ตอนที่ 0067 สือเฉาทั้งสอง
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวมักอ่อนโยน แต่จุดจบของเรื่องราวมักโหดร้าย
ยามสนุกสนานเพียงใด ยามถูกลงโทษ ก็หนักหนาเพียงนั้น
ยามเช้า ในห้องโถงใหญ่ของโรงยาไท่ผิง เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิง ยืนเรียงแถวหน้าโต๊ะบัญชี
เฒ่าเหยากลับไปหยิบไม้ไผ่สองอันจากลานหลัง ฟาดทั้งคู่จนร้องครวญคราง “หัดไม่กลับบ้านและดื่มสุราตอนกลางคืนแล้วสินะ พ่อแม่พวกเจ้าจ่ายค่าเล่าเรียน เสียแรงส่งมาที่นี่ เพื่อให้พวกเจ้ามาดื่มสุรางั้นหรือ? จับชีพจรยังจับไม่แม่น แล้วเมื่อไรจะหวังพึ่งพวกเจ้าไปตรวจอาการคนไข้ได้”
หลิวฉวีซิงร้องครวญครางว่า “อาจารย์ ข้าจับชีพจรแม่นแล้ว คนที่จับชีพจรไม่แม่นคือเซ่อเติงเค่อต่างหาก!”
เซ่อเติงเค่อร้องไห้จนน้ำมูกเป็นฟอง “หลิวฉวีซิง ไอ้บัดซบ!”
ขณะนั้น เฒ่าเหยาหันกลับมาอย่างดุดัน จ้องหน้าเฉินจี้ที่นั่งดูอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ “เจ้าก็ด้วย!”
เฉินจี้กลอกตามองบน “อาจารย์ ข้าเจ็บแผลเหลือเกิน”
พูดจบก็ทำทีสลบไป
ทว่าเฒ่าเหยาไม่สนใจ ฟาดไม้ไผ่ลงมาอย่างไม่ยั้ง จนเฉินจี้ต้องฟื้นขึ้นมาร้องโหยหวน “อาจารย์ ข้ามีแผล ข้ามีแผล!”
“ตอนนี้นึกออกแล้วสินะว่าตัวเองมีแผล? ตอนเที่ยวเล่นทำไมถึงนึกไม่ออกล่ะ?” เฒ่าเหยาสลับฟาดเด็กฝึกทีละคน ไม้ไผ่อันหนึ่งหักก็เปลี่ยนเป็นอีกอัน ทุกคนเพิ่งจะเข้าใจว่า เหตุใดท่านจึงหยิบไม้ไผ่มาถึงสองอัน...
ฟาดเด็กฝึกเสร็จแล้ว เฒ่าเหยาหันไปมองโอรสอ๋อง “โอรสอ๋อง ไปศึกษาที่สำนักตงหลินถึงสามปี พอสำเร็จการศึกษากลับมา ดันหลงมัวเมาในย่านโคมแดงทุกวัน ดูเหมือนอาจารย์ที่สำนักตงหลินก็ไม่เท่าไรนี่”
โอรสอ๋องเผลอรับคำ “ใช่ขอรับ ไม่เท่าไรเลย…”
พอรู้ตัวว่าพูดผิด ก็รีบยิ้มแห้งแก้ตัว “ไม่ใช่ๆ ท่านอย่าเข้าใจผิด เมื่อวานข้าดีใจไปหน่อย พวกเราถูกชะตากันจริงๆ...”
เฒ่าเหยาค่อยๆ ยกมือขึ้น โอรสอ๋องรีบหดตัว หลบไปซ่อนหลังไป๋หลี่ พึมพำแผ่วเบาจากปาก “คิดว่าตอนท่านยังหนุ่ม ก็คงเคยเกเรแบบนี้เหมือนกัน...”
ไป๋หลี่ก้าวไปข้างหน้า ประคองแขนเฒ่าเหยา “ท่านอย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ อย่าไปถือสาพวกเขาเลย”
เฒ่าเหยาเลิกคิ้ว “เมื่อคืนไม่มีเจ้าด้วยหรือ กลับไปยืนที่เดิม!”
ไป๋หลี่ก้มหน้างุดๆ ถอยกลับไปยืนในแถวอย่างหน้าเสีย
เฒ่าเหยาหันไปมองเหลียงโก่วเอ๋อร์ “อาศัยกินดีอยู่ดีในโรงยาไท่ผิงของข้า แล้วมาชักนำลูกศิษย์ข้าให้เสียคนงั้นสิ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ก้มหน้าเช่นกัน “ท่านวางใจได้ คราวหน้าจะไม่พาพวกเขาเที่ยวค้างคืนข้างนอกแน่นอน”
เฒ่าเหยาถลึงตา หนวดเคราแทบลุกชัน “ยังจะมีคราวหน้าอีกหรือ!”
ชายชราหนวดผมขาวโพลนคนนี้ ราวกับผู้อาวุโสของทุกคน ดุด่าทุกคนอย่างยุติธรรม ยกเว้นเหลียงมาวเอ๋อร์เพียงคนเดียว แม้แต่โอรสอ๋อง ไป๋หลี่ และเหลียงโก่วเอ๋อร์ ต่างก็ก้มหน้านิ่ง ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง...
แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ตามหลักแล้ว เฒ่าเหยาเป็นเพียงหมอหลวงในจวนจิ้งอ๋อง แต่เมื่อท่านตำหนิโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง แม้แต่โอรสอ๋องเองก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลและเป็นธรรมชาติ
หมอหลวงเหยาเอ่ยเสียงเย็น “ทุกคนยืนตรงนี้ สำนึกผิดให้ดี!”
พูดจบก็หันหลังกลับเข้าลานหลัง ทุกคนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
หลิวฉวีซิงสะอึกสะอื้น “อาจารย์ลงมือหนักเกินไปแล้ว”
เหลียงโก่วเอ๋อร์พิงโต๊ะบัญชีอย่างเกียจคร้าน เอาศอกค้ำโต๊ะไว้ “เจ้าจงพอใจเถอะ สมัยนี้ยังมีคนยอมสั่งสอนก็ดีแล้ว หากปีก่อนมีคนฟาดข้าสักตั้ง ก็คงไม่เมาหัวราน้ำอย่างทุกวันนี้หรอก...”
เหลียงโก่วเอ๋อร์มองโอรสอ๋อง “ท่านกับธิดาอ๋องไม่ต้องยืนรับโทษที่นี่หรอก ยังไงตาเฒ่าก็ไม่มีสิทธิ์อบรมพวกท่าน ทำไมต้องอยู่ให้โดนดุด้วย?”
โอรสอ๋องหัวเราะร่า “พูดอะไรของเจ้าน่ะ? มิตรแท้ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรวยร่วมจนกันสิ!”
......
......
ขณะนั้น เสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก “หมอหลวงเหยาอยู่หรือไม่”
ทุกคนในโรงยาต่างผ่อนลมหายใจโล่งอก มีคนนอกมา รอดตัวแล้ว!
หมอหลวงเหยาเดินกลับมายังห้องโถงใหญ่อย่างไม่รีบร้อน เหลือบมองเซ่อเติงเค่อแวบหนึ่ง “ไสหัวไปเปิดประตู!”
เซ่อเติงเค่อรีบวิ่งออกไปทันที ครู่เดียวก็พาแขกเข้ามาในลานหลัง
เฉินจี้เงยหน้าขึ้น เห็นผู้ดูแลหยวน จากหอไป๋ลู่ ยิ้มแย้มแจ่มใส หิ้วของสองห่อ มีทั้งผลไม้ ขนมหวาน แม้กระทั่งขาแกะสดใหม่
ชั่วขณะนั้น ความฝันเอย นางขับร้องเอย สุราหอมหวานเอย ล้วนสลายหายไปราวควันเพราะการมาเยือนของผู้ดูแลหยวน ทุกสิ่งเมื่อคืนราวกับเพียงฝันดี
นับตั้งแต่บาดเจ็บ เฉินจี้ก็ดูเหมือนจะห่างไกลความขัดแย้ง ได้ฝึกวิชาฆ่าฟันบนขุนเขาขจี ได้ถูกโอรสอ๋องพาเที่ยวเตร่
ชีวิตผ่านไปอย่างเต็มอิ่มและมั่นคง ราวกับเงามืดแต่หนหลังได้จากไปไกล ไม่มีวันหวนคืน
แต่เขารู้ดี สิ่งที่ต้องมาถึง สักวันย่อมมาถึง
เฒ่าเหยาเอ่ยถาม “โรงยาไท่ผิงข้า เพิ่งเติมยาสมุนไพรไปเมื่อสองสามวันก่อน ผู้ดูแลหยวนมาด้วยตัวเองอีกทำไม ไม่ต้องทำมาค้าขายหรือไง?”
ผู้ดูแลหยวนยิ้มแล้วตอบ “ลูกจ้างหอไป๋ลู่บอกว่า เมื่อวานเห็นเฉินจี้ถูกหามอยู่บนถนน คงจะบาดเจ็บ ข้าเลยว่าจะมาเยี่ยมเขาหน่อย”
เฉินจี้ทราบดี ย่อมเป็นเพราะเมื่อวานตนออกอวดโฉมกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง จึงดึงดูดความสนใจจากกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง
เขารู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะมา แต่ไม่คาดคิดว่าจะมาเร็วถึงเพียงนี้
เฒ่าเหยาเหลือบมองผู้ดูแลหยวน แล้วเอ่ยเสียงเรียบเฉย “ผู้ดูแลหยวนงานล้นมือ ยอมถ่อมาถึงโรงยาไท่ผิงของข้า เพื่อเยี่ยมเด็กฝึกตัวน้อยของข้าเชียวหรือ?”
ผู้ดูแลหยวนไม่ถือสาคำเสียดสีของเฒ่าเหยา “ก่อนหน้านี้ หมอน้อยเฉินมักมาซื้อยาสมุนไพรที่หอไป๋ลู่ข้า พบกันแล้วถูกชะตา จึงหิ้วของมาเยี่ยมหน่อย ท่านทำธุระไปเถอะ ข้าขอคุยกับหมอน้อยเฉินสักครู่”
เฒ่าเหยาพยักหน้า “อืม งั้นพวกเจ้าคุยกัน เซ่อเติงเค่อไสหัวไปตักน้ำ หลิวฉวีซิงไสหัวไปถูพื้น เหลียงมาวเอ๋อร์ไสหัวไปทำอาหาร เหลียงโก่วเอ๋อร์...เจ้าไปนอนเถอะ”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยิ้มเขินๆ “ข้ากินฟรีอยู่ฟรีในโรงยาไท่ผิง ท่านจะให้ข้าไสหัวไปก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
“ได้ งั้นไสหัวไปผ่าฟืนซะ!”
“ขอรับ!”
โอรสอ๋องรีบยิ้มประจบ “พวกเราจะอยู่ช่วยงานก่อนค่อยไป ไป๋หลี่ไปหาผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะในห้องโถงหน่อย...”
ไป๋หลี่ยิ้มตอบ “อื้อ!”
ผู้ดูแลหยวนถือโอกาสตอนทุกคนไปทำงาน เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “เมื่อคืนก่อน เจ้าพบสายลับแปรพักตร์นั่นหรือยัง”
เฉินจี้ส่ายศีรษะ กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “คืนนั้นข้าบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ เรื่องราวหลังจากนั้น ไม่รู้เลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อกรมสืบลับยังมิได้มาจับกุมตัวข้า คิดว่าคงยังจับไม่ได้กระมัง”
ผู้ดูแลหยวนเอามือไพล่หลัง ยืนครุ่นคิดอยู่ในห้องโถงใหญ่ บรรยากาศภายในห้องพลันแข็งทื่อดุจน้ำแข็ง
ประตูโรงยาไท่ผิงยังคงปิดสนิท แสงอรุณจากภายนอก ส่องผ่านกระดาษขาวบนบานหน้าต่าง มอบแสงน้อยๆ ให้แก่ห้องอันมืดสลัว
เฉินจี้เพ่งมองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน มิได้เอ่ยวาจาใด
ครู่ต่อมา ผู้ดูแลหยวนเอ่ยถาม “สองวันมานี้ มีคนจากกรมข่าวกรองมาหาเจ้าบ้างหรือไม่”
เฉินจี้ส่ายศีรษะ “ไม่มีขอรับ”
ผู้ดูแลหยวนจ้องมองเฉินจี้นิ่ง “จริงหรือที่ว่าไม่มี?”
เฉินจี้สบตากลับอย่างไม่หวั่นไหว “จริงขอรับ ไม่มี”
ผู้ดูแลหยวนไม่ยึดติดกับประเด็นนี้อีก เปลี่ยนเรื่องทันที “สินค้างวดที่แล้ว ส่งขึ้นเหนือไปแล้ว ให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน จงหาทางแจ้งให้ท่านผู้มีอำนาจในจวนอ๋องทราบว่า ถึงเวลาส่งมอบสินค้างวดใหม่แล้ว หากสินค้างวดนี้มาถึง ท่านผู้นำจะเดินทางลงใต้ทันที”
เฉินจี้ทำท่าลำบากใจ “แต่ว่าท่านสือเฉา ดูสิขอรับ ข้าบาดเจ็บหนักขนาดนี้ จะติดต่อท่านผู้นั้นได้อย่างไร รอให้ข้าหายก่อนไม่ได้หรือ”
สีหน้าผู้ดูแลหยวนหม่นหมองลงทันใด เขาโน้มตัวลง ยื่นมือกดลงบนบาดแผลตรงต้นขาเฉินจี้
เฉินจี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด หยาดเหงื่อเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายจากหน้าผาก เพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจ เสื้อผ้าด้านหลังก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ทว่าเขาไม่อาจส่งเสียงใดๆ
เหลียงโก่วเอ๋อร์อยู่ที่ลานหลังบ้าน หากเฉินจี้ร้องขึ้นมา อีกฝ่ายย่อมได้ยิน แต่เมื่อได้ยินแล้ว เขาจะปล่อยให้ทุกคนรู้ว่า ตัวเองคือสายลับของกรมข่าวกรองหรือ
ไม่ได้ ต้องไม่ให้ความลับแตก
ผู้ดูแลหยวนกล่าวเสียงต่ำ “ข้าไม่ชอบให้ใครมาต่อรอง การติดต่อเป็นหน้าที่ของเจ้า มิใช่หน้าที่ข้า ที่ยังไว้ชีวิตเจ้า ก็ควรสำนึกในบุญคุณบ้าง อย่ามาขัดขวางแผนการของข้าเป็นอันขาด”
ขณะนั้น ไป๋หลี่ถือผ้าขี้ริ้ว เดินกลับมาจากลานหลังอย่างอารมณ์ดี ปากยังฮัมเพลงเบาๆ
ผู้ดูแลหยวนเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง แล้วกระซิบกับเฉินจี้ “ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ข้าให้เวลาเจ้าเพียงหนึ่งวัน”
“ขอรับ”
ผู้ดูแลหยวนหันกายจากไป เขาผลักประตู แต่กลับหยุดชะงักอยู่ด้านในประตู ราวกับมีผู้ใดขวางทางอยู่
เฉินจี้มองข้ามไหล่ของเขาไป กลับเห็นชายคนหนึ่ง ยืนอยู่นอกประตู สวมงอบไม้ไผ่ เสื้อผ้าปะชุน เท้าสวมรองเท้าฟาง มือถือดาบสั้นเล่มหนึ่ง ก้มศีรษะยืนนิ่งท่ามกลางสายหมอกบางของยามเช้า มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในระยะห่าง ต่างไม่เอ่ยวาจา ทว่ากลิ่นอายแห่งการฆ่าแผ่ซ่านไปทั่ว
นี่คือ…สือเฉาอีกคนของกรมข่าวกรอง!
เฉินจี้ใจหายวาบ ดุจกรมสืบลับที่มีสิบสองนักษัตร สือเฉาของกรมข่าวกรองก็มิได้มีเพียงคนเดียว แค่ในเมืองหลัวก็มีถึงสองคน คนหนึ่งร่างท้วม ปลอมตัวเป็นผู้ดูแลหยวน อีกคนร่างผอม เคยสวมหน้ากากยักษ์เขี้ยวงา ชอบใช้ดาบสั้น
เฉินจี้สัมผัสได้ถึงภยันตราย จึงหันไปบอกไป๋หลี่ที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ “ธิดาอ๋อง ช่วยรินน้ำให้ข้าดื่มได้ไหม”
ไป๋หลี่ไม่รู้ความเป็นไป จึงเพียงยิ้มตอบ “ได้สิ ข้าจะไปรินมาให้เดี๋ยวนี้แหละ”
ครั้นไป๋หลี่จากไปแล้ว ก็ได้ยินผู้ดูแลหยวนกล่าวกับสือเฉาอีกคน ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
สือเฉาฝ่ายตรงข้ามหัวเราะเย็น “แล้วเจ้าล่ะ มาทำอะไร”
“บัดนี้ เมืองหลัวอยู่ภายใต้การดูแลของข้า เจ้าควรรู้สถานะตัวเองบ้าง” กล่าวจบ ผู้ดูแลหยวนก็ขึ้นรถม้า เคลื่อนตัวจากไปอย่างรีบร้อน
สือเฉาที่สวมงอบ จ้องมองเฉินจี้นิ่งๆ อยู่นานพอควร แล้วจึงค่อยจากไป
เฉินจี้งุนงง สือเฉาทั้งสองคน มารวมตัวกันที่หน้าโรงยาไท่ผิงด้วยเหตุอันใด?
ขณะนั้น ไป๋หลี่ถือน้ำร้อนมาถ้วยหนึ่ง “เอ้านี่ อุ่นๆ กำลังดี...”
เฉินจี้ไม่รับน้ำ หากแต่เงยหน้ามองธิดาอ๋องไป๋หลี่ “ธิดาอ๋อง ข้าไว้ใจท่านได้หรือไม่”
ไป๋หลี่ยิ้มตอบ “แน่นอน ข้าเชื่อถือได้”
เฉินจี้ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไผ่ โขยกเขยกดิ้นรน เดินออกไปข้างนอก พอถึงประตู เขาหันกลับมามองธิดาอ๋องไป๋หลี่ “เมื่อข้าไปแล้ว ช่วยปิดประตูให้ดี เก็บเป็นความลับด้วย ขอบคุณ”
......
......
เฉินจี้ฉวยจังหวะที่ผู้คนบนถนนยังไม่มาก เร่งฝีเท้ามาถึงนอกกำแพงหลังร้านขายผ้า
พอเลี้ยวเข้าตรอกเล็กนี้ เขาก็ชะงักงัน เพราะเห็นอูหยุนหมอบอยู่บนกำแพงขาวหลังคากระเบื้องเทา ข้างหลังมีแมวสลิดกว่าสิบตัวก้มหัวรับคำสั่ง
ฝั่งตรงข้ามอูหยุน แมวสลิดตาบอดข้างหนึ่ง หมอบบนหลังคากระเบื้องเทาเช่นกัน ข้างหลังก็มีแมวตามอีกสิบกว่าตัวเช่นกัน ทั้งแมวส้มอ้วน แมววัว
ศึกสงครามจวนจะปะทุอยู่รอมร่อแล้ว
เฉินจี้ไม่ทันคิดว่าเกิดอะไรขึ้น รีบโบกมือเรียกอูหยุน “อูหยุน!”
อูหยุนร้องเหมียวหนึ่งที “ท่านถอยไปก่อน เดี๋ยวเลือดจะกระเด็นใส่”
เฉินจี้ “......”
กลิ่นอายฆ่าฟันกำลังโชยลอยโชยคละคลุ้ง
เขารีบกล่าว “อย่าเพิ่งสู้ มีเรื่องสำคัญจะฝากเจ้า”
อูหยุนได้ยินดังนั้น ก็เก็บจิตสังหารทันที หันมามองเฉินจี้แล้วถาม “มีอะไรหรือ”
เฉินจี้กล่าว “เมื่อครู่ มีชายสวมงอบคนหนึ่ง ออกจากโรงยาไท่ผิง มุ่งไปทางทิศใต้ เขาสวมเสื้อผ้าปะชุน เท้าใส่รองเท้าฟาง หากเจ้าไล่ตามเดี๋ยวนี้ ย่อมทันแน่ ช่วยแอบสะกดรอยตามให้ข้าที ข้าอยากรู้ตัวจริงของเขา!”
อูหยุนร้องเหมียวหนึ่งที เลิกสนใจฝูงแมวที่กำลังเผชิญหน้า หันกายพาแมวสลิดสิบกว่าตัว แยกย้ายกันไปตามตรอกต่างๆ ไล่ตามไปทางทิศใต้
ในขณะเดียวกัน รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ แล่นมาจอดหน้าโรงยา
จินจูเปิดม่านรถ กระโดดลงมา เดินมายังหน้าโรงยาไท่ผิงด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ แล้วเคาะประตู
ไป๋หลี่เดินมาถึงประตู ถามอย่างระมัดระวัง “ใครหรือ”
จินจูได้ยินเสียงธิดาอ๋องก็อึ้งไป “ข้าเป็นสหายของเฉินจี้ ได้ยินว่าเขาบาดเจ็บ ก็เลยมาเยี่ยม”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น