ตอนที่ 0058 กระแสกระบี่



นอกบ่อนเฉาชาง  ตรอกชุดแดงหลังฝนตก  บรรยากาศเงียบสงัดราวกับนกกระทา


ในราตรีกาลอันมืดมิด  ไฟในเมืองหลัวดับสนิท  เหลือเพียงหน่วยสืบลับนับร้อยถือคบเพลิง  ปิดล้อมตรอกชุดแดงตามหาร่องรอยสายลับราชวงศ์จิ่ง


ขณะนี้  สิงกวนผู้เคยหยิ่งผยองไม่เอาใครไว้ในสายตา  กำลังถูกมัดด้วยโซ่ตรวนหนาเท่านิ้วมือพันรอบตัว  คุกเข่าลงกับพื้น


ชายผู้นี้มีวิชากังฟูภายนอกแข็งแกร่งจนน่าตกตะลึง  แม้ถูกหน่วยสืบลับนับร้อยรุมล้อม  ยังสามารถสู้รบได้นานครึ่งชั่วยาม


ทว่าดังที่เฒ่าเหยากล่าวไว้  สิงกวนเก่งกาจเพียงใดก็หวาดกลัวกำลังทหาร  อย่าคิดว่าตนเองเก่งแล้วจะเอาชนะทั้งใต้หล้า  อำนาจต่างหากคือสิ่งน่ากลัวที่สุดในโลกนี้


จินจูยกชายเสื้อขึ้น  หยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่ขาดรุ่งริ่งจากพื้นมาคลุมให้สิงกวนผู้นั้น  แล้วย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม  “จ้าวจง  สิงกวนสืบทอดวิชาตระกูลจ้าวแห่งแคว้นเหอ  ข้าจำได้ว่า  เจ้าเคยเป็นองครักษ์ของคุณชายตระกูลสวี  เหตุใดวันนี้จึงตกต่ำมารับใช้ราชวงศ์จิ่ง  หรือว่า...วันนี้ตระกูลสวีก็มีส่วนร่วมด้วย?”


จ้าวจงหน้าเขียวคล้ำ  “ไอ้พวกขันที  ไอ้หมารับใช้  ถุด!”


เขาถ่มน้ำลายพุ่งตรงไปยังหน้าจินจู  ฝ่ายหลังราวกับรู้ทันอยู่ก่อนแล้ว  รีบหยิบพัดพับออกจากอกเสื้อมากางกั้นไว้ตรงหน้า


จินจูไม่แสดงอาการโกรธ  เพียงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม  “สิงกวนสืบทอดวิชาตระกูลจ้าวผู้เกรียงไกร  บัดนี้ก็เป็นเพียงนักโทษ  จับตัวไปขังคุกใน  ไม่ช้าก็เร็วจะต้องคายเคล็ดวิชาฝึกตนให้แก่อัครเสนาบดีฝ่ายใน  พาตัวไป!”


กล่าวจบ  เขาลุกขึ้นยืน  หันไปมองบรรดาหน่วยสืบลับที่ถือคบเพลิงยืนนิ่งเงียบ  “วันนี้ได้ชัยชนะครั้งใหญ่  พาตัวนักโทษไปขังคุกในแล้วให้เหล่าพี่น้องได้พักผ่อนเถอะ  พรุ่งนี้ตื่นมา  ข้าจะเลี้ยงทุกคนที่ร้านหอแปดเซียน  กินของดีที่สุดในเมืองหลัว!”


หน่วยสืบลับคนสนิทข้างกายกระซิบเตือน  “ใต้เท้า  เฉินจี้ถูกคนตามไล่ฆ่า  จนบัดนี้ยังไม่เห็นวี่แวว”


จินจูตบหน้าผากตัวเองพลางร้องเสียงดัง  “โอ้!  เกือบลืมเขาไปเลย  เด็กฝึกโรงยาตัวเล็กๆ ถูกสายลับไล่ฆ่า  คงตายไปแปดส่วนแล้ว  อัครเสนาบดีฝ่ายในเพิ่งเลื่อนขั้นให้เขาเข้ากรมสืบลับ  ข้ามวันก็ตายในมือข้า  คนอื่นรู้เข้าคงคิดว่าข้าจิตใจคับแคบ  ริษยาคนมีฝีมือ……เร็วเข้า  ไปตามหาเขา  รักษาชีวิตเขาไว้ให้ได้!”


ทว่าเพิ่งกล่าวเสียงดังจบ  จินจูก็หันตัวกระซิบสั่งหน่วยสืบลับข้างกาย  “แม้เขาจะสู้ตาย  กอดสายลับตกจากชั้น 2 ก็ยังรอดมาได้  แต่หลังจากนั้น  เขากลับไม่คิดจะอ้อมมารวมตัวกับพวกเราที่บ่อน  แต่เลือกวิ่งออกไปข้างนอกแทน...ตอนนี้ต่อให้มีคนบอกว่า  เขาแอบไปรายงานกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง  ข้าก็เชื่อสนิทใจ  คืนนี้จงส่งคนไปหาเขาให้พบ  มีชีวิตต้องเจอตัว  ตายต้องเจอศพ!”


“ใต้เท้า  หากเขายังมีชีวิต?”


“ก็ให้เขาอธิบายให้ชัดว่า  คืนนี้ไปทำอะไรมา  เหตุใดไม่กลับมารวมตัวกับพวกเรา!”


“ใต้เท้า  หากเขาตายแล้ว?”


“ตายก็ตายสิ  ฝังให้ดีๆ หน่อย”


หน่วยสืบลับงุนงง  “ใต้เท้า  ท่านไม่ได้จะลงทุนในตัวเขาหรือ?”


จินจูกลอกตาใส่คนสนิท  “ก็จริงอยู่ที่ข้าอยากลงทุน  เจ้ารู้ไหมว่า  การได้รับการคัดเลือกจากอัครเสนาบดีฝ่ายในเข้ากรมสืบลับนั้นมีค่าแค่ไหน  แต่ข้าจะไปลงทุนกับสายลับราชวงศ์จิ่งหรือคนตายได้ยังไง!”


......


......


ในอากาศหลังฝนตก  กลิ่นดินอันเป็นเอกลักษณ์ลอยโชย


เฉินจี้กำลังแนบตัวตามเงามืดของกำแพงสีเทาและกระเบื้องหลังคาสีเทา  เดินลอบเร้นอย่างเงียบเชียบ  ร่างกายของเขาเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน  รู้สึกเพียงว่าเสื้อผ้าที่ชุ่มน้ำ  ยิ่งสวมก็ยิ่งหนาวเหน็บ


เขาเปิดผ้าพันแผลออกดู  เห็นขอบแผลและเนื้อหนังบวมขาวจากการแช่น้ำ  หากไม่รีบรักษา  เกรงว่าจะป่วยหนัก


แต่ตอนนี้  เขาจะมีเวลารักษาตัวได้อย่างไร  หลังหนีออกมาจากบ่อน  ไม่ว่าเขาจะแสดงได้สมจริงเพียงใด  จินจูก็ต้องเกิดความสงสัยอยู่แล้ว


หากภายหลังเขาอธิบายไม่ได้ว่า  แอบไปยังที่ใดมา  นั่นแหละคือภัยร้ายถึงชีวิตอย่างแท้จริง


ขณะนี้  เฉินจี้ไม่ได้กลับไปโรงยาไท่ผิง  แต่ต้องย้อนกลับไปยังตรอกเล็กที่เขาฆ่าสายลับราชวงศ์จิ่ง  ปลอมแปลงจุดเกิดเหตุ  แสร้งทำเป็นว่าต่อสู้กันแล้วสลบอยู่ที่นั่น


เดี๋ยวก่อน


เฉินจี้พลันหยุดยืนนิ่ง  เขารู้สึกเสมอว่าตนพลาดรายละเอียดบางอย่างไป  รายละเอียดนี้อาจทำให้ตัวตนของเขาถูกเปิดโปงได้


มันคืออะไรกัน


มันคืออะไรกันแน่!


เฉินจี้ก้มมองแผลบนหน้าอกของตน  ถึงตอนนี้จึงนึกขึ้นได้ว่า  ตนพลาดรายละเอียดใดไป


เห็นเขาหยิบดาบยาวของสายลับราชวงศ์จิ่งขึ้นมา  กรีดใส่ต้นขาด้านขวาอย่างระมัดระวัง  เปิดแผลเป็นรอยยาว  แล้วจึงรีบเดินทางต่อ


เฉินจี้เดินโซเซ  ระหว่างทางยังต้องหลบเลี่ยงคนตีระฆังที่เดินผ่านไปมา  เขารู้สึกเพียงว่า  ตนเองอ่อนแรงลงเรื่อยๆ  อ่อนแอจนแทบลืมตาไม่ขึ้น


ในชั่วขณะหนึ่ง  เขาเกิดคำถามในใจว่า  คืนนี้ที่ตนเสี่ยงจนได้รับบาดเจ็บทั่วร่าง  แต่กลับไม่อาจขจัดภัยแฝงได้  มันคุ้มค่าแล้วหรือไม่


อู๋หงเปียวผู้นั้น  สำหรับเขาแล้ว  เหมือนโผล่ออกมาจากก้อนหิน  ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน  ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน


อู๋หงเปียวโกหกหรือไม่  เฉินจี้เอนเอียงว่าไม่


เมื่อครั้งทั้งสองพบหน้ากัน  ต่างฝ่ายต่างฟาดฟันกันทันที  ขณะนั้นอู๋หงเปียวยังมีกำลังสู้รบได้  ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำ


แต่พอเขาจำเฉินจี้ได้  ก็ผ่อนคลายจิตใจทันที  ล้มลงกับพื้น  แม้กระทั่งดาบยังโยนทิ้ง  นี่เท่ากับมอบชีวิตไว้ในมือเฉินจี้


คนที่เสี่ยงตายมาแจ้งข่าวให้ตน  แม้เฉินจี้ไม่เคยรู้จักหรือมีความผูกพันใดๆ  แต่เขาก็ยังไม่อาจลงมือได้


คนดีทนทุกข์ทุกวัน  โจรร้ายร่าเริงทุกค่ำคืน  ยุคสมัยนี้ช่างวิปริตจริงๆ  ทว่าสุดท้ายแล้ว  เขาก็ไม่ใช่คนของยุคนี้


เห็นตรอกเล็กนั้นใกล้เข้ามาทุกที...ขณะที่เหลือระยะห่างจากตรอกอีกเพียงหนึ่งแยก  เฉินจี้เห็นแสงไฟจากจุดห่างไกลส่องตรงมา  ดูเหมือนมีคนถือคบเพลิงกำลังค้นหาบางสิ่ง


เขารีบหลบเข้าไปในเงามืดใต้กำแพง  เร่งคิดหาแผนรับมือ


ผู้มาย่อมเป็นกรมสืบลับแน่นอน  หากตนเดินผ่านไปเช่นนี้  ต้องปะทะกันแน่


จะถอยกลับไปดีไหม?


ไม่ได้  เขาต้องกลับไปยังตรอกนั้นให้ได้  จึงจะอำพรางเรื่องคืนนี้ได้สำเร็จ


เฉินจี้ปีนขึ้นหลังคาอย่างยากลำบาก  ย่อตัวลง  หลบเลี่ยงการค้นหาอย่างระมัดระวัง  หลายครั้งที่หน่วยสืบลับเงยหน้ามองขึ้นมาบนหลังคา  เขาต้องรีบหมอบต่ำ  คลานตัวไปอย่างช้าๆ


นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป  พละกำลังของเฉินจี้ก็ใกล้หมดลง


ในที่สุด  ตรอกเล็กนั้นก็อยู่ตรงหน้า  เขาเกาะขอบกำแพงค่อยๆ ไถลตัวลงไป  แต่พอเท้าแตะพื้น  ก็พลันรู้สึกว่าแข้งขาอ่อนยวบ  ล้มลงในแอ่งน้ำ


เนื่องจากเสียเลือดมากเกินไป  ร่างกายจึงอ่อนเพลีย


เฉินจี้ดิ้นรนลุกขึ้น  ลากศพสายลับราชวงศ์จิ่งออกมาจากกองสิ่งของ  จัดฉากรอบๆ ให้ดูเหมือนร่องรอยหลังการต่อสู้


จากนั้นก็จัดท่าศพสายลับราชวงศ์จิ่ง  ให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในอิริยาบถที่เขาใช้ฝักดาบรัดคอฆ่าอีกฝ่าย  ส่วนตนเองนอนหงายบนพื้น  แกล้งทำเป็นว่าหลังฆ่าคนแล้ว  สลบไปเพราะบาดเจ็บสาหัส


ทว่าบาดแผลของเขายังไม่หนักพอ  ไม่พอจะขจัดความระแวงสงสัยของจินจู!


แววตาเฉินจี้ฉายความเด็ดเดี่ยว  เขาวางมีดสั้นไว้ในมือสายลับราชวงศ์จิ่ง  ตนเองกำมือศพนั้นไว้  แล้วแทงมีดเข้าที่แผลต้นขาซึ่งได้กรีดไว้ก่อนหน้า  จนกระทั่งมีดจมด้าม!


ในพริบตา  ความเจ็บปวดราวกับมีดกรีดหัวใจ  ก็ถาโถมเข้ามา


ร่างเฉินจี้ชักกระตุกไปทั้งตัว  เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลเป็นเม็ดใหญ่ราวกับถั่วเหลือง


แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ  เขากัดฟันแน่น  ไม่ให้เสียงร้องหลุดออกมาแม้แต่น้อย


ไม่เพียงเท่านั้น  เฉินจี้ยังใช้มือตักน้ำขังบนพื้นมาราดบาดแผลไม่หยุด  เช่นนี้เลือดที่ซึมออกมาจากแผลจึงจะไม่แตกต่างระหว่างก่อนฝนตกกับหลังฝนตก


เฉินจี้ฝืนทนทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น  จนกระทั่งเริ่มเห็นแสงไฟส่ายไปมานอกตรอก  จึงค่อยๆ หลับตาผ่อนคลายจิตใจ  สลบไสลไปอย่างแท้จริง


......


......


ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด  จินจูเดินตามการนำทางของหน่วยสืบลับมาถึงข้างกายเฉินจี้  นั่งยองๆ ลงตรวจดู


เขาเริ่มจากการเปิดเปลือกตาของเฉินจี้  หยิบคบเพลิงมาส่ายไปมาตรงหน้า  “เปลือกตาไม่กระตุก  รูม่านตาหดตัวช้า...เจ้าหนุ่มนี่สลบไปจริงๆ”


จินจูลูบคลำบาดแผลที่ลำคอของสายลับราชวงศ์จิ่ง  “ใช้ฝักดาบรัดคอตาย  ก่อนเหยื่อสิ้นใจได้แทงต้นขาเจ้าหนุ่มนี่หนึ่งแผล…ไม่นึกเลยว่าเขาจะสังหารสายลับได้ตามลำพัง  ข้าดูถูกเขาเกินไป”


จินจูเปลี่ยนน้ำเสียงทันที  “แต่สายลับราชวงศ์จิ่งมีวรยุทธ์เหนือคนธรรมดา  เจ้าหนุ่มนี่ชนะได้อย่างไร?  หรือว่าสวรรค์คุ้มครองคนดีจริงๆ...เดี๋ยวนะ  ถอดเสื้อผ้าเฉินจี้ออกให้หมด  ข้าจะตรวจดูบาดแผล  เขาอาจหนีไปกลางคันแล้วกลับมาทำแผลเพิ่มทีหลัง”


พริบตาเดียว  หน่วยสืบลับก็ฉีกกางเกงและเสื้อของเฉินจี้  เผยให้เห็นรอยแผลดาบด้านใน  บาดแผลทั้งสองแห่งบวมซีดขาวเพราะแช่น้ำมานาน


โชคดีที่เฉินจี้กรีดแผลตรงต้นขาไว้ล่วงหน้า  ปล่อยให้มันแช่น้ำจนบวม  ไม่งั้นหากจินจูพบว่าเป็นแผลใหม่  ความลับคงแตกแน่นอน


นี่คือรายละเอียดที่เฉินจี้เกือบพลาดไป


หน่วยสืบลับรายงานจินจู  “ใต้เท้า  แผลดาบเก่าพอสมควรแล้ว  ไม่ได้ปลอมแปลง  มีแผลดาบที่ขาเช่นนี้  ย่อมเคลื่อนไหวไม่สะดวก  เขาน่าจะต่อสู้กับสายลับแล้วสลบอยู่ที่นี่”


จินจูถอนหายใจโล่งอก  “ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาจริงๆ...ข้าคงระแวงมากไปเอง”


“ใต้เท้า  ตอนนี้จะทำอย่างไร  จะส่งเขาไปรักษาหรือไม่”


“ไม่ได้”  จินจูส่ายหน้า  “หามไปคุกใน  เชิญหมอมารักษาที่คุกใน  เขาฟื้นเมื่อไรให้แจ้งข้าทันที  ข้ายังมีเรื่องจะสอบถามเขา  ยามคนอ่อนแอ  ย่อมซักถามอะไรได้ง่ายที่สุด”


“ขอรับ”


ทว่าขณะนั้นเอง  เสียงจากนอกตรอกดังขึ้น  “ท่านทั้งหลาย  เห็นเด็กฝึกของข้าบ้างหรือไม่  รูปร่างผอมสูง  สวมชุดดำทั้งตัว”


จินจูหรี่ตาเล็กน้อย  มองไปยังปากตรอก  กลับเห็นเฒ่าเหยาผมเคราขาวโพลนยืนอยู่ที่ปากตรอก  กำลังถามไถ่หน่วยสืบลับ


ขณะกำลังถามอยู่นั้น  เฒ่าเหยาหันมองเข้ามาในตรอก  ขมวดคิ้ว  “ใต้เท้าจินจู  ท่านมาเมืองหลัวได้อย่างไร?”


“หมอหลวงเหยา  สายัณห์สวัสดิ์  ดึกดื่นป่านนี้ยังออกตามหาเด็กฝึกอีกหรือ?”  จินจูยิ้มพลางก้าวไปข้างหน้า  บังเฉินจี้ไว้ด้านหลัง


เฒ่าเหยาค่อยๆ เดินเข้ามาพลางถาม  “ท่านเห็นเด็กฝึกของข้าหรือไม่”


“ไม่เห็น”  จินจูส่ายหน้า  “หมอหลวงเหยาลองไปหาที่อื่นดูเถิด”


“แล้วใครอยู่ข้างหลังใต้เท้าจินจู?”  เฒ่าเหยาเดินมาถึงตรงหน้า  มองเฉินจี้ที่นอนอยู่บนพื้น  “นั่นเด็กฝึกของข้านี่……ใต้เท้าจินจูโกหกทำไม  เขามานอนที่นี่ได้อย่างไร?”


จินจูอึดอัดใจ  “ฮ่าๆๆๆ  ที่แท้เขาเป็นเด็กฝึกของท่านนี่เอง  ข้าไม่รู้มาก่อน  เขาถูกคนของราชวงศ์จิ่งทำร้าย  ข้ากำลังจะส่งเขาไปรักษาพอดี”


เฒ่าเหยาพยักหน้า  “งั้นก็รบกวนท่านส่งหน่วยสืบลับสองคน  หามเขากลับโรงยาไท่ผิงด้วย”


จินจูตอบโดยไม่ทันคิด  “ไม่ได้”


เฒ่าเหยาแสดงความฉงน  “ในเมืองหลัวนี้  ยังมีที่ใดรักษาโรคเก่งกว่าโรงยาไท่ผิงของข้าอีก?  หรือว่าเด็กฝึกข้าทำผิดอะไร”


จินจูลังเลชั่วครู่  “ไม่ได้ทำผิด  กลับมีความดีความชอบด้วยซ้ำ”


เฒ่าเหยาถอนหายใจโล่งอก  แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่น  “หากเขาทำผิด  ใต้เท้าจินจูจะจัดการอย่างไรก็ได้  แต่หากเขาไม่ได้ทำผิด  ข้าจะเขียนจดหมายถึงอัครเสนาบดีฝ่ายใน  ถามท่านว่ากรมสืบลับกักตัวเด็กฝึกข้าด้วยเหตุผลอันใด”


จินจูนิ่งเงียบนาน  สุดท้ายโบกมือสั่งหน่วยสืบลับ  “ช่วยหมอหลวงเหยาหามเฉินจี้กลับไปโรงยา”


เขายืนอยู่ในตรอกเล็ก  จ้องมองแผ่นหลังของเฒ่าเหยาที่เดินจากไป  แล้วขมวดคิ้วแน่น


ครู่ต่อมา  จินจูพึมพำกับตัวเอง  “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล...”


...


...


ในภาวะหลับใหล  เฉินจี้นอนโคลงเคลงอยู่บนรถม้า  ราวกับลอยเรือท่ามกลางทะเลกว้าง


เตาไฟทั้งสิบหกดวงใกล้ตันเถียน  ไหวระริกไม่หยุด  ดุจตะเกียงน้ำมันกำลังจะดับ  กระแสน้ำแข็งที่สงบนิ่งมานานในร่างกาย  เริ่มขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย


เฉินจี้ดูเหมือนถูกกระแสน้ำแข็งพัดพาขึ้นเหนือทะเลเมฆดำอีกครั้ง  ล่องลอยราวเรือใบเดียวดาย  ไม่รู้ว่านานเท่าไร  กระทั่งไหลมาถึงสนามรบโบราณแห่งนั้นอีกครา


เสียงตะโกนฆ่าฟัน  เสียงอาวุธปะทะกัน  ดุจเทพเซียนต่อสู้


เฉินจี้มองเห็นบนท้องฟ้า  เห็นนกโบราณนับไม่ถ้วนบินวนเวียน  ลากหางยาวอันวิจิตรพิสดาร!


เฉินจี้มองเห็นกองทัพมนุษย์บนพื้นดิน  รุกคืบไม่หยุด  พลทหารม้านั่งบนหลังม้าศึกสูงใหญ่  ไม่สิ  แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ม้าอีกต่อไป  สูงไม่เกินแปดฉื่อเรียกอาชา  สูงเกินแปดฉื่อนับเป็นมังกร!


อีกฟากของกองทัพมนุษย์  อสุรกายนับไม่ถ้วนดูเหมือนห้อมล้อมบางสิ่ง  ส่งเสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังระงมไม่ขาดสาย!


เฉินจี้ร่วงลงจากทะเลเมฆ  ตกลงบนขุนเขาเขียวขจีริมสนามรบ  มองเห็นกลางสมรภูมินั้น  มีร่างสูงตระหง่าน  สวมเกราะทองคำ  กำลังถือธงราชัน  ก้าวเดินมั่นคงทีละก้าวท่ามกลางกองทัพนับหมื่น


ข้างกายเขา  ประกายแสงสีครามดุจดาวตกโคจรวนเวียน  แทงทะลุศัตรูที่โจมตีเข้ามาทีละคน


ผ่านไปเนิ่นนาน  เฉินจี้จึงมองเห็นชัดว่า  ดาวตกอันรุ่งโรจน์นั้น  แท้จริงคือ  ‘กระบี่’  ไร้ด้ามเล่มหนึ่ง!


ทว่าในขณะนั้นเอง  ร่างสูงตระหง่านก็หันมองเฉินจี้บนภูเขาทันที  “คืนวิถีเทพมาให้ข้า!”


“คืนเมล็ดกระบี่ให้ข้า!”


“คืนขุนเขาขจีให้ข้า!”


“ไม่เช่นนั้น  ก็เอาชีวิตเจ้ามาแลก!”


พริบตาต่อมา  แสงกระบี่ปกคลุมฟ้าดิน  ไหลท่วมทับดุจคลื่นยักษ์  กดดันจนแทบหายใจไม่ออก


ลมภูเขาหวีดหวน  พัดชายเสื้อเฉินจี้ปลิวสะบัด


แต่ครั้งนี้เฉินจี้ไม่หวาดหวั่น  เขาเผชิญหน้ากับร่างสูงตระหง่านนั้น  เผชิญกับคลื่นกระบี่ที่ถาโถมมาทั่วฟ้าดิน  ถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  “ด้วยสิทธิ์อันใด?”


เสียงนั้นดังก้องราวขวานยักษ์ผ่าภูผา  ก่อเสียงสะเทือนดังครืนครั่น


เมื่อวาจาสิ้นลง  ในร่างเฉินจี้พลันมีเตาไฟลุกโชนขึ้นทีละดวง  


หนึ่งดวง  สองดวง  สามดวง...หกร้อยสิบแปดดวง  เจ็ดร้อยยี่สิบดวง!


แสงเตาไฟดังกล่าวทะลุร่างเขาออกมา  ส่องสว่างเจิดจ้าดุจดาวฤกษ์!


ต่อหน้าดวงดาวนับไม่ถ้วนเหล่านี้  คลื่นแสงกระบี่ราวกับได้พบเกาะกลางทะเล  ถูกผ่าแยกเป็นสองสาย!


ร่างสูงตระหง่านนั้นนิ่งเงียบครู่หนึ่ง  แล้วหัวเราะเสียงดังกึกก้องฟ้า  “เจ้ากลับมาแล้ว  ที่แท้เจ้าก็กลับมาแล้ว!”


...


...


“เฉินจี้?  เฉินจี้!”


“เจ้าเรียกเขาทำไม  เขายังสลบอยู่เลย  อย่าไปเรียกเขาสิ!”


“แต่ข้าเห็นเขาขยับเปลือกตานี่...อ๊ะ  อ๊ะ  อ๊ะ!  เจ้าดูสิ  เขาลืมตาแล้ว...อาจารย์!  อาจารย์!  เฉินจี้ฟื้นแล้ว!”


เฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  พบว่าตนเองนอนอยู่ในห้องพักเด็กฝึกของโรงยา


เขารีบสำรวจภายในร่างกายทันที  กลับต้องพบว่า  เปลวเพลิงยังคงมีสิบหกดวงเท่าเดิม  ที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน


เขาเงยหน้ามอง  เห็นศีรษะมารุมล้อมเต็มไปหมด...เซ่อเติงเค่อ  หลิวฉวีซิง  เหลียงโก่วเอ๋อร์  เหลียงมาวเอ๋อร์  โอรสอ๋อง  ธิดาอ๋องไป๋หลี่  สามเณรน้อย?


เฉินจี้นึกไม่ออก  สามคนหลังนี้มาอยู่ในห้องพักเด็กฝึกอันมืดสลัวได้อย่างไร


เขาพยายามเอาแขนยันตัวลุกขึ้นนั่ง  แต่ถูกหลิวฉวีซิงกดกลับลง  “อย่าขยับ  อย่าขยับ  อาจารย์สั่งไม่ให้เจ้าขยับ”


เฉินจี้มองออกไปนอกหน้าต่าง  ฟ้ายังมืดอยู่  จึงถามอย่างฉงน  “ข้าสลบไปนานเท่าใด”


“หนึ่งวันเต็ม!”  หลิวฉวีซิงตอบ  “ทำเอาพวกเราแทบแย่กันหมด!”


เฉินจี้ใจหายวาบ  ตนสลบไปหนึ่งวันเต็มเชียวหรือ


ไม่รู้ว่าหลอกจินจูสำเร็จหรือไม่ 


อู๋หงเปียวเป็นอย่างไรบ้าง  หนีรอดไปแล้ว  หรือถูกกรมสืบลับ  กรมข่าวกรองจับได้?


แต่อย่างไรก็ตาม  การที่เขาฟื้นขึ้นมาโดยไม่ได้อยู่ในคุกใน…ก็นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งแล้ว


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0089
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง