ตอนที่ 0027 คุกใน



ยามเช้าของเมืองหลัวเต็มไปด้วยชีวิตชีวา  ผู้คนพลุกพล่านขวักไขว่


เกวียนวัวหลายคันพากันไปเร่ขายของที่ตลาดบูรพา  บ่อยครั้งที่ติดขัดตามถนนคับแคบ  คนขับเกวียนเคี้ยวขนมปังในปากไปพลางบ่นด่าตะโกนให้คนหลีกทาง


เสียงหัวเราะ  เสียงโวยวาย  เสียงเรียกขายของดังไม่ขาดสาย


แทบมองไม่เห็นความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นมาหลายร้อยปี  เมืองแห่งนี้ราวกับยังคงหยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลารุ่งเรืองที่สุด


ภายในโรงยาไท่ผิง  เฉินจี้ยืนพับแขนเสื้ออยู่หลังเคาน์เตอร์  ยิ้มแย้มพลางถือตาชั่งทองแดงจับยาให้ผู้ป่วย  รอยยิ้มสะอาดสดใส  ไม่มีใครคิดเชื่อมโยงเขากับเรื่อง  ‘จับกุมสายลับ’  ได้เลย


อีกด้านหนึ่ง  หมอเฒ่าเหยากำลังทดสอบวิชาการแพทย์


เซ่อเติงเค่อนั่งหลังตรงอยู่หลังเคาน์เตอร์  หลับตาจับชีพจรให้คนไข้  หมอเฒ่าเหยายืนอยู่ด้านข้าง  ถือไม้ไผ่ไว้ในมือ  เอ่ยถามเสียงต่ำ  “รีบบอกมา  นี่ชีพจรอะไร?”


เซ่อเติงเค่อวางสามนิ้วบนข้อมือผู้ป่วย  ลองเดาว่า  “ชีพจรหง?”


ป้าบ!  ไม้ไผ่ฟาดลงบนหลังเซ่อเติงเค่อ  ทำเอาคนไข้ชายวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามเคาน์เตอร์ถึงกับสะดุ้ง


หมอเฒ่าเหยายื่นมือให้สัญญาณ  แจ้งผู้ป่วยอย่าตื่นตระหนก  แล้วถามเซ่อเติงเค่อต่อ  “ชีพจรอะไร?”


เซ่อเติงเค่อทำหน้าเจ็บ  “ชีพจรสือ!”


ป้าบ!  อีกที!


เซ่อเติงเค่อรีบตอบ  “ชีพจรเฉิน!”


ป้าบ!  อีกที!


ผู้ป่วยรีบลุกขึ้นดึงแขนหมอเฒ่าเหยา  “อย่าตีเด็กเลยขอรับ  หมอหลวงเหยาท่านใจเย็นก่อน  ผมเป็นชีพจรเฉินก็ได้  ชีพจรเฉินก็ชีพจรเฉิน!”


หมอเฒ่าเหยาค่อยๆ หันมามองผู้ป่วย  อึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะพูดออกมา  “......ถ้าเผื่อจับได้ชีพจรสี่  ท่านก็จะยอมรับด้วยหรือ?!”


พูดจบ  เขาหันไปกวาดสายตามองเฉินจี้กับหลิวฉวีซิง  คิดว่าคนต่อไปจะตีใคร  สายตากวาดผ่านไป  กลับหยุดที่หน้าประตู


ขณะนี้  แมวดำตัวน้อยกำลังหลบซ้ายหลีกขวา  ท่ามกลางฝูงชนหน้าโรงยา  มันเงยหน้าขึ้นสังเกตฝีเท้ามนุษย์อย่างระมัดระวัง  แล้วหลบหลีก


มาถึงหน้าโรงยา  อูหยุนเกาะธรณีประตู  แอบมองเข้ามาข้างใน  พอดีสบตากับหมอเฒ่าเหยา


หมอเฒ่าเหยามองมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย  เฉินจี้ใจหายวาบ  อาจารย์ตนดูไม่เหมือนคนรักสัตว์  ได้โปรดอย่าไล่อูหยุนกลับไป


แต่อูหยุนสบตาหมอเฒ่าเหยา  เพียงหดคอนิดหน่อย  ก็กล้าขึ้นมาอีกครั้ง  ข้ามธรณีประตูเข้ามา  ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้


จากนั้น เขาเห็นอูหยุนกระโดดขึ้นเคาน์เตอร์  เดินมาหยุดหน้าหมอเฒ่าเหยา  แล้วนอนลงบนมือเขาเลย!


หมอเฒ่าเหยาตะลึงไปนาน  สีหน้าที่เคร่งขรึมค่อยๆ บรรเทาลง  กลายเป็นยิ้มจนเห็นรอยย่น  สามศิษย์พี่น้องต่างพากันตกตะลึง  พวกเขาเพิ่งเคยเห็นอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสแบบนี้เป็นครั้งแรก!


ที่แท้ตาแก่ก็ยิ้มเป็นด้วย!


หมอเฒ่าเหยารู้ตัวว่าผิดปกติ  จึงทำหน้าเคร่งขรึมทันที  พูดเสียงราบเรียบ  “ไอ้ตัวเล็กนี่  น่ารักดีเหมือนกัน”


หลิวฉวีซิงเข้ามาใกล้อยากจะลูบอูหยุน  หมอเฒ่าเหยาตบมือเขาออกทันที  “ไปไกลๆ!”


หลิวฉวีซิง  “......”


ครู่ต่อมา  อูหยุนซุกหัวถูไถในมือหมอเฒ่าเหยา  หมอเฒ่าเหยาเงียบไปครู่  หันไปบอกเซ่อเติงเค่อ  “ไปเอากล่องไม้สีม่วงในห้องข้ามา”


หมอเฒ่าเหยาใช้มืออีกข้างแตะหัวอูหยุนแผ่วเบา  พูดเหมือนไม่ใส่ใจ  “เจ้าชื่ออูหยุนใช่ไหม?”


รูม่านตาเฉินจี้หดเล็กลงทันที  หัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบ


เรื่องที่เขาตั้งชื่อให้อูหยุน  มีแค่เขากับอูหยุนรู้  หมอเฒ่าเหยารู้ได้อย่างไร?  หรือว่าอีกฝ่ายรู้ทุกอย่างแล้ว?


เฉินจี้คิดย้อนถึงเรื่องที่หมอเฒ่าเหยาไปรับตนที่จวนโจว  เรื่องที่ดึงตนกลับโรงยาตอนแห่ขบวนพระโพธิสัตว์  เรื่องที่ไปตรวจโรคในตำหนักหวั่นซิง  ทุกเรื่องราวดูเหมือนซ่อนนัยลึกซึ้ง


ขณะเฉินจี้กำลังครุ่นคิด  หมอเฒ่าเหยาเหลือบมองเขาโดยไม่พูดไม่จา  สายตานั้นราวกับมองทะลุตัวตนของเฉินจี้


หมอเฒ่าเหยามองเขาแค่แวบเดียว  ก็หันกลับไปมองอูหยุน  เซ่อเติงเค่อเข้ามาใกล้แล้วถาม  “อาจารย์ครับ  นี่แมวจากตำหนักหวั่นซิงไม่ใช่หรือ  ถ้าจำไม่ผิด  ท่านไม่ได้เข้าวังมานานแล้ว  ท่านรู้ได้ยังไงว่ามันชื่ออูหยุน?”


หมอเฒ่าเหยาเหลือบมองเขา  “ข้าทำนายออกมา  ไม่ได้หรือ?”


หลิวฉวีซิงด้านข้างชะงักไป  “นี่ก็ทำนายได้ด้วย?  งั้นท่านลองทำนายดูสิว่า  ตอนเด็กข้ามีชื่อเล่นว่าอะไร”


หมอเฒ่าเหยาหยิบเหรียญทองแดงหกเหรียญออกมาจากแขนเสื้อ  โปรยลงบนเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าสงบ  แล้วพูดกับหลิวฉวีซิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย  “ชื่อเล่นเจ้าคือโง่เง่า”


เฉินจี้  “......”


หลิวฉวีซิง  “......”


เซ่อเติงเค่อหิ้วกล่องไม้สีม่วงมา  เปิดลิ้นชักกล่อง  ข้างในเต็มไปด้วยขนมชิ้นงามวิจิตร


หลิวฉวีซิงอุทาน  “ขนมร้านเจิ้งซิน!”


หมอเฒ่าเหยาวางขนมชิ้นหนึ่งบนฝ่ามือ  ยื่นไปตรงหน้าอูหยุน  “กินสิ”


อูหยุนกินหมดในไม่กี่คำ  แล้วจ้องกล่องนั้นอีก


หมอเฒ่าเหยาไม่ขี้เหนียว  หยิบออกมาอีกชิ้นพูดว่า  “กินขนมได้เป็นเรื่องดี  แมวโง่ๆ  กินแต่เนื้อ  มีแต่แมวฉลาดเท่านั้นที่รู้คุณค่าของขนม”


อูหยุนกินขนมหมดสองชิ้น  วิ่งไปนอนหน้าเฉินจี้โดยไม่หันกลับมามอง  ไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย


หมอเฒ่าเหยาเห็นดังนั้น  เพียงแค่ปัดเศษขนมในมือเข้าปากตนเอง  ไม่โกรธเคืองแต่อย่างใด


เขามองเฉินจี้  พูดเรื่อยเปื่อย  “มันชอบเจ้ามากทีเดียว”


พูดจบ  ก็กลับไปทดสอบวิชาเซ่อเติงเค่อต่อ


เฉินจี้เห็นทุกคนเบนความสนใจไปแล้ว  จึงถามเสียงเบา  “ทำไมกลางวันแสกๆ  ก็มา?”


อูหยุนตอบ  “จิ้งเฟยออกจากจวนจิ้งอ๋องไม่รู้ไปไหน  ตอนนี้ตำหนักหวั่นซิงไม่มีคนดูแล  สาวใช้ก็ขี้เกียจกันหมด  ข้าเลยออกมาหาเจ้าเล่น!”


เฉินจี้ยิ้ม  “งั้นเจ้าอยู่ที่โรงยานี่แหละ  ข้าต้องชั่งยาให้คนไข้ก่อน”


กำลังพูดอยู่  ชายวัยกลางคนแต่งกายหรูหราคนหนึ่งเดินเข้ามา  ถือใบสั่งยาในมือ  “หมอหลวงเหยา  ข้ามาจับยา  แต่ตอนเช้ารีบออกจากบ้านเกินไป  ลืมพกเงินมาให้พอ  ท่านช่วยจับยาให้ข้ากลับไปรักษามารดาก่อนได้ไหม  แล้วให้เด็กฝึกสักคนตามข้ากลับบ้านไปรับเงิน  เพื่อไม่ให้เด็กฝึกเสียเที่ยวเปล่า  ข้าจะให้ค่าเดินทางยี่สิบเหรียญ”


หมอเฒ่าเหยาดูใบสั่งยาแวบหนึ่ง  “ยาพวกนี้ราคาไม่ถูกเลย  แน่ใจว่าที่บ้านมีเงิน?”


ชายวัยกลางคนพยักหน้า  “แน่ใจ!”


หลิวฉวีซิงรีบพูด  “อาจารย์  ข้าไปเอง!”


หมอเฒ่าเหยายิ้มเย็นเยียบ  “เจ้าไม่อยากให้ข้าทดสอบวิชาใช่ไหม?  เฉินจี้  เจ้าไป!”


หลิวฉวีซิงหน้าซีดทันที  มองเฉินจี้เดินตามคนไปอย่างอาลัย!


มาถึงหน้าประตู  ชายวัยกลางคนพาเฉินจี้ขึ้นรถม้า


พอปล่อยม่านลง  ชายวัยกลางคนค่อยๆ ดึงเคราและรอยย่นปลอมออกจากใบหน้า  เผยให้เห็นหน้าจริงของหยุนหยาง  “เจ้าส่งคนมาบอกข้าว่า  อยากเข้าไปคุกใน?”


“ใช่”  เฉินจี้พยักหน้า  “ข้าคิดว่าคดีหลิวเสินหยูไม่ธรรมดา  ไม่น่าจะเป็นการกระทำส่วนตัวของหลิวเสินหยู  ข้างหลังยังมีปลาใหญ่”


“เห……เจ้าเป็นฝ่ายช่วยข้าสร้างผลงานเองเลยหรือ?  ขาดเงินแล้ว?”  หยุนหยางสงสัย  “ตามหลัก  เจ้าเพิ่งได้เงินห้าสิบตำลึงไป  แม้จะไปตรอกชุดแดง  เดือนหนึ่งก็ใช้ไม่หมด  อย่าบอกนะว่าเจ้าไปตรอกไป๋อี๋?  ข้าจะเตือนอะไรสักคำนะ  ม้าผอม*ในหยางโจวพวกนั้น  ถูกฝึกกลอนกลเกมมาตั้งแต่เด็ก  กิริยาท่าทางล้วนมีเสน่ห์  ไม่ใช่เด็กฝึกอย่างเจ้าจะรับไหว”


(ม้าผอม — คำเรียกนางโลมชั้นสูงที่ฝึกศิลปะ 4 แขนงตั้งแต่เด็ก)


เฉินจี้ยิ้ม  “ท่านหยุนหยาง  ข้าอยากช่วยท่านสร้างผลงาน  ท่านไม่ดีใจหรือ  ถ้าวันหนึ่งท่านได้ตำแหน่งสูง  อาจช่วยให้ข้าได้ตำแหน่งเล็กๆ ในกรมสืบลับก็ได้”


หยุนหยางไม่แสดงความเห็น  “เจ้าคิดว่าลูกหลานตระกูลหลิวที่เหลือก็มีปัญหาด้วย?”


“ต้องไปดูก่อนถึงจะรู้”


หยุนหยางไม่พูดมาก  หยิบผ้าปิดตาสีดำออกมา  “หลับตา  ที่ตั้งคุกในเป็นความลับ  ห้ามให้เจ้ารู้  หูก็ต้องอุดด้วย”


เมื่อหลับตาและอุดหู  โลกของเฉินจี้เงียบลง  ความคึกคักของเมืองหลัวดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป


หยุนหยางเปิดม่านออกไปขับรถ  รถม้าแล่นไปบนถนนหินเขียวอย่างเชื่องช้า  ไม่มีใครสังเกตว่า  บนหลังคารถมีแมวดำตัวน้อยนั่งอยู่  โยกเยกตามรถที่มุ่งหน้าไปทางใต้


หมอเฒ่าเหยาหยุดทดสอบวิชา  เอามือไพล่หลังยืนหน้าประตูโรงยา  จ้องมองรถม้าที่จากไป  ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร


......


......


“ถึงแล้ว!”


หยุนหยางดึงสำลีออกจากหูเฉินจี้  จับแขนเขาลงจากรถ  เห็นเฉินจี้หยิบผ้าสีเทาออกมาจากอก  ปิดจมูกปาก  ก็ยักคิ้ว  “ระวังตัวดีนี่”


เฉินจี้ยิ้มพูด  “คุกในเมืองหลัวคงถูกตระกูลหลิวแทรกซึมจนเป็นรูพรุนแล้ว  ไม่งั้นพวกเขาจะรู้ข่าวการตายของหลิวเสินหยูเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร?  มาสืบคดีตระกูลหลิวในที่แบบนี้  ย่อมต้องระมัดระวังหน่อย  ว่าแต่...คุกในของกรมสืบลับถูกแทรกซึมขนาดนี้  ท่านหยุนหยางไม่โกรธหรือ?”


หยุนหยางยิ้มเย็น  “พัศดีเมืองหลัวชุดเมื่อคืนถูกส่งไปหลิ่งหนานหมดแล้ว  ปัจจุบันล้วนเป็นคนที่ถูกดึงมาจากนอกเมือง”


เฉินจี้ปิดตา  เดินโซเซตามการลากของหยุนหยาง  เขาได้ยินรอบข้างเงียบสงัด  ไม่มีใคร  นอกจากเสียงนกร้องก็ไม่มีอะไรผิดปกติ


มาถึงหน้าประตูเหล็ก  หยุนหยางเคาะเร็วสามที  ช้าสองที  ประตูเหล็กจึงเปิดเข้าด้านในอย่างเชื่องช้า


ประตูหนักที่ผุกร่อนเปิดออก  เกิดเสียงเหล็กขัดสีกันน่าขนลุก


ด้านในประตู  สายลับหนุ่มคนหนึ่งรออยู่


เมื่อเข้ามาในคุกใน  หยุนหยางบอก “ถอดผ้าปิดตาได้”


เฉินจี้ลืมตา  ใช้มือขวาบังแสงตรงหน้าเล็กน้อย  หรี่ตาสำรวจรอบๆ


เห็นบันไดคับแคบ  ลาดเอียงลงไป  ทอดยาวลึกลงไปใต้ดิน


ข้างกำแพงริมบันได  ทุกๆ สิบห้าขั้นมีตะเกียงน้ำมันหนึ่งดวง  ดุจโคมวิญญาณนำทาง


น่าแปลกที่ใต้ตะเกียงน้ำมันทุกดวง  มีลายยันต์แปดเหลี่ยมสลักอยู่บนฐานตะเกียง  เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “ยันต์แปดเหลี่ยมพวกนี้คือ?”


หยุนหยางนึกย้อน  “กล่าวกันว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน  เสนาบดีฝ่ายในหา  ‘สิงกวน’  ที่เชี่ยวชาญฉีเหมินตุ้นเจี่ย*มาวาดไว้ในคุกในทุกแห่ง  ลือกันว่า...หนึ่งตะเกียงคือหนึ่งคุก  มียันต์แปดเหลี่ยมอยู่  ตะเกียงไม่ดับ  คนไม่ตาย”


(*ฉีเหมินตุ้นเจี่ย—เป็นศาสตร์พยากรณ์และวางแผนเชิงกลยุทธ์ของจีนโบราณ ซึ่งใช้ในการเลือกเวลาและทิศทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยศาสตร์นี้จะวิเคราะห์พลังงานของจักรวาล ณ เวลาและทิศทางต่างๆ เพื่อหาช่วงเวลาและทิศทางที่ดีที่สุดในการดำเนินการ )


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  “หมายความว่ายังไง?”


หยุนหยางยักไหล่  “ข้าจะรู้ได้ไง”


สายลับหนุ่มนำหยุนหยางกับเฉินจี้ลงไปข้างล่าง  จนถึงพื้นราบ  ทางเดินหินทอดไปในความมืดไกลลิบ  สองข้างทางเป็นห้องขังมืดมิดที่  ‘ฝัง’ อยู่ในผนังหิน


เมื่อเงาทั้งสองปรากฏ  ก็พลันมีคนเกาะลูกกรงเหล็กร้องไห้  “ท่านขอรับ  ข้าถูกใส่ร้าย  ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายลับราชวงศ์จิ่งเลย  ที่บ้านมีมารดาแก่ชราอายุหกสิบกว่า  ยังมีลูกเล็กสองคนต้องเลี้ยง  ขอท่านปล่อยข้ากลับไปด้วยเถิด!”


เสียงร้องขอความเป็นธรรมดังไม่ขาดสาย  แต่หยุนหยางทำเหมือนไม่ได้ยิน  “ไปเถอะ  เอกสารคดีอยู่ข้างใน”


แต่เฉินจี้เพิ่งเดินตามหลังเขาไปได้ก้าวเดียว  ก็ต้องชะงักค้างอยู่กับที่


ในคุกในมืดสลัว  จากห้องขังตรงหน้าเขา  มีกระแสน้ำแข็งสีเทาขาวสองสายบินออกมา  พุ่งเข้าหว่างคิ้วเฉินจี้แล้วเข้าสู่ร่างกาย


หยุนหยางหันกลับมา  “เป็นอะไร?”


เฉินจี้ยังทำสีหน้าปกติ  “ไม่มีอะไร  มาคุกในครั้งแรก  เห็นนักโทษซูบผอมพวกนี้แล้วไม่ค่อยชินน่ะ”


หยุนหยางยิ้มพูด  “ตอนแรกข้าก็เคยตกใจ  ไปๆ มาๆ ก็ชินเอง”


เฉินจี้ก้าวเท้าอีกครั้ง  ขณะที่เขากับหยุนหยางเดินลึกเข้าไปในคุกใน  กระแสน้ำแข็งสีเทาขาวสายแล้วสายเล่าก็บินออกมาจากห้องขังต่างๆ


พวกมันราวกับรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเฉินจี้  พรั่งพรูมาหา  ดุจมังกรนับร้อยตัวม้วนตัวอยู่กลางอากาศ


เฉินจี้มองภาพนี้ด้วยความตะลึง  กระแสน้ำแข็งนับร้อยสายพุ่งเข้าหว่างคิ้วเข้าสู่ร่างกายเขา  สุดท้ายรวมเป็นหนึ่ง  ขดอยู่ในตันเถียนของเขา


กระแสน้ำแข็งมีพลังมหาศาล  ราวกับมันสามารถดับเปลวไฟในเตาได้ด้วย!


(จบตอน)  

______________

ปัจจุบันแปลถึงตอน: -

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกเทพ #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง