ตอนที่ 0066 วันอันงดงาม
เฉินเวิ่นจงยืนอยู่ข้างโต๊ะ มือประคองกระดาษสา พลางท่องกลอนฤดูใบไม้ร่วงทีละวรรคในใจ สงบนิ่งราวกับหยกใส
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในดวงใจของเขา กลับมีความเสียดายและความผิดหวังแล่นผ่านขึ้นมา
สิ่งที่เขาเสียดายคือ บทกวีเหล่านี้ นอกจาก ‘เถาวัลย์เหี่ยวแห้ง ไม้แก่กาดำ’ แล้ว ที่เหลือล้วนมีเพียงวรรคเดียว แต่ละวรรคแม้จะงดงามเพียงใด แต่ก็ขาดความเพียบพร้อมทางอารมณ์ มิอาจนับเป็นผลงานที่สมบูรณ์
เฉินเวิ่นจงเพิ่งจะวางกระดาษสาลง แต่กลับหยิบขึ้นมาอีก...ความไม่สมบูรณ์ของแต่ละวรรคนี้เอง กลับทำให้เขารู้สึกคันใจยากจะทานทน
เขาพินิจลายมือบนกลอน ลายมืองดงามบรรจง แน่นอนว่ามิใช่ฝีมือโอรสอ๋อง
เฉินเวิ่นจงหวนนึกถึงตอนที่นางกำนัลเปิดม่านออกก่อนหน้านี้ ไป๋หลี่ธิดาอ๋องกำลังถือพู่กันอยู่ เป็นฝีมือของธิดาอ๋องงั้นหรือ? หากได้พบธิดาอ๋องอีกครั้ง จะต้องถามให้ได้ว่า กลอนที่สมบูรณ์เป็นเช่นไรกันแน่
บุตรชายคนโตแห่งจวนเฉินเมืองหลัวผู้นี้ หลงใหลในบทกวี จนลืมไปสนิทว่า เฉินจี้น้องชายของตน ก็อยู่ในละแวกเมื่อครู่ด้วย
“พี่ เป็นอะไรหรือ เหตุใดจึงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น?” เฉินเวิ่นเสี้ยวเอ่ยถาม
“หือ? ข้ากำลังอ่านกลอนอยู่” เฉินเวิ่นจงสะดุ้งตื่นจากภวังค์
ขณะนั้น หลินเฉาจิงก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา อยากเห็นว่าเฉินเวิ่นจงถืออะไรอยู่ในมือ “เป็นกลอนที่โอรสอ๋องแต่งหรือ? ก่อนหน้านี้ที่สำนักตงหลิน ข้าเคยตักเตือนเขาว่า อย่าเอะอะเสียงดังในสำนัก แต่เขากลับไม่ยอมฟัง...”
พูดไปพูดมา เมื่อหลินเฉาจิงเห็นกลอนเก้าบทในมือเฉินเวิ่นจงชัดเจน ก็ถึงกับตะลึงงัน
ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ทยอยมารุมอยู่หน้าโต๊ะนี้ ไป๋หลี่ธิดาอ๋องมีกระดาษสาทั้งหมดสามแผ่น กระดาษสาสามแผ่นนี้ ได้ถูกส่งต่อไปมาในมือของคนต่างๆ
นางกำนัลสองนางเดินขึ้นมา ยิ้มพลางกล่าว “คุณชายทั้งหลาย นายหญิงของเรามาแล้วเจ้าค่ะ!”
แลเห็นหลิ่วหังโส่วค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไม้มา นางดูอายุราวสิบแปดสิบเก้า โฉมหน้ามิได้งดงามเย้ายวนนัก หากเทียบกับหญิงงามที่แต่งกายประณีตในตรอกชุดแดงแล้ว กลับดูธรรมดาไปสักหน่อย
แต่ดวงตาคู่นั้น กลับแฝงประกายชีวิตชีวา มีเสน่ห์น่ารักอย่างบอกไม่ถูก
หลิ่วซู่เดินขึ้นมาถึงชั้นบน กลับเห็นบรรดานักปราชญ์มุงอยู่หน้าโต๊ะใบหนึ่ง ไม่มีใครแม้แต่จะเหลือบมองนางสักแวบ
นางกำนัลคิดจะเอ่ยปากเตือนทุกคนอีกครั้ง แต่หลิ่วซู่กลับยิ้มพลางยกมือห้าม นางเขย่งปลายเท้า ขยับเข้าไปใกล้อย่างแผ่วเบา เอ่ยถามนักปราชญ์คนหนึ่ง ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “พวกท่านกำลังดูสิ่งใดอยู่หรือ?”
จนกระทั่งกลิ่นหอมโชยปะทะใบหน้า นักปราชญ์ผู้นั้นถึงได้สติ “อ้อ…พวกเรากำลังดูกลอนอยู่”
หลิ่วซู่มองไปยังบทกวีบนกระดาษสา เอ่ยถามด้วยความสงสัย “หืม? ฝีมือคุณชายท่านใดประพันธ์หรือ?”
“เป็นโอรสอ๋องแห่งจวนจิ้งอ๋อง แต่ตอนนี้ท่านไปแล้ว”
“ไปแล้ว?” หลิ่วซู่เดินมาถึงริมหน้าต่าง เอามือจับขอบหน้าต่าง มองลงไปข้างล่างหอปักไหม เห็นโอรสอ๋องกับพรรคพวกกำลังพูดคุย หัวเราะร่า เล่นกันอย่างสนุกสนาน เดินออกจากหอปักไหม
ทิวทัศน์ข้างล่างนั้น ดูสนุกสนานกว่าข้างบนมากนัก
หลิ่วซู่ยิ้มพลางกล่าว “พวกเขาดูครึกครื้นจัง อยากจะเชิญพวกเขาดื่มเหล้าด้วยกัน……หรือไม่ก็ไปดื่มกับพวกเขาเสียเลย”
นางกำนัลอึ้งไปชั่วครู่ “นายหญิง จะให้ข้าไปเชิญพวกเขากลับมาหรือไม่?”
หลิ่วซู่อมยิ้ม “ไม่ต้องหรอก คนที่น่าสนใจ แค่มองจากระยะไกลก็พอแล้ว เข้าใกล้เกินไป กลับไม่น่าสนใจเท่าไร ไปเถิด ยังต้องรับมือกับพวกผู้ชายน่าเบื่ออีก”
“ห้องนั่งสามห้องที่ว่างอยู่ จะหาคนมาเติมเต็มหรือไม่เจ้าคะ?”
“เอาสิ ได้เงินจากใครก็เหมือนกันนั่นแหละ”
......
......
โอรสอ๋องเดินออกมาจากหอปักไหม ทั้งที่ผละออกมาด้วยความโมโห แต่กลับเดินอวดดีอวดเด่น ราวกับแม่ทัพเพิ่งชนะศึก
มีคนที่หน้าประตูเห็นเขาออกมา จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “โอรสอ๋อง ไม่ใช่ว่าท่านเข้าหอปักไหมไปแล้วหรือ เหตุใดจึงออกมาเร็วนัก?”
โอรสอ๋องหัวเราะอย่างเปิดเผย “แต่งกลอนไม่เป็น ก็เลยออกมาไงล่ะ!”
“ได้พบหลิ่วหังโส่วหรือไม่?”
“ไม่ได้พบ ยังดีที่ไม่ต้องเสียเงิน ไม่งั้นขาดทุนหนักแน่!”
ขณะนั้น ริมทางเดินหินสีครามของตรอกชุดขาว ทุกบ้านต่างแขวนโคมไฟรูปทรงงดงาม บ้างเป็นรูปปลาคาร์ป บ้างเป็นรูปอาคาร ประณีตน่าชม
ผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนน ล้วนเป็นนักปราชญ์มากความรู้ เก่งกาจทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์
โอรสอ๋องกับพรรคพวก เดินอย่างไร้มารยาทบนถนนสายนี้ ดูขัดกับบรรยากาศรอบข้างโดยสิ้นเชิง
เมื่อเดินห่างจากหอปักไหมไปไกลพอแล้ว โอรสอ๋องถามไป๋หลี่เสียงแผ่ว “วันนี้ข้าทำถูกแล้วใช่ไหม”
ไป๋หลี่ยิ้มพลางตอบ “ถูกแล้ว สมเป็นพี่ชายของข้า ต้องเด็ดขาดฉับไวแบบนี้”
“ฮ่าๆ” โอรสอ๋องดึงเสื้อผ้าบนตัวอย่างภาคภูมิใจ “พวกเขารังเกียจพวกเรา พวกเราก็รังเกียจพวกเขาเหมือนกัน! ในเมื่อแข่งแต่งกลอนไม่ไหว งั้นต่อไปก็ไม่แข่งแล้ว!”
ไป๋หลี่ยิ้มจนตาโค้ง “ใช่แล้ว มีแต่แข่งกันไปมา มันจะสนุกอะไร”
หลิวฉวีซิงเอ่ยเสริม “ดูหลินเฉาจิงเมื่อครู่ ที่ทำท่าทางอวดดีนั่นสิ เหมือนนกยูงแผ่หางไม่มีผิด”
เซ่อเติงเค่อพูดเสียงอู้อี้ “วิชาแพทย์ของอาจารย์ เจ้าแทบไม่เอาเลย แต่ลีลาการด่าคนกลับสืบทอดมาอย่างครบถ้วน...”
ทุกคนหัวเราะลั่น ความไม่สบายใจเมื่อครู่ก็หายไปสิ้น
ขณะนั้น เหลียงโก่วเอ๋อร์เอ่ยถาม “โอรสอ๋อง พวกเราจะไปไหนต่อ? ไปจินฟางที่ตรอกชุดแดง หรือที่อื่น?”
โอรสอ๋องโบกมือ “ยังไม่ไปตรอกชุดแดง ตอนนี้สามเณรน้อยน่าจะสวดมนต์เสร็จแล้ว เราไปรับสามเณรน้อยก่อน แล้วค่อยไปจินฟางด้วยกัน! เรื่องสนุกขนาดนี้ จะทิ้งเขาไว้ได้อย่างไร คนขาพิการยังหามออกมาแล้ว จะขาดเณรรูปหนึ่งได้หรือ?”
เฉินจี้ “...งั้นพอกลับถึงจวนอ๋องแล้ว พวกท่านช่วยทิ้งข้าไว้ที่โรงยาเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าข้าจะเป็นหรือตาย ข้าไม่อยากไปดื่มเหล้า”
“ไม่ได้!”
“ไปเถอะ กลับจวนอ๋องไปรับสามเณรน้อย ขาดใครไม่ได้เลยสักคน!”
“ไปรับสามเณรน้อย!”
เฉินจี้ได้แต่มองคนบ้าพวกนี้ คล้องแขนกัน หัวเราะเฮฮา สมองเพี้ยนไปหมดแล้ว ยอมเดินกว่าครึ่งชั่วยาม กลับจวนอ๋องไปรับสามเณรน้อย แล้วเดินอีกครึ่งชั่วยามกลับมาตลาดบูรพา...
ราวกับทุกคนในวัยหนุ่มสาว สามารถเสเพลฟุ่มเฟือยเวลาได้อย่างไร้ขอบเขต ตราบใดที่เจ้ายังยืนอยู่ในวสันต์แห่งชีวิต พอหลับไปหนึ่งคืน โลกก็จะให้อภัยเจ้า
วันหนึ่ง เจ้าจะถูกโลกทัศน์ของสามัญชนชักจูงว่า สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง
แต่เมื่อเจ้ายืนอยู่ในบั้นปลาย แล้วหันกลับมามอง ก็จะค้นพบว่าโลกนี้ไม่มีถูกหรือผิด ไม่มีสำเร็จหรือล้มเหลว วันที่เจ้ากับผองเพื่อนยืนบนโต๊ะ ร้องเพลงกันจนรุ่งอรุณ วันที่มองหญิงในดวงใจแล้วยิ้มเหมือนคนโง่ นั่นแหละคือวันวานอันงดงามที่แท้จริง
เพราะเจ้าไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้ว
เฉินจี้ถาม “ธิดาอ๋องไป๋หลี่ พี่ชายของท่าน ปกติก็บ้าๆ บอๆ แบบนี้หรือ?”
ไป๋หลี่ธิดาอ๋องยิ้มบางๆ “ปกติยิ่งบ้าบอกว่านี้อีก เมื่อปีกลาย ช่างเทศกาลโคมไฟที่เมืองหลัว เขาเมาแล้วดันไปตีระฆังที่วัดถัวหลัว เขากับพวกสหายรักปีนกำแพงเข้าไปตอนกลางดึก เสียงระฆังปลุกชาวบ้านแถวนั้นตื่นหลายร้อยหลังคาเรือน ท่านพ่อแขวนเขาไว้บนคาน แล้วเฆี่ยนตีทั้งวัน”
“เขาไปตีระฆังทำไม?!”
“เขาบอกว่า จะตีปลุกคนในโลกที่ปลุกไม่ตื่น...”
เฉินจี้นับถืออย่างจริงจัง “ปลุกคนตื่นได้ไม่น้อยจริงๆ”
“ข้าติดตามเขาออกมาด้วย ก็เพราะกลัวเขาจะไปทำเรื่องเหลวไหลแบบนั้นอีก”
“กลัวพี่ชายจะโดนตี?”
ไป๋หลี่ส่ายศีรษะ “ครั้งก่อน ท่านพ่อเฆี่ยนเขาทั้งวัน จนอ่อนล้าล้มป่วย ต้องพักฟื้นครึ่งค่อนเดือนถึงจะหาย ท่านพ่อทำงานหนัก เหน็ดเหนื่อยพออยู่แล้ว หากโดนเขาทำให้โมโหอีก คงไม่ดีแน่”
เฉินจี้ “...ความรักพ่อลูกช่างลึกซึ้งจริงๆ”
......
......
ครั้นทุกคนไปรับสามเณรน้อย แล้วกลับมาตลาดบูรพาอีกครั้ง ก็ล่วงเลยมาถึงยามดึกสงัดแล้ว
ตรอกชุดแดงยังคงสว่างโร่ โคมแดงสองแถวข้างทาง แขวนประดับจากหัวถนนถึงท้ายถนน ดุจดังดอกไม้ไฟที่ไม่มีวันดับ
ยามที่เหลียงโก่วเอ๋อร์หามเก้าอี้ไม้ไผ่ เดินผ่านระหว่างอาคาร หญิงงามชั้นบนหัวเราะเสียงใส พลางโบกผ้าเช็ดหน้า “นี่มิใช่พี่โก่วเอ๋อร์หรอกหรือ วันนี้ไปเกาะเจ้านายรวยคนไหนมาดื่มสุราอีกเล่า? อย่าไปหาน้องเยียนเอ๋อร์ที่จินฟางเลย ท่านดื่มสู้นางไม่ได้หรอก มาดื่มกับข้าเถอะ สองจอกข้าก็ล้มแล้ว!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะด่ากลับ “ข้าไม่ดื่มกับเจ้าหรอก กลัวเจ้าจะดูดพลังหยางของข้า!”
แม่นางจากชั้นบนตะโกนด่าทอลงมา “เหลียงโก่วเอ๋อร์! เงินที่ท่านซื้อเหล้าให้เยียนเอ๋อร์ มากพอจะเปิดจินฟางได้อีกแห่งแล้ว! ถูกหลอกยังไม่ยอมฟังคำเตือน ที่นางดื่มกับท่านไม่ใช่เหล้าหรอก เป็นน้ำเปล่าต่างหาก!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยังคงหามเก้าอี้ไม้ไผ่เดินต่อไป พลางหัวเราะตอบกลับ “ข้าเต็มใจ!”
ขณะเดียวกัน แม่นางโฉมสะคราญผู้หนึ่ง เดินออกมาต้อนรับจากจินฟาง “พี่โก่วเอ๋อร์ ท่านมาแล้วหรือ!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะฮ่าๆ “เยียนเอ๋อร์ วันนี้ไม่ต้องรับแขกคนอื่นแล้ว เรียกพวกแม่นางมาดูแลโต๊ะเราให้ดี อย่าให้ขายหน้าเหล่าสหายใหม่ของข้า”
เยียนเอ๋อร์กวาดตามองชุดคลุมลายมังกรปักด้ายเงินบนกายโอรสอ๋อง แล้วยิ้มรับคำทันที “เจ้าค่ะ!”
นางนำทางทุกคนขึ้นชั้น 2 จัดห้องนั่งเล่นกว้างขวางให้ อาหารและสุราถูกยกมาราวกับงานเลี้ยงใหญ่ ไม่มีจานใดซ้ำกัน
เพียงครู่เดียว บรรดาแม่นางก็พากันเข้ามาพร้อมกลิ่นหอมหวน ไป๋หลี่เหลือบมองพวกนางแวบหนึ่ง แล้วชี้ไปทางเฉินจี้ “ไม่ต้องปรนนิบัติเขา ตอนนี้ยังบาดเจ็บอยู่”
ขณะนั้น แม่นางคนหนึ่งคิดจะนั่งบนตักโอรสอ๋อง โอรสอ๋องมองไป๋หลี่ปราดหนึ่ง แล้วยิ้มเขินๆ “ไม่ได้ ไม่ได้ ดื่มสุราเฉยๆ ก็พอ”
ยามนั้น มีแขกข้างนอกพูดขึ้น “ได้ยินข่าวหรือยัง โอรสอ๋องจอมเสเพลแห่งจวนจิ้งอ๋อง ไปแต่งกลอนสิบสองบทที่หอปักไหม”
“อ้อ? แต่งได้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ฮ่าๆ รู้จักหลินเฉาจิงไหม ผู้ที่มีโอกาสชิงตำแหน่งเจี้ยหยวนกับเฉินเวิ่นจงในปีนี้ เขาบอกว่าโอรสอ๋องแต่งได้ห่วยแตก แต่ละบทเขียนได้แค่ครึ่งประโยค ไม่มีประโยคใดสมบูรณ์ ไม่รู้ว่าไปเก็บมาจากไหน หรือไม่ก็ซื้อมา”
“คนอื่นว่าอย่างไร?”
“คนอื่นก็พูดเช่นเดียวกัน ว่าฝีมือระดับโอรสอ๋อง อย่างเก่งก็ปะติดปะต่อได้แค่ครึ่งบทกลอน”
“ก็โอรสอ๋องเป็นพวกเสเพลนี่นา”
ในห้องนั่งเล่นที่โอรสอ๋องประทับ บรรยากาศกำลังเงียบสงบ เขาดื่มสุราชามใหญ่ราวกับอ่างน้ำ ระบายลมหายใจอบอวลกลิ่นสุรา แล้วจึงเอ่ยถาม “แม่นาง ข้าขอถามเจ้าหน่อย ‘ชายแดนฤดูสารททิวทัศน์แปลกตา ห่านเฮิงหยางบินผ่านไปมาไม่ห่วงหา’ บทกลอนนี้เป็นอย่างไร?”
แม่นางยิ้มตอบ “คุณชาย ท่านพูดเรื่องพวกนี้ ข้าฟังไม่รู้เรื่องหรอกเจ้าค่ะ”
โอรสอ๋องเกาศีรษะ แล้วถามต่อไป “‘ภูผาว่างเปล่าหลังฝนใหม่ ลมสารทเย็นเยียบพัดผ่านไป’ ประโยคนี้เขียนได้ดีหรือไม่?”
แม่นางรินสุราให้เขาจนเต็มถ้วยใหม่ ยิ้มพลางกล่าว “โอรสอ๋องอย่ามาลำบากข้าเลย หากท่านอยากใช้บทกลอนเกี้ยวพาราสีแม่นาง ก็ต้องไปที่ตรอกชุดขาว ที่ตรอกชุดแดงของพวกเรา รินสุราให้เต็มถ้วยดีกว่า ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกนักปราชญ์บัณฑิต!”
โอรสอ๋องชะงักไป จากนั้นก็หัวเราะลั่น “ที่นี่ดี ที่นี่ดีจริงๆ! ข้าก็ทนพวกนักปราชญ์บัณฑิตไม่ได้เหมือนกัน!”
แม่นางอมยิ้ม “พวกนักปราชญ์วัยกลางคนน่ะ มักชอบแอบมาตรอกชุดแดง ก่อนขึ้นเตียง พวกเขาจะแอบกินยาแมวน้ำ บำรุงกำลังคู่กับสุรา บอกให้ข้ารอ อย่าเพิ่งทำอะไร ตอนยังไม่ออกฤทธิ์ เขาจะคุยประวัติศาสตร์ฮั่น คุยคัมภีร์ปรัชญา ตั้งแต่ดาราศาสตร์ถึงภูมิศาสตร์ ตอนนั้นข้าชื่นชมเขามาก พอยาออกฤทธิ์ ข้าเอ่ยถามไปว่า ดาวหมาป่าสวรรค์อยู่ตรงไหน เขาบอกอย่าถามแล้ว รีบถอดเสื้อผ้าเถอะ”
สามเณรน้อยฟังจนหน้าแดงก่ำ สวดมนต์ไปฟังไป ฟังไปสวดมนต์ไป
โอรสอ๋องหวนคิดถึงคำพูดของแขกคนอื่นเมื่อครู่ กลับพบว่ากวีนิพนธ์ที่ตนเคยใฝ่ฝัน ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดเลย “ตอนข้าเพิ่งไปสำนักตงหลิน เห็นเฉินเวิ่นจงกับหลินเฉาจิงแต่งกลอนโต้ตอบกัน ใจข้าอิจฉาแทบตาย พวกเขาช่างสง่างาม ร่ายกลอนหวานซึ้งได้อย่างไร ทำไมข้าถึงทำไม่ได้ ถ้าข้าแต่งกลอนเพราะๆ ได้ จำพวก ‘หากชีวิตเป็นดังแรกพบเจอ เหตุใดลมสารทต้องโศกาอาดูร’ ข้าจะได้ยืนเคียงข้างพวกเขาหรือไม่ วันนี้ข้ากระจ่างแล้ว ที่แท้ข้ากับพวกเขาเป็นคนคนละโลกมาแต่ไหนแต่ไร ไม่จำเป็นต้องฝืนตัว”
โอรสอ๋องยกชามใหญ่ขึ้น ชูไปทางเฉินจี้ “ขออภัย ลากบทกลอนของเจ้ามารับความอัปยศด้วยกันแท้ๆ”
เฉินจี้ยิ้มปลอบ “ไม่เป็นไร ท่านจ่ายเงินแล้วนี่”
โอรสอ๋องดื่มมากเข้า ก็พูดมากขึ้น “แล้วก็ พวกอาจารย์ในสำนักน่ะ พูดปากเปียกปากแฉะ ให้พวกเราพึ่งพาตนเอง แต่ตัวเองกลับพาอนุภรรยาเข้ามาในสำนัก...เฮอะ! พรรคพวกตงหลิน”
ไป๋หลี่ขมวดคิ้ว หยิกเนื้อตรงเอวโอรสอ๋องแรงๆ “พี่ ระวังคำพูดหน่อย!”
“ฮ่าๆ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว ดื่มสุรา ดื่มสุรา!”
คืนนั้น โอรสอ๋องไม่รู้ว่าดื่มสุราไปเท่าไร เฉินจี้แต่แรกไม่ตั้งใจจะดื่ม กลับดื่มจนมึนเมาโดยไม่รู้ตัว
กรมสืบลับเอย กรมข่าวกรองเอย วิชาฆ่าฟันเอย เคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่เอย ล้วนถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง เหลือเพียงสุราหอมหวานในตรอกชุดแดง
เฉินจี้ลืมไปแล้วว่า เหตุใดถึงดื่มมากเพียงนี้ จำได้แค่ตอนมึนงง มีคนตะโกน ‘ไปกัน ขึ้นหอกลอง ดูอรุณรุ่ง’ แล้วทุกคนก็พากันหามเขาออกจากประตู
ก่อนไป เหลียงโก่วเอ๋อร์จับมือเยียนเอ๋อร์ถาม “ไปดูตะวันขึ้นกันไหม?”
แม่นางเยียนเอ๋อร์ยิ้มตอบ “แต่จินฟางยังมีแขก…”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ถามซ้ำ “ไปหรือไม่ไป?”
แม่นางเยียนเอ๋อร์ตอบ “ไป”
พวกเขาวิ่งฝ่าความมืด ไปจนถึงหน้าหอกลองเมืองหลัว ไป๋หลี่ยื่นเงินถั่วลิสงให้ทหารยามหอกลอง อีกฝ่ายจึงยอมให้ผ่าน
เมื่อขึ้นมาถึงบนหอกลอง ลมฤดูหนาวเย็นสบายพัดผ่านมา เฉินจี้ลืมตาขึ้น
เขาเห็นโอรสอ๋องนั่งเหงาๆ บนราวระเบียง แค่ลมพัดแผ่วเบาก็อาจจะร่วงลงไป
โอรสอ๋องตะโกนถาม “หลิวฉวีซิง ในภายหน้า เจ้าอยากทำสิ่งใด?”
“ข้าอยากสืบทอดวิชาอาจารย์ เป็นหมอหลวง!”
“ดี ต่อไปเจ้าจะเป็นหมอหลวงประจำจวนจิ้งอ๋องของข้า!”
โอรสอ๋องตะโกนถามต่อ “เหลียงมาวเอ๋อร์ ในภายหน้า เจ้าอยากทำสิ่งใด?”
เหลียงมาวเอ๋อร์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าอยากมีที่ดินสักสองสามไร่”
“พรุ่งนี้ข้าจะมอบให้เจ้า!”
โอรสอ๋องหันไปถามต่อ “เฉินจี้ ในภายหน้า เจ้าอยากทำสิ่งใด?”
เฉินจี้ตอบอย่างมึนงง “ไม่รู้...ข้าไม่รู้เลย มีชีวิตอยู่ให้ได้ก่อนก็แล้วกัน”
ทุกคนหัวเราะลั่น “มีชีวิตอยู่ต่อไปนี่ เรียกว่าเป็นความปรารถนาได้หรือ”
“โอรสอ๋อง ในภายหน้า ท่านอยากจะทำสิ่งใด?” เหลียงมาวเอ๋อร์เงยหน้าถาม
“ข้าอยากเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่!” โอรสอ๋องยิ้มกล่าว “เพิ่งจะรู้ตัวว่า คัมภีร์ปรัชญาพวกนั้น อ่านไปก็ไร้ประโยชน์ ต่อไปภายหน้า ลมพัดเปิดไปหน้าไหน ก็ค่อยอ่านหน้านั้น หน้าไหนอ่านยากก็ฉีกทิ้ง! ตีกลอง!”
พอพูดจบ เขาก็หยิบไม้ตีกลองขึ้นมา เตรียมจะทุบกลองใหญ่บนหอ
แต่ไป๋หลี่ดึงเขาไว้ “พี่ คิดให้ดีนะ ท่านตีลงไปทีเดียว ทหารยามหอกลองข้างล่าง ต้องถูกเนรเทศไปเป็นทหารชายแดนแน่นอน!”
โอรสอ๋องปล่อยมืออย่างเขินๆ “งั้นไม่ตีดีกว่า”
เฉินจี้หันไปมองอีกด้าน เหลียงโก่วเอ๋อร์จ้องท้องฟ้าด้วยสายตาเลือนราง แม่นางเยียนเอ๋อร์พิงกายเขาแผ่วเบา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เหลียงโก่วเอ๋อร์โอบกอดนาง “หลิวเซียน ปีกว่ามานี้ เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา?”
เยียนเอ๋อร์กำชายเสื้อเหลียงโก่วเอ๋อร์แน่น ราวกับจะยึดไออุ่นจากนักเลงผู้นี้ไว้ พลางกระซิบแผ่วเบา “ข้ากลับมาแล้ว”
“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว”
เสียงเพิ่งขาดหาย มีคนตะโกนขึ้น “ตะวันขึ้นแล้ว!”
เฉินจี้เงยหน้ามอง เห็นดวงอาทิตย์สีแดงฉาน เริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ท่ามกลางเมฆาล่องลอย แสงสีส้มแดงเริ่มสาดส่องมายังทุกคน
รอบกายเต็มไปด้วยพวกโง่เขลา เมาสุราเพ้อพก แม้แต่แสงอรุณในฤดูสารท ก็ยังอ่อนโยนจนน่าเหลือเชื่อ
ไป๋หลี่มองเฉินจี้ “เจ้ากำลังคิดอะไร?”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “ข้าอยากให้เมฆบนฟ้าก้อนนั้นหยุดนิ่ง”
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0110
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น