข้าได้ยังไง”


เดี๋ยวก่อน!


ไม่ใช่!


‘โจวเฉิงอี้’  ตระหนักชัดเจนว่า  หยุนหยางกับเจียวถู่ไม่มีทางบุกรุกความฝันของตนได้  เขาก็ไม่เคยสร้างหยุนหยางกับเจียวถู่ขึ้นในความฝันนี้......


หยุนหยางกับเจียวถู่ที่อยู่ตรงหน้า  คือสิ่งที่เด็กฝึกนามเฉินจี้สร้างขึ้นในความฝัน!


ความฝันไม่อยู่ในการควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์อีกต่อไปแล้ว!


พร้อมกันนั้น เฉินจี้ทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง  แล้วชี้มายัง  ‘โจวเฉิงอี้’  พลางพูดกับหยุนหยางและเจียวถู่ว่า  “ท่านหยุนหยาง  ท่านเจียวถู่  โจวเฉิงอี้เป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง  ไม่ต้องสงสัยเลย!”


หยุนหยางถามอย่างสนใจ  “มีหลักฐานหรือไม่”


เฉินจี้ตอบอย่างมั่นใจ  “กรมสืบลับจับสายลับต้องใช้หลักฐานด้วยหรือ  ลงมือก่อนค่อนว่ากัน!”


‘โจวเฉิงอี้’ เห็นหยุนหยางกับเจียวถู่พุ่งปรี่เข้ามา  จึงรีบตะโกนด้วยความโกรธเคือง  “เดี๋ยวก่อน......อ๊าาา!”


(จบตอน)


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน: -
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกเทพ #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง