ตอนที่ 0063 เห็นเงินตาโต
ซวนหยวนจ้องมองเจ้าโจรน้อยที่แบกง้าวสำริดยาวบนบ่า จับจ้องร่างที่วิ่งหนีอย่างอับจน ลงจากภูเขาบนทางเดินขรุขระ พลันรู้สึกว่าตนคงจำคนผิดไปจริงๆ
อีกฝ่ายพับแขนเสื้อ แบกง้าวสำริดราวกับแบกไม้คานหาบของ
นี่มันนักรบตรงไหน?
หากเฉินจี้คือ ‘ผู้นั้น’ จริง แม้จะอ่อนแอกว่านักรบง้าวยักษ์ แต่ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้โดยกำเนิด ย่อมเอาชนะได้อย่างง่ายดาย ทว่าบุคคลตรงหน้านี้ กลับหนีเตลิดเปิดเปิงไปทั่วขุนเขา...
หาก ‘ท่านผู้นั้น’ อยู่ที่นี่ แม้เผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็จะไม่มีวันเผ่นหนีเด็ดขาด
ต่อให้มีขุนเขาใหญ่ขวางหน้า เขาก็จะยกภูเขาลูกนั้นออกไป
แต่บุคคลตรงหน้านี้...จะเลือกอ้อมไปทางอื่น
ยามนี้ เฉินจี้แบกง้าวสำริด หอบหายใจถี่กระชั้น
เขาหันกลับมาสำรวจ เห็นนักรบง้าวยักษ์กระโจนผ่านไพรภูผา เกราะดำเสียดสีส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง ผ้าคลุมสีแดงสะบัดปลิว ร่างกายกำยำราวกับรถศึก
เฉินจี้นึกในใจ จอมยุทธ์ระดับนี้ แข็งแกร่งกว่าเราแค่ระดับเดียวจริงหรือ? พี่ใหญ่ท่านว่า สูงกว่าหนึ่งระดับ เกรงว่าจะเป็นความต่างระหว่างขั้นหลังฟ้ากับขั้นก่อนฟ้ากระมัง?
ไม่ใช่ๆ หากสือเฉาอยู่ที่นี่ เราคงไม่มีโอกาสแบกง้าวสำริดหนีมาได้แน่!
คงไม่ใช่ขั้นก่อนฟ้าแน่
ทั้งสองคนวิ่งลงเขา เฉินจี้แบกง้าวสำริดวิ่งช้าลงทุกที หายใจหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ แววตาของซวนหยวนก็ผิดหวังมากขึ้นตามลำดับ
ทว่าในขณะนั้นเอง เฉินจี้กลับเลิกหอบหายใจ ฝีเท้าไม่หนักหน่วงอีกต่อไป เห็นเพียงแววตาเขานิ่งขรึม แล้วหมุนกายกลับในพริบตา!
เฉินจี้บิดเอว พลิกกาย ชูมือ ทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ง้าวสำริดยาวในมือพุ่งแทงไปข้างหลังดุจอสนีบาต
การแทงครั้งนี้ มาได้จังหวะพอดิบพอดี นักรบง้าวยักษ์กำลังพุ่งเข้าประจัญ ราวกับจงใจพุ่งชนปลายง้าว ด้วยแรงกระแทกมหาศาลนี้ แม้แต่เกราะก็ต้านไม่ไหว เกราะดำถูกง้าวของเฉินจี้แทงทะลุ ทิ่มลึกเข้าในท้องนักรบง้าวยักษ์!
เฉินจี้ผ่อนลมหายใจโล่งอก ทว่ามุมปากซวนหยวนกลับยกขึ้นเล็กน้อย ประหนึ่งเยาะเย้ยว่า ‘เปล่าประโยชน์’
อึดใจต่อมา นักรบง้าวยักษ์กลับไม่ใส่ใจแผลท้องแม้แต่น้อย เขาใช้มือทั้งสองกำปลายแหลมง้าวสำริด ดึงง้าวออกมาอย่างดุดันไม่เกรงตาย
เห็นเพียงมือทั้งสองข้างของเขาสั่นระริกแผ่วเบา เฉินจี้รู้สึกถึงพลังมหาศาลส่งผ่านมา สะเทือนจนมือทั้งสองของตนเริ่มชา จำต้องปล่อยง้าวสำริดที่กำอยู่
นักรบง้าวยักษ์ ปล่อยให้เลือดจากแผลท้อง ไหลนองเป็นสาย ชูง้าวสำริดยาวขึ้นสูง แล้วฟาดลงมาในแนวดิ่ง ดุจดังภูเขาไท่พังถล่ม!
ตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้านักรบง้าวยักษ์ไม่มีแววเจ็บปวดแม้แต่น้อย แม้กระทั่งคิ้วก็ไม่ขมวด ราวกับท้องถูกแทงทะลุเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยธรรมดา
“ฮึก!”
เฉินจี้ตื่นขึ้นในลานเล็กของโรงยา หอบหายใจอย่างกระหาย
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” โอรสอ๋องถามอย่างสงสัย “ในชั่วครู่นี้ เจ้าฝันร้ายหลายครั้งแล้ว……ยังผวาจากเรื่องที่ถูกคนทำร้ายอยู่สินะ? นี่เจ้า...”
ขณะพูด โอรสอ๋องบังเอิญเห็นแววตาของเฉินจี้
เด็กฝึกหนุ่มผู้นี้ ทั้งที่ไม่ได้มองเขา แต่โอรสอ๋องกลับรู้สึกใจหวิวกะทันหัน ราวกับมีสัตว์ดุร้ายหายใจอยู่ข้างกาย พ่นไอเลือดคาวอบอวลออกมา
เหลียงมาวเอ๋อร์ยกถาดอาหารเดินออกจากครัว ข้าวต้มขาวร้อนๆ คู่กับผักกาดดองเปรี้ยวเผ็ดและผักดองเค็ม รสชาติกลมกล่อมน่ารับประทาน
เขามองไปยังเฉินจี้ “กินข้าวก่อน แล้วค่อยนอนเถอะ”
เฉินจี้ส่ายศีรษะ ค่อยๆ หลับตาลง “ข้ายังไม่หิว ขอบคุณ”
โอรสอ๋องได้สติกลับมา จึงพินิจดูเฉินจี้อีกครั้งอย่างถี่ถ้วน กลับพบว่าอีกฝ่ายเพียงแค่นอนพิงเก้าอี้ไผ่อย่างอ่อนล้า ไม่มีอะไรแปลกประหลาด
คงตาฝาดไปกระมัง
ขณะนั้น เฉินจี้ได้กลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง เห็นนักรบง้าวยักษ์ยืนตระหง่านบนยอดขุนเขาขจีโดยไร้บาดแผล ยังคงดูเชิงไม่รีบลงมือ
ซวนหยวนนั่งอยู่บนแท่นหินใหญ่ มองมายังเฉินจี้ “ได้รับบทเรียนแล้วหรือยัง?”
เฉินจี้นิ่งเงียบ
ซวนหยวนหัวเราะเยาะหยัน “บนโลกนี้ ไม่ได้มีแต่เจ้าที่กล้าโหดเหี้ยมต่อตัวเอง นักรบที่ลุยสงครามมานับไม่ถ้วน มีใครบ้างที่ไม่ได้คลานฝ่ากองศพมา? เมื่อเจอจอมกล้าอย่างนักรบง้าวยักษ์ ลำพังอาศัยความดุดันอย่างเดียวยังไม่พอหรอกนะ พวกคนดุร้ายน่ะ ข้าพบเจอมานักต่อนักแล้ว เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะทิ้งความคิดหรูหราฟุ่มเฟือย ฝึกฝนวิชาฆ่าฟันที่แท้จริง”
เฉินจี้ไตร่ตรอง...วิชาฆ่าฟันที่แท้จริง?
ซวนหยวนกล่าวอย่างสงบนิ่ง “เจ้าให้ข้าสอนเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ แต่เจ้ากลับขาดแม้กระทั่งวิชาฆ่าฟัน ขาดจิตนักสู้ขั้นพื้นฐาน การมอบเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ให้เจ้า ก็เหมือนวางดาบคมกริบที่ผ่าได้แม้กระทั่งเส้นขน เอาไว้ในมือเด็กน้อย ไม่เพียงมันจะทำร้ายผู้อื่น แต่ยังทำร้ายตัวเองด้วย”
เฉินจี้พยักหน้ารับ “เริ่มเถอะ อีกรอบ!”
ซวนหยวนกล่าว “คราวนี้ ห้ามวิ่งลงจากยอดเขา หากเจ้าวิ่งหนี ข้าจะไม่สอนเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่อีก”
เฉินจี้งุนงง “แต่ในการฆ่าฟัน สู้ไม่ได้ก็ต้องหนี นับเป็นวิธีที่ฉลาดไม่ใช่หรือ”
“เจ้าฉลาดกว่าแต่ก่อนมากนัก ความฉลาดเป็นสิ่งดีก็จริง แต่คนเราจะมีแต่ความฉลาดอย่างเดียวไม่ได้” ซวนหยวนหัวเราะเย็น “ในโลกนี้ ย่อมมีภูเขาที่เจ้าอ้อมหลีกไม่ได้ตลอดกาล ถึงตอนนั้น เจ้าต้องใช้จิตนักสู้และความกล้าหาญบ้าง”
ซวนหยวนเดินไปข้างนักรบง้าวยักษ์ ใช้นิ้วชี้ไปยังใต้ซี่โครง “จุดตายของร่างกายมนุษย์สามสิบหกจุด ได้แก่ ขมับ จุดชี่เหมิน จุดเฟิงฉือ จุดตั้นจง...”
เขาชี้จุดตายทีละจุดให้เฉินจี้ดู “หากเมื่อครู่ง้าวยาวของเจ้า แทงเยื้องไปทางซ้ายอีกหนึ่งนิ้ว ต่อให้นักรบง้าวยักษ์มีกำลังมหาศาลก็เปล่าประโยชน์ นี่คือความต่างระหว่างมีวิชาฆ่าฟันกับไม่มี อีกอย่าง การหันกลับแทงง้าวเมื่อครู่ แม้จะดูสวยงาม แต่ไร้ประโยชน์ การฆ่าคนไม่จำเป็นต้องสวยงาม”
เฉินจี้หายใจเข้าลึก “เข้าใจแล้ว”
เขาไม่รู้ว่าซวนหยวนผ่านการฆ่าฟันมามากเพียงใด ทราบแต่เพียงว่า นี่คืออาจารย์ที่ดีที่สุด เท่าที่ตนจะมีได้แล้ว!
นักรบง้าวยักษ์ไม่มัวรีรอ ควงง้าวสำริดยาวโจมตีเข้ามา
เฉินจี้ไม่หลบหนีอีกต่อไป เพียงกลับกลิ้งหลบบนยอดเขา ค้นหาวิธีต่อสู้
เขาจับจ้องทิศทางที่ง้าวสำริดยาวฟาดลงมาอย่างไม่วางตา ขยับตัวเอียงขวาแผ่วเบา เห็นง้าวสำริดผ่านหน้าไปฉิวเฉียด ฟาดลงห่างจากปลายจมูกเพียงนิ้วเดียว!
ดวงตาซวนหยวนเป็นประกายทันที
ทว่ายังไม่ทันได้ชื่นชม กลับเห็นนักรบง้าวยักษ์พลิกข้อมือ คมพระจันทร์เสี้ยวของง้าวสำริดหมุนวน ฟันเฉือนเข้าท้องเฉินจี้
ง้าวสำริดในมือนักรบง้าวยักษ์ เสมือนสิ่งมีชีวิตจิตใจ ทั้งที่เป็นอาวุธหนักอึ้ง แต่พออยู่ในมือเขา กลับกลายเป็นอาวุธเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก
เมื่อเฉินจี้มาถึงขุนเขาขจีอีกครั้ง ซวนหยวนทำหน้านิ่ง “เมื่อครู่หลบได้ดีทีเดียว เหตุใดหลบแล้วไม่คาดการณ์ว่าคู่ต่อสู้อาจมีกลอื่น? การฆ่าฟันเปรียบดั่งการเดินหมาก ต้องคิดหนึ่งคาดสิบ ฝีมือเท่ากัน ใครอ่านเกมได้ก่อนเป็นผู้ชนะ!”
เฉินจี้พยักหน้าอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้ว มาอีก!”
เขาฆ่าฟันตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง จากเที่ยงถึงค่ำ ไม่เคยชนะ ยิ่งฆ่ากลับยิ่งตั้งอกตั้งใจ ยิ่งฆ่ายิ่งคึกคัก
เขาไม่เคยนับว่าตัวเองตายไปกี่ครั้ง เพียงรู้ว่ายิ่งตายมาก กลวิธีการต่อสู้ก็ยิ่งหยาบกร้าน ยิ่งตรงไปตรงมา
ประดุจเหล็กดิบ ที่ถูกนำเข้าเตาหลอมใหม่ ใช้ค้อนหนักตีขึ้นรูปครั้งแล้วครั้งเล่า ขจัดสิ่งเจือปนต่างๆ ออกไป
เฉินจี้ตระหนักได้ทันใด วิชาที่ถูกถลุงออกมาเช่นนี้ ไร้ซึ่งท่วงท่าตายตัว ไม่ต้องแสดงให้ผู้ใดชม ใกล้เคียงกับแก่นแท้ของวิชามือสังหาร
ซวนหยวนจ้องมองเฉินจี้ที่ฆ่าฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่รู้จักเหนื่อย หนุ่มน้อยผู้นี้ แม้ไม่มีสัญชาตญาณการต่อสู้ของ ‘ท่านผู้นั้น’ แต่กลับมีจิตนักสู้ไม่ต่างกัน
หมกมุ่น
คลั่งไคล้
“ชักเริ่มจะคล้ายแล้วสิ”
......
......
ยามเย็น เฉินจี้ลืมตาขึ้นในลานเล็กของโรงยาไท่ผิง ซวนหยวนสั่งให้เขาพักผ่อนครึ่งชั่วยาม
เขาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา ประหนึ่งเพิ่งกลับจากอเวจี มาสู่โลกมนุษย์อันวุ่นวาย
คราวนี้เขาฆ่าฟันกับนักรบง้าวยักษ์นานเท่ากับธูปหนึ่งดอก แยกแพ้ชนะยาก ตื่นมาก็อ่อนล้าสุดขีด
เฉินจี้เงยหน้า เห็นโอรสอ๋อง เซ่อเติงเค่อ เหลียงโก่วเอ๋อร์ หลิวฉวีซิง กำลังเล่นปายเก้า*อยู่บนโต๊ะอาหาร ธิดาอ๋องไป๋หลี่กับเหลียงมาวเอ๋อร์ยืนดูอยู่ข้างๆ
(*ปายเก้า — เกมโบราณ คล้ายไพ่ผสมโดมิโน่)
เบื้องหน้าหลิวฉวีซิง เหรียญเงินเหรียญทองแดงกองพูน ยังมีเหรียญเงินถั่วลิสงที่ชนะมาจากโอรสอ๋องอีกเหรียญ
ธิดาอ๋องไป๋หลี่มองมาทางเฉินจี้ อุทานเสียงแปลกใจ “อ้าว ตื่นแล้วหรือ? หิวไหม อยากกินอะไรบ้าง?”
เฉินจี้ยิ้มน้อยๆ “ธิดาอ๋อง เหตุใดจึงไม่ร่วมวงสนุกกับพวกเขาล่ะ?”
ไป๋หลี่ส่ายศีรษะ “ข้าไม่เล่นการพนัน ท่านพ่อก็ไม่อนุญาตให้เล่นด้วย”
“อ้าว? โอรสอ๋องก็กำลังเล่นอยู่มิใช่หรือ”
ไป๋หลี่ยิ้มนิดๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้ากลับไปฟ้องท่านพ่ออยู่ดี”
เฉินจี้ “...ช่างเป็นความรักพี่น้องที่ซับซ้อนจริงๆ”
เขารู้สึกหิวขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็ได้ยินเสียงบรรดาผู้คนในยุทธภพ ตะโกนเข้ามาจากนอกประตู “โอรสอ๋อง โอรสอ๋อง เตรียมตัวไปตรอกชุดขาวได้แล้ว!”
โอรสอ๋องดวงตาเป็นประกาย “วันนี้หลิ่วหังโส่ว*แห่งแม่น้ำฉินหวย จะมาเยือนเมืองหลัว ได้ยินว่าหลิ่วหังโส่วผู้นี้ เชี่ยวชาญทั้งกวีกลอน คัมภีร์ ดนตรี และหมากล้อม ครบทั้งสี่ศิลป์ รูปโฉมงดงามดั่งนางฟ้า พวกเราต้องไปชมให้ได้!”
(*หังโส่ว - หมายถึงนางอันดับหนึ่งของหอนั้นๆ )
เหลียงโก่วเอ๋อร์ตบมือร้องเฮ เขาไม่ได้ดื่มสุรามาหลายวันแล้ว ตัวพยาธิสุราในท้องกำลังอาละวาดหนัก
ทว่าธิดาอ๋องไป๋หลี่กลับสาดน้ำเย็นเฉียบ “เฉินจี้ยังบาดเจ็บอยู่เลย ทุกคนไปกันหมด แล้วใครจะคอยดูแลเขา? พี่ ท่านยังพูดบ่อยๆ ว่าจะเป็นมิตรกับเขา ปฏิบัติต่อสหายเช่นนี้ ยังเป็นคนอยู่หรือไม่?”
โอรสอ๋องเกาศีรษะ รู้สึกลำบากใจ
หลิ่วซู่ผู้นี้ กระทั่งที่แม่น้ำฉินหวยในจินหลิง ก็นับเป็นนางงามอันดับหนึ่ง วันนี้นางมาเมืองหลัวเพื่อตัดริ้วมงคล เปิดหอปักไหมแห่งใหม่ในตรอกชุดขาว จะพลาดได้อย่างไร?
เหลียงโก่วเอ๋อร์กระซิบเสียงแผ่ว “โอรสอ๋อง ไม่สู้พวกเราไปกันเอง ทิ้งมาวเอ๋อร์กับธิดาอ๋องไว้ที่โรงยาตอนค่ำก็พอ”
โอรสอ๋องทำหน้าลำบากใจ “เงินอยู่กับไป๋หลี่น่ะสิ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ “......”
เฉินจี้ “......”
เป็นดังคาด ไป๋หลี่ต่างหากคือเจ้าแม่เงินทองตัวจริง โอรสอ๋องจึงต้องพานางไปด้วยทุกหนทุกแห่ง
ลานเล็กกลายเป็นเงียบสงัด ทุกคนหมดอารมณ์ที่จะเล่นไพ่ปายเก้าต่อ
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างครุ่นคิดหาหนทางแก้ไข มีเพียงเฉินจี้ที่บำรุงกำลังสะสมแรง เตรียมกลับเข้าสู่สนามรบ ฆ่าฟันต่อไป
ทันใดนั้น เหลียงโก่วเอ๋อร์ด้านข้างก็เสนอความเห็น “โอรสอ๋อง พวกเราพาเฉินจี้ไปด้วย เพื่อคอยดูแล ก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ?!”
เฉินจี้ “......ข้าบาดเจ็บอยู่ ไปไม่ได้หรอก”
โอรสอ๋องมองไปยังเหลียงโก่วเอ๋อร์ “ก็ใช่น่ะสิ เขาบาดเจ็บอยู่ แถมเป็นแผลตรงหน้าอกกับต้นขา จะแบกก็แบกไม่ได้”
เหลียงโก่วเอ๋อร์นั้น เพื่อจะได้ดื่มสุรา ก็บรรเจิดจินตนาการอันไร้ขอบเขต พูดพลางตบอกตนเอง “ข้ากับมาวเอ๋อร์จะหามเก้าอี้ไม้ไผ่ของเขาไป รอดื่มสุราเสร็จแล้ว พวกข้าสองคนจะหามเขากลับมา!”
เฉินจี้ “......”
หมอนี่ช่างเป็นอัจฉริยบุคคลขนานแท้ ขอเพียงได้ดื่มสุรา อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
วินาทีถัดมา เหลียงโก่วเอ๋อร์ร้องเรียกเหลียงมาวเอ๋อร์ ยกเก้าอี้ไม้ไผ่ขึ้น แล้วเดินออกไปนอกประตู ราวกับกำลังหามเกี้ยวไม้ไผ่
เฉินจี้ลุกนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่แกว่งไปมา “เอ๋? แต่ข้าไม่อยากไปสักหน่อย!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ไม่สนใจเลย “ตอนนี้ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว ตามพวกข้ามาเถิด! อยากนอนก็นอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่ไป วางใจได้ ไม่พลาดทำตกหรอกน่า! นั่นคือตรอกชุดขาวเชียวนะ หลิ่วหังโส่วเชียวนะ เจ้าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่ จะไม่สนใจเรื่องแบบนี้เลยหรือ?”
เฉินจี้หมดหนทาง “แต่แผลข้ายังไม่หายนี่!”
โอรสอ๋องเดินตามข้างเก้าอี้ไม้ไผ่ พลางเอ่ยปาก “ได้ยินว่า การจะเข้าพบหลิ่วหังโส่ว แม้เพียงแวบเดียวก็ยังไม่ง่าย ต้องมีบทกวีมอบขึ้นไป หลิ่วหังโส่วถูกใจจึงจะอนุญาตให้เข้าไปได้...เจ้ายังมีกลอนที่แต่งใหม่ในวันสองวันนี้หรือไม่? ข้าซื้อ!”
เฉินจี้เงียบไป บัดนี้ เขายังมีเงินเก้าสิบสี่ตำลึงซ่อนอยู่ในรอยแตกของอิฐใต้เตียง มากสุดซื้อโสมได้สามราก จุดเตาไฟได้อีกหกดวง
แต่หากต้องการสังหารสือเฉา เกรงว่าคงไม่พอเป็นแน่
เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง “บังเอิญได้บทใหม่มาสองสามวรรค บางทีอาจใช้การได้”
ธิดาอ๋องไป๋หลี่ทำตาเป็นประกาย “ไป! ไปตรอกชุดขาวกัน!”
ทุกคนมาถึงนอกประตู ที่หน้าประตูมีเหล่าชาวยุทธภพรออยู่ก่อนแล้ว แต่ละคนคาดกระบี่ยาวและดาบยาวตรงเอว
พวกเขาเห็นเหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์หามเฉินจี้ ทันใดนั้นก็เผยสีหน้าประหลาดใจ แล้วกระซิบกระซาบกัน “ผู้ใดเลิศล้ำถึงปานนี้ กล้าให้เหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์ร่วมกันหามเกี้ยว?”
เฉินจี้รีบยิ้มอย่างเก้อเขิน “ไม่เกี่ยวกับข้านะ ข้าทั้งเจ็บขา ทั้งไม่อยากออกมา แต่พี่เหลียงโก่วเอ๋อร์ยืนกรานว่า จะพาข้าไปตรอกชุดขาวให้ได้ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต มิใช่ข้าสั่งให้เขาหามเกี้ยวแต่อย่างใด”
ทุกคนจึงพากันผ่อนลมหายใจโล่งอก......
ตลอดเส้นทาง คนกว่าสิบชีวิตพากันเฮฮาครื้นเครงหัวเราะชอบใจ โอรสอ๋องไม่มีท่าทีดั่งโอรส กลับคล้ายนักเลงเร่ร่อนในยุทธภพ ที่กินเนื้อทีละชิ้นใหญ่ ดื่มสุราทีละโอ่ง
เฉินจี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ บางคราวก็มีผู้คนข้างทาง เหลือบมองมายังเก้าอี้ เขาหน้าบางไม่พอ จึงหลับสายตา จมดิ่งสู่สนามรบอีกครั้ง กลับเข้าสู่การฆ่าฟัน
เขาสัมผัสได้ว่า ตนใกล้จะเอื้อมถึงธรณีประตูบางบานแล้ว นักรบง้าวยักษ์ก็หาใช่ผู้ที่เอาชนะไม่ได้อีกต่อไป
......
......
หน้าประตู ‘หอปักไหม’ ตรอกชุดขาวเต็มไปด้วยตะกร้าดอกไม้ เรียงรายยาวเหยียดหลายร้อยเมตร กระทั่งรุกล้ำเข้าไปในเขตหน้าบ้านผู้อื่น
ระเบียงชั้น 2 ของหอปักไหมนั้นกว้างขวาง ราวไม้ทุกต้นประดับด้วยผ้าแพรแดง ดูรื่นเริงเป็นพิเศษ
เจ้าของหอปักไหมมีนามว่าจางฉาง เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีชื่อเสียง แต่มีข่าวลือว่า เขาเคยเป็นบ่าวในหอที่สองของตระกูลสวีแห่งแดนเซี่ยงไฮ้ ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงต้องเชิดหน้าให้เขาสักหน่อย
ตระกูลสวี คือตระกูลของสวีก่ง ขุนนางอันดับหนึ่งในสำนักขุนนาง
ตระกูลใหญ่ย่อมไม่เข้าไปพัวพันกับธุรกิจตรอกชุดขาว ตรอกชุดแดง หรือแม่น้ำฉินหวย เพราะเสียชื่อเสียง แต่เบื้องหลังต่างก็มีถุงมือขาวของตน ทุกคนรู้ดีว่า เบื้องหลังจางฉางคือใคร เพียงแต่ไม่เอ่ยออกมา
ด้วยเหตุนี้ หอปักไหมเพิ่งเปิดทำการ ไม่เพียงหลิวหมิงเสี่ยนแห่งตระกูลหลิวจะมาให้เกียรติอุดหนุน ยังมีบุตรหลานตระกูลใหญ่นับไม่ถ้วน พาเหล่าขุนนางนักปราชญ์มาเป็นเพื่อนร่วมทาง บ้างมาเพื่อชมหลิ่วหังโส่ว บ้างมาเพื่อยกหามธุรกิจตระกูลสวี ต่างฝ่ายต่างมีเจตนาในใจ
หน้าประตูหอปักไหม สาวงามสองนาง สวมหรูฉวินขาวบริสุทธิ์ คลุมขนสัตว์ขาว ยืนอยู่ท่ามกลางลมฤดูหนาวเย็นเยียบอย่างอรชร แย้มยิ้มต้อนรับแขกผู้มาเยือนหน้าประตู “ท่านใต้เท้าและคุณชายทั้งหลาย หอปักไหมของพวกเรา คืนนี้เปิดรับแขกกว้างขวาง ชั้น 1 มีห้องนั่งเล่นมากมาย กว้างขวางสว่างสดใส แต่หากท่านทั้งหลายปรารถนาขึ้นชั้น 2 ไปเข้าเฝ้านายหญิงของข้า จำต้องมีบทกวีที่พอจะอวดได้สักบท หากนายหญิงของข้าถูกอกถูกใจ บทกวีหนึ่งบทนำคนไปได้สามคน หน้าประตูมีโต๊ะพร้อมแปรงหมึกอยู่แล้ว เชิญท่านทั้งหลายลงมือได้เลย”
นักปราชญ์หนุ่มคนหนึ่ง พลันก็ยกพู่กันที่หน้าโต๊ะ เขียนบทกวีบทหนึ่งเสร็จในพริบตา แล้วยื่นให้แม่นางทั้งสอง
แม่นางคนหนึ่งถือกระดาษสาวิ่งขึ้นไปชั้นบน ไม่นานนักก็วิ่งกลับลงมา ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “คุณชายท่านนี้ หลิ่วหังโส่วของข้าแจ้งว่า บทกวีของท่านไม่ผ่านเจ้าค่ะ”
หลิ่วหังโส่วผู้นี้ช่างไม่ไว้หน้าคน บอกว่าไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ไม่ยอมอ้อมค้อมแม้แต่น้อย
นักปราชญ์หนุ่มผู้นั้น อับอายจนหน้าแดงก่ำถึงใบหู ก้มหน้าหลบเข้าไปในฝูงชน
ผ่านการทดสอบครั้งนี้ พวกที่ไส้ในกลวงโบ๋ ต่างพากันถอดใจทันที
นอกประตู เหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหล่าผู้คนยุทธภพ พากันกระซิบกระซาบ ต่างหารือกัน ไม่รู้ว่าจะหาทางเข้าหอปักไหมนี้ได้อย่างไร
บ้างว่าปีนเข้าไป บ้างว่าฆ่าฟันเข้าไป ไม่มีสักคนที่คิดอย่างสุขุมเลย
ขณะนี้ โอรสอ๋องเริ่มท้อแท้ กระซิบกระซาบเสียงแผ่ว “ไป๋หลี่ พวกเรามีแค่ครึ่งบทกวีเอง จะใช้การได้หรือไม่?”
ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “หากนางรู้จักของดี ครึ่งวรรคนี้ก็เทียบเท่ากลอนของผู้อื่นเป็นร้อยบท ย่อมใช้ได้แน่”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เข้ามากระซิบ “แต่กวีหนึ่งบท พาคนเข้าได้เพียงสาม พวกเรามีตั้งสิบสองคนเชียวนะ”
พูดจบ โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไป๋หลี่ พร้อมใจกันมองไปยังเฉินจี้ที่กำลังหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่......
“เฉินจี้ ยังมีกวีบทอื่นอีกหรือไม่?”
“เฉินจี้?”
“เฉินจี้ ตื่นเถิด”
ไม่ว่าโอรสอ๋องจะร้องเรียกเพียงใด เฉินจี้ก็ยังคงไม่ตื่น
โอรสอ๋องแทบคลั่งด้วยความกระวนกระวาย ทว่าไร้หนทางแก้ไข หากไม่มีบทกวี พวกตนจะเข้าไปได้อย่างไร?
ขณะนั้น ไป๋หลี่ตรึกตรองชั่วครู่ แล้วล้วงเมล็ดแตงโมทองคำเม็ดหนึ่งออกจากถุงผ้าเล็กๆ ของนาง ยัดใส่ฝ่ามือเฉินจี้
เฉินจี้ลืมตาขึ้น “มีแล้ว”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น