ตอนที่ 0061 บ่มเพาะกระบี่



ดวงดาวบนฟากฟ้า  บางครั้งดูใกล้ยิ่ง  ราวกับแขวนลอยอยู่เหนือศีรษะ  ฝังประดับอยู่บนท้องฟ้าอันดำทมึกลึกล้ำ  ยามยืนบนภูเขา  เหมือนเพียงเอื้อมมือก็จะสัมผัสได้


แต่ความจริงแล้ว  ดวงดาวที่เรามองเห็น  อาจเป็นเพียงแสงที่ส่องมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน


เฉินจี้ไม่รู้เลยว่า  ซวนหยวนมีอายุขัยยาวนานเพียงใด  ถึงขนาดที่อีกฝ่ายสามารถใช้เวลา 434 ปีไปอย่างไม่ใส่ใจ  เพียงเพื่อปูพื้นสำหรับการฝึกตน


เขาหันไปมองอีกา “ลุงอีกา  ท่านรู้จักลู่หยาง  หัวหน้าศาลเจ้านักรบแห่งราชวงศ์จิ่งหรือไม่”


อีกาพยักหน้า


เฉินจี้ถามต่อ  “แล้วท่านรู้หรือไม่ว่า  เขาอายุเท่าไรแล้ว”


เสียงเพิ่งขาดหาย  ยังไม่ทันที่อีกาจะตอบ  กลับเห็นเฒ่าเหยาเดินออกมา  พร้อมกอดอกไพล่หลัง  “เจ้าไม่นอนแต่เช้า  มาสืบถามเรื่องลู่หยางทำไม”


“เอ่อ...”  เฉินจี้คิดอยู่ครู่แล้วตอบ  “เหลียงโก่วเอ๋อร์ไม่ได้บอกหรือ  ว่าข้าเหมาะจะเรียนเมล็ดกระบี่  ได้ยินมาว่าลู่หยาง  หัวหน้าศาลเจ้านักรบแห่งราชวงศ์จิ่ง  ฝึกวิชาเมล็ดกระบี่  เลยอยากสอบถามดูหน่อย”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “เจ้าอยากเรียนก็เรียนได้เลยหรือ  มีใครยอมสอนเจ้าด้วยหรือ  ไข้น่าจะหายแล้วไม่ใช่หรือ  ทำไมยังพูดจาเหลวไหลอยู่อีก?”


เฉินจี้  “...งั้นท่านช่วยบอกข้าก่อนสิ  ว่าลู่หยางอายุเท่าไรแล้ว”


เฒ่าเหยาพูดอย่างไม่ใส่ใจ  “ตามข่าวลือน่าจะราวหนึ่งร้อยสามสิบปีแล้ว  ระดับการฝึกตนของเขาสูง  ย่อมมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไป”


“เขาสร้างชื่อตอนอายุเท่าไร”


เฒ่าเหยาเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง  พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  “ทำไมข้าต้องเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟัง?  ไปถามคนอื่นเถอะ”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  จึงเข้าไปในบ้าน  ยกเก้าอี้ไม้ไผ่ออกมาให้เฒ่าเหยา  พยุงท่านให้นอนลง


เขานวดขาให้เฒ่าเหยาไปพลาง  พูดด้วยความจริงใจไปพลาง  “อาจารย์  ข้าสามารถไปถามคนอื่นได้  แต่คนอื่นไหนเลยจะรอบรู้เท่าท่าน  ดังคำกล่าวที่ว่า  มีผู้เฒ่าในบ้านเสมือนมีขุมทรัพย์  ข้ามีท่านเป็นภูเขาสมบัติอยู่แล้ว  จะไปหาคนอื่นทำไม?  พวกเขาจะเทียบอาจารย์ได้หรือ  ไม่มีทาง!”


เฒ่าเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง  เงียบไปนาน  กว่าจะค่อยๆ เอ่ยปาก  “เมื่อครู่เจ้าถามว่า?”


“ลู่หยางสร้างชื่อตอนอายุเท่าไร”


“สร้างชื่อตอนอายุเท่าไร?”  เฒ่าเหยาจมอยู่กับความคิด  แววตาเต็มไปด้วยความทรงจำ  “นี่เป็นบุคคลในตำนานเชียวนะ  ตำนานที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพที่ยังมีชีวิตอยู่”


“ลู่หยางเกิดในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์แห่งราชวงศ์จิ่ง  บิดาคือลู่เซียว  แม่ทัพพิชิตศึก  แต่ได้รับบาดเจ็บพิการจากศึกด่านฉงหลี่  จึงส่งมอบเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ที่สืบทอดในตระกูลลู่  ให้แก่ลู่หยางแต่เนิ่นๆ  ตำนานเล่าว่า  ลู่หยางเข้าสู่ขั้นก่อนฟ้าเมื่ออายุสิบสอง  เข้าสู่ขั้นแสวงเต๋าเมื่ออายุสิบหก  เข้าสู่ขั้นวิถีเทพเมื่ออายุยี่สิบเอ็ด  และเข้าครองศาลเจ้านักรบเมื่ออายุยี่สิบสอง  กลายเป็น ‘ประมุข’ อายุน้อยที่สุดของราชวงศ์จิ่ง”


“หลังจากลู่หยางได้ปกครองศาลเจ้านักรบ  เขาลงใต้มายังราชวงศ์หนิงสองครั้ง  ครั้งแรกที่ลงใต้  ก็ขึ้นไปยังวัดหลิงฮั่วบนภูเขาจิ้งไห่  ทุบทำลายระฆังทองแดงในลานวัดหลิงฮั่ว  ทำลายการฝึกตนของเจ้าอาวาสวัดหลิงฮั่ว”


“ครั้งที่สองที่ลงใต้  ลู่หยางฆ่าฟันขึ้นไปยังสำนักอวี้ชิงบนภูเขาหลินซู  สังหารประมุขสำนักอวี้ชิง  ผ่าป้ายหน้าอารามหยกจักรพรรดิ  ท่ามกลางการรุมโจมตีของศิษย์สำนักอวี้ชิงนับร้อย  เขาเผาป้ายอารามหยกจักรพรรดิให้กลายเป็นฟืน  อุ่นเหล้าดื่ม  ก่อนจากไปทิ้งคำไว้ว่า  ‘ไม่เท่าไร’”


เฉินจี้ตกตะลึง  ยอดฝีมือในขั้นวิถีเทพ  จะทำอะไรตามใจชอบได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ


“เขาทำลายสองสำนักนี้ทำไม?”


เฒ่าเหยาอมยิ้ม  “เพราะลู่หยางเป็นคนบ้าวรยุทธ์  หลังเข้าสู่ขั้นวิถีเทพแล้ว  พยายามหาคู่ต่อสู้ให้ตัวเองในราชวงศ์จิ่งมาตลอด  แต่หาไม่เจอสักที  จึงมายังราชวงศ์หนิง  ทั้งเจ้าอาวาสวัดหลิงฮั่วและประมุขสำนักอวี้ชิง  ต่างก็อ้างว่าเป็นยอดฝีมือขั้นวิถีเทพแห่งราชวงศ์หนิง  ที่มีความหวังจะก้าวข้ามธรณีประตูสวรรค์-มนุษย์มากที่สุด”


“ยอดฝีมือขั้นวิถีเทพสองคน  พ่ายแพ้ง่ายดายขนาดนั้นเชียว…”  เฉินจี้ไม่เข้าใจ  “ไม่ใช่ว่าทุกคนอยู่ขั้นวิถีเทพเหมือนกันหรือ  ทำไมลู่หยางถึงเก่งกว่าคนอื่น?”


“ขั้นวิถีเทพบ้าบออะไร  นึกว่าขั้นวิถีเทพเป็นผักกาดขาวมีอยู่ทั่วไปหรือไง?”  เฒ่าเหยาส่ายหน้า  “สมัยนั้น  สภาพบ้านเมืองต่างกัน  หลายคนเพื่อชักชวนศิษย์เข้าสำนัก  จึงโอ้อวดเรื่องระดับขั้นของตัวเอง  คนที่อวดอ้างระดับฝีมือเกินจริงมีมากมาย  ในยุทธภพจับคนเลี้ยงม้ามาสุ่ม  ก็อาจอ้างว่าเป็นขั้นแสวงเต๋า  น้ำเยอะเหลือเกิน  ความจริงแล้ว  ทั้งเจ้าอาวาสวัดหลิงฮั่วและประมุขสำนักอวี้ชิง  ต่างก็แค่ขั้นแสวงเต๋าเท่านั้นเอง”


“หา?  กล้าคุยโตขนาดนั้นเชียว?”


เฒ่าเหยานอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่  เล่าเรื่องสนุกในอดีต  “ตอนลู่หยางเพิ่งเข้าสู่ขั้นวิถีเทพ  ยังหนุ่มและเลือดร้อน  เขาได้ยินว่า  ลัทธิมารมีคนกำลังจะแตะถึงธรณีประตูสวรรค์-มนุษย์  จึงอยากไปท้าประลอง  ผู้อาวุโสศาลเจ้านักรบห้ามไม่ให้ไป  เพราะหากสู้ไม่ได้  จะทำให้ราชวงศ์จิ่งเสียกำลังสำคัญ  แต่ลู่หยางทิ้งคำไว้เพียงประโยคเดียวว่า  ‘ศัตรูไปได้  ข้าก็ไปได้’  แล้วลงจากเขาไป  สังหารลัทธิมารในราชวงศ์จิ่งนานถึงหกสิบปีเต็ม”


“เขาพบกับยอดฝีมือลัทธิมารคนนั้นหรือไม่”


“พบแล้ว”


“อีกฝ่ายเป็นขั้นวิถีเทพหรือไม่”


เฒ่าเหยาหัวเราะออกมา  “ตอนลู่หยางปราบมารครบหกสิบปี  กลับมาที่ศาลเจ้านักรบ  ในศาลเจ้านักรบก็มีคนถามเขาแบบนี้เหมือนกัน  เขาตอบว่า  ‘มันพูดเท็จ’”


เฉินจี้  “...ถ้าไม่คุยโตแบบนั้น  ก็คงไม่นำหายนะมาสู่ตัวหรอก”


เขาได้ยินเฒ่าเหยาพูดต่อ  “ในระหว่างปีเหล่านั้น  เขาไม่เพียงสังหารลัทธิมาร  ยังไปท้าประลองกับยอดฝีมือทุกคนที่อ้างว่า  ‘มีความหวังจะเลื่อนขั้นสู่วิถีเทพ’  หรือ  ‘มีความหวังจะข้ามธรณีประตูสวรรค์-มนุษย์’  จนกระทั่งในสามสิบปีมานี้  แทบไม่มีใครกล้าอวดอ้างระดับฝีมือเกินจริงอีก  สองอักษร  ‘ลู่หยาง’  เหมือนภูเขาใหญ่  กดทับอยู่เหนือหัวของยอดฝีมือทั่วหล้า  ย้ายไม่ไหว  ขยับไม่ได้”


เฉินจี้รู้สึกนับถือ  นี่มันมือปราบมิจฉาชีพตัวจริงเสียงจริง!


เขาเอ่ยอย่างสงสัย  “ราชวงศ์หนิงไม่มีใครสู้เขาได้เลยหรือ”


“ได้ยินว่าสื่อถูจื่อ  ประมุขแห่งภูเขาหวงคนนั้นทำได้  สามสิบปีก่อน  ทั้งสองเคยประมือกันนอกด่านฉงหลี่นานถึงหนึ่งเดือน  หลังจากนั้นสื่อถูจื่อกลับไปรักษาตัว  ไม่เคยลงจากเขาหวงอีกเลย  ส่วนลู่หยางก็เข้าด่านไปสามสิบปี  ไม่เคยออกจากศาลเจ้านักรบอีก”


“ลู่หยางแพ้หรือ”


“ไม่ได้แพ้  แต่ก็ไม่ได้ชนะ”  เฒ่าเหยาถอนใจ  “ได้ยินว่าสื่อถูจื่อลงจากเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน  เชื่อว่าทั้งสองคงจะทำศึกกันอีกครั้ง...”


“อาจารย์รู้จักลู่หยางเป็นการส่วนตัวหรือ  ทำไมถึงรู้ละเอียดขนาดนี้?”  เฉินจี้สงสัย


เฒ่าเหยาไม่ตอบ  กลับถามอีกครั้ง  “เจ้าอยากเรียนเมล็ดกระบี่หรือ  ข้าขอแนะนำให้เลิกคิด  เมล็ดกระบี่ของตระกูลลู่  ไม่เคยถ่ายทอดให้คนนอกมาก่อน  ด้วยการบำเพ็ญของลู่หยางที่อยู่ขั้นวิถีเทพ  อย่างน้อยก็มีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งร้อยปี  คนที่มีหวังจะแตะถึงธรณีประตูสวรรค์-มนุษย์แบบนี้  จะไม่รับศิษย์หรอก”


“เขาฝึกตนถึงขั้นวิถีเทพตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด  เหตุใดอายุกว่าร้อยปีแล้ว  ยังไม่ข้ามธรณีประตูถัดไปอีก?  อาจเป็นเพราะยังมีคนอื่นฝึกเมล็ดกระบี่อยู่หรือไม่”  เฉินจี้ถาม


“ถูกต้อง”  เฒ่าเหยาตอบชัดถ้อยชัดคำ  “ลู่หยางเคยกล่าวไว้ว่า  ในใต้หล้ายังมีผู้อื่นที่ฝึกเมล็ดกระบี่ร่วมกับเขา  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงยังข้ามด่านสุดท้ายไม่ได้  ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา  ทั่วทั้งราชวงศ์จิ่งต่างช่วยกันค้นหาผู้ฝึกเมล็ดกระบี่อีกคน  ทว่าหาเท่าไรก็ไม่พบ  ไม่รู้ซ่อนตัวอยู่ที่ใด”


เฉินจี้ครุ่นคิดในใจ  หากลู่หยางก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนฟ้าตั้งแต่อายุสิบสองปี  เขาเริ่มฝึกเมล็ดกระบี่เมื่ออายุเท่าใด  หากคิดเพียงแค่ดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดอย่าง  ‘ดาวเพื่อนบ้าน’  อีกฝ่ายก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสี่ปีจึงจะสัมผัสได้ด้วยจิต


ลู่หยางบ่มเพาะกระบี่ด้วยวิธีใดกันแน่?!


เฉินจี้มองเฒ่าเหยา  เอ่ยถามตรงๆ  “ท่านทราบหรือไม่ว่า  ลู่หยางใช้สิ่งใดบ่มเพาะกระบี่?”


เฒ่าเหยาแปลกใจ  “เจ้ารู้เรื่องบ่มเพาะกระบี่ด้วย  เจ้าหนุ่มร้านผ้าบอกมาหรือ?”


“...อื้อ!”


เฒ่าเหยาคิดอยู่ครู่  “นี่ก็ไม่นับว่าเป็นความลับอะไร  ทางเหนือของราชวงศ์จิ่งมีทะเลอุดร  กว้างใหญ่ไพศาล  ลู่หยางใช้ทะเลอุดรอันกว้างใหญ่  บ่มเพาะกระบี่หนึ่งเล่ม  นับเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า”


เฉินจี้:  อะไรนะ?


ใช้ทะเลอุดรอันกว้างใหญ่บ่มเพาะกระบี่?


ไม่ได้ใช้ดาวฤกษ์หรอกหรือ?


ทำไมถึงต่างจากเมล็ดกระบี่ที่ข้าฝึกอยู่นัก  ซวนหยวนพูดอะไรขาดตกบกพร่องไปหรือ?


...


...


ริมต้นแอปริคอต


เฒ่าเหยาสวมเสื้อคลุมหลวมๆ  เท้ารองเท้าผ้าดำ  ลูบเคราพลางเหลือบมองเฉินจี้  “อย่าทะเยอทะยานเกินตัว  เคล็ดวิชาเจ้าเขาก็ไม่ด้อยกว่าฝึกเมล็ดกระบี่  เพียงแต่ฝึกยากกว่า  ภายหน้าเจ้าจะเข้าใจเอง”


เฉินจี้เข้าใจดี  หากจะฝึกเคล็ดวิชาเจ้าเขาถึงขั้นวิถีเทพ  เกรงว่าขุนนางครึ่งราชวงศ์หนิงคงต้องตายเกลี้ยง  ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ...


แต่จะฝึกเมล็ดกระบี่ได้หรือไม่  ต้องลองดูก่อนจึงจะรู้


เฉินจี้แอบสำรวจเฒ่าเหยาปราดหนึ่ง  จะต้องปิดบังอาจารย์แอบฝึกลับหลังหรือ?  ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องปิดบัง  หากอีกฝ่ายคิดทำร้ายตน  ตนคงตายไปแล้วสิบแปดหนแล้ว


เขาลองเชิงดู  “อาจารย์  หากมีโอกาส...ข้าหมายถึงสมมติว่า  หากข้าสามารถฝึกเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ได้จริง  ท่านจะโกรธหรือไม่?”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “สมมติ?  ข้าก็จะสมมติเหมือนกัน  หากเจ้าฝึกเมล็ดกระบี่ได้  ก็จงฝึกไปเถิด  พอดีเลย  ฝึกเมล็ดกระบี่แล้วไปฟันขุนนางฟันองค์ชาย  เคล็ดวิชาเจ้าเขาก็จะฝึกได้เร็วยิ่งขึ้น!”


ชั่วพริบตาถัดมา  เฉินจี้ไม่แยแสสายตาฉงนของเฒ่าเหยาและอีกา  ใช้วิธีที่ซวนหยวนสอน  นำดาบสั้นกรีดเบาๆ กลางหน้าผาก


โลหิตหยดหนึ่งซึมออกจากกลางหน้าผาก  ไหลรินลงมาเงียบเชียบ  เฉินจี้ใช้นิ้วหัวแม่มือขวาป้ายหยดเลือดขึ้น  การป้ายนี้ทำให้กลางหน้าผากมีรอยแดงฉาน


ประหนึ่งการเบิกดวงตาที่สาม!


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิใต้ต้นแอปริคอต  ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขวาที่เปื้อนเลือด  หนีบโคนนิ้วนางซ้าย  นิ้วหัวแม่มือซ้ายจิกปลายนิ้วกลาง


เฒ่าเหยาลุกพรวดจากเก้าอี้ไม้ไผ่  สีหน้าแปลกใจยิ่งนัก:  นี่มันอินมุทรา  ‘จื๋ออู่’  ของลัทธิเต๋ามิใช่หรือ?


โคนนิ้วนางคือ  ‘จื่อ’  ปลายนิ้วกลางคือ  ‘อู่’  มือทั้งสองประสานกันหน้าอก  นี่คืออินมุทรา  ‘จื๋ออู่’  ที่พวกลัทธิเต๋าใช้คารวะ  ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย


น่าแปลก  เจ้าหนุ่มเฉินจี้เรียนรู้มาจากที่ใด?


ทว่าเฉินจี้มิได้ใส่ใจความฉงนของเฒ่าเหยา  เมื่ออินมุทราจื๋ออู่สำเร็จ  เขารู้สึกราวกับมองเห็น  ‘โลก’  ผ่านรอยแผลกลางหน้าผาก


แต่โลกนี้ผิดแผกจากโลกปกติ  มีเพียงทะเลดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล  ไร้ขอบเขต


หมาป่าสวรรค์  แกนฟ้า  คานหยก  ดาวนายพราน  ดาวตำหนักสาม  ประตูสำนักอุดร...กลุ่มดาวพร่างพราวเจิดจ้า!


แต่เฉินจี้หาได้สนใจพวกมัน  กลับจับจ้องดวงอาทิตย์ใกล้ที่สุดแน่นิ่ง


ชั่วพริบตาต่อมา  เขาลอยขึ้นเบาหวิว  ดุจวิญญาณออกจากร่าง  ทะยานสู่ฟากฟ้า


เมื่อก้มลงมอง  เฉินจี้เห็นลานสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของโรงยาไท่ผิง  เห็น ‘ตัวเอง’ กำลังนั่งขัดสมาธิใต้ต้นแอปริคอตกลางลาน  ลุงอีกาเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย  กระโดดไปมาบนกิ่งไม้  เปลี่ยนมุมมองสังเกตไม่หยุด


เฒ่าเหยาเดินวนไปมาข้างตัวเขา  ตาเบิกกว้างดุจกระดิ่งทองแดง


หน้าร้านอาหารเช้าตรงข้ามโรงยา  ลูกจ้างกำลังถอดแผ่นประตูไม้  บนถนนแผ่นศิลาเขียวของถนนอันซี  ชายชราแบกฟืนเร่งฝีเท้า  ไม้คานโยกขึ้นลงบนบ่าเป็นจังหวะ


มองไปไกลกว่านั้น  เฉินจี้แลเห็นอูหยุนนั่งหมอบบนหลังคาร้านผ้า  ตรงข้ามมีแมวสลิดตัวหนึ่ง  ทั้งคู่ไม่รู้คุยอะไรกัน  ดูท่าจะด่ากันหยาบคาย


แมวสลิดพุ่งตัวใส่อูหยุน  แต่อูหยุนกดแมวสลิดลงกับพื้น  ขดอุ้งเท้า  ตบหัวแมวสลิด ‘ผัวะๆ’ ไม่ยั้ง...


เฉินจี้ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน  ราวกับตนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้อีกต่อไป  หรือราวกับโลกทั้งใบเป็นของตนแล้ว


ไม่รู้เพราะเหตุใด  ความอึดอัดคับข้องใจที่สั่งสมมานานเพราะหยุนหยาง  เจียวถู่  จินจู  สือเฉา  กลับสลายหายไปในพริบตา


เฉินจี้อดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนอย่างเต็มอก  ทว่ามิอาจส่งเสียงใดๆ ออกมา


เขาอยากบินไปที่อื่น  แต่ควบคุมไม่ได้เลย  ได้แต่ปล่อยให้ดวงอาทิตย์ดึงดูดเข้าหาทีละน้อย


เฉินจี้พลิกกายทันที  พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุด  ไปยังดวงตะวันที่กำลังทอแสงอรุณ  ดูเหมือนผ่านไปนานแสนนาน  ทว่าก็ราวกับชั่วครู่เดียว  เขาข้ามผ่านระยะทางอันไกลโพ้น  มาถึงข้างดวงอัคคีที่ลุกโชน


ปราศจากความรู้สึกแผดเผา  เปลวเพลิงที่ปะทุพลุ่งพล่านเบื้องหน้า  หาได้กระทบ ‘จิต’ แม้แต่น้อย  เขาไม่รับรู้ถึงความผันแปรของอุณหภูมิเลย


เฉินจี้ค่อยๆ ยื่นนิ้วหนึ่งออกไป  สัมผัส  ‘หินหลอมเหลว’  ที่คุกรุ่นของดวงอาทิตย์


ในชั่วพริบตา  เขาเริ่มดิ่งลงอย่างรวดเร็ว  ปลายนิ้วที่สัมผัสดวงอาทิตย์มีแถบไฟสีแดงฉานเชื่อมต่อ  ทะลวงเข้าสู่ร่างกายผ่านกลางหน้าผาก!


ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ  เฉินจี้รับรู้ถึงสายลม  และเริ่มได้ยินเสียงอีกครั้ง


เขาสัมผัสถึงสายสัมพันธ์อันมหัศจรรย์  ที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับดวงอาทิตย์  กระแสความร้อนไหลบ่าไม่ขาดสาย  ผ่านแถบไฟที่ดึงกลับมา  รวมเข้าสู่ร่างกาย


เตาไฟทั้งสิบหกในกายลุกโชน  ดุจสอดรับกับกระแสอุ่นที่เฉินจี้ดึงมาจากดวงอาทิตย์


ลมปราณไร้รูปแต่คมกริบ  ไหลวนในเส้นลมปราณและโลหิต  เสมือนกระบี่เล่มเล็ก


นี่เองคือเมล็ดกระบี่!


นี่เองคือปราณกระบี่  ที่ฟาดฟันสิ่งไม่ชอบธรรมในใจได้!


เฉินจี้ลืมตาขึ้น  ยกมือลูบรอยแผลกลางหน้าผาก  แผลหายสนิทในพริบตา  ไม่เหลือร่องรอยใดๆ


เฒ่าเหยาที่อยู่ข้างกายเขาร้องอุทานไม่หยุด  “เจ้า?  เจ้า?  เจ้า!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0099
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง