ตอนที่ 0054 เหยี่ยวทะเล



“ความชอบข้าครึ่งหนึ่ง  เจ้าครึ่งหนึ่ง  เป็นอย่างไร?”


บ่อนพนันที่แต่เดิมคึกคักวุ่นวาย  บัดนี้เงียบสงัดราวกับสุสาน


ในห้องรับรองที่ประดับด้วยผ้าแพรสีแดงเขียว  จินจูร่างอ้วนท้วนนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลม


เหนือโต๊ะกลมดังกล่าว  ศพผูกคอห้อยต่องแต่งอยู่บนคานเพดาน  แต่จินจูกลับยิ้มแย้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ประหนึ่งว่าข้างกายมีนางโลมจากตรอกชุดแดงนั่งเคียงอยู่


เฉินจี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามโต๊ะ  ถามด้วยความสงสัย  “ท่านจินจู  หากคืนนี้จับสายลับราชวงศ์จิ่งได้  ความชอบย่อมไม่น้อย  ท่านจะยอมแบ่งให้ข้าด้วยหรือ?”


จินจูรินชาร้อนให้เฉินจี้หนึ่งถ้วย  กล่าวอย่างใจเย็น  “หลายปีมานี้  ข้าได้รับความไว้วางใจจากท่านเสนาบดีฝ่ายใน  ถูกมอบหมายให้ดูแลกระเป๋าเงินของกรมสืบลับ  ทีแรกข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก  ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวน้ำมัน  หอนางโลม  บ่อนพนัน  ร้านตัดเสื้อ  เคยถูกคู่แข่งหลอกจนเจอตกหลุมตกบ่อ  ขาดทุนเงินไปไม่น้อย  แต่ท่านเสนาบดีก็ไม่เคยตำหนิ  เพียงบอกให้ข้าไม่ต้องกลัวที่จะทำผิดพลาด”


เฉินจี้ตระหนักขึ้นมาทันใด  จินจูผู้นี้คงเป็นเด็กกำพร้าที่เสนาบดีฝ่ายในเก็บมาเลี้ยงเช่นกัน


อายุยังน้อยแต่กุมอำนาจการเงินของกรมสืบลับ  แม้ขาดทุนก็ยังได้รับการให้อภัย  ทั้งสองฝ่ายต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นอน  แทบทุกถ้อยคำของจินจูล้วนแฝงไว้ด้วยความเทิดทูนต่อเสนาบดีฝ่ายใน


สำหรับคนภายนอกอาจเป็นเสนาบดีพิษ  แต่สำหรับจินจูแล้ว  ท่านผู้นั้นเปรียบเสมือนบิดา


จินจูกล่าวต่อ  “ในภายหลัง  ข้าก็พบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการค้าขายจริง  เริ่มเรียนรู้กลเม็ดเคล็ดลับในวงการ  ข้าค้นพบว่า  การลงทุนชั้นต่ำคือลงแรง  ตรากตรำทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ อย่างร้านก๋วยเตี๋ยว  การลงทุนชั้นกลางคือลงทุนด้วยฝีมือ  ทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้  อย่างน้ำตาลกรวด  การลงทุนชั้นสูงคือให้เงินทำเงิน  กำไรงอกเงย  อย่างโรงรับจำนำ  แต่การลงทุนเหล่านี้ยังไม่ใช่วิธีฉลาดที่สุด...”


เฉินจี้ครุ่นคิด  “แล้วการลงทุนใดฉลาดที่สุด?”


จินจูยิ้ม  “แน่นอนว่าคือการลงทุนใน  ‘คน’”


เขาถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน  “หลายปีมานี้  การลงทุนที่ถูกต้องที่สุดของข้า  ก็คือการช่วยเหลือเทียนหม่า  สมัยนั้นข้ายังไม่ได้เป็นจินจู  เขาก็เป็นเพียงสายลับเล็กๆ  ทุกครั้งที่ออกจับสายลับ  เขาจะพุ่งตัวไปข้างหน้าเป็นคนแรกเสมอ  พอทำงานเสร็จ  ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยปานใด  แค่ข้าเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเนื้อสักชาม  เขาก็ซดน้ำแกงเช็ดปาก  แล้วกลับไปนอนอย่างร่าเริง  ดูท่าทางตอนกินก๋วยเตี๋ยว  ราวกับว่านั่นคืออาหารอร่อยที่สุดในใต้หล้า”


“ต่อมาข้าได้เป็นจินจู  เขายังคงเป็นเพียงสายลับระดับนกพิราบตัวน้อย  ข้าจึงยกความดีความชอบของตัวเองให้เขา  ช่วยให้เขาได้แลกเคล็ดวิชาฝึกตน  จนกลายเป็นเทียนหม่าในวันนี้  หลายปีให้หลัง  ตำแหน่งปลายเก้าผลัดเปลี่ยนดุจดอกไม้ร่วงโรย  มีเพียงข้ากับเสวียนเซ่อที่ปักหลักมั่นคง  ทางเสวียนเซ่อมีไป๋หลงคอยอุปถัมภ์  ส่วนข้าก็เพราะมีเทียนหม่านั่นเอง”


ชั่วขณะนั้น  เฉินจี้กลับรู้สึกถึงไออุ่นแห่งมนุษยธรรมในกรมสืบลับอันเย็นชาไร้ความรู้สึก


เขาจินตนาการถึงภาพจินจูเจ้าของรอยยิ้มแฝงใบเลื่อย  หลังจับกุมสายลับแล้วพาเทียนหม่าวัยหนุ่มไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อในร้าน  ทั้งคู่คงปอกกระเทียมไปพลางพูดคุยกันว่า  ‘เมื่อครู่นี้อันตรายยิ่งนัก’


ไม่ว่าจะมองมุมใดก็เชื่อได้ยากเหลือเกิน


มิน่าเล่า  แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงปลายเก้า  แต่กลับมีอำนาจบารมีมากกว่าหยุนหยางและเจียวถู่เป็นอันมาก


“ขอเรียนถามท่านจินจู  ต้องเลื่อนถึงระดับใดจึงจะได้รับเคล็ดวิชาฝึกตน?”  เฉินจี้ถามเสียงแผ่ว


จินจูดื่มชาในถ้วยจนหมด  “เหยี่ยวทะเล (ไห่ตงชิง)  นี่คือธรณีประตูหนึ่ง  เมื่อเจ้าได้เป็นเหยี่ยวทะเลแล้ว  ก็จะไม่ใช่สายลับกระจอกอีกต่อไป  แม้แต่เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นก็ไม่อาจดูหมิ่นเจ้าได้อีก  ในเวลาเดียวกัน  เจ้าก็จะได้รับโอกาสแอบชำเลืองสู่ความเป็นอมตะ”


“ถ้าอย่างนั้น  หากข้าได้รับการเลื่อนขั้น  ท่านจินจูต้องการให้ข้าทำอะไร?”  เฉินจี้ถามด้วยความอยากรู้


จินจูหัวเราะ  “ปัจจุบันตำแหน่ง  ‘เหยี่ยวทะเล’  ของเมืองหลัวยังคงว่างอยู่  ไม่รู้ว่าท่านเสนาบดีฝ่ายในตั้งใจเก็บไว้  หรือว่ายังหาคนเหมาะสมไม่ได้จริงๆ  แต่ยังไงก็ต้องมีคนขึ้นมารับตำแหน่ง  กิจการภายใต้การดูแลของข้ามีอยู่ไม่น้อยในเมืองหลัว  ย่อมต้องการคนช่วยดูแลสักหนึ่งสองอย่าง  ไม่ต้องทำอะไรมาก  แค่อย่าให้ใครมารบกวนก็พอ”


“ท่านมีกิจการใดบ้าง?”  เฉินจี้ถามอย่างสนใจ


จินจูหัวเราะลั่น  “เพิ่งได้มาอีกแห่งหนึ่ง  พอดีเลย  ให้เจ้าได้คุ้นเคยด้วย...พาคนเข้ามา!”


......


......


หน่วยสืบลับสองนายลากพ่อค้าเศรษฐีร่างผอมเตี้ยคนหนึ่งเข้ามา  บังคับให้คุกเข่าลงกับพื้น


พ่อค้าเศรษฐีร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก  พลางรีบเอ่ยปาก  “ท่านใต้เท้า  ข้าน้อยเฉาชาง  ทำมาค้าขายสุจริตมาตลอด  บ่อนพนันแห่งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายลับราชวงศ์จิ่งเลยขอรับ!”


จินจูย่อตัวลงตรงหน้าเขา  กล่าวเสียงเรียบ  “เจ้าว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยวหรือ?  หากไม่เกี่ยว  เหตุใดสายลับราชวงศ์จิ่งจึงผ่านเข้าออกร้านเจ้า?  แล้วเหตุใดจึงเกิดการฆ่าฟันกันในร้านเจ้า?  ลงนามในโฉนดที่ดินไปเถิด  จะได้พ้นทุกข์ทรมานทางกาย  มิเช่นนั้น  ทั้งตระกูลจะถูกประหารหรือเนรเทศไปหลิ่งหนาน...เอากระดาษกับปากกาให้เขา”


หน่วยสืบลับโยนสัญญาที่เขียนไว้แล้วลงบนพื้น  พลางกล่าวเสียงเย็นชา  “เถ้าแก่เฉา  ลงนามแล้วประทับลายนิ้วมือเถอะ”


เฉินจี้  “......”


ที่แท้กิจการภายใต้นามจินจู  ล้วนได้มาด้วยวิธีนี้ทั้งสิ้น?!


ไหนเลยจะเป็นการทำกำไรงอกเงย  นี่มันคือการกอบโกยโดยไร้ต้นทุนชัดๆ!


เถ้าแก่บ่อนตัวสั่นงันงก  สุดท้ายก็ประทับลายนิ้วมือลงไป  แล้วถูกลากออกไปราวกับกองดินเปียก


เฉินจี้ถามด้วยความข้องใจ  “ท่านจินจู  พ่อค้าผู้นี้ไม่น่าจะเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง...กรมอาญาไม่ว่าอะไรหรือ?”


จินจูมองเขาแวบหนึ่ง  อธิบายอย่างอดทน  “เขาไม่ใช่แน่นอน  แต่ข้าดูแลกระเป๋าเงินของกรมสืบลับ  มีคนมากมายต้องเลี้ยงดู  ย่อมต้องหาทางเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายให้ท่านเสนาบดีฝ่ายใน  แบ่งเบาความเหน็ดเหนื่อยแทนท่าน  เฮะๆ  หลินเฉาชิงแห่งกรมอาญาวันนี้ไม่อยู่ในเมืองหลัว  นี่แหละโอกาสหาอันได้ยากยิ่ง”


“หากถูกผู้คนจับได้เล่า?”  เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย


จินจูลุกขึ้นตบบ่าเขา  “บ่อนพนันเป็นภัยต่อผู้คน  เถ้าแก่เฉาคนนี้บาปหนา  คืนนี้เขาจะกลัวโทษจนฆ่าตัวตายไปเอง  วางใจเถิด  ไม่มีใครรู้ได้หรอก”


พูดถึงตรงนี้  เขามองเฉินจี้ด้วยรอยยิ้ม  “ข้าถือว่าเจ้าเป็นคนสนิทถึงได้บอกเรื่องพวกนี้  เจ้าคงไม่เอาข้าไปขายหรอกกระมัง? วางใจเถิด  ตามข้ามา  ย่อมสบายกว่าตามเจียวถู่กับหยุนหยางเป็นไหนๆ  ต่อไปนี้ราชสำนักจ่ายเบี้ยหวัดให้เจ้าปีละ 24 ตำลึงเงิน  ข้าจะจ่ายให้อีก 24 ตำลึง  รวมเป็น 48 ตำลึง”


เฉินจี้คิดในใจ  48 ตำลึงก็ยังไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกตน  “มีเฉพาะคนบางคนเท่านั้น  หรือว่าทุกคนล้วนได้รับ?”


จินจูตอบว่า  “ทุกคนได้กันถ้วนหน้า  พี่น้องเราเสี่ยงหัวเพื่อทำงาน  แค่ปีละ 24 ตำลึงเงินจะพอทำอะไรได้?  ขุนนางฝ่ายบุ๋นจำกัดเงินเดือนพวกเรา  แต่อัครเสนาบดีฝ่ายในย่อมมีวิธีของท่าน  หลายคนดูแคลนตำแหน่งข้า  บอกว่าข้ามีแต่กลิ่นเหม็นเงิน  แต่พวกเขาจะรู้อะไร?  เงินช่วยเหลือและเงินทดแทนของกรมสืบลับล้วนอยู่ในความดูแลของข้า  ชีวิตฝืดเคืองขนาดนี้  ไม่คิดคำนวณให้ถี่ถ้วนได้อย่างไร”


เขามองสีหน้าเฉินจี้แล้วเสริมอย่างเนิบนาบ  “เมื่อเจ้าได้เป็นเหยี่ยวทะเล  มีเคล็ดวิชาฝึกตนแล้ว  ทุกเดือนยังจะได้รับทรัพยากรฝึกตนเป็นกรณีพิเศษด้วย”


เฉินจี้ถามสืบเสาะ  “เหยี่ยวทะเลธรรมดาจะได้อะไร  ได้เท่าไร”


จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ตามเคล็ดวิชาฝึกตนของนักรบทั่วไป  หากเดือนนั้นไม่มีความชอบ  ก็จะได้โสมเก่าราวหกราก  มีความชอบก็ยิ่งได้มาก  ความชอบมากเท่าไร  ก็ได้มากเท่านั้น”


เฉินจี้พลันสะท้อนใจ  ที่แท้นี่ต่างหากคือส่วนสำคัญที่สุด  ราชวงศ์หนิงมีสิบสองแคว้น  รวมกว่าสองร้อยเมือง  หรือก็คือเหยี่ยวทะเลกว่าสองร้อยคน  ทุกเดือนเพียงแจกจ่ายทรัพยากรฝึกตน  ก็นับเป็นตัวเลขมหาศาลแล้ว!


เพียงโสมหกรากที่แจกในหนึ่งเดือน  รวมแล้วก็ตกราว 190 ตำลึง  เป็นเงินที่คนส่วนใหญ่ทำงานสิบปีก็หาไม่ได้!


จินจูจ้องมองเฉินจี้ตาไม่กะพริบ  กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง  “แต่เจ้าต้องจำไว้  นี่คือพระกรุณาจากเสนาบดีฝ่ายใน มิใช่จากราชสำนัก”


เฉินจี้เข้าใจแจ่มแจ้ง  สิ่งที่จินจูดูแลมิใช่หอขุนนางด้านการค้าทางเรือ  เหมืองเงิน  โรงทอผ้า  หอขุนนางเหล่านั้นหาเงินมาถวายจักรพรรดิ  แต่สิ่งที่จินจูดูแลคือคลังส่วนตัวของเสนาบดีฝ่ายใน


เขาลุกขึ้นประสานมือคารวะ  “ท่านจินจู  ข้าขอสาบานว่า  จะตายเพื่อเสนาบดีฝ่ายใน  ไม่เสียดายชีวิต!”


จินจูอมยิ้มพลางลุกขึ้นจับมือเขาไว้  “สำหรับคืนนี้  ลวงฆ่าสายลับราชวงศ์จิ่งนับเป็นความชอบหนึ่ง  หากจับสายลับที่แปรพักตร์หนีไปได้  ก็นับเป็นความชอบใหญ่อีกหนึ่ง  ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดเฉลียว  เรื่องนี้คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ท่านจินจู  ตอนนี้มีเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่”


ความจริงแล้ว  นี่ต่างหากคือสิ่งที่เฉินจี้สนใจที่สุด


สายลับราชวงศ์จิ่งคนนี้เห็นหน้าเขาแล้ว  ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องตามหาอีกฝ่ายให้พบก่อนกรมสืบลับ


หาไม่พบวันใด  ใจเขาก็ไม่สงบวันนั้น


พูดถึงเบาะแสของสายลับแปรพักตร์  จินจูก็บ่นงึมงำ  “สายลับคนนี้บาดเจ็บสาหัส  แต่เดิมควรถูกจับได้ง่าย  ดันมีฝนตกลงมาตัดขาดร่องรอย  ตอนนี้จะให้หาเขาในเมืองหลัว  ก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร”


ครานั้นเอง  เสียงแมวร้องดังมาจากนอกหน้าต่าง  ไม่มีใครสนใจ  คิดเพียงว่าเป็นแมวจรจัดหลบฝนใต้ชายคา


เฉินจี้ประนมมือ  “ถ้าเช่นนั้น  รบกวนท่านจินจูปักหลักอยู่ที่นี่  รอคอยสายลับราชวงศ์จิ่งมาฆ่าปิดปาก  ส่วนข้าขอลงไปดูว่ามีเบาะแสสายลับแปรพักตร์หรือไม่”


กล่าวจบ  เขาก็ออกจากห้อง  พลางกดปีกงอบให้ต่ำลง


ภายในห้อง  หน่วยสืบลับคนหนึ่งกล่าว  “ใต้เท้า  เขารู้แผนล่อศัตรูของเราแล้ว  ควรระวังว่าเขาจะแอบส่งข่าวหรือไม่”


จินจูพยักหน้า  “จับตาเขาไว้  อย่าให้มีโอกาสออกจากเฉาชาง  แม้เมิ่งจีทดสอบแล้วว่าเขาไม่ใช่สายลับราชวงศ์จิ่ง  แต่ระมัดระวังไว้ย่อมดีกว่า”


......


......


เฉินจี้เดินลงจากชั้น 2  เห็นหน่วยสืบลับทั้งหลายมือแตะด้ามดาบ  เฝ้าทางเดินทุกช่อง  เกือบทุกคนคาดหน้าไม้ข้างเอว


ภายใต้การวางกำลังเช่นนี้  หากกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งจะมาปิดปาก  ย่อมต้องแลกด้วยราคาแสนแพง


แต่นั่นเกี่ยวอะไรกับเฉินจี้  เขาสนใจเพียงว่า  ตัวเองจะถูกเปิดโปงหรือไม่เท่านั้น


ทว่าขณะที่เขาเดินลงบันไดมาได้ครึ่งทาง  ก็เหลือบมองลงไปโดยไม่ตั้งใจ  กลับพบร่างคุ้นตาร่างหนึ่ง  นั่นคือเฉินเวิ่นเสี้ยวพี่ชายร่วมสายเลือดของตน!


น่าแปลก  เหตุใดเฉินเวิ่นเสี้ยวจึงมาปรากฏตัวที่บ่อนพนันยามดึกดื่น  หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับสายลับราชวงศ์จิ่งด้วย?


ไม่ใช่  สีหน้าอีกฝ่ายซีดเซียว  ใต้ตาคล้ำดำ  สิ้นภาพชายหนุ่มรูปงามในยามกลางวัน  ชัดเจนว่าเป็นผีพนันตัวจริงเสียงจริง!


เฉินจี้นึกถึงข่าวลือว่า  ตนเป็นสิงห์พนัน  ก็พลันพบความไม่ชอบมาพากลทันที


ขณะครุ่นคิด  เฉินเวิ่นเสี้ยวแอบเงยหน้ามองรอบข้าง  เฉินจี้รีบกดปีกงอบให้ต่ำลงแล้วเดินไปทางอื่น


ในบ่อนการพนัน  เหรียญทองแดงและเงินตรากระจัดกระจายเกลื่อนพื้น  รอยเลือดหยดเป็นทางจากประตูทางเข้าไปถึงลานหลัง  เชื่อได้ว่าเป็นเส้นทางหลบหนีของสายลับแปรพักตร์คนนั้น


เฉินจี้เดินตามรอยเลือดมุ่งไปทางลานหลัง  จากชั้นบน  หน่วยสืบลับที่อยู่ข้างจินจูยืนพิงราวไม้  จับจ้องฝีก้าวของเฉินจี้ไม่วางตา


เมื่อเห็นเฉินจี้ทำท่าจะเดินออกจากบ่อน  สายตาเขาก็เคร่งขรึมทันที  ส่งสัญญาณมือให้หน่วยสืบลับสองคนชั้นล่างตามไป


ทว่าเฉินจี้หยุดก่อนจะออกจากบ่อน  แล้วเลี้ยวไปมุมอื่น  พวกหน่วยสืบลับจึงค่อยผ่อนคลายลง


เฉินจี้มาถึงมุมหนึ่ง  ขณะที่ก้มตัวทำท่าค้นหาเบาะแส  ก็กระซิบกระซาบด้วยเสียงกดต่ำ  “อูหยุน  อูหยุน”


ในเงามืดตรงมุม  อูหยุนเปียกปอนทั้งตัว  ร้องเมี้ยวขึ้นมา  “ข้าอยู่นี่!”


ใบหน้าเฉินจี้ซ่อนอยู่ใต้งอบ  เขาถามเสียงแผ่ว  “เจ้ามาได้ยังไง”


“ข้าจะไปแจ้งท่านที่โรงยา  จิ้งเฟยวางแผนให้ชุนหวามาเย้ายวนท่าน  แต่พบว่าท่านไม่อยู่ที่โรงยา”  อูหยุนตอบ  “ข้าถามแมวหลายตัวตลอดทาง  จนกระทั่งพบที่นี่”


เฉินจี้ย้อนถามด้วยความตะลึง  “เดี๋ยวนะ  เจ้าถามแมวหลายตัว?”


“ใช่สิ”  อูหยุนไม่เข้าใจความตะลึงของเฉินจี้  “มนุษย์อย่างท่านถามทางมนุษย์ด้วยกัน  พวกข้าแมวถามทางแมวด้วยกัน  มีอะไรแปลก?”


“พวกมันตอบคำถามได้หรือ...ข้าหมายถึง  พวกที่ยังไม่เกิดสติปัญญา  ก็ตอบคำถามเจ้าได้ด้วยหรือ”


“แมวส้มอ้วนกับแมวลายวัวคงไม่ได้แน่  พวกมันไม่ค่อยฉลาด  ถามอะไรไปก็เท่านั้น  แต่พวกแมวสลิดตอบได้  พวกมันฉลาดกว่า  ต่อสู้เก่ง  ดูแลอาณาเขตกว้างด้วย  แต่แมวสลิดค่อนข้างถือตัว  อารมณ์ร้าย”  อูหยุนตอบ


เฉินจี้เริ่มใจเต้นแรง  นี่เป็นทางออกที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน  ในเมืองหลัวนี้มีแมวจรจัดเต็มไปหมดนี่นา


เขารีบเอ่ยถามทันที  “งั้นเจ้าให้พวกมันช่วยข้าหาคนได้ไหม?  อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส  หนีจากบ่อนเฉาชางไปตอนกลางคืน  ไม่รู้ว่าหายไปไหน!”


“หนีไปทางไหน”


“ไม่รู้”


“งั้นก็หายาก...”  อูหยุนนิ่งไปครู่  “ต้องหาแมวสามสีสักตัว  พวกนางเป็นที่รักของแมวทั่วไป  ให้นางไปถามแมวสลิดตามอาณาเขตต่างๆ”


“เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตข้า  ต้องรีบหาให้เจอก่อนกรมสืบลับ!”


อูหยุนขดอุ้งเท้าทุบอกตัวเองตุบๆ  “ไว้ใจข้าเถอะ!”


(จบบท)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0084
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง