ตอนที่ 0065 ตรอกชุดแดง



ชั้นสองของหอปักไหม  มีห้องนั่งเล่นส่วนตัวยี่สิบเอ็ดห้อง  ม่านผ้าโปร่งสีขาวระย้า  ทอดลงมาจากเพดานดุจสายน้ำตก  รอบด้านประดับประดาด้วยแจกันดอกไม้สด  ที่เพิ่งเด็ดมาในยามเช้า  บรรยากาศงดงามราวกับแดนสวรรค์


ทว่าม่านบังตาของห้องนั่งเล่นอื่นๆ  ถูกนางกำนัลเปิดออกไปเรียบร้อยแล้ว  เหลือเพียงสามห้องของโอรสอ๋องที่ยังคงปิดอยู่


ในห้องแรกมีโอรสอ๋อง,  ไป๋หลี่,  เฉินจี้,  เหลียงโก่วเอ๋อร์  และเหลียงมาวเอ๋อร์นั่งล้อมวง  ส่วนอีกสองห้องเป็นของเซ่อเติงเค่อ,  หลิวฉวีซิง  พร้อมด้วยเหล่าคนยุทธภพที่มาด้วยกัน


เหลียงโก่วเอ๋อร์ไม่ได้ใส่ใจอะไร  แม้ม่านจะยังไม่ถูกเปิด  แต่นางกำนัลก็ยังคงนำอาหารและสุรามาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง  เขารำคาญที่จอกเหล้าของสำนักขับร้องเสียงใสเล็กเกินไป  จึงเปลี่ยนมาใช้ชามแทน


โอรสอ๋องพับแขนเสื้อขึ้น  นั่งนิ่งอยู่หลังม่านบังตา  หน้าโต๊ะหนังสือ  ถือพู่กัน  บีบคั้นสมองจนสุดกำลัง  ก็ยังแต่งกลอนไม่ออกสักบท


เขาค่อยๆ หันมองเฉินจี้ที่ยังคงหลับสนิทพร้อมสีหน้าขมุกขมัว  คงหวังพึ่งไม่ได้แล้ว


เขาหันไปมองเหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์...ช่างเถอะ!


ในที่สุดเขาก็หันไปหาไป๋หลี่  “เอ่อ...ไป๋หลี่  เจ้าช่วยแต่งกลอนสักบทได้ไหม?  ข้าจำได้ว่า  เจ้าเคยแต่งมาก่อน”


ไป๋หลี่ทำหน้าลำบากใจ  “ข้าเขียนอะไรออกมา  ก็ถูกท่านอาจารย์ตำหนิว่า ‘มั่วซั่วไร้แบบแผน’ เสมอ  ข้าเขียนไม่เป็นหรอก  เขียนออกมาก็ได้แต่ขายหน้า”


เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะร่า  “สำนักขับร้องเสียงใสนี่  ชอบวางท่าลึกลับ  ต้องการแค่เงินทองแท้ๆ  แต่กลับตั้งข้อกีดกันมากมาย...แล้วพวกบัณฑิตนักปราชญ์ก็ดันชอบเสียด้วย!  ข้าว่าตรอกชุดขาวสู้ตรอกชุดแดงไม่ได้หรอก  โปร่งใสตรงไปตรงมากว่า  แม่นางเยียนเอ๋อร์แห่งจินฟาง  กินเหล้าเก่งเป็นเลิศ  เจ้าดื่มไปกี่จอก  นางก็ดื่มตามเท่านั้นจอก  ช่างสาแก่ใจจริงๆ”


เหลียงมาวเอ๋อร์ยักคิ้ว  “พี่  ท่านชอบนางเพราะกินเหล้าเก่งแน่หรือ?  อย่าให้ข้าแฉนะ!”


ขณะนั้น  เสียงหัวเราะของเฉินเวิ่นเสี้ยวดังมาจากนอกม่าน  “อ้าว  ยังมีม่านสามห้องที่ไม่ยอมเปิดอีกหรือ  สหายข้างในกำลังคิดว่า  แบบนี้จะดูสงบกว่าหรือ?”


โอรสอ๋องโต้กลับทันควันผ่านม่านบังตา  “กลอนวิเศษย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจ  ได้มาด้วยฝีมือที่ลงตัว  แต่งกลอนไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ  หากแต่เป็นความประณีต  ถ้าไม่งดงามพอ  แต่งมากมายไปจะมีประโยชน์อันใด?  ข้ามองว่า  การละเล่นของหลิ่วหังโส่วค่อนข้างเร่งรีบ  บังคับให้ทุกคนรีบแต่งกลอนเกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วงสามบททันที  ไอ้แต่งมันก็แต่งได้หรอก  แต่รีบร้อนไป  มันจะได้อะไรดีๆ ออกมา?  ท่านทั้งหลายคิดว่า  กลอนที่ตนเพิ่งแต่งเมื่อครู่  จะสืบทอดไปชั่วกัลปาวสานได้หรือ?”


นอกม่านเงียบสงัด  บ้างก็ครุ่นคิดถ้อยคำของโอรสอ๋อง  บ้างก็ใคร่ครวญประโยคแปดคำว่า  ‘กลอนวิเศษย่อมเกิดจากแรงบันดาลใจ  ได้มาด้วยฝีมือที่ลงตัว’


เฉินเวิ่นจงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง  “ฟังไม่ชัด  เปิดม่านแล้วค่อยคุยกัน”


โอรสอ๋อง  “...”


เขาหันไปมองเฉินจี้  ได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับการตื่นของเฉินจี้


โอรสอ๋องถามด้วยความกังวล  “เฉินจี้ยังไม่ตายใช่ไหม?”


“ยังหรอก  เขายังหายใจอยู่เลย”  ธิดาอ๋องไป๋หลี่คิดอยู่ครู่แล้วกล่าว  “คงเพราะบาดเจ็บอยู่  แล้วยังถูกพวกท่านหามออกมาวุ่นวาย  คงเหนื่อยมากแน่ๆ”


“ถ่วงเวลาอีกสักพัก  ดูว่าเขาจะตื่นไหม”


...


...


เฉินจี้ยังไม่ตื่น  เพราะกำลังฆ่าฟันจนมืดฟ้ามัวดิน  


บนยอดขุนเขาขจี  เฉินจี้กับนักรบง้าวยักษ์  ต่างหอบหายใจถี่กระชั้น  เมื่อครู่ทั้งสองประมือกัน  ทดสอบฝีมือนับร้อยกระบวนท่า  แต่ไม่มีใครเอาชนะอีกฝ่ายได้


ซวนหยวนเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมกษัตริย์สีดำเมื่อไรไม่ทราบ  ชายคลุมปักด้วยด้ายทอง  เป็นรูปกลุ่มดาวจื่อเว่ยหยวนอยู่ตรงกลาง  มีกลุ่มดาวไท่เว่ยหยวนและเทียนซื่อหยวนประกบสองข้าง


(* “สามกำแพงท้องฟ้า” แห่งระบบกลุ่มดาวโบราณจีน)


เกราะทองคำกับธงราชัน  ก็หายไปไหนไม่อาจทราบได้


ซวนหยวนนั่งขัดสมาธิเคร่งขรึมบนก้อนหินใหญ่  แม้เพียงนั่งบนหิน  แต่กลับยังดูเหมือนจักรพรรดิประทับบนบัลลังก์ทองคำ


สีหน้าของเขาน่าเกรงขาม  สงบนิ่ง


เฉกเช่นสีดำของชุดคลุมกษัตริย์บนเรือนร่าง  ทั้งเย็นชา  มีเหตุผล  และไม่อาจโต้แย้ง


ซวนหยวนเห็นทั้งสองไม่ลงมือ  จึงเอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงเฉยเมย  “รบกันมาสองก้านธูปแล้ว  จะอืดอาดไปถึงเมื่อไร?  บนสมรภูมิจริง  กองทัพประจันหน้ากันแน่นขนัด  จะมีเวลาให้เจ้าหอบหายใจที่ไหน!”


นักรบง้าวยักษ์ได้รับคำสั่ง  ก็พลันกวัดแกว่งง้าวสำริด  พุ่งเข้าโจมตีดุจพายุ


เฉินจี้ไม่หลบตา  จ้องมองคมง้าวที่ฟาดฟันมาอย่างไม่วางตา  ร่างกายเพียงเอนไปด้านหลังเล็กน้อย  คมง้าวผ่านหน้าสันจมูกของเขา  แต่ไม่ทำร้ายเขาเลยสักนิด


การหลบครั้งนี้ช่างประณีตบรรจง  ราวกับหายใจไปพร้อมกับสรรพสิ่ง  เป็นไปตามธรรมชาติ  ยกของหนักได้ดุจของเบา


ในร่างเฉินจี้  เตาไฟลุกโชนแล้วสิบหกดวง  กำลังภายในล้นเหลือเหนือคนธรรมดา  แม้ประชันพละกำลังกับสายลับราชวงศ์จิ่ง  ก็ยังได้เปรียบอย่างมั่นคง


แต่เขาเพิ่งได้พลังมหาศาลมาไม่นาน  ยังไม่คุ้นชินกับร่างกายตนเอง  ไร้เคล็ดวิชาในการออกพลัง


เคล็ดวิชาการออกพลัง  เปรียบดั่งคานงัด  หากไม่มีคานงัดนี้  พลังสิบส่วนก็ใช้ได้แค่แปดส่วน  แต่หากมีคานงัดนี้  พลังสิบส่วนก็อาจบังเกิดผลถึงสิบสองส่วน


บัดนี้  เฉินจี้ได้ทราบแล้วว่า  ร่างกายของตนเป็นเช่นไร  พลังของตนซ่อนอยู่ที่ใด!


แต่นักรบง้าวยักษ์ก็มิใช่มือสมัครเล่น  เมื่อเห็นว่าง้าวพลาดเป้า  ก็พลันบิดเอวหมุนตัว  อาศัยพลังเอวสะโพก  เปลี่ยนทิศทางคมง้าวอย่างเต็มกลืน


ท่ากวาดพันทหารที่แต่เดิมฟาดจากซ้ายไปขวา  กลับพลิกแพลงกลับทิศงัดขึ้น!


คมง้าวเฉือนผ่านอกเฉินจี้  ทิ้งรอยแผลเป็นทางยาว  ขัดขวางการลอบโจมตีตามจังหวะของเฉินจี้


ทว่าเฉินจี้ที่ได้รับบาดเจ็บ  กลับไม่ก้มลงดูแผล  ยังคงจับจ้องนักรบง้าวยักษ์อย่างไม่วางตา  ราวกับบาดแผลไร้ความเจ็บปวด  บรรจงย่อตัวลงดุจเสือดาว


แม้บาดเจ็บ  แต่ไม่มีทีท่าว่าจะเสียเปรียบ


ซวนหยวนเคยกล่าวว่า  เฉินจี้สูญเสียสัญชาตญาณการต่อสู้ไปแล้ว  แต่ทันใดนั้น  เขาก็ตระหนักว่าตนคิดผิด


ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวัน  เขาได้เห็นกับตาว่า  อีกฝ่ายเปลี่ยนจากการหนีอย่างจนตรอกไปทั่วขุนเขา  มาเป็นการประจัญบานกับนักรบง้าวยักษ์ได้อย่างสูสี


ฝีเท้า  กระบวนท่า...หรือแม้กระทั่งเคล็ดการออกพลัง  ก็ล้วนยังดูหยาบกระด้าง  แต่กลับเป็นธรรมชาติยิ่ง


หมัดและเท้าที่ออกไปอย่างสะเปะสะปะ  อาจดูรีบร้อนเทอะทะ  แต่กลับเต็มไปด้วยความรุนแรง  เต็มไปด้วยอำนาจอันเถรตรง


“แค่หกชั่วยามเท่านั้น…”  ซวนหยวนถอนหายใจแผ่วเบา


สัญชาตญาณการต่อสู้ในร่างของอีกฝ่าย  ดุจกระบี่อมตะที่ไม่เห็นแสงสว่างมาหมื่นปี  กำลังถูกขัดเช็ดฝุ่นออกทีละน้อย


แม้ซวนหยวนจะคิดเช่นนั้น  แต่ปากกลับเย้าหยันว่า  “หกชั่วยามแล้ว  ยังเอาชนะไม่ได้อีกหรือ?  นักรบง้าวยักษ์ผู้นี้  เป็นแค่ทหารในกองทัพข้าเองนะ”


เฉินจี้หอบหายใจ  พลางมองไปยังนักรบง้าวยักษ์  ยิ้มพูดว่า  “เขาคนนี้ปากเสีย  ท่านอย่าถือสาเลย  ท่านเก่งกาจมากแล้ว  ข้าสู้ท่านไม่ได้ก็เรื่องปกติ”


ซวนหยวนเลิกคิ้ว


เฉินจี้สีหน้าอิดโรย  รบอย่างดุเดือดมาหกชั่วยามเต็ม  นักรบง้าวยักษ์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม  ด้วยพลังเต็มเปี่ยมไม่แปรเปลี่ยน  แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้


ทุกนาที  ทุกวินาที  ขณะนี้ล้วนเป็นการทรมานสำหรับเขา


หนึ่งวันมานี้  เขาตายไปแล้วกี่ครั้ง?


สี่สิบครั้ง?  หรือหกสิบครั้ง?


เลิกนับไปนานแล้ว


ชั่วขณะหนึ่ง  เฉินจี้เคยคิดว่า  ยอมแพ้เสียดีกว่า  เคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่นี้ไม่เรียนก็ได้


แต่เมื่อคิดว่า  ตนได้เรียนรู้บางสิ่งเพิ่มเติม  มีความมั่นใจมากขึ้นอีกนิด  ไฟแห่งการต่อสู้ก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่


วินาทีต่อมา  นักรบง้าวยักษ์กวัดแกว่งง้าว  พุ่งเข้ามาอีกครั้ง  เฉินจี้ขยับตัว  แต่กลับกระทบแผลบนหน้าอก  ทำให้การเคลื่อนไหวชะงักงัน  ร่างเอียงหลบไม่ทัน  เนื้อที่แขนซ้ายถูกเฉือนหลุดไปเป็นแผ่น!


การโจมตีครั้งนี้เป็นจุดพลิกผัน  นับแต่นั้นมา  เฉินจี้ได้แต่หลบหนีอย่างจนตรอก  ไม่มีโอกาสรุกรานอีกเลย


ซวนหยวนเยาะเย้ยเฉินจี้  “ข้าว่าเจ้าเลิกหวังดีกว่า  เอาแบบนี้ไหม  เจ้าปล่อยให้ข้ากลับสู่โลกมนุษย์เถอะ  ทิ้งคำสั่งเสียมาเลย  อยากฆ่าใคร  ข้าจะฆ่าให้”


“ข้าจัดการเองดีกว่า”  เฉินจี้หลบหลีกการโจมตีของนักรบง้าวยักษ์  พลางหอบหายใจ


“โฮ่?  เจ้าผูกพันกับโลกมากหรือ?”


“ข้ายังมีแมวอีกตัว  หากข้าไม่อยู่  มันจะเป็นอย่างไร”


ซวนหยวนงุนงง  “...แมว?”


“ข้าเพิ่งได้สหายใหม่มาสองสามคน”


ซวนหยวนหัวเราะลั่น  “เจ้าก็ต้องการสหายด้วยหรือ?  เจ้าเคยพูดเองมิใช่หรือว่า  เจ้าไม่ต้องการสหายแล้ว!”


“เราเคยเป็นสหายกันหรือ?”


“ใช่  แต่แล้ววันหนึ่งก็ไม่ใช่  เรื่องมันนานมาแล้ว”


“งั้นก็รู้จักกันใหม่สิ”


เมื่อง้าวสำริดฟาดลงมาในแนวตั้งอีกครั้ง


เฉินจี้ก็รีบโน้มตัว  พุ่งเข้าหานักรบง้าวยักษ์  ดวงตาของเขาตรึงไว้กับคมง้าวของอีกฝ่ายราวกับตะขอ


คมพระจันทร์เสี้ยวของง้าวสำริด  ฟาดลงมาเหนือศีรษะ  นักรบง้าวยักษ์เตรียมรับมือการหลบหลีกและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ของเฉินจี้ไว้แล้ว  แต่ครั้งนี้เฉินจี้กลับไม่หลบ!


เห็นเพียงเฉินจี้เร่งความเร็วขึ้นอีก  พุ่งผ่านจุดที่คมพระจันทร์เสี้ยวฟาดลง  มาถึงตรงลำหอก  มือทั้งสองประคองด้ามหอกเรียวยาวราวกับแบกภูเขา  หยุดวิถีการตกของง้าวสำริดไว้ได้อย่างเต็มกลืน!


นักรบง้าวยักษ์พยายามชักง้าวสำริดกลับคืน  ทว่ากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเฉินจี้ดึงลำง้าวไว้แน่น  สองมือสะบัดอย่างแรงกล้า!


“ปล่อย!”


พลังอันแข็งแกร่งส่งผ่านลำง้าวสำริด  สั่นสะเทือนจนนักรบง้าวยักษ์ต้องปล่อยมือโดยไม่ตั้งใจ  กระบวนท่าแย่งชิงอาวุธอันแปลกประหลาดนี้...แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่นักรบง้าวยักษ์เพิ่งใช้ไป  แต่กลับถูกเฉินจี้ขโมยเรียนเป็นของตัวเอง!


“นี่มัน…!”  ซวนหยวนเบิกตากว้าง  วิชาชิงอาวุธ  ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนนับพันนับหมื่นครั้ง  ถือเป็นวิชาลับในกองทัพของเขา  ทว่ากลับถูกขโมยเรียนได้ภายในวันเดียว


เห็นเพียงเฉินจี้หมุนง้าวสำริดราวกับจันทร์เพ็ญ  บีบคั้นจนนักรบง้าวยักษ์ต้องถอยร่นไม่หยุด  แน่นหนาจนน้ำซึมไม่ผ่าน


ชั่วพริบตา  ฝ่ายหนึ่งไล่  ฝ่ายหนึ่งถอย  นักรบง้าวยักษ์ถอยร่นจนถึงขอบขุนเขาขจี  ไม่อาจถอยต่อไปได้อีก  จำต้องหยุดยืน  ทว่าง้าวสำริดในมือเฉินจี้มิได้ฟันลงบนร่างเขา  หากแต่หยุดนิ่งตรงลำคอ


“เป็นไงบ้าง?”  เฉินจี้ถามพลางหอบหายใจ  “ตอนนี้จะยอมสอนข้าได้หรือยัง?”


ความปีติยินดีจากชัยชนะที่ห่างหายไปนาน  อบอวลเต็มดวงใจ


ท่ามกลางลมหายใจอันร้อนระอุ  เฉินจี้เหมือนได้ข้ามผ่านขุนเขาสูงชัน  ที่ไม่อาจพิชิตได้อีกลูกหนึ่ง  ดุจปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา  แลเห็นอรุณรุ่งทะลุทะลวงม่านเมฆ  ทั้งสงบนิ่งทั้งอิ่มเอมใจ


ซวนหยวนประทับบนศิลาใหญ่  เอ่ยวาจาเนิบนาบ  “แค่นี้ก็พอใจแล้วหรือ?  ฝีมือของเจ้า  ในกองทัพข้า  ยังเป็นได้เพียงทหารปลายแถวคนหนึ่ง”


“อืม?”  เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย


ทันใดนั้น  ซวนหยวนหันไปยังแถวทหารที่ถูกกาลเวลาหยุดนิ่ง  แล้วโบกมือเรียก  


นักดาบคาบดาบยาวผู้หนึ่ง  ก้าวออกจากแถว  เดินขึ้นมาบนขุนเขาขจี  คุกเข่าลงต่อหน้าซวนหยวน  “ฝ่าบาทเชิญรับสั่ง”


ซวนหยวนชี้ไปทางเฉินจี้  “เจ้าหนุ่มนี่คุ้นเคยกับวิถีโจมตีของนักรบง้าวยักษ์แล้ว  คราวนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าลงมือ”


เฉินจี้เบิกตาโพลง  เหลือบมองกองทหารใต้เขาที่มีอาวุธครบสิบแปดประการ  สีหน้าบิดเบี้ยวในทันที “วันนี้รบต่อไม่ไหวแล้ว  สหายข้ายังรอดื่มสุราอยู่  พรุ่งนี้ค่อยพบกันใหม่!”


กล่าวจบ  เขากระโจนลงหน้าผาด้วยตนเอง  ร่วงลงสู่เบื้องล่างขุนเขาขจี


ซวนหยวนจ้องมองขอบผาอันว่างเปล่า  รำพันด้วยความทึ่ง  “ข้าคงต้องทำความรู้จักเจ้าใหม่จริงๆ”


......


......


บนหอปักไหมชั้น 2  ม่านกั้นห้องพิเศษทั้งสามยังไม่ถูกเปิดออก


เหลียงโก่วเอ๋อร์ดื่มจนหน้าแดงก่ำแล้ว  ทว่าโอรสอ๋องยังคงนั่งเกาหัว  ขย้ำหูอยู่หน้าโต๊ะ  “ลม...ลมฤดูหนาวจะแต่งกลอนอะไรได้บ้างนะ”


ทันใดก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างกาย  “ข้าตื่นแล้ว”


โอรสอ๋องหันไปมอง  เห็นเฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย  ดุจเสือหิวโหยกำลังล่าเหยื่อ


ไป๋หลี่บ่นพึมพำ  “ฝันอะไรมา  กลิ่นอายสังหารถึงได้คละคลุ้งเช่นนี้?”


โอรสอ๋องดีใจเป็นล้นพ้น  กดเสียงต่ำพลางเอ่ยปาก  “เจ้าตื่นสักที  กลอนเก้าบทต้องรีบแต่ง  รอเจ้าอยู่นี่แหละ!”


เฉินจี้มองเมล็ดแตงโมทองในมือ...แม้แต่สิ่งนี้ก็ยังปลุกตนไม่ตื่นเชียวหรือ?


เขาเก็บเมล็ดแตงโมทองเก้าเม็ดเข้าแขนเสื้อ  พลางเอ่ยหลังจากไตร่ตรอง “เก้าบทสินะ…ธิดาอ๋องไป๋หลี่  ข้าว่า  ท่านเขียนดีกว่า”


ไป๋หลี่ดวงตาเป็นประกาย  “ดี  ข้าเขียนเอง”


ทว่าขณะที่คนหนึ่งพูด  คนหนึ่งเขียน  กลับได้ยินเฉินเวิ่นเสี้ยวถามจากนอกม่านอีกครา  “สหายในห้องพิเศษทั้งสาม  ยังแต่งกลอนเกี่ยวกับลมฤดูหนาวไม่ได้อีกหรือ?  หากท่านชักช้าไม่เขียน  มิใช่ว่าจะเสียเวลาสนทนากับหลิ่วหังโส่วกันหมดหรอกหรือ?”


โอรสอ๋องยิ้มตอบ  “กำลังเขียนอยู่  กำลังเขียนอยู่”


เฉินเวิ่นเสี้ยวกล่าว  “หากเขียนได้จริง  เหตุใดต้องรอจนถึงบัดนี้”


เสียงหัวเราะของหลินเฉาจิงดังขึ้น  “ข้าจำได้แล้วว่า  สหายหลังม่านเป็นใคร  ที่แท้ก็โอรสอ๋องนี่เอง  เอาแบบนี้ไหมพี่เวิ่นจง  แค่กลอนเก้าบทเกี่ยวกับลมฤดูหนาว  ท่านกับข้าเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับโอรสอ๋องมาสามปี  ยื่นมือช่วยเขาสักหน่อยเถิด  ข้าแต่งสี่บท  ท่านแต่งห้าบท  แล้วทำเหมือนโอรสอ๋องแต่งเอง  เปิดม่านออกเสียที”


เฉินเวิ่นจงลังเล  “ดูจะไม่เหมาะนัก”


หลินเฉาจิงอมยิ้ม  “งั้นข้าแต่งทั้งเก้าบทเอง”


เห็นเพียงเขาพับแขนเสื้อ  เรียกนางกำนัลหอปักไหมมาจัดพู่กันหมึกกระดาษ  ปลายพู่กันลิ่วเดียว  บทกลอนก็สำเร็จลงทันที


ผู้คนรุมล้อมเข้ามาดู  เห็นเพียงเขาแต่งกลอนทั้งเก้าบทรวดเดียวจบ  ราวกับหยิบฉวยมาได้ง่ายดาย


หลินเฉาจิงส่งบทกลอนให้นางกำนัล  “ลองนำไปให้นางหลิ่วหังโส่วชมสักหน่อย  หากพอใช้ได้  ก็เปิดม่านฝั่งโอรสอ๋องออกเถิด”


นางกำนัลยิ้มจาง  “ไม่ต้องให้หลิ่วหังโส่วดูหรอกเจ้าค่ะ  แม้แต่สาวใช้ต่ำต้อยอย่างข้า  ก็ยังมองออกว่ากลอนเหล่านี้งดงาม  ข้าจะไปเปิดม่านเดี๋ยวนี้”


อันที่จริง  ม่านห้องพิเศษทั้งสาม  ซึ่งไม่ถูกเปิดเป็นเวลานาน  ทางหอปักไหมก็เริ่มร้อนรนแล้วเหมือนกัน


ทว่าโอรสอ๋องได้ยินเฉินจี้เอ่ยวาจาทุกคำล้วนไพเราะ  พลางเห็นไป๋หลี่ตวัดปลายพู่กันว่องไวดุจบินได้  ก็เริ่มเกิดความร้อนรุ่มขึ้นมา  “เดี๋ยว!  พวกเราเขียนเองได้  อย่าเปิด!”


แต่คำพูดนี้ช้าไปแล้ว


ผ้าม่านทยอยถูกเปิดออกทีละชั้น  ห้องพิเศษทั้งสามปรากฏต่อสายตาทุกคน


เหลียงโก่วเอ๋อร์กำลังดื่มสุราอึกใหญ่  เมาไปครึ่งทางแล้ว  เหลียงมาวเอ๋อร์กินกับข้าวจานแล้วจานเล่า  ราวกับกินโต๊ะจีนไม่มีวันจบ


มองไปยังเซ่อเติงเค่อ  หลิวฉวีซิง  และชาวยุทธภพคนอื่นๆ  ก็ไม่ต่างกันนัก  บนโต๊ะเกลื่อนกลาดระเนระนาด


พรืด!  เฉินเวิ่นเสี้ยวหัวเราะก้องกังวาน  “นี่มันอะไรกัน  กินดื่มสำราญกันแล้ว?”


หลินเฉาจิงนั่งตัวตรงหลังโต๊ะ  สีหน้าเคร่งขรึม  “คืนนี้นับว่าพิเศษ  ไม่บ่อยนักที่หลิ่วหังโส่วจะออกจากแม่น้ำฉินหวย  มาเยือนเมืองหลัว  หากนางเห็นบรรดานักปราชญ์เมืองหลัวมีกิริยาเช่นนี้  จะผิดหวังสักเพียงใด?  โอรสอ๋อง  คืนนี้เป็นงานชุมนุมนักปราชญ์  เหตุใดต้องพาพวกนักดาบหยาบคายเหล่านี้มาเที่ยวชมด้วย?”


โอรสอ๋องมองหน้าหลินเฉาจิง  “ข้าก็แต่งกลอนได้ถึงขึ้นมา  พวกเจ้ามาได้  สหายข้ามาไม่ได้หรือ?”


หลินเฉาจิงส่ายหน้า  “มิใช่ว่ามาไม่ได้  แต่มาแล้วไม่เหมาะ  สหายยุทธภพเหล่านี้  ไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง  เดินเที่ยวตรอกชุดแดงดีกว่า  ย่อมเข้ากันกับฐานันดรศักดิ์ของพวกเขา...มาที่นี่มิใช่ฟุ่มเฟือยเกินไปหรอกหรือ?”


โอรสอ๋องถามเสียงทุ้มต่ำ  “คนแบบใดควรไปตรอกชุดแดง?”


“ย่อมเป็นพวกหยาบช้า  ชอบเที่ยวหอนางโลม”


โอรสอ๋องถามเสียงทุ้มต่ำอีกครา  “แล้วคนแบบใดจึงเหมาะกับตรอกชุดขาว?”


“ย่อมเป็นคนมีวิชาความรู้  มีฐานันดรศักดิ์เช่นท่านกับข้า”


โอรสอ๋องบรรจงลุกขึ้นยืน  ทุกคนคิดว่าเขาโกรธแค้น  จะลงมือกับหลินเฉาจิง  ทว่าเขากลับหันไปคารวะเซ่อเติงเค่อและพวกพ้อง  กล่าวขอโทษว่า  “ขออภัยทุกคนด้วย  วันนี้เพราะข้าหุนหันพลันแล่น  จึงพาพวกเจ้ามาพบคนโง่เขลา  จองหองพองขนเช่นนี้  ข้าขอสารภาพผิดต่อทุกคน  หากตรอกชุดขาวมีแต่นักปราชญ์พรรค์นี้  ต่อไปพวกเราไม่มาก็ได้!  ข้าถูกดูหมิ่นคนเดียวไม่เป็นไร  แต่ลากสหายมาอับอายด้วยกัน  นับเป็นความผิดของข้า  ไปกันเถอะ!”


เหลียงโก่วเอ๋อร์งุนงง  “โอรสอ๋อง  พวกเราจะไปไหน?”


โอรสอ๋องยืดกายตั้งตรง  หัวเราะเสียงดังกังวาน  “ไปเถอะ!  ไปดื่มสุราเคล้านางงามที่ตรอกชุดแดง!”


กล่าวจบ  เขาสะบัดแขนเสื้อ  นำหน้าเดินลงบันไดไป


เหลียงโก่วเอ๋อร์กับเหลียงมาวเอ๋อร์หามเก้าอี้ไม้ไผ่ของเฉินจี้ตามไป  คนทั้งหมู่ร่วมทุกข์ร่วมสุข  ไม่มีท่าทีหดหู่แต่อย่างใด  ราวกับกำลังไปร่วมงานมงคลสมรส


ไป๋หลี่นั่งนิ่งหลังโต๊ะ  มือถือพู่กัน  เหม่อมองฝูงชนพลุกพล่านจากไป


นางอ้าปากค้าง  พูดอะไรไม่ออก...นางเพิ่งจดบทกวีที่เฉินจี้ท่องให้ฟังเสร็จเมื่อครู่นี้เอง


โอรสอ๋องร้องเรียกจากบันได  “ไป๋หลี่  เร็วเข้า!”


ไป๋หลี่ตั้งใจจะหอบบทกวีที่เขียนเสร็จไปด้วย  แต่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  กลับวางม้วนกลอนที่พับไว้ลง  แล้วจึงวิ่งตามลงไป  “มาแล้วๆ!”


หอปักไหมชั้น 2 กลับสู่ความเงียบสงบอีกครา  เฉินเวิ่นจงถลึงตาใส่เฉินเวิ่นเสี้ยวอย่างดุดัน  แล้วจึงลุกเดินมายังโต๊ะของโอรสอ๋อง  หยิบบทกวีที่เขียนเสร็จมาอ่าน


เพียงอ่านแวบเดียว  ก็ตะลึงงันไปทันที


“เถาวัลย์เหี่ยวแห้ง  ไม้แก่กาดำ  สะพานน้อยน้ำไหลริมบ้านเรือน  หนทางเก่าลมประจิมม้าผอมซูบ  ตะวันรอนคล้อยต่ำ  คนอกสลายร่อนเร่ปลายแดนดิน”


ไร้อักษร ‘ฤดูหนาว’ แม้แต่ตัวเดียว  ทว่าอ่านแล้วกลับรู้สึกถึงลมสารทหนาวเหน็บ  เศร้าเหงาใต้สะพาน


(จบตอน)  

______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0109
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง