ตอนที่ 0059 ฆ่าสือเฉา



ภายในห้องนอนเด็กฝึกที่มืดสลัว  มีเพียงตะเกียงน้ำมันเหลือใช้สองดวงส่องแสงริบหรี่


เฉินจี้นอนนิ่งบนเตียงใหญ่  ร่างกายสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย  ผ้าขาวพันรอบอกและต้นขา  กลิ่นยาจีนอบอวลไปทั่วห้องนอนเด็กฝึก


กลิ่นยาอันแรงกล้าเช่นนี้  เสมือนลมหายใจสุดท้ายของผู้ใกล้ตายก็มิปาน


แต่เฉินจี้ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องเหล่านี้  ตนหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน  ย่อมมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น


ก่อนหมดสติ  จินจูผู้นำกรมสืบลับราชวงศ์หนิง  ได้พบพยานรู้เห็นแล้ว  และกำลังตามรอยไปยังทิศทางที่อู๋หงเปียวหลบหนี


จนถึงตอนนี้  ในเมื่อเฉินจี้ยังไม่ถูกจับ  ย่อมมีความเป็นไปได้สองทาง  


หนึ่ง  กรมสืบลับตรวจค้นล่าช้า  เมื่อคืนฝนตกหนัก  ผู้คนสัญจรน้อย  ไม่พบพยานใหม่  ยังจับอู๋หงเปียวไม่ได้  หรือสอง  อู๋หงเปียวถูกจับขังคุกในแล้ว  แต่ยังไม่หักหลังเอ่ยถึงเฉินจี้


หากเป็นกรณีแรก  เฉินจี้ยังพอมีทางแก้ไข  แต่หากเป็นกรณีหลัง  เฉินจี้จะบุกคุกในไปช่วยหรือปิดปากก็คงไม่ได้


ยิ่งไปกว่านั้น  แม้อู๋หงเปียวจะไม่ถูกจับ


เฉินจี้บาดเจ็บสาหัส  อู๋หงเปียวก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน  เฉินจี้มีคนรักษา  อู๋หงเปียวกลับไม่มีใครดูแล


ไม่ต้องพูดถึงการรักษา  อีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในลานหลังร้านผ้า  แม้แต่ข้าวน้ำก็ไม่มีจะกิน...


ขณะครุ่นคิด  ไป๋หลี่ธิดาอ๋องหันไปซักผ้าขนหนูในอ่างน้ำในห้อง  บิดให้หมาดแล้ววางบนหน้าผากเฉินจี้  เปลี่ยนผืนเดิมออก


ยิ่งไปกว่านั้น  นางยังซักผ้าขนหนูที่เพิ่งหยิบออกไป  ยกแขนเฉินจี้ขึ้น  แล้วเช็ดใต้รักแร้เพื่อลดไข้


“เอ่อ  ธิดาอ๋อง  ท่านกำลังทำอะไร…?”  เฉินจี้ประหลาดใจยิ่งนัก


“เจ้ายังมีไข้อยู่”  ไป๋หลี่ธิดาอ๋องเหลือบตามองเซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิง  “ผู้ชายสองคน  แค่งานจิปาถะแบบนี้ยังทำไม่ได้  อาจารย์เจ้าให้พวกเขาประคบผ้าลดไข้  แต่พวกเขาบิดผ้าไม่แห้งก็เอาไปแปะหน้าเจ้าแล้ว  ผ้าพันแผลก็ไม่รู้จักเปลี่ยน”


เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงก้มหน้าอับอาย  “ก็พวกข้าเคยทำแบบนี้มาตลอด…”


ไป๋หลี่กล่าว  “ก็ไม่ควรประมาทเช่นนี้  นี่มันดูแลคนป่วยที่ไหนกัน!”


โอรสอ๋องถอนหายใจ  “ไป๋หลี่  เจ้าก็ไม่ควรมาทำเรื่องเหล่านี้เอง...”


ไป๋หลี่เหลือบมองเขา  “ที่สำนักตงหลิน  อาจารย์ไม่อนุญาตให้พาบ่าวไป  ตอนท่านป่วย  ข้าก็ต้องดูแลแบบนี้ไม่ใช่หรือ?”


“แต่เฉินจี้เป็นคนนอกนี่”  โอรสอ๋องร้อนใจ  “ถ้าเรื่องนี้ลือออกไป  เจ้าจะแต่งงานได้อย่างไร”


“แต่งงาน?”  ไป๋หลี่ธิดาอ๋องขมวดคิ้ว  “ข้าอยู่เคียงข้างท่านพ่อท่านแม่  เหตุใดต้องแต่งงาน?  ข้าแปลกใจจริงๆ  ตั้งแต่ปีที่แล้ว  พวกท่านก็พูดแต่เรื่องแต่งงานๆ  ทำไมข้าจึงต้องแต่งงานด้วย?”


เหลียงโก่วเอ๋อร์พูดเสียงแผ่วข้างๆ  “เพราะทุกคนล้วนต้องมีกรรมเป็นของตนเอง...”


โอรสอ๋อง  “...”


ไป๋หลี่  “...”


เหลียงมาวเอ๋อร์รีบอุดปากพี่ชาย  ลากออกไปที่ลานบ้าน  “พี่  หุบปากเถอะ”


เฉินจี้นอนอยู่บนเตียง  จ้องมองไป๋หลี่ในชุดขาว  กลางดึกตามพี่ชายไปตรอกชุดแดง  ไปบ่อนพนัน  คบหาชาวยุทธภพ  ยืนหยัดด้วยตนเอง  ดุจนางพญาที่ทำอะไรไม่ลังเล  ไม่ยอมถูกผูกมัด


เซ่อเติงเค่อเห็นบรรยากาศในห้องอึดอัด  จึงรีบกล่าว  “ข้าจะไปทำอาหารให้เฉินจี้  พวกท่านหิวหรือไม่?  ข้าจะทำเยอะหน่อยเผื่อกินด้วยกัน”


เหลียงโก่วเอ๋อร์รีบวิ่งกลับเข้าห้องแล้วชูมือ  “เนื้อตากแห้ง  ข้าเห็นมีเนื้อตากแห้งในครัว”


เหลียงมาวเอ๋อร์พูดตามอย่างเขินอาย  “ข้าขอแค่ผักดอง  กับข้าวต้มสักนิดก็พอ”


โอรสอ๋องครุ่นคิด  “เต้าหู้  เต้าหู้ทอดแบน”


เฉินจี้  “ด…เดี๋ยวก่อน...ข้าอยากกินอะไร  ทำไมพวกท่านไม่ถามกันสักคำ?”


เซ่อเติงเค่อยิ้มอธิบาย  “เฉินจี้  ข้าจะไปต้มข้าวต้ม  นึ่งไข่ตุ๋นให้เจ้า  อาจารย์บอกว่าเจ้าหมดสติมานาน  กินอย่างอื่นไม่ได้”


ครั้นเซ่อเติงเค่อออกไปทำอาหาร  เฉินจี้มองไปรอบๆ ด้วยความข้องใจ  “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง  พวกท่านมาทำอะไรที่นี่?”


โอรสอ๋องอธิบายอย่างร่าเริง  “คืนนี้พวกข้าตั้งใจจะออกไปเที่ยว  พอปีนเข้ามาไม่เจอเจ้า  เห็นแต่หลิวฉวีซิงกับเซ่อเติงเค่อถือกะละมังวิ่งไปมา  ที่จริงไม่เจอเจ้าก็ประหยัดค่าผ่านทางไปได้  แต่ไป๋หลี่ยืนกรานจะให้ค่าผ่านทางแก่เจ้า  จึงถามหลิวฉวีซิงว่าเจ้าอยู่ที่ใด  พวกข้าถึงรู้ว่าเจ้าบาดเจ็บหนัก  แล้วไป๋หลี่ก็บอกว่าไม่ออกไปเที่ยวแล้ว  จะอยู่ดูว่ามีอะไรช่วยได้บ้าง”


ไป๋หลี่หันมามองเฉินจี้  ถามอย่างสงสัย  “เฉินจี้  เจ้าถูกใครทำร้ายมา?  โจรชั่วมันช่างเหิมเกริมนัก  กล้าลงมือในเขตเมืองหลัว...ข้านึกว่าเมืองหลัวสงบสุขแล้วเสียอีก”


เซ่อเติงเค่อพูดเสียงแผ่ว  “ธิดาอ๋อง  ยามค่ำคืนเมืองหลัวไม่สงบ  โดยเฉพาะตลาดประจิม  ที่นั่นเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกค้ามนุษย์  ดุร้ายกันทุกคน  ท่านอย่าไปเลย”


ไป๋หลี่ขมวดคิ้ว  “ไว้ท่านพ่อกลับมาเมื่อไร  ข้าจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  ต้องทำให้เมืองหลัวใสสะอาดให้ได้!”


โอรสอ๋องหัวเราะบอกทุกคน  “น้องสาวข้าน่ะ  มีจิตใจรักความยุติธรรมแต่กำเนิด  แต่เล็กก็ทนเห็นพวกเราทำเรื่องอธรรมไม่ได้  เราขโมยแตงโมชาวบ้านสองลูก  โดนนางดุได้ทั้งวัน  ต้องกลับไปวางเงินยี่สิบเหรียญทองแดงถึงจะเลิก”


ไป๋หลี่กลอกตาขาว  “เขาลำบากลำบนปลูกแตงโมมาหลายเดือน  พวกท่านขโมยแล้วยังจะหาข้ออ้างอีก  อย่าพูดเรื่องไร้สาระนี่เลย  เฉินจี้  เจ้าจำได้ไหมว่าคนที่ทำร้ายเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร  อยู่ที่ไหน  ข้าจะให้แม่ทัพหวังไปจับตัวมา!”


เหลียงมาวเอ๋อร์ข้างๆ รีบกล่าว  “ไม่ต้องใช้แม่ทัพหวังหรอก  บอกพี่ข้าก็ได้  ผ่าครึ่งมันด้วยดาบเดียว!”


เฉินจี้นอนบนเตียง  ยิ้มส่ายหน้า  “ขอบคุณทุกท่าน  ขอบคุณท่านธิดาอ๋อง  แต่ผู้ที่ทำร้ายข้า  ถูกลงโทษตามกฎหมายแล้วล่ะ”


ไป๋หลี่ธิดาอ๋องพยักหน้า  “ดีแล้ว”


ยามนี้  ห้องนอนเด็กฝึกเล็กๆ เต็มไปด้วยผู้คน  แออัดยัดเยียดอย่างยิ่ง  ทุกคนพูดจาโต้ตอบกันอึกทึก


แต่กระนั้น  ลานหลังโรงยาไท่ผิงก็ไม่เคยมีคนมารวมกันมากขนาดนี้  ไม่เคยมีคนมากมายเช่นนี้ห่วงใยเฉินจี้  ความวุ่นวายตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกถึง...ความอบอุ่น


ขณะสนทนากัน  เฒ่าเหยาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง  กอดอกยืนมอง


พอเห็นห้องที่แออัด  ก็เอ่ยปากไล่ตะเพิดทันที  “ใครจะทำอะไรก็ไปทำ!  โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องก็อย่าอยู่ที่นี่  กลับจวนอ๋องไปก่อนเถิด  เฉินจี้ต้องการพักผ่อน”


โอรสอ๋องเองก็อยากพาไป๋หลี่กลับโดยเร็ว  พอได้ยินจึงลุกขึ้นกล่าวลา  “หมอหลวงเหยาพูดถูก  พวกเราขอตัวกลับก่อน...เฉินจี้  พรุ่งนี้เช้าพวกเรามาเยี่ยมเจ้าอีกนะ!”


เฉินจี้ยิ้มตอบ  “ขอบคุณโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง”


เฒ่าเหยาเหลือบมองเขา  แล้วหันไปบอกคนในห้อง  “เหลียงโก่วเอ๋อร์  เหลียงมาวเอ๋อร์  พวกเจ้าไปรอที่ลานก่อน  ข้ามีเรื่องจะพูดกับเฉินจี้  หลิวฉวีซิง  เจ้าไปช่วยที่ครัว  ถ้าไม่เรียกอย่าเข้ามา”


...


...


ครั้นในห้องไร้คน  เฒ่าเหยาเลิกแสร้งทำดีโดยสิ้นเชิง  เฉินจี้รู้สึกผิดจนไม่กล้าเอ่ยปาก


ทั้งคู่นิ่งเงียบ  แม้แต่เปลวตะเกียงน้ำมันเหลือใช้ก็ริบหรี่ลง


ผ่านไปนาน  เฒ่าเหยาเอ่ยถามเสียงหนักแน่น  “คนในร้านผ้านั่นคือใคร  ทีแรกตั้งใจจะฆ่า  แล้วเหตุใดจึงปล่อยไป?”


เฉินจี้ใจหายวาบ  อาจารย์รู้แม้กระทั่งเรื่องนี้!


เฒ่าเหยากล่าวอย่างลึกซึ้ง  “ยังคิดจะปิดบังอีกหรือ  เหตุใดถึงไม่ถามว่าจินจูจับเขาได้หรือไม่?”


เฉินจี้ยอมจำนนทันที  เงยหน้าถาม  “อาจารย์  ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”


เฒ่าเหยากอดอกยืนข้างเตียง  กล่าวเสียงเย้ยหยัน  “เช้านี้  กรมสืบลับพบพยานใหม่แล้ว  กำลังตรวจค้นมาทางนี้  อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะค้นถึงร้านผ้า  ข้าฉวยจังหวะที่เจ้าหนุ่มร้านผ้านั่นหมดสติ  ถอดเสื้อผ้าเปื้อนเลือดของเขาออก  โยนทิ้งในตรอกนอกตลาดประจิม  หน่วยสืบลับที่เฝ้าอยู่ที่นั่นพบเสื้อผ้าเปื้อนเลือด  บัดนี้ล้อมตลาดประจิมแล้ว  กำลังค้นทีละบ้านอยู่”


ที่แท้อาจารย์ก็ช่วยข้าเบี่ยงเบนกรมสืบลับ!


เฒ่าเหยาผู้นี้  ปากบอกว่าไม่ต้องผูกพันฉันอาจารย์ศิษย์  แต่สุดท้ายก็ยังยื่นมือช่วย


แต่ที่ทำให้เฉินจี้รู้สึกแปลกคือ  แม้จะเป็นอาจารย์ศิษย์กัน  แม้เฒ่าเหยาจะแสร้งเย็นชาแต่ใจอบอุ่น  ทว่าความสัมพันธ์ของยังไม่แน่นแฟ้นถึงขั้นให้อีกฝ่ายต่อกรกับกรมสืบลับเพื่อตนกระมัง?


เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ในที  ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีลับลมคมใน


เฒ่าเหยาเห็นเขาไม่พูด  จึงหัวเราะเยียบเย็น  “สถานที่เกิดเหตุปลอมๆ ของเจ้า  หลอกจินจูได้ก็จริง  แต่หลอกข้าไม่ได้  อีกาเห็นเจ้าแทบเอาชีวิตไม่รอด  จึงรีบบินกลับมาเรียกข้าให้ช่วย  เจ้าควรขอบคุณมันให้ดี  หากไม่มีมัน  ป่านนี้เจ้าคงเป็นศพในคุกแล้ว  ยังไม่คิดจะพูดอีกหรือ?  คำทำนายครั้งนี้  ข้าเห็นเป็นลางร้ายแก่เจ้า”


เฉินจี้ถอนใจเงียบงัน  สุดท้ายก็เลือกสารภาพความลับของตน  “อาจารย์  ข้าไม่เพียงช่วยงานให้กรมสืบลับราชวงศ์หนิง  ยังช่วยงานให้กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งด้วย”


เฒ่าเหยาเลิกคิ้ว  “อันนี่ข้ารู้แล้ว  บอกเรื่องที่ข้ายังไม่รู้มา”


“อะ...”  เฉินจี้งงงวย  “แม้แต่เรื่องนี้ท่านก็รู้?”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “เจ้านึกว่าตัวเองทำได้แนบเนียนมากนักหรือ?  จะให้ข้าเล่าเนื้อหาที่เจ้าคุยกับหยุนเฟยให้ฟังไหม”


เฉินจี้ตะลึงงันโดยสิ้นเชิง


เขานึกไม่ออกเลยว่า  อาจารย์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร  ตอนนั้นก็ไม่มีอีกาอยู่ด้วย...


เดี๋ยวก่อน


ต้นพลับที่ตำหนักเฟยหยุน...ตอนที่เราสนทนากับหยุนเฟยอยู่  แม้ในลานจะไร้ผู้คน  แต่บนต้นไม้มีนกกางเขนกำลังจิกผลพลับ  หน้าประตูก็มีนกกางเขนบินลงมาแล้วบินจากไปเป็นระยะ!


หากอูหยุนสื่อสารกับแมวทั้งหลายได้  กาดำก็ย่อมสื่อสารกับนกทั้งปวงได้เช่นกัน


นกกางเขนมีสติปัญญาหรือไม่?  แน่นอนว่ามี  นกกางเขนเป็นนกที่มีสติปัญญาติดอันดับห้าแรก  ไม่เพียงจำตำแหน่งซ่อนอาหารได้นับพันแห่ง  ยังแยกประเภทอาหารได้อย่างชัดเจน  สติปัญญาถึงขั้นเหนือกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดเสียอีก


เฒ่าเหยาเห็นแววตาหวั่นไหวของเขาก็หัวเราะเยาะ  “ข้าฝึกตนด้วยเคล็ดวิชา ‘เจ้าเขา’ มากี่ปีแล้ว?  เจ้าเพิ่งฝึกตนได้กี่วัน?”


“แล้วทำไมท่านไม่รีบสอนข้าล่ะ?”


เฒ่าเหยาเจ็บใจยิ่งนัก  “เจ้าเคยให้เวลาข้าสอนเจ้าบ้างไหม?  ข้าเพิ่งพาเจ้าไปรับกระแสมังกรได้กี่วันเอง  เจ้าก็สร้างเรื่องยุ่งยากมากมายขนาดนี้แล้ว?!”


เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง  “ท่านเป็นคนราชวงศ์หนิง  พอรู้ว่าข้าทำงานให้กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง  ท่านไม่โกรธเลยหรือ?”


เฒ่าเหยาส่ายหน้า  “เรื่องนี้ข้าไม่อยากอธิบาย  ภายหน้าเจ้าจะเข้าใจเอง  พูดเรื่องของเจ้าก่อน  คนในร้านผ้านั่นเป็นใคร?”


เฉินจี้เห็นว่าอีกฝ่ายดูจะไม่ใส่ใจกับสถานะสายลับของตน  จึงตัดสินใจเปิดเผยทุกอย่าง  “คนในร้านผ้าชื่ออู๋หงเปียว  เป็นคนที่ลุงข้าส่งมาจากราชวงศ์จิ่ง  ให้เขามาสอนวิชาสายลับแก่ข้า  เป็นคู่หูของข้า  ลุงข้าเป็นบุคคลสำคัญในราชวงศ์จิ่ง  ขณะนี้แพ้ศึกทางการเมือง  ศัตรูของเขาคือ  ‘ลู่กวนอู้’  กำลังไล่คิดบัญชีลูกน้องของลุงข้าอยู่ในเงามืด  อู๋หงเปียวก็อยู่ในบัญชีกำจัดพอดี  เขามาที่ร้านผ้าเพื่อแจ้งข่าว  ให้ข้าระวังอันตราย”


เฒ่าเหยาจมอยู่กับความคิด


เฉินจี้ถามว่า  “อาจารย์  ตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรดี?”


เฒ่าเหยาตอบอย่างหงุดหงิด  “ถามข้าทำไม  เรื่องที่เจ้าก่อเอง  ข้าจะต้องช่วยเจ้าแก้ไขไปถึงเมื่อไร?”


“อู๋หงเปียวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”


“นั่นก็ไม่รู้เหมือนกัน”


“อากาศหนาวขนาดนี้  ท่านถอดเสื้อเปื้อนเลือดของเขาแล้ว  ได้หาเสื้อผ้าอื่นให้เขาเปลี่ยนบ้างไหม?”


“ไม่มี  นั่นไม่ใช่ธุระกงการของข้า”


“แล้วท่านได้หาอาหารให้เขากินบ้าง...”


“ไม่ใช่ธุระของข้า”


เฉินจี้พลันลุกพรวดขึ้นจากเตียง  “ท่าไม่ดีแล้ว!”


อู๋หงเปียวช่างน่าสงสารเหลือเกิน!


เฒ่าเหยานี่คิดแต่จะรักษาชีวิตตัวเองไว้จริงๆ  ไม่สนใจความเป็นความตายของคนอื่นเลยสักนิด


กลับได้ยินเฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “เจ้าน่าจะขอบใจข้าไม่ใช่หรือ?  หากเขาตายไป  เจ้าก็เก็บความใจอ่อนของตัวเองได้อย่างสบายใจ  วางใจเถิด  เขาตายก็ไม่ใช่ฝีมือเจ้า  แต่เป็นข้าเอง”


ที่แท้อาจารย์หวังปล่อยให้อู๋หงเปียวตายไปเองตั้งแต่แรก


เฉินจี้พูดอย่างจริงจัง  “อาจารย์  นี่ไม่ใช่ความใจอ่อนเกินเหตุ”


พูดจบ  เขาดิ้นรนจะลุกออกจากห้อง  แต่แล้วก็สงบสติลงอย่างรวดเร็ว  กลับมานั่งบนเตียงใหม่  “ไม่ได้…ต้องรอให้ทุกคนหลับก่อน”


เฒ่าเหยาหัวเราะเบาๆ  แล้วเดินออกจากห้องไป  “ก็ถือว่ายังไม่โง่...ข้าขอแนะนำให้เจ้าพยายามอย่าไปข้องเกี่ยวกับอู๋หงเปียวนั่น  ข้าดูเส้นชีวิตในฝ่ามือเขาแล้ว  สั้นกระชับน่ารักดี  ข้องเกี่ยวกับเขาคงไม่มีจุดจบที่ดีนัก”


เฉินจี้  “...”


อาจารย์  ท่านไปถอดเสื้อผ้าเขา  ยังแถมดูลายมือไปด้วยเลยหรือ?


...


...


ยามดึกสงัด  ในห้องนอนเด็กฝึก  เสียงกรนดังขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปมา  เฉินจี้แอบลุกขึ้นท่ามกลางเสียงกรน  สวมเสื้อผ้าอย่างยากลำบาก


พอขยับตัวมาก  บาดแผลก็ถูกกระทบ  เจ็บจนหน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น  แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย


เฉินจี้เดินโขยกเขยกออกจากห้องอย่างระมัดระวัง  ภายในลาน  กาดำยืนหลับตาพักผ่อนอยู่บนกิ่งต้นแอปริคอต  ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้


พอเห็นเฉินจี้ออกมา  มันก็ลืมตาขึ้น  จ้องมองอย่างเงียบงัน


ใต้แสงจันทร์  แสงสีเงินสาดส่องลงบนตัวมัน  ปรากฏประกายสีสันพิสดาร  ดุจห่มคลุมด้วยอาภรณ์เทพสวรรค์


เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจัง  “ลุงกา  ขอบคุณท่านมาก”


ตาเฒ่าบอกว่า  กาดำฝึกตนตามเขามา 53 ปีแล้ว  การที่เขาเรียกว่าลุงกา  จึงไม่นับว่าผิดอะไร  แต่กาดำก็เพิ่งเคยยินคนเรียกตัวเองแบบนี้เป็นครั้งแรก  จึงมองสำรวจเฉินจี้ด้วยความสนใจ


เฉินจี้หัวเราะแผ่วเบา  “อาจารย์บอกว่า  ถ้าไม่มีท่าน  ข้าคงตายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  ตอนนี้ข้าต้องออกไปข้างนอกสักหน่อย  หากท่านพบความผิดปกติ  ช่วยไปบอกข้าด้วย  ข้าจะอยู่ที่ร้านผ้าข้างๆ นี่”


กาดำเงียบไปครู่หนึ่ง  กระพือปีกแผ่วเบา  ส่งสัญญาณให้เขาไปได้อย่างสบายใจ


เฉินจี้หยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งจากตู้  เข้าครัวหยิบขนมปังธัญพืชสี่ก้อน  ใช้กระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำสะอาด  ยัดว่านงูไว้ในอก  แล้วจึงเดินออกจากโรงยา


บาดแผลบนตัวเขาหนักหนาสาหัส  ทำได้เพียงเกาะกำแพง  เดินซุกซ่อนในเงามืดระหว่างอาคารทีละนิดทีละหน่อยอย่างโซเซ


ระยะทางเพียงร้อยเมตร  เฉินจี้เหงื่อออกทั่วตัวจากความเจ็บปวด  ราวกับเพิ่งวิ่งมาห้ากิโลเมตร  แผลที่ต้นขาปริแตก  เลือดซึมชุ่มกางเกงอีกครั้ง


เขากัดฟันปีนข้ามกำแพง  เข้าไปในลานหลังร้านผ้า  กลับพบอูหยุนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด  เฝ้าประตูเรือนหลัก


อูหยุนเห็นสภาพของเขาก็ร้องเหมียวทันที  “ท่านเป็นอะไร  ใครทำร้ายท่าน?!”


เฉินจี้พิงกำแพง  หอบหายใจพักผ่อน  ยิ้มอย่างอ่อนแรง  “ไว้ค่อยว่ากัน  อู๋หงเปียวยังอยู่ข้างในไหม?”


อูหยุนตอบว่า  “ยังอยู่  เขาหมดสติเกือบตลอดเวลา  ตื่นมาก็ไม่คิดหนี  ดูเหมือนจะรอท่านอยู่ตลอด”


เฉินจี้นิ่งเงียบไป  ชั่วขณะหนึ่ง  เขาก็อยากให้อู๋หงเปียวเป็นคนชั่วที่เล่นละครตบตา  เช่นนั้นแล้ว  ตนจะได้สังหารอีกฝ่ายอย่างไร้ความรู้สึกผิด  ตัดรากถอนโคนปัญหาไปเลย


“วันนี้เขากินอะไรบ้างหรือยัง”  เฉินจี้ถามด้วยความอยากรู้


อูหยุนตอบ  “ข้าถือโอกาสตอนเขาหมดสติ  จับหนูสองสามตัวโยนไว้ข้างๆ  เขาก็ไม่เลือก  พอตื่นมาใช้มีดถลกหนัง  แล้วกินเนื้อที่ขากับหลังหนูดิบๆ เลย”


เฉินจี้มองเข้าไปในห้อง  พื้นเต็มไปด้วยคราบเลือด  มีซากหนูที่ถูกชำแหละสามตัวทิ้งอยู่ข้างๆ


“แล้วเขาดื่มน้ำยังไง?”


อูหยุนอธิบาย  “พอเขากระหายก็ออกมาที่ลาน  ตักน้ำขังบนพื้นดื่ม”


เฉินจี้ทราบดีว่า  อู๋หงเปียวต้องการมีชีวิตอยู่  ความอยากรอดของเขาล้นเหลือกว่าคนทั่วไป  ไม่แปลกที่รอดพ้นการไล่ล่ามาได้จนถึงทุกวันนี้


“อูหยุน  เขาเคยเห็นเจ้าไหม?”


“ไม่เคย”


“ดี”


เฉินจี้เดินเข้าไปในห้อง  อู๋หงเปียวที่นอนหลับอยู่ก็ลืมตาทันที  พอเห็นว่าเป็นเขาจึงโล่งใจ  พลางยิ้มขมขื่น  “ข้านึกว่าเจ้าประสบเคราะห์ร้ายไปแล้ว...แต่ดูสภาพเจ้าสิ  ก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าสักเท่าไร”


เฉินจี้โยนอาหาร  ยา  เสื้อผ้าให้อู๋หงเปียว  แล้วเข้าประเด็นทันที  “สือเฉาที่อยากฆ่าเจ้าคือคนไหน?”


“คนไหน?”  อู๋หงเปียวหนาวจนตัวสั่นเทา  รีบคลุมเสื้อผ้าลงบนตัว  เอ่ยถามอย่างสงสัย  “สือเฉามีคนเดียวนี่”


เฉินจี้ถามว่า  “ใช่คนที่สวมหน้ากากหน้าเขียวเขี้ยวยาว  ถนัดใช้ดาบ  เสื้อผ้าที่สวมมีรอยปะตรงข้อศอกหรือไม่?”


“ถูกต้อง  คนนั้นแหละ”


เฉินจี้มั่นใจถึงแปดส่วนแล้ว  เบื้องหลังชื่อสือเฉา  ต้องมีคนสวมบทบาทนี้มากกว่าหนึ่งคนแน่นอน


ผู้ดูแลหยวนแห่งหอไป๋ลู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น  คนสวมหน้ากากหน้าเขียวเขี้ยวยาวเป็นอีกคนหนึ่ง  ตอนนี้ดูเหมือนคนที่อยากฆ่าตนกับอู๋หงเปียว  ก็คือคนที่ใช้ดาบนั่น...


“เจ้าทำงานร่วมกับสือเฉาคนนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”  เฉินจี้ถาม


อู๋หงเปียวลุกนั่งอย่างยากลำบาก  พิงกำแพงกัดขนมปังธัญพืช  “ราวๆ สี่ปี  ไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริง  รู้เพียงว่า  ตอนอยู่ราชวงศ์จิ่งเขาชื่อหลี่ซีหลง  แต่ตอนข้ามาราชวงศ์หนิง  เคยได้ยินลุงของเจ้าพูดถึงคนผู้นี้ว่า  เป็นลูกน้องเก่าของเขา  จะคอยดูแลเจ้ากับข้า”


“แล้วทำไมเขาถึงยังอยากฆ่าเจ้า?”


อู๋หงเปียวสำลักขนมปังธัญพืช  รับกระบอกไม้ไผ่ที่เฉินจี้ยื่นให้  ดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วจึงบอกการคาดเดาของตน  “ข้าเดาว่า  เขาคงเพิ่งได้รับข่าวจากราชวงศ์จิ่ง  ก่อนหน้านี้ลุงของเจ้าเพียงแค่ถูกปลดจากตำแหน่งรองเสนาบดีฝ่ายซ้าย  แต่ยังให้ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารต่อ  ทว่าตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งเสนาธิการทหารก็ถูกปลด  เปลี่ยนเป็นลู่กวนอู้  ศัตรูทางการเมืองเก่า  ดังนั้น  หลี่ซีหลงเพื่อรักษาตำแหน่งสือเฉาของตน  จึงหันไปเข้าฝ่ายลู่กวนอู้  คิดจะใช้เจ้ากับข้าเป็นเครื่องพิสูจน์ความจงรักภักดี”


เฉินจี้คิดในใจว่า  การเก็บอู๋หงเปียวไว้ไม่ทำให้ตนผิดหวังจริงๆ  อีกฝ่ายมีตำแหน่งไม่ต่ำในกรมข่าวกรอง  รู้ความลับมากมาย


หลี่ซีหลง...


เฉินจี้พิงกรอบประตูเรือนหลัก  สีหน้าเผยความอ่อนล้า


เขารู้สึกได้ถึงวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา  ตอนนี้อีกฝ่ายหาอู๋หงเปียวไม่พบ  ย่อมหาโอกาสลงมือกับตนแน่นอน


เฉินจี้มองไปยังอู๋หงเปียวที่นั่งอยู่บนพื้น  “ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


อู๋หงเปียวตบอก  “ข้ามีเคล็ดวิชาฝึกตน  แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก”


“ก็ไม่เห็นจะเก่งกาจอะไร...”


“เจ้าหนุ่มนี่ขาดการอบรมอีกแล้ว”  อู๋หงเปียวด่าพึมพำ  “เมื่อวานข้าบาดเจ็บหนัก  แล้วอีกอย่าง  ข้าถูกไอ้ลูกหมาหลี่ซีหลงนั่นกีดกัน  ทั้งที่ผลงานเพียงพอแล้ว  แต่มันกลับไม่ยอมมอบเคล็ดวิชาฝึกตนขั้นถัดไป”


“หลังจากนี้คิดจะทำยังไงต่อ?”  เฉินจี้ถามด้วยความอยากรู้


อู๋หงเปียวตอบ  “ข้าตั้งใจจะกลับราชวงศ์จิ่ง  ต้องรีบกลับไปขอร้องลุงของเจ้า  ให้ช่วยเหลือน้องสาวข้า  และยังต้องช่วยให้ลุงเจ้ากลับมามีอำนาจอีกครั้ง  ไม่ว่ายังไงก็ต้องรีบกลับไป...”


ภายในห้องเงียบสงัด  แสงจันทร์ส่องจากด้านหลัง  ทอดเงาของเฉินจี้ยาวเหยียด


หลังจากเงียบอยู่นาน  เฉินจี้จ้องตรงไปทางอู๋หงเปียว  “เกรงว่า  เจ้าคงยังกลับไม่ได้”


“จะให้อยู่ทำอะไร?”


“ฆ่าสือเฉา”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0095
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง