ตอนที่ 0060 ศัตรูและมิตร



“ฆ่าสือเฉา?”  อู๋หงเปียวตกใจ  “เราสองคนเนี่ยนะ?”


“ใช่  เราสองคน”


ห้องเล็กๆ ในร้านผ้านั้นว่างเปล่า  อู๋หงเปียวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น  ส่วนเฉินจี้ยืนพิงกรอบประตู  ทั้งคู่จ้องมองกันอย่างเงียบงัน


ขณะนี้  อู๋หงเปียวมองไปทางประตู  เห็นเฉินจี้ยืนในตำแหน่งที่แสงจันทร์ส่องมาจากด้านหลัง  จึงมองไม่เห็นสีหน้า


เขาเอ่ยเตือนอย่างอดทน  “เจ้าเพิ่งเข้ากรมข่าวกรองได้ไม่นาน  ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับสือเฉาผู้นี้มากนัก  อย่าคิดการใหญ่เกินตัวแบบนี้เลย”


เฉินจี้พบว่า  แม้แต่อู๋หงเปียวซึ่งเป็นสายลับมือฉกาจ  ก็ยังเกิดความลังเลต่อแนวคิด  ‘สังหารสือเฉา’


เขาอดย้อนถามไม่ได้  “สือเฉาเก่งกาจเพียงใด?”


อู๋หงเปียวตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  “เจ้าไม่ใช่สิงกวน  จึงไม่รู้ถึงความน่ากลัวของสิงกวน  ข้าเป็นเพียงนักยุทธ์ขั้น ‘หลังฟ้า’  ส่วนสือเฉาผู้นั้น  รับราชการทหารมานาน  อย่างน้อยก็เป็นสิงกวนขั้น ‘ก่อนฟ้า’ เต็มตัว  และคงห่างจากขั้น ‘แสวงเต๋า’ เพียงก้าวเดียว...”


เฉินจี้เผยสีหน้างุนงง


อู๋หงเปียวถอนหายใจ  กัดขนมปังธัญพืชพลางอธิบาย  “ก็ได้……ขั้นเหล่านี้  พูดไปเจ้าคงไม่เข้าใจ  ข้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็แล้วกัน  ครั้งหนึ่งที่จินหลิง  สือเฉาถูกสะกดรอยตาม  กรมสืบลับส่งกำลังพลกว่าร้อยนายตั้งขบวนรบ  แต่ก็ยังจับเขาไม่ได้  กลับถูกเขาสังหารไปหลายสิบศพ  สุดท้ายหนีลงแม่น้ำฉินหวยรอดไปได้”


เฉินจี้ซักต่อ  “หากขั้นก่อนฟ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้  แล้วขั้นแสวงเต๋าจะน่ากลัวเพียงใด?  การบำเพ็ญถึงขั้นแสวงเต๋ายากหรือไม่?”


“แน่นอนว่ายาก”  อู๋หงเปียวถอนหายใจ  “เจ้าดูข้าสิ  ตอนนี้จะฝ่าด่านจาก ‘หลังฟ้า’ ไปสู่ ‘ก่อนฟ้า’ ยังหาหนทางไม่ได้เลย  นับประสาอะไรกับการฝ่าด่านจาก ‘ก่อนฟ้า’ ไป ‘แสวงเต๋า’  มองไปทั่วเมืองหลัว  คงมียอดฝีมือขั้นแสวงเต๋าเพียงสองคน  คนหนึ่งคือเหลียงโก่วเอ๋อร์  อีกคนน่าจะซ่อนตัวอยู่ใน  ‘เอี่ยนซือ’  ที่ตระกูลหลิวควบคุม”


อู๋หงเปียวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง  “เมื่อถึงขั้นแสวงเต๋า  หากไม่มีกองทัพตั้งแต่ห้าร้อยนายขึ้นไปตั้งขบวนรบ  จะจับยอดฝีมือระดับนี้ไม่ได้เด็ดขาด  เหลียงโก่วเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่ขั้นแสวงเต๋าตอนอายุยี่สิบสี่  ปีนั้นเขาไปยังกองทัพชายแดนราชวงศ์หนิง  ในการปะทะระหว่างสองกองทัพ  เขาสังหารแม่ทัพราชวงศ์จิ่งของเราไปถึงแปดนาย  ชื่อเสียงโด่งดังในพริบตา  น่าเสียดาย  เส้นทางฝึกตนของเหลียงโก่วเอ๋อร์ถูกคนตัดขาด  ไม่เช่นนั้น  เขาคงเป็นอัจฉริยะที่คาดหวังได้มากที่สุดในราชวงศ์หนิง”


“ถูกคนตัดขาด?”


อู๋หงเปียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ข้าสงสัยมาตลอดว่า  นี่อาจเป็นฝีมือราชวงศ์จิ่งของเรา  หรืออาจเป็นฝีมือของลุงเจ้าก็ได้”


เฉินจี้ชะงักไป  “เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”


อู๋หงเปียวอธิบาย  “หลังจากเหลียงโก่วเอ๋อร์ถูกตัดขาดเส้นทางฝึกตน  ในกองทัพชายแดนราชวงศ์จิ่งของเรา  เคยปรากฏนักดาบหญิงคนหนึ่ง  นางลอบสังหารแม่ทัพผู้มีพรสวรรค์ทางการรบของกองทัพชายแดนราชวงศ์หนิง  มีคนจดจำได้ว่า  นางใช้วิชาดาบตระกูลเหลียง  จึงต้องสงสัยว่า  นางเป็นคนที่ราชวงศ์จิ่งของเราปลุกปั้นเป็นการพิเศษ  มาเยือนราชวงศ์หนิงเพื่อแต่งงานกับเหลียงโก่วเอ๋อร์  จุดประสงค์คือทำลายสภาพจิตใจของเหลียงโก่วเอ๋อร์  ตัดขาดการฝึกตนของเขา”


นักดาบหญิงผู้นี้  ไม่เพียงตัดขาดเส้นทางฝึกตนของเหลียงโก่วเอ๋อร์  ยังหลอกเอาวิชาดาบสืบทอดของตระกูลเหลียงไปด้วย  นับว่ายิงนกสองตัวด้วยศรนัดเดียว


ช่างเป็นการต่อสู้เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยอุบายพิสดาร


เฉินจี้สงสัย  “แต่ทำไมเจ้าถึงบอกว่า  นี่อาจเป็นฝีมือของลุงข้า?”


อู๋หงเปียวเปิดจุกกระบอกไม้ไผ่ดื่มน้ำอึกหนึ่ง  “สามปีก่อน  ตอนลุงเจ้าถูกลอบสังหาร  ข้างกายเขาก็ปรากฏนักดาบหญิงคนหนึ่งเช่นกัน”


เฉินจี้  “...”


ลุงของตนเองนี่ช่างมีเบื้องหลังซับซ้อนยิ่งนัก


จนถึงบัดนี้  เขายังไม่อาจทำความเข้าใจลุงของตนได้เลย  รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกตลอดเวลา  ครึ่งหนึ่งเป็นธรรมะ  ครึ่งหนึ่งเป็นอธรรม  ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุจุดหมาย


เฉินจี้พึมพำ  “หลังฟ้า  ก่อนฟ้า  แสวงเต๋า...เหนือกว่าขั้นแสวงเต๋าคืออะไร?”


“ขั้นวิถีเทพ”  อู๋หงเปียวกล่าว  “ตามที่ลุงเจ้าเล่า  ผู้ที่อยู่ในขั้นนี้  ทั่วใต้หล้ามีไม่เกินห้านิ้วมือ  หัวหน้าศาลเจ้านักรบราชวงศ์จิ่งของเรา  ท่าน ‘ลู่หยาง’ คือหนึ่งในนั้น  ประมุข  ‘สือถูจื่อ’  บนเขาหวงแห่งราชวงศ์หนิง  ก็เป็นอีกคนหนึ่ง  แม้แต่สำนักเต๋าบนเขาเหล่าจวินแห่งเมืองหลัว  หรือสำนัก  ‘หลัวเทียน’  ของราชวงศ์หนิง  ก็ยังไม่มียอดฝีมือระดับนี้เลย”


“บุคคลอย่างหัวหน้าลู่หยาง  ได้แตะขอบประตูสู่ภูมิสวรรค์แล้ว  นับเป็นอาจารย์ใหญ่อย่างแท้จริง  นอกจากนี้  ชาวราชวงศ์จิ่งยังพูดถึงตำนาน ‘ปราบมารหกสิบปี’ ของท่านกันอย่างตื่นเต้น  เจ้าเคยได้ยินไหม?”


“ไม่เคย  ปราบมารหกสิบปี?  ในโลกนี้ยังมีมารด้วยหรือ?”


“หมายถึงลัทธิมารที่กระจายอยู่ในราชวงศ์จิ่ง  อาศัยการบูชายัญมนุษย์เป็นเคล็ดวิชาฝึกตน  มักลักพาตัวเด็กและสตรี  หรือแม้กระทั่งฆ่าล้างหมู่บ้าน  ชั่วช้ายิ่งนัก  หัวหน้าลู่หยางออกจากศาลเจ้านักรบไปปราบมาร  ก็สังหารพวกมันจนหมดสิ้น  ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”


“เพราะสังหารในปีจื่อ  จึงเรียกว่าปราบมารหกสิบปีหรือ?”


อู๋หงเปียวส่ายหน้า  “เปล่า……ท่านปราบมารมาตลอดหกสิบปี”


เฉินจี้ถึงกับอึ้งไป  เข่นฆ่ากวาดล้างหกสิบปีเต็ม  ลัทธิมารที่ไหนจะทนให้อาจารย์ใหญ่ขั้นวิถีเทพ  ไล่ฆ่าอย่างไม่ลดละตลอดหกสิบปี?


ศาลเจ้านักรบ


เหลียงโก่วเอ๋อร์เคยพูดถึงสถานที่แห่งนี้


อีกฝ่ายเคยกล่าวว่า  เฉินจี้ไม่ควรฝึกดาบ  สมควรเดินทางไปศาลเจ้านักรบราชวงศ์จิ่งเพื่อศึกษา  ‘เมล็ดกระบี่’  ของพวกเขา


จนถึงวันนี้  เฉินจี้จึงได้เข้าใจภาพรวมของสิงกวนทั่วใต้หล้าอย่างคลับคล้าย  ทว่าตัวเขาเองในตอนนี้...คงยังไม่ถึงขั้นนักยุทธ์หลังฟ้าด้วยซ้ำ


เผชิญหน้ากับบุคคลอย่างสือเฉา  เขาถึงกับวิตกว่า  ตนจะใช้ดินปืนระเบิดอีกฝ่ายไม่ตาย  และการทำให้อีกฝ่ายยืนนิ่งๆ รอรับระเบิด  ก็ยังเป็นคำถามตัวใหญ่


อู๋หงเปียวกล่าว  “เจ้ายังคิดจะฆ่าสือเฉาอยู่หรือ?  เลิกล้มความตั้งใจเถอะ”


เฉินจี้นิ่งเงียบนาน  “แต่หากไม่ฆ่าเขา  เขาก็จะฆ่าข้า”


อู๋หงเปียวพลอยเงียบไปด้วย


สีหน้าของเขาแสดงถึงความลังเล  ดูเหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเอง  เขาต่างจากเฉินจี้  เพราะทราบถึงความน่ากลัวของสือเฉาเป็นอย่างดี  และค่อนข้างมั่นใจว่า  อาศัยกำลังเพียงสองคนนั้นเป็นไปไม่ได้


แต่ในที่สุด  อู๋หงเปียวก็เอ่ย  “งั้นก็ฆ่าเขา...แต่จะฆ่าอย่างไร?”


“ข้าจะหาทาง...ทุกสิ่งย่อมต้องมีหนทางเสมอ”


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  แล้วถามขึ้นมาลอยๆ  “เจ้าว่า  เหตุใดลุงข้าจึงไม่ให้ข้ากลับราชวงศ์จิ่ง?”


อู๋หงเปียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ข้าก็คาดเดาความคิดเขาไม่ออก  แต่ลุงเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า  บรรดาโอรสธิดาขุนนางทั้งหลาย  ควรไปฝึกฝนประสบการณ์ยังแนวหน้า  มิเช่นนั้นจะกลายเป็นอันธพาล  ใช้เวลาทั้งวันไปกับการชนสุนัขและเที่ยวหอนางโลม  ปีนั้น  เขาเสี่ยงชีวิตลงใต้มายังราชวงศ์หนิง  จนได้ความดีความชอบใหญ่  สามารถลอบสังหารเสนาบดีกระทรวงกลาโหมตระกูลเฉินสำเร็จ  เขาจึงได้กลับราชวงศ์จิ่งของเรา  และสถาปนากรมข่าวกรองขึ้นด้วยมือตนเอง  ข้าคิดว่า  เขาคงหวังให้เจ้าเป็นเหมือนตัวเองกระมัง”


อู๋หงเปียวกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม  “ในกองทัพราชวงศ์จิ่งของเรา  ไม่รู้มีกี่คนที่บูชาลุงเจ้า  ปรารถนาจะเป็นบุคคลเช่นเดียวกับเขา  ข้าว่าเจ้าก็ควรตั้งปณิธานแบบเดียวกัน  เดินตามทางที่ท่านเคยผ่านมา”


เฉินจี้อึ้งไป  กรมข่าวกรองกลับกลายเป็นสิ่งที่ลุงตนสร้างขึ้นกับมือ  


วันๆ มีแต่เรื่องใหม่ให้ประหลาดใจจริงๆ...


แต่หากตัวเขาต้องลอบสังหารเสนาบดีอาวุโสสักคน  จึงจะกลับไปได้  งั้นขอไม่กลับราชวงศ์จิ่งก็แล้วกัน


ราชวงศ์หนิงก็ดีอยู่แล้ว


“ข้ายังมีคำถามอีกข้อ  เจ้าเองก็ใกล้ตายอยู่รอมร่อ  เหตุใดยังเสี่ยงชีวิตมาส่งข่าวให้ข้า?”


อู๋หงเปียวยิ้มกว้าง  “ข้าบอกไปแล้วไง  เราเป็นพี่น้องกัน”


“เข้าใจแล้ว”  เฉินจี้หันหลังเดินจากไป  “ข้าไม่สะดวกอยู่ที่นี่นาน  ช่วงนี้ข้าจะมาส่งอาหารและน้ำให้ทุกคืน  เจ้าก็พักฟื้นให้ดี”


...


...


ออกจากประตูมา  เฉินจี้ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์  ในลานหลังร้านผ้า  หายใจออกมาเป็นลมยาว


หากจะฆ่าสือเฉา  คงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ  อย่างน้อยต้องรู้ว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นเช่นไร  ปกติใช้ตัวตนใดเป็นฉากบัง


เขาปีนข้ามกำแพง  ออกจากลานอย่างยากลำบาก  กลับมายังห้องนอนเด็กฝึก  แล้วล้มตัวลงนอน  เสียงกรนในห้องยังดังเหมือนเดิม  แต่ในใจเฉินจี้กลับรู้สึกสงบนิ่งเป็นพิเศษ


บาดแผลบนหน้าอกและต้นขาเริ่มปวดขึ้นมาอีก  ความเจ็บช่วยเตือนเขาอยู่ตลอดเวลาว่า  ความอ่อนแอคือบาปมหันต์


เฉินจี้นอนบนเตียงรวม  จ้องมองคานหลังคาอย่างเงียบสงบ  ในหัวสมองยังก้องกังวานด้วยคำพูดเกี่ยวกับสิงกวนที่ได้ยินมาเมื่อคืน


เขาค่อยๆ หลับตาลง  ระดมกระแสหลอมเหลวจากเตาไฟทั้งสิบหกดวงในร่าง  แบ่งครึ่งหนึ่งมากองกันตรงหัวใจ


ทันใดนั้น  ไฟเตาก็อ่อนกำลังลง  ราวกับเทียนในสายลมที่จวนจะดับ


กระแสน้ำแข็งในตันเถียนของเฉินจี้สัมผัสได้ว่า  พลังที่คอยปราบปรามตนอ่อนแอลงแล้ว  จึงเริ่มดิ้นรนขยับเขยื้อน!


มันซึมผ่านจุดเทียนชู  แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเฉินจี้


ความหนาวเย็นที่ห่างหายไปนาน  ถาโถมไปทั่วร่าง  เฉินจี้ร่วงหล่นลงสู่ทะเลเมฆอันลึกลับและมืดมิดอีกครั้ง  กลับไปยังสนามรบโบราณนั่น 


แต่ไหนแต่ไร  เขามักถูกบังคับให้ตกลงมาที่นี่  ก่อนอายุสิบสองปี  เขาถูกฝันร้ายนี้รบกวนนับครั้งไม่ถ้วน  บิดามารดาถึงกับคิดว่าเขาป่วยหนัก  ต้องพาไปพบนักจิตบำบัด


แต่คราวนี้  เฉินจี้กลับมาด้วยความสมัครใจ


ดังที่สามเณรน้อยกล่าวไว้  เฉินจี้มีนิสัยชอบเสี่ยง  เพียงแต่คนอื่นเสี่ยงเงินทอง  เขาเสี่ยงชีวิต


สัมผัสได้ถึงสายหมอกแห่งทะเลเมฆที่ไหลวนรอบกาย  เขาเปรียบเหมือนดาวตกดวงหนึ่ง  พุ่งทะลุลงมาจากนภากาศ  พร้อมกลุ่มควันสีดำทั่วร่าง  ร่วงลงบนขุนเขาขจี


น่าประหลาดที่คราวนี้  สนามรบโบราณไร้ซึ่งเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน  ราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่งไป


เฉินจี้เห็นอีกาสามขาทองคำตัวหนึ่ง  ลอยค้างอยู่กลางนภา  แม้แต่หางและปีกก็ไม่สั่นไหวแม้น้อย  เขาเห็นลูกธนูขนทองลูกหนึ่ง  กำลังพุ่งผ่านกลางสมรภูมิ  แต่กลับถูกพลังลึกลับบางอย่างหยุดค้างกลางอากาศ  ผู้โก่งธนูเต็มแรงก็นิ่งงันอยู่กับตำแหน่ง  เขาเห็นยักษ์ผู้หนึ่ง  วิ่งมุ่งหน้ามายังสนามรบราวกับควาฟู่ไล่ตามตะวัน*  แต่กลับหยุดค้างในท่าก้าวเท้าออกไป


(*ตำนานยักษ์ไล่ตามดวงอาทิตย์ของจีน)


สนามรบแห่งนี้  เสมือนอำพันขนาดมหึมาที่โดดเดี่ยว  กักขังทุกสิ่งไว้นับหมื่นปี


ทว่าจักรพรรดิผู้สวมเกราะทอง  ถือธงราชันคอยบัญชาการสมรภูมิผู้นั้น  กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


“เจ้ายังกล้ามาที่นี่อีกหรือ?”  เสียงอันยิ่งใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลังเฉินจี้


เฉินจี้หันขวับกลับไปทันที  เห็นผู้สวมเกราะทองร่างสูงตระหง่านดุจขุนเขา  ยืนอยู่ข้างหลัง  เหนือยอดขุนเขาขจี  มองลงมายังตน


เขาไม่หวั่นเกรง  เพียงเอ่ยถามอย่างสงบว่า  “ท่านชื่ออะไร?”


“นามของข้าคือ  ซวนหยวน”


คำว่าซวนหยวนดังกังวานราวระฆังสวรรค์  เสมือนได้รับการสนองตอบจากฟ้าดิน  แม้แต่เมฆดำบนนภากาศก็ค่อยๆ แหวกออก


เฉินจี้ถามต่อ  “แล้วข้าเป็นใคร?”


ซวนหยวนราวกับได้ยินเรื่องขบขันยิ่ง  หัวเราะลั่นกังวาน  “เจ้าจำไม่ได้แล้ว……เจ้าลืมหมดสิ้นแล้วจริงๆ!”


ทว่าหัวเราะไปหัวเราะมา  น้ำเสียงของซวนหยวนกลับเปลี่ยนเป็นเศร้าปนเหงา  “ดอกท้อแห่งกุยสวี  หิมะบนภูเขาคุนหลุนบูรพา  ทะเลนอกเผิงไหล  เจ้าลืมหมดสิ้นแล้ว...”


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  “ข้าเป็นใครกันแน่?”


ซวนหยวนมองออกไปนอกเขตขุนเขาขจี  “นี่เป็นเรื่องน่าขันที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินในหนึ่งหมื่นห้าพันปีเลย...แม้แต่เจ้ายังลืมว่าตัวเองเป็นใคร  แล้วข้าเป็นใครล่ะ?  แล้วความโดดเดี่ยวหนึ่งหมื่นห้าพันปีของข้ามีความหมายอะไร!”


เฉินจี้จ้องมองอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน  เขาพลันตระหนักว่า  นี่ไม่ใช่สนามรบที่แท้จริง  กองทัพ  สัตว์วิเศษ  ผู้คนเหล่านั้น  ล้วนเป็นภาพมายา


ส่วนจักรพรรดิเกราะทอง ‘ซวนหยวน’ ที่อยู่ตรงหน้า  คือสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้


เห็นอีกฝ่ายค่อยๆ สงบลง  เอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึมขลัง  “มายังโลกของข้าเพื่อสิ่งใด  ไม่กลัวข้าจะยืมร่างเจ้ากลับคืนสู่โลกมนุษย์หรือ?”


“กลัวสิ”


“แล้วเจ้ายังกล้ามา?”


เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจังว่า  “อยากให้เจ้าช่วยถ่ายทอดเมล็ดกระบี่ให้ข้า”


เขาไปศาลเจ้านักรบราชวงศ์จิ่งไม่ได้  บางที  สักวันหนึ่งเขาอาจไปราชวงศ์จิ่งจริงๆ  แต่นั่นนานเกินไป  เขารอไม่ไหว


ซวนหยวนได้ยินคำของเฉินจี้แล้วชะงักไปชั่วครู่  ราวกับได้ยินเรื่องอันน่าเหลือเชื่อ  จากนั้นก็หัวเราะลั่นอีกครั้ง  “ถ่ายทอดเมล็ดกระบี่ให้เจ้า?  ฮ่าๆๆๆ  นี่เป็นเรื่องน่าขันอันดับสองที่ข้าได้ยินในหนึ่งหมื่นห้าพันปี!”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  “...น่าขันขนาดนั้นเชียว?”


ซวนหยวนหันกลับ  ปักธงราชันลงบนยอดเขา  เอ่ยเสียงต่ำว่า  “เจ้ารู้หรือไม่ว่า  เจ้ากับข้าเคยเป็นศัตรูกัน?”


“ไม่รู้  แต่บางที  เราอาจเคยเป็นสหายกันก็ได้”


คราวนี้ซวนหยวนเป็นฝ่ายนิ่งเงียบ  ผ่านไปนานจึงเอ่ยเสียงต่ำว่า  “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า  สิ่งที่เจ้าเคยดูแคลนที่สุด  คือเมล็ดกระบี่ที่ข้าฝึกฝน?”


เฉินจี้รีบกล่าวว่า  “นับถือ  ตอนนี้ข้านับถือแล้ว  ทรงพลังอย่างยิ่งเลย!”


ซวนหยวน  “...”


บนขุนเขาขจี  ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันอย่างไร้วาจา  ตกอยู่ในความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก


ซวนหยวนพินิจพิจารณาเฉินจี้อย่างจริงจัง  ราวกับต้องทำความรู้จักเขาใหม่  “เจ้าเปลี่ยนไปมาก…มากเหลือเกิน”


เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจัง  “ใจจริงข้าอยากบอกว่า  ข้าไม่ใช่คนที่ท่านรู้จัก  นามของข้าเฉินจี้  เป็นเพียงเด็กฝึกคนหนึ่งในโรงยาไท่ผิง  ข้าไม่ได้ดูแคลนเมล็ดกระบี่  และไม่มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ใดๆ  แค่ไม่อยากให้ใครมาฆ่าข้าได้ง่ายๆ  ข้าไม่ทราบเลยว่า  เจ้ากับคนที่ไม่มีตัวตนนั่น  มีบุญคุณแค้นเคืองอะไรกัน  ข้าแค่อยากลองเสี่ยงกับท่านสักตั้ง”


“โฮ่?”  ซวนหยวนสนใจขึ้นมา  “จะเสี่ยงอย่างไร?”


“ท่านต้องการยืมร่างข้ากลับสู่โลกมนุษย์ใช่ไหม?”


“ถูกต้อง”


“ท่านถ่ายทอดเมล็ดกระบี่ให้ข้า  หากวันใดท่านยืมร่างข้ากลับไปได้  การฝึกตนของข้าตอนนี้  ก็เท่ากับช่วยท่านฝึกไปด้วย”


ซวนหยวนครุ่นคิด  “เจ้าอยากเดิมพันว่า  ข้าจะไม่มีวันกลับสู่โลกมนุษย์ได้เองสินะ?”


เฉินจี้เงยหน้า  เผชิญกับร่างสูงตระหง่านดุจขุนเขา  “ลองเสี่ยงดูไหม?”


จักรพรรดิเกราะทองหัวเราะ  “แม้แต่เจ้าก็ยังรู้จักยั่วยุคนแล้ว……เมล็ดกระบี่ถ่ายทอดให้เจ้าได้  แต่มิใช่เพราะการเสี่ยงโชคอันน่าขบขันเช่นนี้”


เฉินจี้งุนงง  “แล้วเพราะอะไร?”


ซวนหยวนตอบเป็นปริศนา  “เพื่อดอกท้อสิบลี้ในกุยสวี”


เฉินจี้ฟังไม่เข้าใจ


แต่เพื่อดอกท้อก็เพื่อดอกท้อเถอะ  เพื่อดอกแพรก็ได้  เพื่อดอกชาก็ไม่เป็นไร


“ฝึกเมล็ดกระบี่อย่างไร?”  เฉินจี้ถาม


ซวนหยวนกล่าวอย่างลึกซึ้ง  “การฝึกวิถีกระบี่ของข้า  ต้องใช้ดวงดาวบ่มเพาะจิตกระบี่  แย่งชิงจิตกระบี่ผู้อื่นมาหล่อหลอมเป็นเมล็ดกระบี่  ข้าเลือกดาวจักรพรรดิจื่อเวย  ดวงดาวเต็มฟ้า  เจ้าจะเลือกดวงใดก็ได้  จำเอาไว้  เลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้”


“ใช้ดวงดาวบ่มเพาะกระบี่ได้อย่างไร?”


“ข้าจะสอนเจ้าเดี๋ยวนี้  การบ่มเพาะกระบี่ต้องใช้ความอดทน  ดวงดาวอยู่ไกลเกินเอื้อม  ครั้งแรกที่ข้าใช้พลังจิตสัมผัสดาวจักรพรรดิจื่อเวย  ต้องเสียเวลาไปเวลา 434 ปี”


เฉินจี้  “...”


...


...


ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด  กระแสน้ำแข็งซึมเข้าสู่หัวใจของเฉินจี้  กระตุ้นให้กระแสหลอมเหลวโต้กลับอย่างดุเดือด  ปราบปรามกระแสน้ำแข็งทั้งหมด  ดันพวกมันกลับเข้าตันเถียน


ไก่ขันยามรุ่งสาง


เฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  เขากัดฟันทนความเจ็บปวดตรงต้นขา  เปิดผ้าห่ม  ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก  บรรจงขยับตัวออกไปยังลานบ้าน


เขามองดูดาวเต็มฟ้า  ไม่นานก็พบตำแหน่งของดาวจักรพรรดิจื่อเวย


ที่เรียกว่าดาวจักรพรรดิจื่อเวย  ความจริงแล้วคือดาวเหนือ  ห่างจากตำแหน่งที่เขาอยู่ราว 434 ปีแสง  ดาวจระเข้โคจรรอบมันตลอดสี่ฤดู


หากเปรียบท้องฟ้าเป็นกรวย  ดาวจักรพรรดิจื่อเวยก็คือยอดแหลมของกรวย  ตั้งอยู่กึ่งกลางพอดิบพอดี


เฉินจี้ครุ่นคิดถึงคำของซวนหยวน  ดวงดาวสำหรับบ่มเพาะกระบี่  เมื่อเลือกแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้อีก  ต้องรอบคอบยิ่ง


แต่ตามที่ซวนหยวนบอก  แค่ส่งจิตไปสัมผัสดาวจักรพรรดิจื่อเวย  ก็ใช้เวลาตั้ง 434 ปีเต็ม  หากตนจะฝึกเคล็ดวิชานี้  เส้นชีวิตคงต้องยาวจากฝ่ามือไปจนถึงส้นเท้าเลยทีเดียว


ต่อให้แก่ตาย  เขาก็ฝึกไม่สำเร็จหรอก!


เฉินจี้คลุมเสื้อพิงต้นแอปริคอต  นอกจากความเจ็บปวดแล้ว  ยังมีความหม่นหมองเพิ่มขึ้นมาอีก


อีกาจ้องมองเขาอย่างสงสัย  ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรอีกแล้ว


เฉินจี้ถามว่า  “ลุงอีกา  ท่านว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ 434 ปี?”


อีกาอ้าปาก  หัวเราะเยาะอย่างเงียบงัน


ทว่าขณะนั้นเอง  พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นพอดี  แสงทองวาบหนึ่ง  พุ่งมาจากขอบฟ้าไกลสุด  ย้อมเมฆชั้นแล้วชั้นเล่า


เฉินจี้พลันชะงักนิ่ง...


ใครๆ ก็ทราบดี  ดวงอาทิตย์ต่างหากคือดาวฤกษ์ใกล้เขาที่สุด


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0097
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง