ตอนที่ 0062 รับผิด



ในลานสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของโรงยาไท่ผิง  อีกาดำกระโดดไปมาบนกิ่งไม้  ราวกับได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ


เฒ่าเหยาลุกพรวดจากเก้าอี้ไม้ไผ่  ตกใจจนพูดติดๆ ขัดๆ ว่า  “เจ้า...เจ้า...เจ้า...”


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิบนพื้น  สัมผัสปราณกระบี่อันริบหรี่ภายในร่าง


เฒ่าเหยาก้มตัวบิดใบหูเฉินจี้แน่น  “เจ้าหนุ่ม!  เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น!?”


“เจ็บ  เจ็บ  เจ็บ!”  เฉินจี้แสยะยิ้มด้วยความเจ็บ


เดิมที  เขายังอยู่ในอารมณ์ภูมิใจ  ลิงโลดใจ  แต่พอถูกเฒ่าเหยาบิดหูแบบนี้  ก็ถูกดึงกลับมาสู่โลกความเป็นจริงทันที


เช่นเดียวกับบรรดาลูกหลานที่เติบโตแล้ว  ต่อให้ออกไปข้างนอกเก่งกาจสักปานใด  พอกลับถึงบ้านก็ยังต้องฟังคำบ่นของพ่อแม่อยู่ดี


เฉินจี้รีบถาม  “เกิดอะไรขึ้นหรืออาจารย์?”


เฒ่าเหยาปล่อยมือที่บิดหู  ยืดตัวตรง  พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ  “ข้าถามเจ้า  เมื่อครู่เจ้าฝึกวิชาเมล็ดกระบี่ใช่หรือไม่!?”


“ใช่”


เฒ่าเหยาลูบเคราตนเอง  ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะถามอะไรต่อ  พูดไม่ออก


มิใช่เพราะท่านไร้ประสบการณ์จึงตกใจกับเรื่องนี้


ตรงกันข้าม  เพราะท่านรู้ดีว่า  วิชาเมล็ดกระบี่มีความหมายเช่นไร  จึงตกใจถึงเพียงนี้


เฒ่าเหยาอึ้งอยู่ครึ่งค่อนวัน*  “เจ้าไปฝึกวิชาเมล็ดกระบี่มาได้ยังไง!?”


(*สำนวน ‘ครึ่งค่อนวัน’ — มีความหมายว่า ‘นานมาก’ เป็นสำนวนที่ผู้แต่งใช้บ่อย  ก่อนหน้านี้เคยปรากฏมาแล้วหลายครั้ง โดยผู้แปลใช้ความหมายเลี่ยงมาตลอด  แต่พอคิดไปคิดมา ก็มองว่ามันเท่ดี หลังจากนี้ก็เลยจะขอแปลตรงตัวไป  จึงแจ้งให้เข้าใจตรงกัน)


เฉินจี้ทำหน้าซื่อ  “ท่านเองไม่ใช่หรือที่บอกว่า  หากข้าฝึกเมล็ดกระบี่แล้ว  จะฟันขุนนางฟันเชื้อพระวงศ์ได้  สองวิชานี้เกื้อกูลกัน...?”


เฒ่าเหยาได้ยินแล้วตกใจอีกครั้ง  ท่านเบิกตากว้างพลางกล่าว  “เจ้าอย่าพูดส่งเดช!  ข้าแค่ล้อเล่น  ไม่ได้บอกให้ทำจริง!  จะบอกอะไรให้นะ  วิธีฝึกวิชาเจ้าเขาที่ดีที่สุดคือ  รอให้ขุนนางพวกนั้นตายเอง  จะได้ไม่นำภัยมาสู่ตัว”


พูดไปพลาง  ท่านก็อธิบายอย่างอดทน  “เสนาบดีทั้งสภารวมกัน  ยังมีฟันไม่ถึงสิบซี่เลย  ล้วนเป็นของเก่าใกล้ผุพัง  อยู่ได้ไม่นานนักหรอก  เจ้ารออีกหน่อย  ไม่ต้องรีบร้อน”


เฉินจี้ตระหนักได้ว่า  อาจารย์เป็นห่วงและกลัวว่าตนจะไปทำแบบนั้นจริงๆ!


เขารีบยิ้มตอบ  “ข้าแค่ล้อเล่นเอง  ไม่คิดจะฆ่าคนบริสุทธิ์หรอกนะ”


เฒ่าเหยาช่วยแก้คำ  “เสนาบดีอาวุโสพวกนั้น  คงไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์นักหรอก...แต่หากเจ้าสังหารมากเข้า  ย่อมมีวันม้าสะดุด  เสนาบดีอาวุโสคนใดบ้างที่ไม่มีสิงกวนคอยคุ้มกัน?”


“ขอรับ  ข้าทราบแล้ว”  เฉินจี้พยักหน้า


เฒ่าเหยาขณะนี้สงบสติแล้ว  จึงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่  เอ่ยถามอย่างจริงจัง  “เจ้าเรียนวิชาเมล็ดกระบี่มาจากที่ใด?  นี่คือความลับสูงสุดของศาลเจ้านักรบแห่งราชวงศ์จิ่ง  เจ้าจะเรียนได้อย่างไร?  หรือว่าคนที่ราชวงศ์จิ่งตามหามาตลอดคือเจ้า...ไม่สิ  อายุไม่ตรงกัน  ตอนนั้นเจ้ายังไม่เกิดเลย”


“หรือว่าลุงหรือแม่ของเจ้าส่งต่อให้?  ก็ไม่ใช่  พวกเขาจะมีโอกาสสัมผัสวิชาเมล็ดกระบี่ได้อย่างไร...”


เฉินจี้ตอบอย่างเปิดเผย  “อาจารย์  มีเซียนในฝันมาสอนข้าน่ะ”


เฒ่าเหยากลอกตาขาว  “ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องมาแต่งเรื่อง  ไปให้พ้น!”


แต่เฉินจี้กลับพูดอย่างจริงจัง  “อาจารย์  ข้าไม่ได้มุสา  เซียนในฝันนามว่าซวนหยวน  ข้าฝันถึงท่านบ่อยครั้งตั้งแต่จำความได้  เพียงแต่ก่อนหน้านี้  มองไม่ชัดและไม่อาจสนทนาได้  บัดนี้ข้าสามารถคุยกับท่านได้แล้ว”


เฒ่าเหยาพินิจดูสีหน้าเฉินจี้อย่างถี่ถ้วน  เด็กหนุ่มจริงใจยิ่งนัก


ท่านควักเหรียญทองแดงหกเหรียญจากแขนเสื้อ  โปรยลงพื้น  แต่ครั้งนี้  ไม่ว่าจะโยนสักกี่ครั้ง  ลายเซียมก็ออกมาต่างกันทุกครา


“ลายเซียมยุ่งเหยิง  หรือว่าจะมีเซียนคอยช่วยเจ้าอยู่จริงๆ?” เฒ่าเหยาเม้มปากแล้วพูด  “ไม่คิดว่าเจ้าจะมีเส้นสายถึงสวรรค์”


เฉินจี้  “......”


เฒ่าเหยาถอนหายใจเฮือกใหญ่  “......อย่างนี้ก็เรียนเมล็ดกระบี่ได้  ข้าจะมีสิทธิ์อันใดไปคัดค้าน?  เจ้ารู้หรือไม่  หากจัดลำดับวิชาฝึกตนใต้หล้านี้  ถ้าวิชาเมล็ดกระบี่กล้าอ้างเป็นที่สอง  ก็ไม่มีวิชาใดกล้าอ้างเป็นที่หนึ่ง”


“เจ้ารู้หรือไม่  ลู่หยางทุ่มเทชีวิตให้กับวิถีนักรบ  ไม่เคยแต่งงาน  ไม่มีทายาท  คนหนุ่มเก่งกาจของราชวงศ์จิ่งมากมายเข้าศาลเจ้านักรบ  ต่างก็รอให้ลู่หยางสิ้นหวังในมหาวิถี  แล้วคิดส่งต่อวิชาเมล็ดกระบี่  แต่คนเหล่านั้น  ไม่รู้กี่คนต่อกี่คนที่รอจากหนุ่มจนแก่  ผมหงอกขาวไปเปล่าๆ”


ท่านพูดพลางมองเฉินจี้  กล่าวเนิบช้า  “หากราชวงศ์จิ่งรู้ว่าเจ้าฝึกวิชาเมล็ดกระบี่  ย่อมระดมกำลังกรมข่าวกรองมาปลิดชีพเจ้า  เจ้าไม่กลัวหรือ?”


เฉินจี้พูดเสียงแผ่ว  “อาจารย์  ข้าจะฝึกอย่างลับๆ...ลู่หยางจะมาสังหารข้าด้วยตัวเองหรือไม่?”


“นั่นคงไม่หรอก  ลู่หยางฝึกตนมาทั้งชีวิต  มิใช่เพื่อบรรลุมหาวิถีแล้วอยู่ยืนยาว  แต่เพื่อค้นหาคู่ต่อสู้คนใหม่”  เฒ่าเหยาส่ายหน้า  “เขาอาจถึงกับรอคอยให้เจ้าบรรลุขั้นวิถีเทพ  แล้วจะได้ประลองฝีมือกัน  แต่ถึงเขาไม่ลงมือ  เจ้าก็คงรอดไปจนแก่ได้ยาก……มานี่  ให้ข้าดูเส้นชีวิตเจ้าหน่อย  ก่อนหน้านี้อาจดูผิด...”


เฉินจี้กล่าว  “อาจารย์  ข้าจะไม่ให้ใครรู้ว่า  ตัวเองกำลังฝึกวิชาเมล็ดกระบี่”


เฒ่าเหยาจ้องตรงเข้าไปในดวงตาเฉินจี้  “แต่ข้ารู้แล้ว”


ลานสี่เหลี่ยมเล็กๆ กลายเป็นเงียบสงัด  แม้แต่อีกาดำก็หยุดกระโดดไปมา  ราวกับมีมือยักษ์คลุมทับที่นี่ไว้  แม้กระทั่งอากาศก็อึดอัดหนักหน่วง


เฒ่าเหยากล่าวเนิบนาบ  “ข้ามองออก  เจ้าเป็นคนระวังตัวแจ  ระวังถึงขนาดตอนกลับจากจวนโจวมาโรงยาไท่ผิง  เจ้ากำเศษกระเบื้องไว้ตลอดทาง  พอข้าถามว่าฆ่าคนหรือไม่  เจ้าก็ตอบว่าไม่  แต่ในเมื่อเจ้าระวังตัวถึงเพียงนี้  เหตุใดจึงกล้าฝึกวิชาต่อหน้าข้า?  เจ้ารู้หรือไม่ว่า  สิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุดในโลกนี้คือใจคน  เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่า  ข้าจะไม่ขายเจ้า?  หากนำข่าวนี้ไปบอกราชวงศ์จิ่ง  ข้าอาจได้ทองคำหมื่นตำลึง  ไม่แน่อาจให้ราชวงศ์จิ่งสร้างบ้านทองคำให้เลย” 


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิบนพื้นดิน  ก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “คนเราน่ะ  หากแบกความลับมากเกินไป  ก็เหมือนแบกภูเขาไว้บนบ่า  จะถูกกดจนหายใจไม่ออก  ข้าเต็มใจเชื่อว่า  ท่านจะไม่ทำร้ายข้า  อีกอย่างท่านช่วยชีวิตข้ามาสองหนแล้ว  ถ้าท่านอยากเอาข้าไปแลกทองคำจริงๆ ก็แลกเถอะ”


เฒ่าเหยามองเฉินจี้นานแสนนาน  ในที่สุดกล่าวเสียงนุ่ม  “อย่าไปบอกคนอื่นอีก  ใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น”


อีกาดำมองดูหนึ่งคนหนุ่มหนึ่งคนแก่ใต้ต้นไม้  รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสอง...ในที่สุดก็เริ่มแน่นแฟ้น  มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น


เฒ่าเหยากล่าว  “เจ้าฝึกวิชาเมล็ดกระบี่แล้วไม่ใช่หรือ  ให้ข้าดูปราณกระบี่หน่อย”


“ขอรับ”  เฉินจี้ขับเคลื่อนปราณกระบี่ในร่าง  ให้ไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณ  สุดท้ายพุ่งออกจากปลายนิ้วมือขวา  กระแทกลงบนพื้นดิน


มีฝุ่นฟุ้งขึ้นเล็กน้อย


“ฮึ…”  เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “นี่สินะ  อาการที่พูดไม่ออกจนหลุดขำน่ะ……เซ่อเติงเค่อตดทีหนึ่งยังแรงกว่าปราณกระบี่ของเจ้าอีก  แต่หลิวฉวีซิงไม่ได้หรอก  เขาชอบผายลมเบาๆ”


“......ท่านก็ช่างแดกดันจริง  ข้าเพิ่งฝึกได้ไม่ถึงชั่วยามเองนะ”


เฒ่าเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ลู่หยางใช้ทะเลอุดรแห่งราชวงศ์จิ่งบ่มเพาะกระบี่  แล้วเจ้าใช้สิ่งใดบ่มเพาะกระบี่?  สมัยก่อนบิดาลู่หยางพาเขาเดินทางไปทั่วแผ่นดิน  เดินนานถึงหนึ่งปี  กว่าจะเลือกทะเลอุดร  เมื่อครู่เจ้าเลือกสถานที่บ่มเพาะกระบี่ลวกๆ เกินไป  หรือว่าเลือกโรงยาไท่ผิงของข้านี่?”


พูดถึงตรงนี้  เฒ่าเหยาโกรธที่เฉินจี้ไม่เอาการ  “เจ้ามีวิชาเมล็ดกระบี่แล้ว  น่าจะบอกข้าแต่เนิ่นๆ  ข้าจะได้พาเจ้าออกเที่ยว  เลือกสถานที่บ่มเพาะกระบี่ให้ดีที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นขุนเขาแสนลูกทางทิศหรดี  หรือเขาเจ็ดเทพแห่งวัชรญาณ  ก็ยังดีกว่าที่นี่หลายขุม!  เรื่องแบบนี้จะตัดสินใจส่งเดชได้ยังไง!”


เฉินจี้ชี้ไปทางทิศตะวันออก พลางเอ่ยปาก  “อาจารย์  ข้าเลือกดวงอาทิตย์เป็นที่บ่มเพาะกระบี่”


สีหน้าเฒ่าเหยาชะงักงัน  ค่อยๆ เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยขึ้น  “เจ้า...”


......


......


ขณะนั้น  นอกกำแพงมีเสียงระแวดระวังดังแว่วมา  “ไป๋หลี่  ไป๋หลี่  เจ้าเหยียบบ่าข้าปีนขึ้นไป  ไม่ต้องรีบนะ  อย่าให้หกล้ม”


อีกาดำบินขึ้นฟ้า  จากไปก่อนใคร


เฉินจี้หันไปมองกำแพง  เห็นธิดาอ๋องไป๋หลี่ชะโงกหัวออกมา  แอบมองสำรวจภายในลาน


“อ้าว  เฉินจี้  หมอหลวงเหยา  พวกท่านตื่นแล้วหรือ?  อรุณสวัสดิ์!”  ไป๋หลี่เหยียบบนบ่าโอรสอ๋อง  โยกเยกพลางทักทาย


เฉินจี้แปลกใจ  “ธิดาอ๋องไป๋หลี่กับโอรสอ๋อง  พวกท่านตื่นเช้าขนาดนี้เชียว?”


ธิดาอ๋องไป๋หลี่ยิ้มอธิบาย  “พวกเราไปเรียนคาบเช้ากับอาจารย์หวังมาแล้ว  อาจารย์หวังดุมาก  พี่ชายข้าเช้านี้โดนตีมืออีกแล้ว”


ด้านนอกกำแพง  โอรสอ๋องเร่งเร้า  “ไป๋หลี่  ปีนข้ามไปก่อนแล้วค่อยคุย”


ไป๋หลี่ใช้สองมือยันตัว  พลิกข้ามมา  ไต่บันไดลงมาในลาน


เฒ่าเหยาเห็นท่าทางคุ้นเคยชำนาญทางของอีกฝ่าย  จึงเลิกคิ้ว  มองเฉินจี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


เฉินจี้รีบกล่าว  “อาจารย์  ค่าผ่านทางน่ะ  ข้ายกให้ท่านไปแล้วนะ”


“เกือบลืม”  เฒ่าเหยาคลายสีหน้า  ลุกขึ้นหิ้วไม้เรียวเดินเข้าห้องนอนเด็กฝึก  “พวกเจ้าคุยกันเถอะ  ข้าจะไปปลุกเซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิง”


ครู่ต่อมา  ในห้องเกิดเสียงโหยหวนของพี่ชายทั้งสอง  คนหนึ่งกุมก้นไปตักน้ำ  อีกคนกุมก้นไปกวาดพื้น  ส่วนเหลียงมาวเอ๋อร์กลับเข้าครัว  ก่อไฟทำอาหารอย่างร่าเริง


น่าประหลาดยิ่งนัก  ธิดาอ๋องไป๋หลี่กลับพับแขนเสื้อขึ้น  ก้าวเข้าครัวแล้วตักมันหมูก้อนหนึ่ง  โยนลงกระทะอย่างคล่องแคล่ว  ท่าทางราวกับจะลงมือปรุงอาหารเอง


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “ธิดาอ๋อง  เหตุใดท่านจึงชำนาญเช่นนี้”


ไป๋หลี่หัวเราะพลางตอบ  “ครั้งยังอยู่ในสำนัก  พวกเราล้วนต้องเคยทำ  ท่านอาจารย์ไม่อนุญาตให้พาบ่าวไพร่ติดตามไป  ทุกคนต้องพึ่งพาตัวเอง”


“ทุกคนต้องพึ่งพาตัวเอง?”


“ก็ไม่เสียทีเดียว”  ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “ศิษย์บางคนที่มาจากตระกูลมั่งคั่ง  มักควักเงินจ้างเพื่อนร่วมสำนักที่ยากจน  ให้ช่วยซักผ้าปรุงอาหาร  พวกเขาจึงใช้ชีวิตสุขสบายกว่าผู้อื่น  พี่ชายข้าก็เคยคิดจะทำ  แต่ถูกข้าส่งจดหมายไปฟ้องท่านพ่อ  ขายเขาโดยไม่ปิดบัง!”


โอรสอ๋องพิงกายกับวงกบประตูครัวอย่างอ่อนแรง  “ไป๋หลี่  เจ้าลองคิดดูสิ  ศิษย์บางคนที่มาจากตระกูลตกต่ำ  หากปรารถนาเข้าสำนักตงหลิน  เพียงค่าเล่าเรียนก็ต้องใช้กำลังทรัพย์ทั้งตระกูลแล้ว  ยังไม่นับว่าภายหน้าต้องเข้าสอบท้องถิ่น  หลังสอบท้องถิ่นยังต้องเดินทางไปสอบที่เมืองหลวง  หากสอบผ่านก็ต้องซื้อเรือนที่ดินในเมืองหลวง  ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงินทองทั้งสิ้น  พวกเราประหยัดแรง  พวกเขาได้เงิน  มีอันใดไม่ดีเล่า”


“ยังไงก็ไม่ได้!”


ฉ่า!  เสียงน้ำมันร้อนดังขึ้น  ธิดาอ๋องตั้งกระทะเติมน้ำมันอย่างชำนาญ  เทผักกาดขาวที่ล้างหั่นเรียบร้อยแล้วลงกระทะ  ปรุงเป็นผักกาดขาวผัดเปรี้ยวเผ็ด  กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วลานเรือน


โรงยาไท่ผิงในอดีต  เสมือนมุมหนึ่งของโลกที่ถูกหลงลืม  บัดนี้กลับคล้ายลานเรือนใหญ่ที่เต็มไปด้วยควันไฟแห่งชีวิต


ควันไฟแห่งชีวิตเหล่านี้  ดึงเฉินจี้ออกจากโลกของสิงกวน  กลับคืนสู่แดนมนุษย์อีกครั้ง


เขาดิ้นรนลุกขึ้น  นอนพักบนเก้าอี้ไม้ไผ่  อ่อนล้าจนค่อยๆ หลับตาลง


เฉินจี้รวบรวมกระแสหลอมเหลวจากเตาไฟทั้งสิบหก  ปล่อยให้กระแสน้ำแข็งแผ่ซ่านไปทั่วเส้นลมปราณ  ร่างจิตดิ่งลงสู่ก้นบึ้งทะเลเมฆอันมืดมิด  กลับคืนสู่สนามรบโบราณนั้นอีกครา


......


......


เฉินจี้ลงสู่ยอดขุนเขาขจีแล้วลืมตา  กลับพบซวนหยวนสวมเกราะทองคำ  กำลังเท้าธงราชัน  นั่งริมหน้าผา  จ้องมองไปยังแดนไกล


ธงรบไม่ปลิวสะบัดอีกต่อไป  เกราะทองคำก็ไร้เสียงกังวานแห่งโลหะ


เขามองตามสายตาของอีกฝ่าย  เห็นเพียงขุนเขาหิมะขาวโพลน  ปกคลุมด้วยหิมะที่ไม่ละลายมานับหมื่นปี


ทุกครั้งที่มาในอดีต  อีกฝ่ายล้วนดุจเทพสงคราม  ฆ่าฟันอยู่ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น  แต่คราวนี้  ซวนหยวนกลับเหมือนนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว  นั่งอยู่ในอำพันของตนเอง


เฉินจี้เดินมายังริมหน้าผา  ยืนเคียงข้างซวนหยวน  “ท่านมองอะไรอยู่”


ซวนหยวนหันมาทันใด  ดวงตาคมกริบดุจสายฟ้าฟาด  เฉียบขาดถึงขีดสุด  “เจ้ามาอีกแล้ว?  การบ่มเพาะกระบี่ต้องฝึกฝนหลายร้อยปี  ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ  ก่อนเลือกสถานที่บ่มเพาะกระบี่เสร็จ  อย่าเพิ่งรีบมาข้าหา”


“เลือกเสร็จแล้ว”  เฉินจี้กล่าว


“เพียงเลือกเสร็จยังไม่พอ  เจ้าต้องตั้งจิตให้นิ่ง  สละเวลาข้ามทะเลดาวไปสื่อสารกับมัน  ทำให้มันกลายเป็นดาวบ่มเพาะกระบี่ของเจ้า”  ซวนหยวนกล่าวช้าๆ  “เมื่อถึงตอนนั้น  เจ้าจะเข้าใจเอง  การทุ่มเทอย่างโดดเดี่ยวกว่าสี่ร้อยปี  ทุกอย่างล้วนคุ้มค่า”


“สื่อสารเสร็จแล้ว”


ซวนหยวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน  “แต่ก่อนเจ้าไม่เคยมุสา……เจ้าเลือกดาวดวงใด?  ให้ข้าลองทาย  ด้วยนิสัยของเจ้า  น่าจะเลือกดวงสว่างที่สุดบนท้องฟ้า  นั่นคือดาวหมาป่าสวรรค์  แต่ถึงจะเป็นดาวหมาป่าสวรรค์  ร่างจิตก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะไปถึง  เจ้าจะทำสำเร็จในชั่วยามเดียวได้อย่างไร”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  “ข้าเลือกดวงตะวัน  มันอยู่ใกล้ทีเดียว  ท่านอาจไม่รู้ว่าดวงตะวันก็เป็นดาวดวงหนึ่งเช่นกัน”


ซวนหยวนตะลึงงันอยู่นาน  “ดวงตะวัน...เจ้ากล้าเลือกดวงตะวันหรือ  ครั้งหนึ่งเจ้าเคยเด็ดดาวสว่างที่สุดบนฟ้า  แต่กลับไม่ทะนุถนอม  บัดนี้เจ้ากลับมาเด็ดอีกดวง...”


“อืม?”


บนยอดขุนเขาขจี  ลมเย็นพัดผ่านธงรบ  ซวนหยวนยืนตระหง่านบนหน้าผา  นิ่งขึงดุจหินแกะสลัก


เฉินจี้ถามอย่างจริงจัง  “ข้ายืมไฟแห่งดวงตะวัน  บำเพ็ญจนได้ปราณกระบี่แรกแล้ว  แต่ปราณกระบี่อ่อนแรงเหลือเกิน  ใช้แล้วก็หมดสิ้น  ข้าเคยเห็นกระบี่ของท่านในสนามรบ  พุ่งทะยานดุจสายฟ้า  เฉียบคมหาใดเปรียบ  ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้  จะหล่อหลอมกระบี่เช่นนั้นต้องทำอย่างไร”


ซวนหยวนพลันกล่าว  “เจ้ากลับไปเถอะ  ข้าไม่อยากสอนแล้ว”


เฉินจี้เงยหน้าขึ้นด้วยความตะลึง  “บอกไม่สอนก็ไม่สอนเลยหรือ!?  คนเราต้องมีสัจจะนะ  ชั่วยามก่อนท่านยังบอกว่าจะสอน  พอผ่านไปชั่วยามเดียวกลับบอกไม่สอน  กะทันหันเกินไปหรือไม่”


“จะว่าอย่างไรก็ตามใจ  ยังไงก็ไม่สอน”  ซวนหยวนชูธงราชัน  เดินลงเขา  “ต่อไปอย่ามาอีก”


เฉินจี้ร้อนใจ  เขาติดตามซวนหยวนไปข้างหลัง  ตามลงเขาไปตลอดทาง


ซวนหยวนก้าวครั้งเดียวข้ามไปสิบกว่าจั้ง  ราวกับเดินบนพื้นราบ  เฉินจี้กลับทำได้เพียงวิ่งอ้อมตามทางเขาคดเคี้ยว  โซเซล้มลุกคลุกคลานไล่ตามลงไป


โชคดีที่ในแดนฝันนี้  เขาไร้โรคภัยไข้เจ็บ  หากไปแล้ว  เพียงวิ่งลงเขาก็คงเจ็บจนตายแล้ว


“นี่ท่าน!  เดินช้าๆ หน่อยสิ  เรามาเจรจากันอีกครั้งเถอะ”  เฉินจี้ร้องตะโกน  “เหตุใดจึงไม่สอนแล้ว  เพราะข้าเลือกสถานที่บ่มเพาะกระบี่ผิด  หรือเพราะบุพเพสันนิวาสระหว่างเรา?”


“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”  ซวนหยวนกล่าวพลางเดิน  “เจ้ากับข้ามีเวรต่อกัน  ข้าไม่ปรารถนาจะสอนศัตรูของตัวเอง”


เฉินจี้รีบกล่าว  “แม้ข้าจะไม่ใช่คนที่ท่านรู้จักจริงๆ...แต่ข้าเห็นท่านรูปงามองอาจ  ยืดตรงไม่อ่อนข้อ  คิดว่าท่านกับเขามีเวรกัน  ย่อมเป็นความผิดของเขาแน่  หากเขาทำสิ่งใดไม่สมควร  ข้าขอโทษแทนเขาก็แล้วกัน”


ซวนหยวนหันกลับมาทันทีเมื่อถึงเชิงเขา  มองเฉินจี้ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง  “……?”


เขากำลังอึ้งไป  ไม่อาจเชื่อหูตัวเอง  “เจ้าขอโทษข้าหรือ  ขอโทษง่ายดายเพียงนี้เลยหรือ”


เฉินจี้พยักหน้า  “จริงใจยิ่ง”


ซวนหยวนหัวเราะลั่น  “พวกเจ้าได้ยินไหม  เขาขอโทษข้าแล้ว!  เขากล้าขอโทษข้าจริงๆ!”


เฉินจี้  “......”


“เจ้าอยากเรียนเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่นักหรือ”  ซวนหยวนถามเสียงทุ้มต่ำ


“อยากเรียน”


“ได้”  ซวนหยวนโบกมือใหญ่


ทันใดนั้น  สนามรบที่แข็งทื่อกลับมีชีวิตขึ้นมา  จากแถวกองพล  ทหารร่างกำยำนายหนึ่งเดินออกมา  ถือง้าวยาวคุกเข่าลง  “องค์ราชา  เชิญรับสั่ง”


ซวนหยวนชี้ไปทางเฉินจี้  “ฆ่าเขา”


กล่าวจบ  เขาหันมองเฉินจี้อีกครั้ง  “ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า  ขั้นบำเพ็ญของเขาถูกกดให้ต่ำลงแล้ว  สูงกว่าเจ้าในตอนนี้เพียงขั้นเดียว  หากชนะเขาได้  ข้าจะสอนเจ้า”


“เอ๋?”  เฉินจี้มองทหารกำยำฟาดง้าวเข้ามา  ง้าวทองสำริดขนาดมหึมาฟาดผ่านอากาศ  ส่งเสียงหวีดหวิวจนแก้วหูแทบแตก!


ฮึก!


เฉินจี้สูดลมหายใจเย็นเฮือก  ตื่นขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไผ่


เขายังไม่ทันได้สติ  ก็ถูกทหารง้าวยักษ์สังหารไปแล้ว  ความเจ็บปวดช่างแสนสาหัส  ราวกับมิใช่ความฝัน  หากแต่ตายไปจริงๆ ครั้งหนึ่ง


ซวนหยวนคงถือโอกาสแก้แค้นระบายโทสะกระมัง


ขณะนั้น  ไป๋หลี่ยังคงผัดอาหารอยู่ในครัว  โอรสอ๋องนั่งเคาะเมล็ดแตงโมอยู่ข้างเก้าอี้ไม้ไผ่  เห็นเฉินจี้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการตกใจ  จึงถามอย่างสงสัย  “เป็นอะไรหรือ?  ฝันร้ายหรือไร”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “เปล่า”


กล่าวจบ  เขารวบรวมกระแสหลอมเหลวอีกครั้ง  ดิ่งลงสู่ทะเลเมฆมืดมิด  ร่วงลงบนขุนเขาขจีเช่นเดิม


ทว่าคราวนี้  ทหารง้าวยักษ์กลับรออยู่ที่นั่นแต่แรกแล้ว  ยังไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว  ก็ถูกง้าวทองสำริดแทงทะลุหัวใจเรียบร้อย


ซวนหยวนหัวเราะเยาะ  “แม้แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ก็ยังลืมไปแล้วหรือ?  การศึกในโลกนี้  ล้วนเต็มไปด้วยกลอุบาย  ล้วนต้องลงมือสุดกำลัง  หากเจ้าลืมแม้แต่สัญชาตญาณการต่อสู้  เรียนเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ของข้าไปจะมีประโยชน์อันใด”


ทว่าเฉินจี้กลับปล่อยให้โลหิตพุ่งพรั่งพรูจากปาก  หันมามองซวนหยวนพลางยิ้ม  “อีกรอบ!”


“อืม?”  ซวนหยวนเลิกคิ้ว  แววตาวาววับขึ้นมา


อึดใจต่อมา  เฉินจี้ลืมตาขึ้นบนเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างสงบเยือกเย็น  แล้วหลับตาลงอีกครา  กลับคืนสู่สนามรบ


ขณะร่วงลงสู่ทะเลเมฆมืดมิด  เขาย่อตัวลงในชั่วพริบตา  หลบเสียงหวีดหวิวเหนือศีรษะ  ง้าวเหล็กฟาดผ่านเหนือหัว  ตัดได้เพียงอากาศอันว่างเปล่า


เฉินจี้หยิบเศษหินจากพื้นมากำไว้ในมือ  อาศัยจังหวะที่ง้าวทองสำริดหมดแรงฟาด  พุ่งตัวเข้าหาทหารง้าวยักษ์


เมื่อเข้าใกล้  ทหารง้าวยักษ์กลับทิ้งง้าวทองสำริด  ชักดาบสั้นทองสำริดจากเอวแทงเข้ามา


ทหารง้าวยักษ์เชื่อว่า  ดาบนี้จะแทงโดนเฉินจี้แน่นอน  แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น


เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน  แล้วก็ต้องพบว่า  เฉินจี้แบกง้าวทองสำริดที่ถูกทิ้งบนพื้น  วิ่งลงเขาไปแล้ว......


ซวนหยวนเผยสีหน้าลังเลเป็นครั้งแรก  “......จำผิดคนหรอกหรือ”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0101
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง