ตอนที่ 0064 พระโพธิสัตว์ตัวจริง



ความคึกคักในตรอกชุดขาวนั้น  ผิดแผกจากตรอกชุดแดงโดยสิ้นเชิง  หากตรอกชุดแดงเต็มไปด้วยหอนางโลม  โรงน้ำชา  สำนักคณิกา  ที่นี่กลับเรียกตัวเองว่า  ‘สำนักขับร้องเสียงใส’


ตรอกชุดขาวปูลาดด้วยอิฐเขียว  ดูเนียนสะอาดตา  บนผิวอิฐสลักลวดลายบ๊วย  กล้วยไม้  ไผ่ และเบญจมาศอันวิจิตรงดงาม


ไร้เสียงเรียกเชิญแขก  ไร้นางงามยืนพิงราวชั้น 2 ด้วยท่าทางยั่วยวน  มีเพียงเสียงกู่ฉินกู่เจิงดังแว่วจากหอจากเรือน  น้ำเสียงนางร้องอ่อนหวาน  ดุจสายน้ำไหลเอื่อย  ชวนให้ใจคนหวั่นไหว


ได้ยินแต่เสียง  ไม่เห็นตัวตน  ราวกับหญิงงามกำลังอุ้มพิณ  บดบังโฉมหน้าตัวเอง


เฉินจี้ลืมตาขึ้น  เมล็ดแตงโมทองคำวาววับหนักอึ้ง  ตกลงในอุ้งมือ


เมื่อครู่  เขามิได้จงใจรอให้เมล็ดทองตกถึงมือ  แล้วค่อยลืมตา  แต่เพราะเพิ่งถูกนักรบง้าวยักษ์เขี่ยล้มคว่ำ  เกือบไม่ได้สติกลับมา...


ขณะนั้นเอง  หน้าหอปักไหม  เกิดคึกคักขึ้นอีกครา  ดึงดูดสายตาทุกคนรอบข้าง—รถม้าจวนเฉิน  รองเจ้าเมืองหลัว  แล่นมาถึงแล้ว


รถม้ากว้างขวางจอดหน้าประตู  เฉินเวิ่นจง  เฉินเวิ่นเสี้ยว  หลินเฉาจิง  ทั้งสามลงจากรถพร้อมกัน  สนทนาพลางหัวเราะร่า  เดินมาจนถึงโต๊ะหน้าหอ


เฉินเวิ่นจงยิ้มถาม  “พี่เฉาจิง  ท่านแต่งหรือข้าแต่งดี?  กวีบทเดียวพาเข้าได้สี่คน  ใครลงมือก็ได้ทั้งนั้น”


น้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น  ราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย


หลินเฉาจิงยิ้มถ่อมตัว  “ย่อมต้องเป็นพี่เวิ่นจง  ข้าจากสำนักตงหลินมาครึ่งเดือนแล้ว  มิได้ชื่นชมกลอนท่านเสียนาน  คิดถึงยิ่งนัก  ช่วงนี้มีบทใหม่บ้างหรือไม่?”


เฉินเวิ่นจงยิ้มตอบ  “มีสิ”


บัณฑิตทั้งสาม  กิริยาองอาจสง่างาม  ยามนี้อากาศเริ่มเย็น  ต่างสวมเสื้อขนสัตว์สีขาวสะอาดตา


เสื้อขนสัตว์ก็มีระดับสูงต่ำ  ที่ทั้งสามสวมใส่คือ  ขนใต้รักแร้จิ้งจอกขาว  นับเป็นของล้ำค่าที่สุด


หลิวฉวีซิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง  เบ้ปากกระซิบกระซาบ  “ยังไม่ถึงฤดูหนาวก็ใส่ขนสัตว์กันแล้ว  ไม่อึดอัดร้อนรุ่มบ้างหรือ?  ทำไมไม่อุ้มเตาอุ่นมือมาด้วยเลยเล่า!”


ชั่วอึดใจต่อมา  คนขับรถช่วยเฉินเวิ่นจงถอดเสื้อขนออก  เขาหยิบพู่กันบนโต๊ะ  เขียนกลอนสี่บทรวดเดียวเสร็จ


เขียนจบ  เขายิ้มมองแม่นางต้อนรับสองคนหน้าหอปักไหม  “พวกเรามาสามคน  ไม่อยากเอาเปรียบหลิ่วหังโส่ว  ขอคนละบทกลอน  แลกที่นั่งชั้น 2 ห้องพิเศษ”


แม่นางต้อนรับยิ้มถาม  “แล้วเหตุใดจึงเขียนเกินมาหนึ่งบท?”


“บทนี้ถวายแด่หลิ่วหังโส่วโดยเฉพาะ”


ผู้ชมพากันโห่ร้องชื่นชม  ยกย่องเฉินเวิ่นจงว่า  นี่สิคือท่วงทีอินทรีย์เสน่หา


เฉินเวิ่นเสี้ยวยิ้มกล่าว  “พี่ใหญ่ช่างเลอเลิศ  การสอบท้องถิ่นคราวนี้  ต้องคว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนได้แน่!”


เฉินเวิ่นจงสีหน้าฉาบความไม่พอใจ  “เจ้าก็ต้องขยันบ้างนะ...ช่างเถอะ  วันนี้ไม่ทำลายอารมณ์เจ้าแล้ว”


แม่นางต้อนรับถือกลอนสี่บทขึ้นชั้น 2  ครู่เดียวก็กลับลงมา  ยิ้มพลางรายงาน  “นายหญิงข้าแจ้งว่า  คุณชายเวิ่นจงช่างคิดแยบยล  สี่บทกลอนเขียนครบทั้งซุนเซี่ยชิวตง  เรียฯเชิญท่านทั้งสามขึ้นชั้นบนได้เลย”


ธิดาอ๋องไป๋หลี่มองเฉินเวิ่นจง  แล้วหันมามองเฉินจี้  “บิดาเจ้าลำเอียงเกินไปแล้ว”


เฉินจี้อมยิ้ม  “ช่างปะไร  ตอนนี้ข้าก็อยู่ดีแล้ว”


โอรสอ๋องถอนใจ  “พี่ชายรองของเจ้า  เฉินเวิ่นเสี้ยว  ตอนอยู่สำนักตงหลินก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าเท่าไร  ข้ายังเคยเห็นเขาที่ร้านเหล้าเชิงเขาเลย  ตอนนี้กลับมาทำตัวสง่างาม  ทุกคนก็แค่เห็นแก่หน้าเฉินเวิ่นจง  ถึงให้เกียรติเขาสักหน่อย”


ไป๋หลี่ขมวดคิ้ว  “พี่  อย่านินทาคนลับหลังสิ!”


“ข้าพูดถึงเฉินเวิ่นเสี้ยว...”


“จะใครก็ไม่ได้  มันไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนควรทำ!  หากพี่ไม่พอใจเขา  ก็ควรรอด่าต่อหน้าเขาเลย!”


โอรสอ๋องยกสองมือขึ้น  “ได้ๆๆ  ข้าไม่พูดแล้ว...”


ขณะเถียงกันอยู่  แม่นางต้อนรับก็ประกาศ  “ท่านทั้งหลาย  ห้องพิเศษชั้น 2 เหลือไม่มากแล้ว  หากมีบทกวี  ก็รีบนำมาแสดงเถิด”


ได้ยินเช่นนี้ โอรสอ๋องร้อนรนขึ้นมาทันที


โอรสอ๋องอาศัยจังหวะที่คนอื่นไม่สนใจ  ย่อตัวเข้าไปกระซิบข้างเฉินจี้  “เร็วๆๆ  มีกลอนอะไรอีกไหม?”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “นอกจากบทก่อนหน้า  ควรต้องมีอีกสักสองบท  เมล็ดแตงโมทองเม็ดเดียวไม่พอหรอก”


ไป๋หลี่หยิบเมล็ดแตงโมทองอีกเม็ด  ยัดใส่ฝ่ามือเขา  พลางบ่นเสียงแผ่ว  “ยังกับขอพรพระโพธิสัตว์  ยังก็ต้องถวายเงินทำบุญอีก”


โอรสอ๋องหัวเราะ  “น้องสาว  เจ้าถวายเงินทำบุญแก่พระโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์อาจไม่สนใจเจ้า  แต่เจ้าทำบุญกับเฉินจี้  เขาตอบสนองเจ้าทันที  ให้คิดเสียว่าเขาเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  พลางเก็บเมล็ดแตงโมทองใส่แขนเสื้อ  แล้วเลือกกลอนอีกสองบท  มาสอนโอรสอ๋องเสียงแผ่ว


ไป๋หลี่ด้านข้าง  ดวงตาเป็นประกายทันที  “ทำไมมีแต่กลอนครึ่งบท?  หากเขียนทั้งบทได้คงดี  ช่างน่าเสียดายจริงๆ...นี่เจ้า!  ทำไมหลับไปอีกแล้ว?!”


เฉินจี้ไม่ตอบนาง  กลับไปต่อสู้ฆ่าฟันบนขุนเขาขจีอีกครั้ง


พอโอรสอ๋องกับไป๋หลี่มาถึงหน้าหอปักไหม  ก็มีคนจดจำพวกเขาได้  “เป็นโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไป๋หลี่แห่งจวนจิ้งอ๋อง!”


ยังมีคนกระซิบ  “โอรสอ๋องไร้สมอง  คนที่พวกบัณฑิตสำนักตงหลินเอ่ยถึงน่ะหรือ…?”


“ชู่!  เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วรึไง!”


“ไม่เป็นไร  โอรสอ๋องใจดี  ท่านไม่ถือสาหรอก”


หลักการของโลกนี้ช่างประหลาด  ยิ่งคนชั่วช้า  ผู้อื่นยิ่งไม่กล้ารังแก  แต่หากเจ้าเป็นคนดี  ใครๆ ก็กล้ามาเหยียบย่ำ


โอรสอ๋องเดินมาถึงโต๊ะ  ปลายพู่กันแล่นฉับ  เขียนกลอนสองประโยคอย่างคึกคัก  พอถึงประโยคที่สาม  เขาเบาเสียงถาม  “ไป๋หลี่  บทที่สามว่าอย่างไรแล้วนะ”


“ทั่วทั้งสหัสคีรี  ไร้วิหคแม้สักตัวโบยบิน...”  ไป๋หลี่ช่วยเตือนความจำ  โอรสอ๋องจึงเขียนประโยคที่สามลงไป


โอรสอ๋องวางพู่กัน  เงยหน้ามองแม่นางต้อนรับทั้งสอง  “เขียนเสร็จแล้ว  เพียงแต่ข้าต่างจากคนอื่น”


แม่นางต้อนรับได้ยินคนข้างๆ แจ้งถึงตัวตนของเขา  จึงยิ้มพลางเอ่ยถาม  “ขอเรียนถามโอรสอ๋อง  ต่างกันอย่างไรเจ้าคะ?”


โอรสอ๋องทำหน้าตาย่ามใจ  “คนอื่นต้องเขียนกลอนทั้งบท  ถึงเข้าประตูได้  แต่ข้าเขียนดีกว่าพวกเขา  แค่ครึ่งประโยคก็เพียงพอ!  เอาไปสิ  ส่งให้หลิ่วหังโส่วชมได้เลย!”


แม่นางต้อนรับอึ้งไปชั่วครู่  ก่อนจะหยิบกระดาษสา  แล้วรีบวิ่งขึ้นชั้นบน


“ข้าได้ยินบัณฑิตจากสำนักตงหลินคนหนึ่งเล่าว่า  โอรสอ๋องคนนี้  โดนอาจารย์ดุด่าทุกวัน  ไม่ขึ้นเขาจับไก่ป่ากระต่ายป่า  ก็ลงเขาไปกินเหล้าในเมือง  ดูพวกเขาสิ  เหมือนนักปราชญ์ตรงไหน  เอาแต่เล่นดาบเล่นมีด  พวกบ้านนอกชัดๆ”


“หลิ่วหังโส่วคงเห็นแก่ฐานะโอรสอ๋อง  คงยอมปล่อยให้ขึ้นไปกระมัง?”


“เจ้าไม่รู้หรือ?  ก่อนหน้านี้ที่แม่น้ำฉินหวยในจินหลิง  หลานชายตระกูลหูแต่งกลอนไม่ได้  ดึงดันจะขึ้นเรือ  อาละวาดใหญ่โต  รู้ไหมสุดท้ายลงเอยอย่างไร?”


“อย่างไร?”


“คุณชายตระกูลสวี  อัดหลานตระกูลหูยับเยิน  แล้วจับโยนลงแม่น้ำฉินหวยไปเลย!  ดังนั้น  ถ้าโอรสอ๋องคิดจะวางมาดก็มาผิดที่แล้ว  หลิ่วหังโส่วมีสำนักขุนนาง  มีประมุขใหญ่ตระกูลสวีคอยคุ้มครอง  ตระกูลสวีไม่ต้องไว้หน้าอ๋องผู้ครองแคว้นหรอก...”


ระหว่างนี้  ผู้คนยังคงซุบซิบนินทาไม่หยุด  โอรสอ๋องทำหูทวนลม  รอแม่นางต้อนรับลงมา  แล้วถามด้วยความอยากรู้  “แม่นาง  หลิ่วหังโส่วว่าอย่างไรบ้าง?”


แม่นางต้อนรับหัวเราะเสียงหวาน  “นายหญิงข้าแจ้งว่า  โอรสอ๋องมิได้อวดอ้าง  ครึ่งประโยคของท่าน  เทียบได้กับสิบประโยคของผู้อื่นเลย!  เชิญขึ้นชั้นบนเจ้าค่ะ!”


ผู้ชมต่างพากันตะลึง  “โอรสอ๋องไร้สมองคนนั้น  กลับแต่งกลอนได้ด้วยหรือ?”


โอรสอ๋องหรี่ตาลง  หันไปกวาดตามองฝูงชน  ต้องการหาตัวคนพูด


เมื่อเห็นโอรสอ๋องรูปงาม  หน้าตาคมคาย  ศีรษะสวมหมวกผ้าดำ  ร่างห่มชุดคลุมลายมังกร  ปักด้ายเงินอันวิจิตร  เพียงแค่เก็บรอยยิ้มเข้าไป  ปั้นหน้าขรึมขลัง  บารมีความน่าเกรงขามก็แผ่ซ่านออกมาทันที  ชั่วขณะนี้ดูไม่เหมือนอดีตนักเลงเจ้าสำราญอีกต่อไป


คนที่กล่าวคำนั้น  ก็มิใช่คนโง่งม  เพียงแต่อาศัยความโกลาหลของฝูงชน  พอเห็นโอรสอ๋องทำท่าจะโกรธ  ไหนเลยจะกล้าท้าทายบารมีท่าน  จึงรีบหดตัวหายเข้าไปในกลุ่มคน


ทันใดนั้น  ใครบางคนตะโกนขึ้นท่ามกลางฝูงชน  “จงนำบทกวีที่โอรสอ๋องเพิ่งประพันธ์  มาให้พวกเราได้ชมกันสักหน่อย  พิสูจน์ว่าหลิ่วหังโส่วเอื้อเฟื้อให้เขาหรือไม่!”


โอรสอ๋องนิ่งเงียบครู่หนึ่ง  แล้วหัวเราะเสียงดังอย่างสบายอารมณ์  ไม่สนใจสารพัดคำปรามาสอีกต่อไป  “จะว่าอย่างไรก็ตามใจพวกเจ้าเถอะ  ยังไงเสีย  ข้าก็ขึ้นชั้น 2 ได้แล้ว  ส่วนพวกเจ้าคงไม่มีปัญญา    จงแค้นเคืองให้อกแตกตายไปเลย!  เราไปดื่มสุรากันเถอะ!”


โอรสอ๋องโบกมือเป็นวงกว้าง  ท่าทางราวกับนักเลงยุทธภพผู้ใจกว้าง


เขาไม่สนใจคนเหล่านั้นอีก  เพียงหันไปโบกมือเรียกเหลียงโก่วเอ๋อร์อย่างตื่นเต้น  “เร็วๆ เข้า  หามเฉินจี้ขึ้นไปดื่มสุราด้วยกัน!”


สายตาทุกคู่หันมามองพวกเฉินจี้  


นี่หามคนนอนหลับมาด้วยหรือ?


“เหตุใดต้องใช้หลายคนหามเขาด้วย?”


“บางทีอาจพิการ  ขาเดินไม่ได้กระมัง?”


“น่าสงสารจริง”


เหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์หามเก้าอี้ไม้ไผ่เดินไปข้างหน้า  ส่วนหลิวฉวีซิงหัวเราะ  “คราวนี้เฉินจี้คงลือนามไปทั่วเมืองหลัวแล้ว”


เซ่อเติงเค่อสงสารจับใจ  “น่าจะปล่อยเขาไว้ที่โรงยา……อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกคนนินทาว่าพิการ”


เหลียงโก่วเอ๋อร์พูดอย่างไม่แยแส  “พวกเราลูกหลานยุทธภพ  ดื่มสุรากันจะขาดสหายได้อย่างไร  เขาอยู่คนเดียวที่โรงยาคงเหงาแย่  ต้องดื่มด้วยกันสิ!  ดื่มจนรุ่งเช้า  แล้วพวกเราจะหามเขาขึ้นหอกลอง  ชมพระอาทิตย์ย่ำรุ่ง  นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสาแก่ใจ!”


ตอนนี้เฉินจี้ตายแล้ว  ฟื้นขึ้นมาอีกรอบแล้ว  แต่เขายังคงหลับตาเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง  ไม่มีความกล้าพอจะลืมตา...


เขาหลับตาแน่น  ขบฟันกรอดๆ พลางพ่นวาจาผ่านซี่ฟัน  “หยุดพูดเถอะ  รีบไปกันได้แล้ว!”


เหลียงโก่วเอ๋อร์กับหลิวฉวีซิงหัวเราะลั่น  “ที่แท้ก็ตื่นอยู่นี่เอง!”


เมื่อเข้าสู่หอปักไหม  ภายในอาคารเงียบสงบหรูหรา  กลางห้องโถงยังขุดสระน้ำสี่เหลี่ยม  เลี้ยงปลาคาร์ปงามสามถึงห้าตัว


ขณะทุกคนกำลังจะขึ้นบันได  ก็มีนางกำนัลโฉมงามคนหนึ่ง  เดินสวนลงมาจากบันได  โอรสอ๋องจึงยกมือขึ้นทันที  ส่งสัญญาณให้เหลียงโก่วเอ๋อร์พาเหลียงมาวเอ๋อร์หยุดตรงหน้านางกำนัล


โอรสอ๋องตบไหล่เฉินจี้แผ่วเบา  “เฉินจี้  ลองดูแม่นางผู้นี้สิ  ช่างงดงามเหลือเกิน”


นางกำนัลยกมือปิดปาก  หัวเราะอย่างเขินอาย


เฉินจี้ไม่ยอมลืมตา  ถึงตายก็ไม่ทำเรื่องขายหน้าเช่นนี้  แต่โอรสอ๋องกลับใจดำไม่ยอมเดินต่อ


ไม่รู้ค้างอยู่นานเท่าใด  เฉินจี้ที่นั่งเกร็งเสมือนนั่งบนเบาะเข็ม  รีบลืมตาวูบหนึ่งแล้วหลับสนิททันที  ขบฟันกระทบกันจนแทบจะแตก  “ดูเสร็จแล้ว  รีบขึ้นไปเถอะ”


โอรสอ๋องหัวเราะลั่น  “แค่ดูเอง  มีอะไรต้องกลัว?  อย่าเขินสิ!”


เฉินจี้  “......”


พวกท่านไม่ได้มองข้าเป็นคนพิการก็จริง  แต่ก็ไม่ได้มองข้าเป็นคนด้วย......


โอรสอ๋องเดินมายืนข้างเก้าอี้ไม้ไผ่  แซวด้วยน้ำเสียงล้อเลียน  “ปกติเห็นเจ้าใจเย็นเป็นน้ำแข็ง  เหตุใดวันนี้จึงเคร่งขรึมนัก?”


เฉินจี้หันมามองเขา  “ท่านจะลองถูกคนหามดูบ้างไหม?”


“ฮ่าๆๆ!”  เสียงหัวเราะของทุกคน  ดังก้องขึ้นไปถึงหลังคา  ราวกับวนเวียนอยู่บนคานไม้  ไม่จางหายไปเนิ่นนาน


เฉินจี้รู้สึกอับอายยิ่งนัก  แต่อายก็ส่วนอาย  อีกใจหนึ่งก็อดหัวเราะไม่ได้  ปากก็บ่นพึมพำ  “รอให้ข้าหายดีก่อนเถอะ  จะฆ่าทิ้งเรียงตัวเลย”


......


......


บนถนนที่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง  จินจูกับหน่วยสืบลับคนหนึ่ง  แต่งกายเป็นพ่อค้ามั่งมี  กำลังแอบจับตาดูหอปักไหม


จินจูกระซิบเสียงแผ่ว  “หอปักไหมแห่งนี้  ต้องจับตาเป็นพิเศษ  เมืองหลัวกำลังอยู่ในช่วงคับขัน  วันนี้ก็มิใช่วันมงคลอันใด  การเลือกเปิดกิจการวันนี้ย่อมไม่ชอบมาพากล  อีกทั้งหลิ่วหังโส่วนั่น  อยู่จินหลิงก็ดีอยู่แล้ว  ไฉนต้องถ่อมายังเมืองหลัว?”


“ใต้เท้า  กรณีของสำนักขับร้องเสียงใส  ในยามทำพิธีตัดริ้วมงคล  การเชิญหังโส่วจากแม่น้ำฉินหวยแห่งจินหลิงมาร่วมงาน  นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้ว  ชื่อเสียงขจรขจาย  ใครๆ ก็รู้ว่าหังโส่วแห่งแม่น้ำฉินหวยนั้น  เลิศล้ำเหนือผู้ใดในแผ่นดิน”


จินจูส่ายหน้า  “ไม่เหมือนกัน  ไม่เหมือนกัน  ช่วงนี้หน้าใหม่ทุกคนที่ปรากฏตัวในเมืองหลัว  พวกเราต้องคอยสอดส่องให้ดี  รวมถึงโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องนี่ด้วย  สำนักตงหลินปิดไปเดือนหนึ่งแล้ว  ต่อให้นั่งรถม้ากลับมา  ก็ใช้เวลาแค่ราวครึ่งเดือน  แล้วอีกครึ่งเดือนพวกเขาไปที่ไหน  ทำอะไรมา?  ลองไปสืบดูหน่อย”


“ในเขตเมืองหลัว  การไปยุ่งกับจวนจิ้งอ๋อง......”


จินจูหรี่ตาลง  ยิ้มเย็นเยียบ  “หากไม่มีจวนจิ้งอ๋องคอยค้ำหลัง  ไหนเลยตระกูลหลิวจะกล้าสมคบกับศัตรู?  ต่อให้ก่อการกบฏ  พวกเขาก็ต้องหาเจ้านายองค์ใหม่มารับใช้  หากไม่มีจิ้งอ๋อง  ตระกูลหลิวจะขึ้นครองบัลลังก์เองหรือ?  เขาเหมาะสมด้วยหรือ!  ตระกูลสวี  ตระกูลเฉิน  ตระกูลฉี  ตระกูลหู  ตระกูลหยาง  ได้รุมทึ้งเขาทั้งเป็นแน่!”


จินจูเข้าใจหลักการข้อหนึ่งเป็นอย่างดี  ตระกูลหลิวต่อให้ก่อกบฏสำเร็จ  ก็ไม่อาจนั่งบัลลังก์เองได้  ดังนั้น  อีกฝ่ายจึงต้องเลือกใครสักคนมาประทับแทน


แล้วอีกฝ่ายเลือกใคร?  ฝูจวิ้นอ๋อง  ฉีจวิ้นอ๋อง  อันจวิ้นอ๋อง?  ทั้งสามองค์ยังเยาว์วัยเกินไป  ไร้ซึ่งบารมีชักนำมวลชน  มีเพียงจิ้งอ๋องที่มีคุณสมบัติเพียงพอ  ต่อการเป็นที่พึ่งให้ตระกูลหลิว


ขณะกำลังสนทนา  จินจูเห็นประจักษ์กับตาว่า  เฉินจี้ถูกเหลียงโก่วเอ๋อร์และเหลียงมาวเอ๋อร์  หามเข้าหอปักไหม  ข้างกายยังมีไป๋หลี่ธิดาอ๋องช่วยประคองที่เท้าแขน...


เขาขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว  “ข้ากินของสกปรกอะไรเข้าไป  ถึงตาฝาดได้เพียงนี้?  เจ้าลองดูทางนั้น  คนที่เหลียงมาวเอ๋อร์กับเหลียงโก่วเอ๋อร์หามอยู่  ใช่เฉินจี้หรือไม่?”


หน่วยสืบลับคนสนิทตอบเสียงแห้ง  “เป็นเขา”


จินจูยิ่งตกตะลึง  “ในจวนจิ้งอ๋อง  เจ้าหนุ่มนี่มีสถานะสูงส่งถึงเพียงนี้เชียว?!  พรุ่งนี้ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนเขาสักหน่อย  กำชับให้คอยจับตาดูโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องให้ดี  หาทางขุดคุ้ยหลักฐานที่จวนอ๋องสมคบกับราชวงศ์จิ่งออกมาให้ได้!”


......


......


เมื่อขึ้นสู่ชั้น 2 ของหอปักไหม  ก็พบว่าที่นี่ตกแต่งพิสดาร  ห้องนั่งเล่นส่วนตัวทุกห้อง  ถูกม่านผ้าโปร่งหลายชั้นที่ห้อยลงมาจากเพดานกั้นไว้  ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก


โอรสอ๋องแปลกใจ  “นี่หมายความว่ายังไง?  นั่งอยู่หลังม่านแบบนี้  จะมองเห็นหลิ่วหังโส่วได้อย่างไร?”


นางกำนัลอธิบายข้างกาย  “นี่เป็นการละเล่นของคืนนี้เจ้าคะ  ฤดูใบไม้ร่วงอากาศสดชื่น  คุณหนูของข้าจึงให้ใช้ฤดูใบไม้ร่วงเป็นหัวข้อ  ทุกคนต้องแต่งกลอนเกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วงสามบท  ม่านที่กั้นห้องนั่งเล่นมีสามชั้น  แต่งได้หนึ่งบทก็เปิดม่านหนึ่งชั้น  แต่งครบสามบทจึงจะพบคุณหนูของข้าได้”


โอรสอ๋องกวาดตามองรอบด้าน  เห็นนางกำนัลกำลังเปิดม่านสามชั้นที่ห้องของเฉินเวิ่นจง  อีกฝ่ายแต่งกลอนครบทั้งสามบทเสร็จแล้ว


มองไปยังห้องนั่งเล่นอีกห้อง  มีผู้ยื่นกระดาษสาออกมาจากหลังม่าน  ไม่นานนัก  นางกำนัลก็มาเปิดม่านออก  เผยให้เห็นหลิวหมิงเสี่ยนนั่งตัวตรง  วางมาดเคร่งขรึมอยู่ด้านใน


โอรสอ๋องหันมองเฉินจี้โดยไม่รู้ตัว  แต่เฉินจี้กลับผล็อยหลับไปอีกรอบแล้ว


เขาเร่งเร้า  “ไป๋หลี่  เร็วเข้า  ถวายเงินบริจาค!”


ไป๋หลี่ธิดาอ๋องหยิบเมล็ดแตงโมทองสามเม็ดจากถุงเล็ก  ยัดใส่อุ้งมือเฉินจี้  แต่ครานี้  เฉินจี้ที่นอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่กลับไม่ยอมตื่น


โอรสอ๋องอุทานแผ่วเบา  “แย่แล้ว  ให้เงินยังไม่ได้ผล  เขากลายเป็นพระโพธิสัตว์ตัวจริงไปแล้ว!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0107
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง